<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุภา&#039; เผยไต่สวนเพิ่มอดีตนักการเมือง-จนท.รัฐ หวังจบคดีข้าวจีทูจียุคปูภายใน ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) คัดเลือกบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ให้เป็นผู้ส่งมอบข้าวให้&amp;nbsp;BULOG&amp;nbsp;ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมีติชี้มูลนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เปิดเผยความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า ขณะนี้อัยการกำลังพิจารณาอยู่ โดยยังไม่ได้มีการตั้งข้อไม่สมบูรณ์มายัง ป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ทั้งหมด กล่าวว่า คดีจีทูจียุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แก่ ระบายข้าวจีทูจีล็อต 2 มีการตั้งไต่สวนเพิ่มเติมอย่างน้อย 2-3 ราย และมีการกันพยานบุคคลอยู่ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วทั้งหมด โดยบุคคลที่ถูกไต่สวนเพิ่มเติม 2-3 รายนั้น ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองที่อยู่ต่างประเทศ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่คดีขายมันสำปะหลัง (มันเส้น) จีทูจี กำลังสรุปสำนวนการไต่สวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า ส่วนคดีจีทูจียุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอยู่ 3 คดี คือคดีระบายมันสำปะหลังจีทูจี ระบายข้าวจีทูจี และการประมูลข้าวเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยสาเหตุที่ล่าช้าเนื่องจากมีพยานเอกสารบางชิ้น ที่พบว่าไม่เหมือนกับตัวต้นฉบับ โดยเอกสารที่ส่งมายัง ป.ป.ช. ไม่ปรากฏลายเซ็นของบุคคลใดเลย จึงดำเนินการขอเอกสารตัวจริงอยู่ และรอเสนอเข้าที่ประชุมองค์คณะไต่สวนว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาใครบ้าง และคดีนี้ยังไม่หมดอายุความ เนื่องจากมีอายุความ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับคดีมันเส้นจีทูจี และระบายข้าวจีทูจียุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ พยายามจะทำให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2564 พยายามตั้งเป้าหมายให้แคบที่สุดเพื่อไม่ให้มีปัญหา แต่เนื่องจากติดปัญหาโควิด-19 ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องบางรายไม่สามารถเข้าให้ปากคำได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;น.ส.สุภา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114266</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ข้าวจีทูจี, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด, ปปช., สุภา ปิยะจิตติ, องค์การคลังสินค้า (อคส.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61236ed9b97fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99981</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดีศาลคดีทุจริตฯ ภาค 1 ฟ้อง กรรมการ ปปช. หมิ่นศาล &#039;สิระ&#039; รับเรื่องเข้ากมธ.กฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎา คงรอด ทนายความ (ซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64 - ที่ศาลจังหวัดสระบุรี นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มอบอำนาจให้นายเจษฎา คงรอด ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า วันที่ 23 มี.ค. 2564 จำเลยจัดทำและยื่นคำร้องขอโอนสำนวนคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.84/2563 นายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 โดยมีข้อความอันเป็นการดูหมิ่น ดูถูก เหยียดหยามโจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทั้งยังเป็นการลดคุณค่า ทำลายการใช้ความเด็ดขาดในการรักษาความยุติธรรมของศาล และทำลายชื่อเสียงของศาล หรือผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดูหมิ่นโจทก์ว่า โจทก์แทรกแซงการพิจารณาคดี และเป็นเรื่องที่ไม่เป็นการปฏิบัติตามปกติในกระบวนพิจารณา หากให้มีการพิจารณาคดีต่อไปในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นั้น จำเลยอาจไม่รับความยุติธรรม โจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนนั้น มีประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีอื่นๆ มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี และเคยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ให้เป็นอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม จึงตระหนักดีว่าการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมนั้นต้องมีความเป็นอิสระ ในการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งผู้พิพากษาและผู้บริหารในศาลต่างๆ ต้องให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน ตลอดจนผู้พิพากษา และข้าราชการศาลยุติธรรมผู้ใต้บังคับบัญชาในศาลด้วยความเมตตาเอื้อเฟื้อ เพื่อให้การบริหารคดี และการบริหารงานต่าง ๆ ในศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดี หมายเลขดำที่ อท.84/2563 ดังกล่าว เป็นการดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุก ประการ เพื่อประสาทความยุติธรรมให้กับคู่ความทุกฝ่ายในคดีรวมทั้งจำเลยด้วย ซึ่งโจทก์ต้องมีความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีโดยปราศจากการก้าวก่ายหรือแทรกแซงโดยบุคคล หรือองค์กรใด รวมทั้งผู้บริหารในศาลยุติธรรมด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้วผู้พิพากษาที่พิจารณาพิพากษาคดีจะเกิดความหวั่นไหวจากการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีอันจะเกิดผลกระทบต่อความยุติธรรม