<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;กายฟิต-จิตดี-มีออม&quot; ต้องร่วมมือทุกภาคส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์-คีนัน&amp;rdquo; ร่วมแถลงสรุปผลการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; ครบ 3 ปีสิ้นสุดโครงการที่จัดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมประชากรวัย 45+ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ตลอดระยะเวลา 3 ปี พบว่า ทั้งในกลุ่มเป้าหมายในกรุงเทพฯ และอุบลฯ มี &amp;ldquo;กายฟิต-จิตดี&amp;rdquo; เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 พฤติกรรมและภาวะเสี่ยงต่อโรค NCDs ลดลง อีกทั้งเกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ในชุมชน กว่า 40 คน ต่อยอดสู่ 27 โครงการขนาดย่อมเพื่อพัฒนาชุมชน พร้อมผลักดันภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายด้านผู้สูงวัยระดับประเทศเร่งเครื่องในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยคุณภาพอย่างยั่งยืนเทียบเท่านานาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ (ซ้าย), ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย&amp;rdquo; (Pfizer Thailand Foundation) และ &amp;ldquo;มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย&amp;rdquo; (Kenan Foundation Asia) เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาสังคมไทยไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกันพัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข (Pfizer Healthy Aging Society)&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับประชากรวัยก่อนสูงอายุและวัยสูงอายุ เพื่อนำไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (พ.ศ.2559-2562) ในพื้นที่เป้าหมายคือ กรุงเทพมหานคร (เขตคลองเตย และเขตบางขุนเทียน) และอุบลราชธานี (อำเภอเมือง และอำเภอวารินชำราบ) โดยเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงทั้งระดับประเทศและชุมชน มีการคัดเลือกผู้ที่มีอายุระหว่าง 45-59 ปี (pre-seniors) ใน 4 กลุ่มหลัก คือ อาสาสมัครสาธารณสุข, ครู, บุคลากรสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ภาครัฐระดับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เข้าร่วมภารกิจหลักของโครงการคือ การพัฒนาศักยภาพกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)&amp;rdquo; ที่ได้รับความรู้และทักษะจำเป็นเกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความมั่นคงทางการเงิน ผ่านการอบรมและกิจกรรมภายใต้หัวข้อต่างๆ ได้แก่ โรคติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases) โภชนาการ (Nutrition) สุขภาพจิต (Mental Health) ความตระหนักรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) การจัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อผู้สูงอายุ สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ชุมชน เป็นต้น ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ได้กลายมาเป็นผลผลิตด้านบุคลากรที่สำคัญกว่า 41 คน ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์โครงการที่ช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองถึง 27 โครงการ และจะนำเอาองค์ความรู้ไปพัฒนากลุ่มหรือชุมชนของตนให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนได้ต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;ldquo;ปิยะบุตร ชลวิจารณ์&amp;rdquo; ประธานอำนวยการ มูลนิธิคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า &amp;ldquo;ภาพรวมการดำเนินงานโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า-ทัน-สุข&amp;rdquo; มุ่งหมายสร้าง &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ที่จะมีพฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาพ การเงิน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนที่ตนอยู่ร่วม ด้วยความคาดหวังหลัก 3 ประการด้วยกันคือ (1) เพื่อพัฒนาศักยภาพ &amp;ldquo;ผู้นำการเปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; ทั้งด้านการตระหนักรู้ทางสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ (2) เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดทัศนคติที่ดี สร้างพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก ที่มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มก่อนสูงอายุและผู้สูงวัย และ (3) เพื่อสร้างแบบปฏิบัติที่ดีในการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย ที่มีความยั่งยืนและปรับใช้ในบริบทสังคมไทยได้ โดยมีการดำเนินงานใน 4 องค์ประกอบหลัก คือ การสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders Engagement) การพัฒนาศักยภาพ (Strengthening Capacity) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Promotional Campaign) และการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบผลลัพธ์ว่า &amp;ldquo;กายฟิต&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกกว่าร้อยละ 90 มีความรู้ (Knowledge) เรื่องการออกกำลังกายว่าต้องทำต่อเนื่อง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที มีความรู้เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ ความดันโลหิตสูง มีทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่อการดูแลสุขภาพ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม (Practice) เช่น กว่าร้อยละ 86 มีการตรวจร่างกายประจำปี กว่าร้อยละ 80 ออกกำลังกายแบบง่าย อาทิ เดินแกว่งแขน ทำงานบ้าน อัตราการบริโภคอาหารติดมันและเครื่องในสัตว์ และอาหารรสหวานลดลง &amp;ldquo;จิตดี&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดีเป็นพื้นฐาน และจากการประเมินด้วย TMHI-15 พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ไม่มีภาวะซึมเศร้า และสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มีออม&amp;rdquo; - ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าร้อยละ 80 มีความรู้ด้านการออมเงินผ่านธนาคาร การประกันภัย การประกันชีวิต รวมถึงมีทัศนคติที่ดีหรือเห็นด้วยว่าการวางแผนการใช้เงิน การวางแผนการเงินเพื่อดูแลสุขภาพ การทำบัญชีรายเดือนนั้นมีความจำเป็น โดยร้อยละ 60-75 มีทัศนคติที่ดีที่ต้องการการจัดทำบัญชีใช้จ่าย บัญชีครัวเรือน แต่พบว่ามีเพียงร้อยละ 10-20 ที่สามารถทำได้จริง ร้อยละ 35-50 มีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าทุกเดือน มีการวางแผนการออมเพื่อการเกษียณร้อยละ 49 ในขณะที่ยังมีสูงถึงร้อยละ 25 ที่ยังไม่มีการออมเพื่อการเกษียณ และยังพบว่ามีภาวะหนี้สินถึงร้อยละ 61 โดยผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะต้องใช้ระยะเวลาในสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการวางแผนการเงินที่ดีเพิ่มขึ้นในชุมชนของตนเอง ส่วนในด้านอื่นๆ พบว่า กว่าร้อยละ 60 มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีมากกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนประชากร ซึ่งกว่าร้อยละ 75 มองว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นภาระ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ มากกว่าร้อยละ 90 ที่เชื่อมั่นว่าสามารถเสียสละเวลาและแรงงานเพื่อร่วมกิจกรรมในชุมชน และสามารถสื่อสารเพื่อรณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุภาพร มหาพลตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน สุภาพร มหาพลตระกูล ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ใช้ได้ผลในระยะเวลา 3 ปี คือ 1.การคัดเลือกคนที่มีจิตอาสา ตั้งแต่เรื่องของการออมเงิน การทำเพื่อส่วนรวม กระทั่งเมื่ออบรมได้รับความรู้แล้ว กลุ่มของผู้นำเหล่านี้ก็อยากที่จะส่งต่อความรู้ต่างๆ ในการดูแลสุขภาพไปสู่ผู้อื่น 2.ได้รับความร่วมมือจากกว่า 40 องค์กรในการทำงานร่วมกัน 3.โครงการนี้ได้สร้างความตระหนักให้ทุกคนเห็นว่า เราต้องออกมารณรงค์เพื่อสุขภาพทุกมิติ นั่นจึงทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจ และทำให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเห็นคุณค่าในตัวเอง จึงนำไปสู่การความสำเร็จในโครงการที่จัดขึ้นนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มของการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ต่อเนื่อง หรือร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในจัดทำโครงการเพื่อผู้สูงอายุนั้น อันที่จริงแล้วมีโอกาสที่จะทำต่อ แต่ทั้งนี้อาจต้องมีการเข้าพบและเจรจากับองค์กรอื่นที่สนใจเป็นรายบุคคล เนื่องจากแต่ละองค์กรมีข้อจำกัดอยู่ เหมือนกับคีนันที่เรามีข้อจำกัด ต่อจากนี้ไปเราเน้นการสร้างเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายให้ชัดเจน ซึ่งเรามีกิจกรรมในลักษณะนี้อยู่แล้ว ปีที่แล้วเราจัดโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุช่วงเดือน พ.ย. เรามีคนร่วมงาน 400 คน แต่ปีนี้เราจัดอีก แต่คีนันจะจัดอีกครั้งประมาณหนึ่ง ประมาณเดือนมกราคมปีหน้า เพราะปีงบประมาณของเราเริ่มที่ตุลาคม และปีถัดไปกิจกรรมที่จัดอยู่ในช่วงต้นปีพอดี ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับเอจจิ้งโซไซตี้เช่นกันค่ะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการย่อยอย่างโครงการ &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดจะทำโครงการต่อยอดร่วมกับใคร ยกตัวอย่างว่า บริษัทประกันชีวิต ที่ต้องการวางแผนการออมและดูแลสุขภาพให้คนชั้นกลาง อาจเข้ามาต่อยอดกิจกรรมนี้ ซึ่งทางคีนันจะทำงานในส่วนของการเชื่อมโยงในการจัดกิจกรรม ประเมินผล ติดตาม มีรายงานให้ แต่รูปแบบของกิจกรรมที่จัดขึ้นจะแตกต่างออกไป โดยใช้ดิจิตอลเข้ามามีส่วนในการให้ความรู้และดูแลสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ศรีรัตน์ นาผลงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ศรีรัตน์ นาผลงาม&amp;rdquo; อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เขตคลองเตย บอกว่า &amp;ldquo;กิจกรรมที่ทำในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; นั้น คือการสอนเด็กให้นวดเท้าให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นท่านวดง่ายๆ ที่เด็กสามารถทำให้กับผู้ใหญ่ได้ ซึ่งคน 2 