<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขบวนการคนมีสีร่วมอุ้มหาย  วัฒนธรรม&quot;ถุงดำ&quot;ทรมานจนได้ดี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนเมื่อเร็วๆ หลังเกิดคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผกก.โจ้ อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ และพวกร่วมกันซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต ทำให้กระแสเรียกร้องให้เร่งออกกฎหมายป้องกันการอุ้มหาย-ซ้อมทรมานดังขึ้นอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวค้างการพิจารณาในชั้นฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติมาเนิ่นนาน โดยล่าสุดที่ประชุมสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระแรก ที่มีการเสนอเข้าสภารวมด้วยกัน 4 ร่าง เช่น ร่างของคณะรัฐมนตรี-ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และหลังจากนี้จะมีการพิจารณาอีกสองวาระในชั้นสภา ซึ่งหากสภาเห็นชอบ จากนั้นจะเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม-นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน-อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนในสภาทนายความ ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนให้มีการออก กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ มาบังคับใช้ในประเทศไทย โดยเคยเสนอต้นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปให้ทางสภาพิจารณาด้วยก่อนหน้านี้ กล่าวถึงปัญหาเรื่องการอุ้มหาย ซ้อมทรมานในประเทศไทยตั้งแต่อดีต จนถึงคดีอดีต ผกก.โจ้ รวมถึงเส้นทางกฎหมายป้องกันและเอาผิดการอุ้มหาย ซ้อมทรมานไว้ว่า การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทั่วโลกมีการบังคับใช้กฎหมายลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว จนตอนนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะกฎหมายอาญาที่ใช้กันอยู่จะเน้นเรื่อง การทำร้ายร่างกาย โดยดูจากเช่น บาดแผลของผู้ถูกทำร้าย แต่หากเป็น การทรมาน มันไม่มีบาดแผล ซึ่งการทรมานเป็นเรื่องร้ายแรงกว่า เพราะการถูกทำร้ายร่างกายไม่กี่วันก็หาย แต่การทรมานเป็นบาดแผลทางจิตใจ บางทีตลอดชีวิต ที่ส่งผลกระทบถึงครอบครัว สังคม และอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายลงโทษคนที่กระทำการลักษณะดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ การอุ้มคนให้หายไป ที่ส่วนใหญ่ความผิดตามกฎหมายโดยทั่วไปก็คือการ ฆาตกรรม ที่ต้องมีร่างกายของคนที่ถูกฆาตกรรมจริง เห็นชิ้นส่วน แต่หากเป็นการหายไปก็จะเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเป็นคนหายแล้วก็เริ่มค้นหา ซึ่งโดยทั่วไปการไปหาคนที่กระทำให้คนหายก็มักจะไม่ค่อยหากัน เพราะไปเชื่อว่าคนที่หายเขาหายไปเอง มันก็มีลักษณะแบบนี้เรื่อยๆ ทั้งที่เรื่องการอุ้มหาย-การทรมาน มันเป็นการกระทำที่พฤติการณ์ร้ายแรงกว่าการทำผิดกฎหมายอาญาปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....เช่น คนที่ไปอุ้มคนเพื่อทำให้คนหายจะมีการกระทำในลักษณะ มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ โกรธเคืองแล้วมาทำกัน และมีการดำเนินการที่เป็นกลุ่มคนร่วมกัน ไม่ได้ทำคนเดียว และคนที่ทำได้รับการฝึกมา เช่น ฝึกมาให้ทำร้ายร่างกายคน ฝึกให้ใช้อาวุธ และคนที่ทำก็มีอาวุธ มีการใช้อาวุธสงคราม มีเครื่องแบบ ที่ก็คือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในฝ่ายดูแลความมั่นคง และมีการสั่งการ มีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการ จะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ต้องทำ มีการแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งคอยมัด อีกคนอาจคอยดูต้นทาง และเมื่ออุ้มคนไปแล้วก็นำตัวไปไว้ในพื้นที่ปิด ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้เลย เช่น พื้นที่โรงพักของตำรวจ พื้นที่กองทัพ หรืออุทยานแห่งชาติ และเมื่อมีการทำจะพบว่าจะเลือกทำในจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือหากมีกล้องก็จะเสียหรือหาย เกือบทุกเคส จะไม่มีพยานหลักฐานและรูปแบบการทำ ก็จะไม่พบร่องรอยทางด้านร่างกาย เช่น คลุมถุงดำ โดยไม่ได้คลุมชั้นเดียว แต่คลุมหลายชั้นเพื่อไม่ให้มองเห็นคนที่เกี่ยวข้องกับการไปอุ้ม โดยมีการนำตัวไปไว้ในห้องปิด ไม่มีแสง