และประชาชนทั่วไป รวมทั้งกระทบต่อความมั่นคง ของประเทศชาติ เมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใดแล้ว หากคู่ความฝ่ายใดรวมทั้งจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกฎหมายต่อไปได้ โดยคู่ความและประชาชนต้องให้ความเคารพศรัทธาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยในการยื่นคำร้องขอโอนคดีโดยระบุข้อความต่างๆ ดังกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น เป็นการดูหมิ่นโจทก์และ/หรือศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี และเป็นการใส่ความด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ ว่ามีการแทรกแซงการพิจารณาคดีโดยโจทก์ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นการปฏิบัติตามปกติในกระบวนพิจารณา หากให้มีการพิจารณาคดีต่อไปในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น เป็นการทำลายความเชื่อถือ และความเด็ดขาดในการใช้อำนาจรัฐในการรักษาความยุติธรรรมของศาล รวมทั้งเป็นการลดคุณค่าและทำลายชื่อเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี ทั้งที่ความจริงโจทก์ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และกระทำการไปเพื่อประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมายและนิติประเพณี โดยยึดมั่นในความเป็นอิสระของผู้พิพากษาแต่ละท่าน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี และเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานผู้ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังยื่นฟ้อง นายเจษฎา คงรอด ทนายความของนายปรเมษฐ์ กล่าวว่า ศาลจังหวัดสระบุรีรับคำฟ้องไว้นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 19 ก.ค. นี้ เวลา 13.30 น. โดยในวันนั้น นายปรเมษฐ์ในฐานะโจทก์จะเดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการยื่นคำร้องขอโอนคดีของฝ่ายจำเลย มีผลทำให้อธิบดีผู้พิพากษาฯ ต้องถูกย้ายไปช่วยราชการ และตั้งคณะกรรมการสอบใช่หรือไม่ นายเจษฎา กล่าวว่า เรื่องการสอบวินัย เรายังไม่ทราบว่ามีการร้องเรียนในข้อเท็จจริงเรื่องอะไร&amp;nbsp; ทราบแต่เพียงว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทราบอย่างไม่เป็นทางการว่ามีการสรุปข้อเท็จจริงไปแล้ว และมีคำสั่งย้ายนายปรเมษฐ์ไปอยู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งที่ท่านยังไม่เคยได้มีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะกรรมการชุดนี้เลย เรายังไม่ทราบว่าเนื้อหาในการร้องเรื่องวินัยเป็นอย่างไร จะเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่เราประเมินว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พอทราบข่าวจึงเดินทางมารับเรื่อง เพื่อให้เข้าสู่คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพื่อพิจารณาศึกษาหาข้อเท็จจริงว่า การร้องเรียนของ น.ส.สุภา กระทำในฐานะอะไร มีอำนาจหน้าที่ให้เปลี่ยนคณะสอบสวน หรือร้องขอให้สอบท่านอธิบดีฯ เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ท่านอธิบดีฯ ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ตนในฐานะส่วนตัวมองว่ามีเรื่องที่ไม่ปกติ ถ้าเป็นไปตามข่าว คณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ถูกต้องหรือไม่ ให้ความยุติธรรมกับผู้ถูกร้องหรือไม่ อย่างการไต่สวนไม่ว่าจะในชั้นศาล ก็ต้องให้โอกาสจำเลยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้มากที่สุด ทั้งนี้ จะเชิญคณะกรรมการสอบเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมาธิการฯ เชิญท่านสุภาและเชิญอธิบดีฯ เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะสูงกว่าอธิบดีฯ ก็ขอให้เป็นมติของคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งก็จะต้องเชิญทั้งหมดทั้งคนร้อง ผู้ตั้งเรื่องให้สอบและคณะกรรมการสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีแรกที่ผู้พิพากษาระดับอธิบดียื่นฟ้อง ป.ป.ช. โดย ก่อนหน้านี้ น.ส.สุภา จำเลยในคดียื่นคำร้องขอโอนคดีในวันที่ 23 มี.ค.2564&amp;nbsp;หลังจากนั้นสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค.2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีอธิบดีถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณา อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ความคดีหมายเลขดำที่ อท.84/2563 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีความเห็นว่า อธิบดีมีพฤติการณ์เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการในวันที่ 5 เม.ย. 2564 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์ในคดีมีพยานสำคัญมาเบิกความ คือนายวิชา มหาคุณ และนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ซึ่งในวันดังกล่าวพยานทั้ง 2 ท่าน ได้เดินทางไปศาลพร้อมเบิกความแล้ว แต่จำเลยกับพวกได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เพื่อให้ศาลส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในเรื่องอำนาจการพิจารณาคดีของศาล ก่อนหน้านี้นับแต่วันฟ้องคดีจนถึงวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน จำเลยไม่เคยโต้แย้งในประเด็นเขตอำนาจศาลเลย แต่มาโต้แย้งในวันไต่สวนมูลฟ้อง ทำให้ศาลต้องเลื่อนการพิจารณาคดี โดยบ่ายวันดังกล่าวประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99981</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปปช., ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, สุภา ปิยะจิตติ, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d5181917b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เคลียร์&#039;นาฬิกาป้อม&#039; ตีตกรับทรัพย์สินเกิน3พัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พี่ใหญ่&amp;quot; เฮลั่น! ป.