วัยนี้ต่างกันทั้งอายุและมักจะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ซึ่งกิจกรรมนี้ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันระหว่างเด็กและผู้สูงอายุ และเด็กที่มาทำกิจกรรมกับเรานั้น เป็นเด็กตั้งแต่อายุ 8-10 ขวบ หลังจากโครงการนี้สิ้นสุดแล้ว แต่พี่จะต่อยอดกิจกรรมนี้โดยที่การสอนเด็กให้นวดผู้สูงอายุก็ยังคงอยู่ และพี่ก็จะสอนหนังสือให้เด็กๆ ที่มาทำกิจกรรมกับพี่ เช่น การสอนเด็กอ่านหนังสือ เพราะเด็กชุมชนคลองเตยอยู่ ป.5 บางคนอ่านหนังสือไม่ออก สอนทำการบ้านเพราะผู้ปกครองของเด็กจะไม่ค่อยมีเวลา และตอนนี้พี่มีน้องๆ จิตอาสาที่มาช่วยสอนหนังสือให้น้องๆ อยู่ 10 คน พี่รู้สึกภูมิใจมากที่ได้ร่วมโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; เพราะเท่ากับว่าเราได้ทำบุญ โดยการช่วยเหลือคนในชุมชนต่อไป และเมื่อทำแล้วก็เห็นผล จากการที่เด็กๆ อ่านออก เขียนได้ และมีอาหารที่ดีรับประทาน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42782</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ, ปิยะบุตร ชลวิจารณ์, ศรีรัตน์ นาผลงาม, สุภาพร มหาพลตระกูล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d481c865704b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5604</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2018 21:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กายฟิต-จิตดี-มีออม&#039; หลักเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การเตรียมตัวเข้าสู่ผู้สูงวัยแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ &amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย&amp;rdquo; ร่วมกับ &amp;ldquo;สถาบันคีนันแห่งเอเชีย&amp;rdquo; สานต่อโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; (Pfizer Healthy Aging Society) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ระดมนักวิชาการและนักปฏิบัติการด้านสุขภาพระดับประเทศร่วมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อนำไปสู่ &amp;ldquo;กายฟิต-จิตดี-มีออม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เริ่มจาก ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;ขณะนี้สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและคุณภาพชีวิต ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อม จะรอให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ ใน พ.ศ.2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ซึ่งผู้สูงวัยจะไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากไม่มีการเตรียมพร้อมสู่สูงวัยล่วงหน้า โดยความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่สูงวัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้จากแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) แต่จากการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฉบับนี้ซึ่งประเมินโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ.2555 พบว่าประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ กล่าวคือ การดำเนินการสัมฤทธิผลไปได้เพียงร้อยละ 28.6 เท่านั้น
&amp;ldquo;มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกช่วงวัยของชีวิต และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในการเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จึงได้ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชียดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; (Pfizer Healthy Aging Society) รณรงค์เตรียมความพร้อมของวัยก่อนสูงอายุที่เน้นการทำงานแบบต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ในด้านการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ (Good Health and Well-Being) โดยเป้าหมายสูงสุดของโครงการคือ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ความรู้ความเข้าใจเชิงสุขภาพ สำหรับกลุ่มเป้าหมายซึ่งคือประชากรกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ให้เป็นผู้นำและบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Agents) ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก สร้างรูปแบบการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน และสามารถประยุกต์และปรับใช้กับบริบทของสังคมไทยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวมของการดำเนินโครงการจะเชื่อมโยงการทำงานทั้งระดับประเทศและชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุข ประชากรก่อนวัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ ในด้านความรู้เรื่องสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การรณรงค์ (Promotional Campaigns) การสร้างความตระหนักในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพดี และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และวิถีชีวิต รวมทั้งการติดตาม ประเมินผลโครงการ และการถอดบทเรียนไปใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้งนี้ เรามองว่าหากรอให้ถึงอายุ 60 ปีอาจจะไม่ทันสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณ ดังนั้นการเริ่มหันมาดูแลตัวเองในทุกมิติ ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;กายฟิต จิตดี มีออม&amp;rdquo; ตั้งแต่วัย 45ปี จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเองโดยไม่เป็นภาระของสังคม แต่ขณะเดียวกันยังสามารถนำสิ่งที่ได้จากการลงมือทำจริงนั้นไปช่วยเหลือสังคม หรือบอกต่อคนวัยเดียวกันได้ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ปรึกษาโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข กล่าวว่า &amp;ldquo;โครงการนี้ดำเนินงานในระยะแรกสำเร็จไปแล้ว จากความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายทั้งจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยสามารถสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานโครงการในระยะที่ 2&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่มีคุณภาพได้นั้น จะต้องไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Diseases (NCDs) ประชากรของประเทศควรได้รับการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนสูงวัย (Pre-senior) หรือตั้งแต่อายุ 45 ขึ้นไป ให้มีความพร้อมตั้งแต่ด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ แต่จากการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพของประชากรก่อนสูงอายุ ของกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่ายังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค NCDs เพราะร้อยละ 86 ชอบกินเนื้อติดมันและเครื่องใน ร้อยละ 51 ติดเครื่องดื่มรสหวาน ในขณะที่ร้อยละ 74 ขาดความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 52 ขาดความรู้เรื่องโรคหัวใจ และมีร้อยละ 30 ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เป็นต้น จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตระหนักได้ว่า ความรู้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จึงออกแบบโครงการให้เป็น Knowledge-based project สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่อายุระหว่าง 45-59 ปี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุภาพร มหาพลตระกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่นางสุภาพร มหาพลตระกูล ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข จากสถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า &amp;ldquo;การจัดกิจกรรมอบรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข ที่ จ.อุบลราชธานี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญ โดยมีกลุ่ม Change Agents ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาเข้าร่วมอบรมกว่า 120 คน อาทิ บุคลากรด้านสาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) และบุคลากรด้านการศึกษาที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานพัฒนาชุมชน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน และมีอิทธิพลทางความคิดต่อชุมชน ผู้เข้าอบรมทั้งหมดได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมและสุขภาพทางการเงิน เพื่อสร้างเสริมทัศนคติและปรับพฤติกรรมสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพร้อมที่จะสูงวัยอย่างอยู่ดีมีสุข โดยคาดหวังให้เกิดการส่งผ่านความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปสู่ชุมชนของตน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ณัฐธภัสสร วงศาสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปิดท้ายกันที่ ณัฐธภัสสร วงศาสุข ผู้อำนวยการ รพ.สต.ตำบลเพียเก้า ผู้ที่เข้าร่วมการอบรม บอกว่า &amp;ldquo;ความรู้ที่ได้ในวันนี้ชอบเรื่องการเตรียมตัวการเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ อย่างเรื่องของการออมเงิน เพราะตอนนี้อายุ 52 ปีแล้ว เหลืออีก 8 ปีจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เมื่อพี่อายุ 60 ปี เราต้องมีเงินพร้อมในการดูแลตัวเอง ที่ผ่านมาพี่เก็บสะสมโดยหักเงินเดือนเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์เดือนละ 5 พันบาท ตอนนี้ได้ 2 ล้านบาทแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็ออมโดยวิธีการซื้อที่ดินเอาไว้ให้ลูก ส่วนเงินที่เก็บก็เอาไว้เพื่อตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนด้านร่างกายหรือสุขภาพ พี่จะทำตามหลัก 3 อ. 2 ส. โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหาร อารมณ์ ออกกำลัง ส่วน 2 ส. คือ ไม่สูบบุรี่ และสุรา ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ก็คิดว่ามีประโยชน์ โดยจะใช้ดูแลคุณแม่วัย 82 ปี และบอกต่อกับคนในชุมชนที่พี่ดูแลพวกเขาค่ะ&amp;rdquo;.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5604</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ณัฐธภัสสร วงศาสุข, ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล, มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย, สุภาพร มหาพลตระกูล, อาจารย์ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3b8f849e6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