เพื่อให้คนที่ถูกอุ้มรับหรือพูดอะไรบางสิ่งหรือทรมานเพื่อหวังผลบางอย่าง ซึ่งการกระทำแบบนี้ถือว่าเลวร้ายกว่าการทำร้ายร่างกายปกติทั่วไป หรือการฆ่าปกติ พอหากเป็นเหตุฆาตกรรม ญาติผู้เสียชีวิตยังนำร่างไปทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ แต่กรณีคนโดนอุ้มหาย ญาติทำอะไรไม่ได้เลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า หลายประเทศทั่วโลกก็เห็นปัญหาอุ้มหาย-ทรมานตรงกัน จึงมีการผลักดันรณรงค์เรื่องนี้กันมาก จนออกเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ที่รับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยก็ไปลงนามและร่วมเป็นภาคีสมาชิก (อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี-United Nations Convention against Torture: UNCAT)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือต้องมีการออกกฎหมายมารองรับเรื่องเหล่านี้ เพราะปัจจุบันเรายังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง โดยกระบวนการก็เกิดขึ้นจากนั้นมาตามลำดับ มีการมอบให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ไปศึกษาและยกร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายขึ้นมา ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็ให้อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกร่างขึ้นมา ผมเองก็ได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับแรกด้วย จนต่อมานำเสนอต่อที่ประชุม ครม.สมัยรัฐบาล คสช. และส่งไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เห็นชอบออกเป็นกฎหมายประมาณปี 2560 แต่สุดท้าย สนช.ก็พิจารณาร่างฯ ไม่ทัน เพราะหมดวาระไปก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเลือกตั้ง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการซ้อมทรมานฯ ไปให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ แต่ปรากฏว่า แม้จะผ่าน ครม.แล้ว แต่เรื่องยังล่าช้า ทางเครือข่ายภาคประชาชน นำโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่มีผมเป็นประธาน จึงยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายฉบับภาคประชาชน และนำร่างไปเสนอให้พรรคการเมือง-ส.ส.พิจารณา ที่พรรคการเมืองต่างๆ ก็นำร่างดังกล่าวไปปรับแก้ไขรายละเอียดในแต่ละพรรค จนมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและทำให้บุคคลสูญหายฯ ที่ถูกเสนอเข้าสภา ที่มาเข้ากับสถานการณ์คดีอดีต ผกก.โจ้ที่นครสวรรค์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วัฒนธรรม &amp;quot;ถุงดำ&amp;quot; ซ้อมทรมานจนได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม-ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ที่ทำเรื่องการอุ้มหายมาแล้วหลายคดี ย้ำว่า เรื่องเหล่านี้ (ทรมาน-อุ้มหาย) เกิดขึ้นมานานแล้ว โดย ถุงดำ ก็เป็นที่รู้กันสำหรับคนที่เกี่ยวข้องว่ามีการกระทำแบบนี้ มีการสอนกันมาด้วย เช่น ในสายตำรวจ จะสอนกันเลยว่าต้องทำยังไง เพราะถุงดำจะไม่เห็นร่องรอยต่างๆ และคนที่ถูกถุงดำคลุมจะไม่เห็นโลกภายนอก จะมีผลทำให้รู้สึกกดดัน โดยการใส่ถุงดำคลุมไม่ได้ใส่แค่ชั้นเดียว แต่มีการทยอยใส่ บางคนก็โดนไปหลายใบ วิธีการใช้ถุงดำคลุมหัวถูกสอนและใช้กันมาตลอด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เพียงแต่กรณีของอดีต ผกก.โจ้ที่นครสวรรค์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีคลิปออกมา มีหลักฐานชัดเจน เห็นกันจะจะ ว่ามีการครอบถุงดำเข้าไปยังไง มีการใส่ถุงดำเพิ่มเข้าไปยังไง จนคนที่เสียชีวิตล้มลงไปอย่างไร จึงทำให้สังคมตื่นตัว จากก่อนหน้านี้ก็จะเป็นลักษณะ ได้ยินเขาว่า มาสู่การเห็นกับตา ทำให้เกิดกระแสสังคมว่าควรจะต้องมีการแก้ปัญหานี้ให้จริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมามีหลายกรณีอย่างที่ผมเคยเข้าไปช่วยเหลือในฐานะกรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความ และในนามมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเวลาเข้าไปช่วยเหลือคนที่ถูกอุ้ม-ทรมาน ก็จะถูกตำรวจ-อัยการ หรือแม้กระทั่งศาลก็จะบอกว่า ไม่มีหลักฐาน ไม่มีการกระทำเรื่องเหล่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างกรณีนักโทษ-ผู้ต้องหาชาวเมียนมาสองคนถูกตั้งข้อหาฆ่านักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่เกาะเต่า ทางคนของสภาทนายความไป