ป.ช.ตีตกคดี &amp;quot;ป้อมนาฬิกาเพื่อน&amp;quot; ส่วน &amp;quot;จีทูจีล็อต 2&amp;quot; แจ้งข้อกล่าวหาหมดแล้ว &amp;quot;สุภา&amp;quot; เผยคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักการเมือง อยู่ระหว่างการไต่สวน 49 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น 109 เรื่อง คืบหน้าไปเยอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สถาบันอิศราร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. จัดงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบบรรณาธิการและผู้บริหารสื่อมวลชน มีการพูดถึงคดีที่อยู่ในการพิจารณาของป.ป.ช.หลายคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงการไต่สวน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณีการยืมนาฬิกาเพื่อน 21 เรือน เป็นการรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ว่าเมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ และมีมติออกมาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอยืนยันมติ และจะให้เลขาธิการป.ป.ช.ชี้แจงต่อสังคม รวมถึงเหตุผลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยต่อไป อย่างไรก็ดี ในการลงมติกรณีนี้ ตนขอถอนตัว ไม่ได้ร่วมลงมติด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องต่อเนื่องจากกรณีเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงการพิจารณาเรื่องการยืมทรัพย์สินว่า มีการยืม 2 ลักษณะ คือยืมในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นหนี้สิน และยืมในเชิงนิติประเพณี โดยในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ไม่มีการกำหนดให้แสดงรายการทรัพย์สินที่ยืมในเชิงนิติประเพณีดังกล่าวไว้ และเรื่องการยืมที่ถือเป็นนิติประเพณีนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดก่อนเคยวินิจฉัยว่าไม่มีความผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ประเทศไทยเคยมีกรณีการยื่นทรัพย์สินประเภทรถยนต์จำนวนมาก อาทิ กรณีนักการเมืองรายหนึ่งขับรถเบนท์ลีย์สีชมพูเข้าทำเนียบรัฐบาล จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีการแจ้งทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหรือไม่ จนมีการตรวจสอบ แต่นักการเมืองรายดังกล่าวก็ได้ชี้แจงว่ายืมมาจากเพื่อนที่อยู่ประเทศสิงคโปร์ และได้คืนไปแล้ว จึงไม่ถือว่าทรัพย์สินที่ต้องยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ดังนั้นการวินิจฉัยเรื่องการยืมทรัพย์สินจึงยึดแนวคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ชุดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการไต่สวนว่า สำหรับคดีที่อยู่ในการรับผิดชอบของสำนักการเมือง อยู่ระหว่างการไต่สวน 49 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น 109 เรื่อง มีทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่สะสมมา โดยคดีทางการเมืองสำคัญนั้น กรอบระยะเวลาตามกฎหมาย ป.ป.ช.ใหม่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเร่งทำสำนวนกันหมด โดยเป็นเรื่องที่ประธานกรรมการ ป.ป.ช.เคยชี้แจงแล้วว่าคดีการเมืองก้าวหน้าไปเยอะ แม้ที่ผ่านมาไม่สามารถชี้มูลอะไรได้ เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า คดีที่ประชาชนสนใจ เช่น คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตสอง ดำเนินการไต่สวนอยู่ มีการกันบุคคลไว้เป็นพยานเรียบร้อยแล้ว และแจ้งข้อกล่าวหาไปหมดแล้ว ส่วนคดีระบายข้าวจีทูจี และคดีมันจีทูจียุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังรวบรวมพยานเอกสาร อย่างไรก็ดี 2 คดีนี้มีโมเดลเหมือนกับคดีข้าวจีทูจีและมันเส้นจีทูจีสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนคดี นปช.ลั่นกลองรบ ถูกกล่าวหาปราศรัยแบ่งแยกประเทศนั้น แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อยู่ระหว่างรอคำชี้แจง คดีจัดซื้อจัดจ้างโครงการขุดลอกคลอง 1,500 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภากล่าวว่า ส่วนคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อยู่ระหว่างการสรุปสำนวน คดีการปรับปรุงข้าวให้ประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อค) สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อยู่ระหว่างสรุปสำนวน คดีก่อสร้างฝายแม้ว มีทั้งหมด 4 สำนวน มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว เสร็จ 1 สำนวน เหลืออีก 3 สำนวนอยู่ระหว่างไต่สวนรอสรุป ส่วนคดีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง อยู่ระหว่างสรุปสำนวน และพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป คดีทุจริตโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองตลิ่งชัน อยู่ระหว่างสรุปสำนวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภากล่าวว่า ส่วนคดีสินบนข้ามชาติเรื่องเหมืองแร่ทองคำ มีการขอข้อมูลจากต่างประเทศไปแล้ว และแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญากับผู้ถูกกล่าวหาแล้วด้วย ส่วนคดีสินบนข้ามชาติภาษีสุราดิอาร์จิโอ อยู่ระหว่างสรุปสำนวน ส่วนคดีพีทีที.จีอี. เครือ ปตท. ลงทุนปลูกปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย ขณะนี้กำลังสรุปข้อมูลและรอเอกสารบางส่วนจากต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีที่เป็นที่สนใจของประชาชนทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่าแจ้งข้อกล่าวหาเกือบหมดแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมสรุปสำนวน พยายามทำตามกฎหมายให้มากที่สุด ทุกคนทำกันเต็มมือเต็มที่&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภากล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคดีร่ำรวยผิดปกติที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่วนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากคดีการทุจริตเงินบูรณปฏิสังขรณ์วัด (เงินทอนวัด) เป็นคดีใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการนำเข้ารถหรูหลบเลี่ยงภาษีว่า คดีนี้มีหลายสำนวน เสร็จแล้วบางส่วน มีการส่งเรื่องไปยังต้นสังกัดให้ไล่ผู้ถูกกล่าวหาออกแล้ว ส่วนคดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ สาเหตุที่เสร็จบางส่วน มีรถหรูจำนวนมาก ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ เอกสารหลักฐานต่างๆ กำลังทยอยเข้ามา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44523</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิทยา อาคมพิทักษ์, สุภา ปิยะจิตติ, สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d668ebd0e3f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เผยความคืบหน้าคดีสำคัญ​&#039;จีทูจีล็อต2&#039;แจ้งข้อกล่าวหาหมดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.62 - น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการไต่สวนว่า สำหรับคดีที่อยู่ในการรับผิดชอบของสำนักการเมือง อยู่ระหว่างการไต่สวน 49 เรื่อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น 109 เรื่อง มีทั้งเรื่องเก่า และเรื่องใหม่สะสมมา โดยคดีทางการเมืองสำคัญนั้น กรอบระยะเวลาตามกฎหมาย ป.ป.ช. ใหม่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องเร่งทำสำนวนกันหมด โดยเป็นเรื่องที่ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เคยชี้แจงแล้วว่า คดีการเมืองก้าวหน้าไปเยอะ แม้ที่ผ่านมาไม่สามารถชี้มูลอะไรได้เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า คดีที่ประชาชนสนใจ เช่น คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตสอง ดำเนินการไต่สวนอยู่ มีการกันบุคคลไว้เป็นพยานเรียบร้อยแล้ว และแจ้งข้อกล่าวหาไปหมดแล้ว ส่วนคดีระบายข้าวจีทูจี และคดีมันจีทูจียุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังรวบรวมพยานเอกสาร อย่างไรก็ดี 2 คดีนี้มีโมเดลเหมือนกับคดีข้าวจีทูจี และมันเส้นจีทูจี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนคดี นปช.ลั่นกลองรบ ถูกกล่าวหาปราศรัยแบ่งแยกประเทศนั้น แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อยู่ระหว่างรอคำชี้แจง คดีจัดซื้อจัดจ้างโครงการขุดลอกคลอง 1.5 พันล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า ส่วนคดีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิกาสภาความั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วอยู่ระหว่างการสรุปสำนวน คดีการปรับปรุงข้าวให้ประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อค) สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว อยู่ระหว่างสรุปสำนวน คดีก่อสร้างฝายแม้ว มีทั้งหมด 4 สำนวน มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว เสร็จ 1 สำนวน เหลืออีก 3 สำนวนอยู่ระหว่างไต่สวนรอสรุป ส่วนคดีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง อยู่ระหว่างสรุปสำนวน และพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป คดีทุจริตโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองตลิ่งชัน อยู่ระหว่างสรุปสำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า ส่วนคดีสินบนข้ามชาติเรื่องเหมืองแร่ทองคำ มีการขอข้อมูลจากต่างประเทศไปแล้ว และแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญากับผู้ถูกกล่าวหาแล้วด้วย ส่วนคดีสินบนข้ามชาติภาษีสุราดิอาร์จิโอ อยู่ระหว่างสรุปสำนวน ส่วนคดี พีทีที.จีอี. เครือ ปตท. ลงทุนปลูกปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย ขณะนี้กำลังสรุปข้อมูล และรอเอกสารบางส่วนจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คดีที่เป็นที่สนใจของประชาชนทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่าแจ้งข้อกล่าวหาเกือบหมดแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมสรุปสำนวน พยายามทำตามกฎหมายให้มากที่สุด ทุกคนทำกันเต็มมือเต็มที่&amp;rdquo; น.ส.สุภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุภา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคดีร่ำรวยผิดปกติที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่วนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากคดีการทุจริตเงินบูรณปฏิสังขรณ์วัด (เงินทอนวัด) เป็นคดีใหญ่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44482</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีจีทูจีข้าว, ป.ป.ช, สุภา ปิยะจิตติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c408f49c7089.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะเทือนเพื่อไทย!ทนายชินวัตรโวยป.ป.ช.ปล่อยข่าวเชือด&#039;ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-เยาวภา&#039;คดีจีทูเจี๊ยะช่วงเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.62- &amp;nbsp; นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีนส.สุภา ปิยะจิตจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ได้ไปพูดในกิจกรรมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบบรรณาธิการสื่อที่จัดโดยสถาบันอิสศรา โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการไต่ส่วนคดีทางการเมืองต่างๆ หลายคดี และมีการระบุชื่อตัว ชื่อ สกุลของผู้ถูกกล่าวหา ว่าก่อนหน้านี้ ได้มีกระแสข่าวในการไต่สวนคดีจีทูจี2 มีการจูงใจให้นักโทษในเรือนจำ คดีจีทูจี1เพื่อจะโยงใยถึงนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร &amp;nbsp;นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งภายหลังที่มีกระแสข่าวดังกล่าว ตนในฐานะทนายความของนส.ยิ่งลักษณ์และในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงและรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา โดยเป็นการขอทราบข้อเท็จจริงในลักษณะปกปิด ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กลับได้รับการแจ้งข้อเท็จจริงจากป.ป.ช.ว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการไต่ส่วนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป.ป.ช. ต้องห้ามมิให้เปิดเผยข้อเท็จจริง ตามมาตรา 180 และมาตรา 36 วรรคท้ายแห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ประกอบระเบียบ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่ส่วน &amp;nbsp;พ.ศ.2561 ข้อ 8
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายนรวิชญ์กล่าวอีกว่า การที่น.ส.สุภา กรรมการ ป.ป.ช. นำรายชื่อของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคล ที่อยู่ในระหว่างการไต่ส่วนมาเปิดเผยต่อสื่อหน้ามวลชน และต่อสาธารณะชน จะเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ตามมาตรา 180 และมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกอบระเบียบคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่ส่วนพ.ศ. 2561 ข้อ 8 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในภาวะทางการเมือง กำลังจะมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเร่งหาเสียง เพื่อหาคะแนนนิยมให้กับพรรคและผู้สมัคร แต่น.ส.สุภา กลับเจาะจงนำข้อมูลข้อมูลเฉพาะของบุคคลที่เป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคการเมืองบางพรรคมาเปิดเผย จึงไม่แน่ใจว่า น.ส.สุภามีเจตนาอย่างไรหรือไม่&amp;quot;นายนรวิชญ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27202</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีทูจีเก๊, ทนายแม้ว-ปู, นรวิชญ์ หล้าแหล่ง, สุภา ปิยะจิตติ, เปิดชื่อผู้ถูกกล่าวหาช่วงเลือกตั้ง, โวยป.ป.ช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190122/image_big_5c468a92e8bbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2019 21:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุภายันคดี&#039;นาฬิกาหรู&#039;ยังไปไม่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อน&amp;quot; ติดต่อผ่านสถานทูต 4 ประเทศ ตอบกลับ 3 บริษัท ให้ข้อมูลไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องทุจริต เผยที่มาปิดคดียืมเพื่อนหลังบุกบ้าน &amp;quot;เสี่ยคราม&amp;quot; พบนาฬิกาหรูถึง 137 เรือน มี 22 เรือนที่ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยืมรวมอยู่ด้วย ส่วน &amp;quot;สุภา&amp;quot; ยืนยันในฐานะนักบัญชีคดียังไปไม่สุด &amp;nbsp;เป็นที่มาเสียงข้างน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ห้องประชุมผู้บริหารชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ สถาบันอิศรา ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. จัดกิจกรรมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการ โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการ ป.ป.ช. รวม 9 ราย เลขาธิการ ป.ป.ช. และรองเลขาธิการ ป.ป.ช. 3 ราย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. และมีสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการอีก 16 รายเป็นผู้ร่วมกิจกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp;กฎหมายใหม่ค่อนข้างมีบริบทบีบคั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่หวั่นไหวพอสมควร จากเดิมมีอิสระค่อนข้างมาก แต่ในกฎหมายใหม่มีกรอบเวลาเข้ามาหมด ดังนั้นต้องดำเนินการให้รองรับกับกฎหมาย นี่เป็นปัญหาที่ท้าทาย ป.ป.ช. เพราะยังมีคดีที่คั่งค้างอยู่ประมาณ 13,000 เรื่องเศษ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องมาดูว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่ หากไม่ร้ายแรง ให้ส่งหน่วยงานอื่นทำแทนได้ ดังนั้นต้องเร่งระดมปรับกลยุทธ์ในการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังมีประเด็นติดขัดอยู่ประเด็นหนึ่ง คือกรณีการขอความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ เช่น กรณีการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐไทย ที่มีในมือ ป.ป.ช. ประมาณ 20 เรื่อง ตรงนี้ต้องผ่านทางอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอข้อมูล แต่ขึ้นอยู่กับประเทศที่ร้องขอด้วยว่าจะมีอนุสัญญาระหว่างประเทศกับไทย หรือเป็นการต่างตอบแทนผลประโยชน์ด้วยกันหรือไม่ เนื่องจากไทยมีโทษประหารชีวิต อาจทำให้ล่าช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มีบางช่วงบางตอน บรรณาธิการสื่อหลายสำนักซักถามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงสาเหตุในการตีตกคดีนาฬิกาหรู ที่มีการกล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สรุปข้อเท็จจริงว่า การตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรู เริ่มต้นจากการตรวจสอบว่า นาฬิกาดังกล่าวถูกขายผ่านตัวแทนจำหน่ายไทยหรือไม่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบตัวแทนจำหน่ายในไทยกว่า 13-15 บริษัท ตอบว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องพวกนี้ ต่อมา ป.