เขาก็บอกว่าถูกซ้อมทรมาน ถูกจับไปนั่งในห้องมืด โดนคลุมหัว ใส่ถุงดำ โดนจับซ้อม เรื่องแบบนี้หากคนไม่ได้โดนกระทำ ไม่มีทางเล่าได้ ลองหากไปถามคนทั่วไปที่ไม่เคยโดน หากเขาแต่งเรื่องขึ้นมา หากเราซัก เราจะรู้ได้เลยว่าเขาแต่งเรื่องโกหก เราก็ยกเรื่องนี้ไปบอกอัยการว่าให้สอบปากคำให้ดีๆ แต่เขาบอกว่าไม่มีหลักฐาน มีการตรวจร่างกายแล้วไม่เห็นมีการซ้อมทรมาน จนสุดท้ายผู้ต้องหาถูกศาลตัดสินประหารชีวิตโดยเรื่องการถูกซ้อมทรมานไม่มีการถูกพูดถึงเลย และยังมีเคสแบบนี้อีกมาก คนที่ทำเรื่องเหล่านี้ที่เป็นเจ้าหน้าที่จะมีความเชี่ยวชาญและทำซ้ำๆ กัน เพราะเมื่อทำแล้วไม่โดนอะไร ไม่ถูกดำเนินคดี เขาก็จะทำอีก พอไม่ถูกลงโทษแล้วยังมีผลงาน ได้เงิน ก็เลยเป็นวัฒนธรรมในการทำเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ตำรวจ-ทหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...จะพบว่าแต่ละเคส คนที่ทำไม่ได้ทำครั้งแรก อย่างกรณีอดีต ผกก.โจ้ ก็เริ่มมีคนร้องออกมาแล้วว่า กลุ่มนี้เคยทำมาแล้ว เคยมีการเรียกรับเงินแบบนี้มาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำครั้งแรก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายได้แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -สาเหตุที่ทำให้การออกกฎหมายล่าช้าเป็นเพราะฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ พวกเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ไม่สนับสนุนให้ออกกฎหมายลักษณะนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมว่ามีสาเหตุมาจาก 2-3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แม้ต่อให้มีกฎหมาย แต่ก็มีปัญหาการบังคับใช้ จนขึ้นชื่อเลยว่าตำรวจบ้านเราเป็นยังไง คนมีเงินมีอิทธิพลก็จะไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย หากไปกระทำความผิด มีเรื่องของการรีดไถ บ้านเราขึ้นชื่อเรื่องเหล่านี้ ทำให้มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงในประเทศเรา พอมีเรื่องแบบนี้ก็เลยเป็นการดึงไม่อยากให้มีกฎหมายลักษณะนี้ออกมา เมื่อการกระทำเหล่านี้ทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การจะออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่จะไปตรวจสอบปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐก็เลยถูกดึงไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งประเทศไทยเราเป็นรัฐที่มีทหาร-ตำรวจที่มีอำนาจมาก ซึ่งประเทศอื่นไม่มากขนาดนี้ ทำให้กลุ่มทหาร ตำรวจ ก็ไม่ค่อยสนับสนุนกฎหมายแบบนี้ เพราะสองกลุ่มนี้มีบทบาทสูงในแง่ของการเป็นรัฐบาล เห็นได้จากเข้าไปเป็น สนช. (ยุค คสช.) และ ส.ว. เลยทำให้การออกกฎหมายฉบับนี้เลยมีความล่าช้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ปัญหาอุ้มหาย ซ้อมทรมาน ถูกพูดถึงในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ในอดีตกับหลายกรณี เช่น หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา อดีตผู้นำทางศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปาตานี คดี ชลอ เกิดเทศ เรื่องเพชรซาอุฯ คดีบิลลี่ รักจงเจริญ หรือกรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร แต่พบว่าส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยเอาผิดคนที่ทำได้ ยกเว้นแค่บางเคส เช่น คดีชลอ เกิดเทศ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอคนทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีบทบาทและอำนาจสูง พอมีลูกน้องมาทำ ก็ใช้เรื่องเหล่านี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง ทั้งทำเพื่อเรียกเงิน สร้างผลงาน และกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่เห็นแตกต่างกันทางการเมือง เลยใช้กระบวนการนี้เข้ามาจัดการ บ้านเราก็มีกระบวนการทำผิดแบบนี้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่เคยหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ เว้นแต่การซ้อมทรมานที่ไม่ใช่คดีใหญ่ โดยบางเรื่องที่หาตัวผู้กระทำผิดได้ ก็เป็นเพราะทำผิดมากเกินไป เช่น เคส ชลอ เกิดเทศ (พล.ต.ท.) กับคดีเพชรซาอุฯ ที่เป็นคดีใหญ่ นอกนั้นเกือบทั้งหมดจะรอดกันหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคดี บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ก็เข้าตามเงื่อนไขทุกอย่าง คือมีการวางแผน เจ้าหน้าที่มีอำนาจ และทำในพื้นที่ปิด ไม่มีใครรู้ ในอุทยานแห่งชาติ ไปอุ้มตอนกลางวันแสกๆ มีคนเห็น คนทำก็เป็นลูกน้อง แต่สุดท้ายดีเอสไอก็ไปดำน้ำจนเจอกระดูกเล็กๆ ที่โดนเผาแล้ว จนพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกของบิลลี่จริง จนดีเอสไอสรุปว่าถูกฆาตกรรม และเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง (ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรวม 4 คน) โดยดีเอสไอทำสำนวนส่งฟ้อง แต่อัยการมีความเห็นทางคดีแค่เอาผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่ดีเอสไอทำความเห็นแย้งว่า เป็นการฆาตกรรมและมีหลักฐานเพียงพอยื่นฟ้องเอาผิด โดยปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของอัยการสูงสุดว่าจะมีความเห็นอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หัวใจสำคัญ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันอุ้มหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ที่ขับเคลื่อนให้มีการออกกฎหมายป้องกันการอุ้มหาย กล่าวสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน ที่สภาฯ เห็นชอบในวาระแรก ทั้งของพรรคการเมือง และรัฐบาลว่า แม้จะมีการเสนอเข้าสภาฯ ไปถึง 4 ร่าง พ.ร.บ. แต่หลักการใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างกันในเรื่องหลักใหญ่ๆ อย่างร่างของกระทรวงยุติธรรมที่ ครม.เห็นชอบ ทางเรา (มูลนิธิผสานวัฒนธรรม) ก็เห็นว่า หลักการต่างๆ ในร่างก็เป็นหลักการที่ดี ควรจะออกมาประกาศใช้เป็นกฎหมาย เพียงแต่ยังมีรายละเอียดบางเรื่องที่เห็นว่าหากมีการปรับแก้ไขบ้าง มันก็น่าจะดีขึ้น เช่น การที่จะบอกว่าการกระทำอย่างไรคือการทรมาน ในร่างของกระทรวงยุติธรรม ดูแล้วยังเขียนนิยามไว้แคบอยู่ ก็ควรปรับแก้ไขให้เขียนให้กว้างมากขึ้น รวมถึงการให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ก็น่าจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการสั่งฟ้อง ที่น่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ส่วนที่ว่าในทางคดี จุดที่จะบอกว่ามีคนสูญหาย จะเริ่มจากเมื่อใด ก็จะดูจากพฤติการณ์ต่างๆ ไม่ใช่แบบที่ผ่านมา ที่ตำรวจมักจะบอกว่าต้องรอให้พ้น 24 ชั่วโมงก่อนถึงจะแจ้งความได้ว่ามีการสูญหาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในความเป็นจริง หากคิดว่าใครหายไป เพราะจากพฤติกรรมบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถูกคนอุ้มหายไป ตำรวจเมื่อทราบเรื่องแล้วต้องเข้าไปสอบสวนติดตามทันที จะมาอ้างว่าต้องรอให้เกิน 24 ชั่วโมงไม่ได้ เพราะตำรวจจะปฏิเสธการรับแจ้งความไม่ได้ หากคนยืนยันจะแจ้งความ ตำรวจมีหน้าที่จดตามแจ้ง ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ หากทำถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากคนที่แจ้งความพบว่าแจ้งเรื่องอันเป็นเท็จ คนนั้นก็มีความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเด็นเรื่อง อายุความของคดี โดยหลักการ ต้องไม่ให้คดีอุ้มสูญหาย-ทรมาน มีอายุความ เพราะเรื่องเหล่านี้ร้ายแรงกว่ากฎหมายอาญาปกติ เพราะมีการเตรียมการวางแผน มีการทำกับคนอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งในร่างของพรรคการเมืองที่เสนอต่อสภาฯ ไม่มีอายุความ แต่ร่างของรัฐบาลยังไปอิงกฎหมายอาญาปกติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ในส่วนของ บทลงโทษ พบว่าทุกร่างที่เสนอเข้าสภาฯ มีการกำหนดบทลงโทษคนที่ทำผิดไว้สูง เพราะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง รวมถึงมีการเขียนไว้ในร่างให้การเอาผิดสามารถเอาผิดไปถึงผู้บังคับบัญชาของคนที่ทำผิดด้วย เช่น มีเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมาแล้ว มีผู้บังคับบัญชาตำรวจคนหนึ่งเห็นลูกน้องจับกลุ่มคุยกันอยู่ ก็ทักทายว่ามาทำอะไรกัน พวกลูกน้องก็บอกว่า กำลังคุยจะเตรียมการไปอุ้มคนคนหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาได้ยินก็เดินผ่านไป ซึ่งกฎหมายปกติเอาผิดผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็น ผู้ใช้ ไม่ได้เป็น ผู้ลงมือทำเอง ไม่ได้สนับสนุน ไม่ได้บอกว่า เออ พวกเอ็งไป เพียงแต่ทราบ ลักษณะนี้กฎหมายปัจจุบันเอาโทษผู้บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายต้องเอาโทษด้วย เพราะเมื่อรู้ว่าลูกน้องตัวเองจะไปทำความผิดร้ายแรง แต่ไม่ยอมห้าม จึงต้องรับโทษด้วย หากพบข้อเท็จจริงว่ารู้เห็น