ป.ช. คิดว่าน่าจะนำเข้าทางกรมศุลกากร กรมศุลกากรตอบมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องพวกนี้ได้ ทำให้ต้องตรวจสอบไปยังต่างประเทศ พบว่ามีอยู่ 4 ประเทศที่มีบริษัทผู้ผลิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การขอความร่วมมือกับต่างประเทศ มี 2 ช่องทาง ช่องทางแรก ต้องผ่านเรื่องไปยังอัยการสูงสุด โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2535 ต้องเป็นความผิดทางอาญา แต่กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริต แต่เป็นเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ช่องทางที่สองคือ การใช้ระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สิน คือ ขอข้อมูลผ่านทางสถานทูตในต่างประเทศ เป็นการใช้วิธีทางการทูต แต่สถานทูตในประเทศต่างๆ จะมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในการขอข้อมูล เนื่องจากไม่ใช่ความผิดทางอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวิทย์กล่าวว่า เมื่อสถานทูตทั้ง 4 ประเทศไปสอบถามกับบริษัทผู้ผลิต มี 3 บริษัทตอบกลับมาตรงๆ ว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เนื่องจากกรณีนี้ไม่ใช่กรณีการทุจริต ส่วนบริษัทอีกแห่งตอบกลับมาว่า ขอให้ใช้วิธีการขอข้อมูลอย่างถูกต้องตามช่องทางกฎหมาย โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯ ซึ่งอย่างที่อธิบายไปแล้วว่า กรณีนี้ไม่ใช่คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต จึงไม่สามารถใช้ช่องทางนี้ได้ ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมาก วินิจฉัยว่า ไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าจะใช้ช่องทาง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯ จริง คงใช้เวลาเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน-1 ปี ท้ายที่สุดเสียงข้างมากจึงวินิจฉัยตามพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุมวันลงมติคดีนาฬิกาหรู ยอมรับว่า ตนเป็นหนึ่งในเสียงข้างมาก และการพิจารณากรณีนี้ เป็นเรื่องพยานหลักฐานที่ปรากฏกับบุคคลที่ให้การ ทั้งหมดยืนยันว่าตัวนาฬิกาเป็นของผู้เสียชีวิต (นายปัฐวาท ศรีสุขวงศ์) เมื่อตรวจสอบในเรื่องสภาพ ฐานะ หรือความเป็นอยู่ พบข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียชีวิตชอบสะสมเรื่องนี้ มีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อให้เพื่อนฝูงหยิบยืมของ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบบ้าน ผ่านการร่วมมือจากทายาท แสดงให้เห็นถึงทุนทรัพย์ในส่วนของนาฬิกาหรูว่ามีถึง 137 เรือน โดยจำนวน 22 เรือนที่เป็นประเด็นก็รวมอยู่ในนี้ด้วย เมื่อเชื่อในลักษณะอย่างนั้น แต่ว่ากรณีนี้จะตรวจสอบต่อไปได้หรือไม่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานจากต่างประเทศและข้อกฎหมายที่จะไปต่อได้ เสียงข้างมาก จึงเห็นว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้ เพราะพยานหลักฐานไปต่อไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีชาเผยว่า เรื่องการเปรียบเทียบกับกรณีการครอบครองรถโฟล์คตู้ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้วว่าเงินและรถคันดังกล่าวเป็นของนายสุพจน์ ศาลฎีกาพิพากษาในคดีแพ่งด้วยว่า นายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากได้รับรถมาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จุดต่างคือ ลักษณะการครอบครองหรือได้มาต่างกัน คือกรณีรถโฟล์คตู้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสุพจน์ครอบครองต่อเนื่องระหว่างปี 2552-2554 กระทั่งถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ปล้นบ้าน และเงินที่จัดซื้อจัดหา ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักธุรกิจที่ให้เงินไป พบว่านายสุพจน์เป็นผู้เลือกรุ่น เลือกสี ที่สำคัญครอบครองเป็นเวลาถึง 2 ปี 4 เดือน และเลขรถตรงกับเลขทะเบียนบ้านของนายสุพจน์ รวมถึงการบำรุงรักษาที่ใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่า ในการพิจารณา เป็นไปโดยอิสระ ไม่มีอะไรกดดัน ขณะเดียวกันหากชี้แจงมากอาจกลายเป็นการแก้ตัวของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอาจกระทบกับครอบครัว ส่วนข้างน้อยยืนยันว่าควรตรวจสอบต่อไป เพราะไม่มีอะไรชัดเจน ก็เป็นดุลพินิจของแต่ละคน&amp;quot; นายปรีชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. หนึ่งในเสียงข้างน้อยเผยว่า ตนจบบัญชีมา ทำคดีเกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติและยึดทรัพย์สินไปเยอะ กระบวนการไต่สวนอาจเข้มกว่าวิชาชีพอื่น การรับฟังข้อมูลต้องเป๊ะ ในฐานะนักบัญชี และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช.อีกรายที่เป็นเสียงข้างน้อย เป็นนักบัญชีเช่นกัน เลยเห็นตรงกันว่า ไล่ไปสุดสายได้แค่ไหน ก็จบแค่นั้น แต่มุมเรา ความรู้สึกของนักบัญชีคิดว่ามันไล่ต่อได้ เพราะว่าเขาให้ไปถามหากระบวนการ M Lab ตามมาตรา 138 และ 139 ใน พ.ร.บ.ป.ป.