หรือควรจะรู้เห็น เช่น ลูกน้องทำรายงานว่านำตัวใครมา แล้วตัวเองเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ยอมตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -บางคนอาจสงสัยว่า เรื่องการป้องกันและเอาผิดการอุ้มหาย ทรมาน ถ้าไม่ต้องออกเป็นกฎหมาย ทำแค่ไปแก้ไขเขียนเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญา ได้หรือไม่ ถ้าทำก็อาจไม่ล่าช้าใช้เวลาหลายปีแบบตอนนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องเข้าใจว่าประมวลกฎหมายอาญาปกติออกมาบังคับใช้นานแล้ว แต่วันนี้ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมมากขึ้นไปด้วย โดยทั่วโลกเห็นตรงกันว่า การอุ้ม-ทรมานเป็นเรื่องร้ายแรง คนที่ทำก็ไม่ใช่คนปกติ แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีการทำเป็นขบวนการ ใช้อำนาจรัฐมาทำ และที่ผ่านมากฎหมายอาญาปกติ ไม่สามารถเอาคนผิดได้ จึงจำเป็นต้องยกร่างกฎหมายพิเศษขึ้นมา ให้มีกระบวนการพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อมาจัดการกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ เช่น เขียนเรื่องการตีความลักษณะการทำผิดให้กว้างขึ้น ว่าการทรมาน มีองค์ประกอบกี่อย่างถึงเรียกว่าการทรมาน ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย หรือการให้มีระบบการตรวจสอบ ก็ต้องไม่ใช่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ เพราะหากตำรวจเป็นคนทำผิด จะเอาตำรวจมาตรวจสอบ มันก็ไม่ได้ เพราะเป็นพรรคพวกเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเวลาเกิดเรื่อง มีคนไปแจ้งความ ตำรวจก็ไม่รับแจ้งความเป็นส่วนใหญ่ หรือหากทหารทำ ตำรวจก็ไม่กล้าไปตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นต้องให้มีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาตรวจสอบ อย่างที่เรามีการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมาเพื่อให้มีคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอบสวนทำคดีที่ยากๆ ก็เลยมีการเขียนกฎหมายให้ดีเอสไอเข้ามาทำเรื่องนี้ จะให้ตำรวจทำไม่ได้ อีกทั้งปัญหาการอุ้ม-ทรมานเป็นปัญหาเชิงสังคมด้วย ก็ต้องให้มีคณะกรรมการเรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ประกอบด้วยบุคคลจากหลายฝ่าย เพื่อมาดูทั้งในเชิงป้องกัน การปราบปราม การเยียวยา ให้มาดูในหลายมิติที่มากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า หวังว่า ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ดีๆ อย่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายประกาศใช้ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย เพราะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก หลังที่ผ่านมาพบว่าบางส่วนไม่ค่อยสนับสนุนเรื่องนี้มากนัก ซึ่งถ้ามองไปอาจเพราะว่าเขาเป็นกลุ่มพวกซ้อมทรมานหรืออุ้มหายเองหรือไม่ จึงไม่สนับสนุนเรื่องเหล่านี้ โดยที่วันนี้เราเห็นความร้ายแรงของการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายมากขึ้น โดยตัวอย่างคดี อดีต ผกก.โจ้ ที่นครสวรรค์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการกระทำผิดลักษณะนี้โดยสังคมไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็หวังว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.โดยมีการผ่านร่างเพื่อให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ถ้าประเทศไทยมีการใช้กฎหมายป้องกันการอุ้มหาย สังคมไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทยจะได้อะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากประเทศไทยมีการใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คนก็จะไม่ถูกดูถูก เหยียดหยาม ดูหมิ่นกัน ไม่ใช่แค่การทรมานเท่านั้น แต่เราหวังว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เช่น การเหยียดกัน เช่น การเหยียดเรื่องเชื้อชาติ หรือเรื่องอะไรต่างๆ จะน้อยลง เพราะการเหยียดถือว่าเป็นสภาวะทรมานอีกแบบหนึ่ง เพราะการไปต่อว่าใคร หรือด่าใครแรงๆ ด่าเช้าด่าเย็น ก็เข้าข่ายตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประเด็นนี้อยู่ในร่างที่ภาคประชาชนไปทำกันมา หากเป็นแบบนี้ การเหยียดกันแรงๆ จะลดน้อยลง ก็จะทำให้ความสงบสุขในบ้านเราก็จะมีมากขึ้น ประชาชนก็จะไว้วางใจกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น และจะช่วยทำให้ขอบเขตการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ ชัดเจนมากขึ้น ไม่มีวัฒนธรรมที่จะไปอุ้มหาย ซ้อมทรมาน เพราะจะมีทุกฝ่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่สำคัญ ที่ผ่านมาเราก็ส่งเสียง แต่อาจน้อยเกินไป หลังเกิดคดีอดีต ผกก.โจ้ ทำให้คนส่งเสียงดังกันมาก มีการตรวจสอบต่างๆ จนทำให้การจะพลิกคดีทำได้ยาก ถึงแม้จะมีความพยายามจะพลิกคดี แม้อาจจะมีบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการให้มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่ก็คงทานเสียงประชาชนไม่ได้ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แกนนำภาคประชาสังคมในการผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายระบุไว้.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117114</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนการคนมีสีร่วมอุ้มหาย  วัฒนธรรม&quot;ถุงดำ&quot;ทรมานจนได้ดี, สุรพงษ์ กองจันทึก, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145d98b07957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไล่บี้ &#039;ป.ป.ท.&#039; ดองคดีปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงถูกอุทยานเผาบ้านจนใกล้ขาดอายุความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64 - นายสุรพงษ์&amp;nbsp;กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีของนายคออี้ มีมิ และชาวบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เหตุถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานวางเพลิงเผาทรัพย์ &amp;nbsp;ซึ่งป.ป.ท.ดำเนินการล่าช้าจนใกล้ขาดอายุความ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5-9&amp;nbsp;พฤษภาคม 2554&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายโคอิหรือคออี้ มีมิ และของชาวบ้านอีกหลายราย ซึ่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชี้อสายกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดินเสียหายราว 100&amp;nbsp;หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคออี้ มีมิ ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวกที่วางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเรือนที่พักอาศัย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายคออี้ และพวก ได้ฟ้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.๗๗/๒๕๕๙&amp;nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อส.๔/๒๕๖๑ โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยได้ความแล้วว่านายชัยวัฒน์ฯ กับพวก เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งหกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ฯ กับพวกในทางกฎหมายอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปนี้ ได้แก่ มาตรา 157&amp;nbsp;ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (อายุความ 15&amp;nbsp;ปี),&amp;nbsp;มาตรา 217&amp;nbsp;ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(1) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย เช่น บ้านเรือน (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(2) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า เช่น ยุ้งฉาง (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี)&amp;nbsp; และ มาตรา 358&amp;nbsp;ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ คือทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพยของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนี้นับแต่วันที่นายชัยวัฒน์ฯ กับพวกกระทำความผิดดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่พฤษภาคม 2554 ถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลานานกว่า 9&amp;nbsp;ปี 8&amp;nbsp;เดือนแล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรา 217&amp;nbsp;วางเพลิงเผาทรัพย์ และ มาตรา 358&amp;nbsp;ทำให้เสียทรัพย์ ดังกล่าวข้างต้นกำลังจะขาดอายุความ 10&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าวว่า ป.ป.ท. ได้ดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด และมีกำหนดจะยื่นฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวเมื่อไร โดยขอให้ ป.