ช. ได้ หากได้คำตอบจากหน่วยงานต่างประเทศ ผ่านทางอัยการแล้ว หากเขา (ต่างประเทศ) บอกว่าไม่ให้ ก็จบ แต่วันนี้มันยังไม่ถึงจุดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดิฉันเลยคิดว่าเอาให้สุดสายเลยดีไหม ทำให้ประชาชนสิ้นสงสัยในการวินิจฉัยของเรา แม้จะช้า เรายอมโดนด่า แต่เราสามารถชี้แจงได้ สิ่งที่ดิฉันพยายามทำให้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นาฬิกาทั้งหมดเป็นของใคร ยืมจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ของคนที่ให้ยืมแล้วเป็นของใคร มันยังมีคำถามต่อ นี่คือสิ่งที่นักบัญชีคิดและทำ ต้องตรงเป๊ะ อยากให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยว่าจะตีตกหรือไต่สวน ถ้าไต่สวนแล้วจะออกมาในรูปแบบใด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับคนทั้งหมด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอกล่าวว่า &amp;quot;ปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่านาฬิกาที่ครอบครองเป็นของผู้ที่ถูกอ้างหรือไม่ ข้อมูลไม่สุดสาย เป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักแต่ละกลุ่ม แล้วมีมติยอมรับ จบก็จบ แต่ว่าในส่วนที่ความเห็นวินิจฉัยส่วนตนก็ยังมี ดิฉันจะเขียนคำวินิจฉัยส่วนตน เพราะว่าการใช้ดุลพินิจในทุกเรื่องต้องมีมาตรฐาน ถ้าใช้ดุลพินิจที่ไม่มีเหตุและผล ไร้มาตรฐาน อาจมีคำถาม แล้วกฎหมายนี้ มีสิทธิให้ประชาชนตรวจสอบได้ เรียนว่าพวกเราทุกคนระวังกันหมด มีเหตุผลในการชี้แจง ดิฉันมีเหตุผลในส่วนของนักบัญชี แต่เคารพความเห็นกรรมการท่านอื่นเช่นกัน ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช.&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26869</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีชา เลิศกมลมาศ, วรวิทย์ สุขบุญ, สุภา ปิยะจิตติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c408ea41b7e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์กม. จำคุก2ปี&#039;ปึ้ง&#039;ช่วย&#039;แม้ว&#039;หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาเด็ดขาด! สั่งคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา &amp;ldquo;สรุพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล&amp;rdquo; ลักไก่ออกพาสปอร์ตให้ &amp;ldquo;ทักษิณ&amp;rdquo; ชี้ชัดเจตนาช่วยคนหนีคดี บั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนยุติธรรม ทำให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้ แต่ได้ประกันตัว 5 ล้านอุทธรณ์สู้คดีตามกฎหมายใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุนทร ทรงฤกษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อม.51/2560 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 65 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.2560 ชี้มูลความผิดทางอาญานายสุรพงษ์ กรณีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกออกหมายจับในคดีร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคดีก่อการร้าย และคดีอื่นๆ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับ กต.ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) และ (4)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่นายสุรพงษ์ยื่นคำร้อง 5 ฉบับ เพื่อขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 212 ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายที่กำหนดให้มีการประชุมเลือกผู้พิพากษาอาวุโสมาเป็นองค์คณะวินิจฉัยคดี รวมทั้งการให้มีผู้เสียหายแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ประเด็นที่นายสุรพงษ์โต้แย้งนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนตรากฎหมาย ซึ่งได้มีการพิจารณาและประกาศบังคับใช้แล้ว ดังนั้นกรณีจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นวินิจฉัยสำคัญว่า นายสุรพงษ์กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ องค์คณะเห็นว่า นายวิรัตน์ผู้ร้องในคดีนี้ได้ให้การในชั้น ป.ป.ช. และเบิกความต่อศาลไว้ว่า ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐสภาและ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการกับนายสุรพงษ์ โดยเมื่อเดือน เม.ย.2552 นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.กต. ได้แจ้งถึงกรณีที่ กต.มีคำสั่งเพิกถอนพาสปอร์ตของนายทักษิณ ซึ่งคำสั่งมีสภาพโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาในคดีที่ดินรัชดาฯ ของศาลฎีกานี้ ที่ตัดสินให้จำคุกแล้ว และยังเป็นผู้ต้องหามีหมายจับคดีอาญาอื่นๆ อีก โดยการกระทำของนายสุรพงษ์ที่เซ็นเกษียณคำสั่งการเสนอพิจารณาออกหนังสือเดินทางทั่วไปสำหรับบุคคลธรรมดาให้กับนายทักษิณใหม่ ในเวลาเร่งรีบรวบรัดเพียง 2 วันโดยไม่ตรวจสอบ หลังยื่นคำร้องจากเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2554 เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบ กต.ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางทั่วไป พ.ศ.2548 และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และประมวลกฎหมายอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีนายกษิต, อดีตอธิบดีกรมการกงสุล, อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รวมทั้งอดีตปลัด กต., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เบิกความถึงข้อเท็จจริงการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้กับนายทักษิณ ขั้นตอนและหลักเกณฑ์การพิจารณาหรือเพิกถอนการออกหนังสือเดินทางทั่วไปที่เคยปฏิบัติมาในทำนองเดียวกันว่า กรณีของนายทักษิณ เมื่อศาลมีคำพิพากษาและออกหมายจับแล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะมีหนังสือแจ้งมาที่ กต. เพื่อให้กระทรวงนำข้อมูลบุคคลต้องห้ามออกหนังสือเดินทางบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์ของกระทรวง ซึ่งนายทักษิณมีหมายจับคดีอาญาอื่น รวมทั้งหมายจับที่เคยกล่าวหาในคดีก่อการร้าย