ป.ท.&amp;nbsp;เร่งรัดดำเนินคดีมิให้ขาดอายุความไม่ว่าความผิดฐานใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91061</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ชาวบ้านบางกลอย, ป.ป.ท., ปู่คออี้, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สุรพงษ์ กองจันทึก, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fc6a68bfa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 06:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 06:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สุรพงษ์ กองจันทึก&#039;เขียนถึง&#039;ไกรศักดิ์&#039;มาจากตระกูลใหญ่แต่เลือกเป็นคนธรรมดาคบหานักกิจกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.63 -นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โพสต์ข้อความซึ่งเป็นคำนำหนังสือ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : ชีวิต มุมมอง ความคิด&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่าและความหมาย&amp;nbsp; แต่คุณค่าและความหมายมีแตกต่างกัน&amp;nbsp; มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่การตีความ ถึงที่สุดแล้ว คุณค่าและความหมายนั้นขึ้นอยู่กับการ &amp;ldquo;เลือก&amp;rdquo; ที่จะใช้ชีวิตอย่างไร เพื่ออะไร
72 ปีที่ผ่านมา ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แน่นอนในคุณค่าที่เลือก และชัดเจนในความมุ่งหมายของชีวิต
คนไม่ธรรมดา
ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ มาจากตระกูลใหญ่และทรงอิทธิพลมากที่สุดตระกูลหนึ่งของประเทศไทย&amp;nbsp; ทั้งจากสายพ่อ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และสายแม่ ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ
เติบโตอย่างลูกชายนายทหารใหญ่จากระบบ &amp;ldquo;ทหาร&amp;rdquo; ภายในค่ายทหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันก็เติบโตจากระบบ &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; ในฐานะหลานรักของนายตำรวจใหญ่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เจ้าของวลีสำคัญ ภายใต้แสงอาทิตย์ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้
ได้รับการศึกษาอย่างดีจากสถาบันการศึกษาชั้นสูงมีชื่อในประเทศและต่างประเทศ ทั้งอาร์เยนตินา สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส
สื่อสารได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมัน
มีความรู้และความสนใจหลากหลายทำให้กลายเป็น นักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักการทูต นักการเมือง นักสันติภาพ นักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน นักดนตรี ช่างภาพ จิตรกร
เป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการในประเทศ ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก&amp;nbsp; และกำกับทิศทางการต่างประเทศในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา
จากพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์ สามารถเอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเต็มที่&amp;nbsp; แต่ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณเลือกที่จะเป็น
คนธรรมดา
ที่คบหากับ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน ศิลปิน ชาวบ้าน ชนกลุ่มน้อย คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ
ปฏิเสธระบบ &amp;ldquo;ทหาร&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ตำรวจ&amp;rdquo; ซึ่งใช้อำนาจเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ &amp;ldquo;เผด็จการ&amp;rdquo; จากการรัฐประหารที่รวมศูนย์อำนาจ
ส่งเสริมการกระจายอำนาจสู่ประชาชนคนเล็กคนน้อยตามระบบประชาธิปไตย&amp;nbsp; เพื่อประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวมไม่ใช่เพียงกลุ่มผลประโยชน์ ตามแนวคิดสังคมนิยม
ไม่เพิกเฉยและร่วมทุกข์ร้อนไปกับชีวิตของประชาชนผู้เดือดร้อนในสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ในหลายกรณีที่ครอบครัวในอดีตมีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งการเสียชีวิต การสูญหายแก่ประชาชน
ทั้งหมด ไม่ใช่การเป็น &amp;ldquo;ขบถ&amp;rdquo; แต่เป็น &amp;ldquo;สำนึก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ที่มีในฐานะมนุษย์ต่อมนุษย์