โดยข้อมูลในบันทึกจะนำมาเป็นส่วนพิจารณา ซึ่งการปลดล็อกรายชื่อจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ที่มีรายชื่อต้องห้ามนำหลักฐานจากส่วนราชการ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนมายืนยันว่าพ้นจากหมายจับและข้อกล่าวหาในทุกคดีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของนายทักษิณยังไม่เคยปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ว่ามีหนังสือจากราชการแจ้งพ้นจากหมายจับในคดีนั้นๆ แล้ว ขณะที่การประชุมเพื่อพิจารณาออกหนังสือเดินทาง ก็พิจารณาและเสนอให้นายสุรพงษ์ลงนามภายในวันเดียว ทั้งที่พยานเคยให้ความเห็นยืนยันตามความเห็นเดิมไว้แล้วว่า กรณีของนายทักษิณไม่สามารถออกหนังสือเดินทางได้ตามเหตุผลที่กล่าวไว้ และยังไม่มีการปลดล็อกรายชื่อออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนที่พยานร่วมของโจทก์และนายสุรพงษ์เบิกความทำนองว่าการพิจารณานั้นต้องเป็นความลับ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นประเด็นที่กระทบการเมือง องค์คณะเห็นว่าหากเป็นกรณีที่สาธารณชนให้ความสนใจจริง ก็ต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย และต้องไม่กระทำในลักษณะเป็นความลับ รีบเร่งอย่างมีพิรุธทั้งที่ยังไม่ได้รับโทรเลข เพียงแต่พิจารณาไปโดยที่ได้รับความคำร้องจากนายทักษิณที่ตัวอยู่ต่างประเทศ และไม่ได้ตรวจสอบให้ครบถ้วน ทั้งที่มีข้อมูลของนายทักษิณเก็บเป็นแฟ้มไว้เป็นเฉพาะบุคคล อีกทั้งนายสุรพงษ์เป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการตัดสินคดีและการออกหมายจับนายทักษิณ ดังนั้นนายสุรพงษ์ย่อมรับทราบข้อมูลอยู่แล้ว และการที่นายสุรพงษ์ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2554 ว่าจะพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสและปีใหม่ให้นายทักษิณนั้น ก็เป็นเรื่องที่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ทั้งที่มีการพิจารณาออกหนังสือเดินทางไปนานแล้วเกือบ 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2554&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพิจารณาออกหนังสือเดินทางที่นายสุรพงษ์อ้างว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลก็ไม่มีอยู่จริง และไม่ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีได้เข้ามารู้เห็นเกี่ยวข้อง ส่งผลโดยตรงให้ กต.ออกหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปแก่นายทักษิณ เท่ากับว่านายสุรพงษ์ในฐานะรัฐมนตรีกระทำการสนับสนุนช่วยเหลือนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและหลบหนีหมายจับในคดีข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศสามารถเดินทางในต่างประเทศได้โดยสะดวก อยู่ในต่างประเทศโดยไม่ผิดกฎหมาย และรัฐบาลไทยไม่อาจขอให้รัฐบาลประเทศนั้นขับออกจากประเทศ หรือส่งผู้ร้ายข้ามแดนอันเนื่องจากเหตุที่ไม่มีหนังสือเดินทางได้ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาของศาลยุติธรรมไทยอ่อนแอ และไม่มีสภาพบังคับตามลำดับ นอกจากนี้ยังส่อให้เห็นถึงความไม่เป็นเอกภาพของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับนายทักษิณอันเป็นการกระทำโดยมิชอบและโดยทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า นายสุรพงษ์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของนายสุรพงษ์ มีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังศาลมีคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายสุรพงษ์ได้เตรียมหลักทรัพย์เพื่อยื่นขอประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิของนายสุรพงษ์ ในการยื่นอุทธรณ์สู้คดีในศาลฎีกานี้ได้อีกครั้ง ตามกฎหมายใหม่คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 14.35 น. นายปรีชา ศรีเจริญ ทนายความของนายสุรพงษ์ เผยว่า ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวนายสุรพงษ์ โดยตีราคาประกัน 5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังวางหลักทรัพย์ประกันตัวเสร็จสิ้น นายปรีชาเผยว่า ทีมทนายความจะประชุมว่าประเด็นที่ศาลพิพากษายังมีเนื้อหาที่ไม่สมเหตุสมอย่างไรบ้าง โดยจะใช้จุดดังกล่าวสู้คดีในการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยเฉพาะประเด็นขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยทีมทนายจะได้รอคำพิพากษาฉบับเต็ม แต่ไม่แน่ใจว่าจะยื่นอุทธรณ์ทันกำหนดเวลา 30 วันหรือไม่ เนื่องจากคำพิพากษามีรายละเอียดจำนวนมาก หากไม่ทันก็ต้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ขึ้นอยู่กับเหตุผล และศาลเห็นควรอนุญาตหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีชายืนยันว่า นายสุรพงษ์ยังมีกำลังใจดีอยู่ ยืนยันไม่ได้ทำผิดต่อหน้าที่และแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่ใช่ว่าคนเรามีคดีแล้วต้องตายไปจากความเป็นคนไทย นโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดไม่เหมือนกัน โดยนายสุรพงษ์ไม่มีความคิดหลบหนี เพราะถือว่าไม่ได้กระทำผิด ถึงวันนี้จะติดคุกไม่ได้ประกันตัว ก็เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนพร้อม และตั้งแต่ที่ทำคดีมา นายสุรพงษ์ไม่เคยพูดถึงการหลบหนีเลย อะไรจะเกิดก็พร้อมยอมรับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11709</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, สรุพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, สุนทร ทรงฤกษ์, สุภา ปิยะจิตติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b291b85b1281.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