ชีวิต มุมมองและความคิดของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ จากการเรียบเรียงของกุลธิดา สามะพุทธิ&amp;nbsp; ไม่เพียงแต่ให้เราเห็นความเป็นคนหรือมนุษย์ในคนหนึ่งคน&amp;nbsp; แต่ยังเห็นการเป็นไปของสังคมทั้งไทยและโลกอย่างชัดเจน ตลอดช่วง 72 ปีที่ผ่านมาด้วย
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ยังไม่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชายขอบ คนเล็กคนน้อย&amp;nbsp; 72 ปีของไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บอกเราถึงสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมนุษยธรรมที่จะ &amp;ldquo;เลือก&amp;rdquo; ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย &amp;nbsp;
สุรพงษ์&amp;nbsp; กองจันทึก
ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
จากคำนำหนังสือ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : ชีวิต มุมมอง ความคิด https://www.kledthai.com/new-books/9786167909073.html#.XsZCsxC20fM.lineme&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;


&amp;nbsp;


&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68460</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักกิจกรรม, นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, สุรพงษ์ กองจันทึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee2bf6a31984.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50060</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับ&#039;ชัยวัฒน์&#039;ฆ่าบิลลี่ แจ้ง8ข้อหาหนักรวมพวก4ราย/ดีเอ็นเอมัดแน่น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอนุมัติหมายจับ &amp;quot;ชัยวัฒน์&amp;quot; พร้อมพวกรวม 4 รายคดีอุ้มฆ่าบิลลี่ แจ้ง 8 ข้อหาหนัก &amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีดีเอสไอ&amp;quot; เตรียมทีมเข้าจับกุม &amp;quot;อดีต หน.อุทยานฯ แก่งกระจาน&amp;quot; ลั่นไม่หนี พร้อมสู้ตามกระบวนการยุติธรรม &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำทุกอย่างเป็นไปตาม กม.ไม่มีใครช่วยได้ &amp;quot;ปลัด ทส.&amp;quot; ยังไม่สั่งย้ายบอกให้ทำงานตามหน้าที่ต่อ &amp;quot;เมียบิลลี่&amp;quot; ขอ &amp;quot;รมว.ยธ.&amp;quot; ให้ &amp;quot;รองฯ กรวัชร์&amp;quot; คุมคดีให้ถึงที่สุด &amp;quot;ผอ.นิติวิทยาศาสตร์&amp;quot; เผยข่าวดีสกัดสารพันธุกรรมดีเอ็นเอชิ้นกระดูกที่งมได้เทียบกับแม่บิลลี่เพียงพอรอลุ้นผลเร็วนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 11 พ.ย. เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ &amp;nbsp;หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่รวบรวมได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อขออนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก รวม 4 ราย ในคดีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พ.ต.อ.ไพสิฐให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในช่วงบ่ายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ และพวก รวม 4 ราย ในหลายข้อหา ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด โดยดีเอสไอจะเร่งประชุมหารือคณะพนักงานสอบสวนเพื่อเตรียมชุดจับกุม อย่างไรก็ตาม หากจะมามอบตัวดีเอสไอก็พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนและให้ความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;เป็นผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2 และนายธนเสฏฐ์ หรือนายไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต &amp;nbsp;ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น, ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4)(7), 309, 310, 33, 340, 340 ตรี &amp;nbsp;ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 ทวิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 148 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 172
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้ออกหมายจับนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 เนื่องจากไม่ได้เป็นข้าราชการ &amp;nbsp;จึงถูกแจ้งข้อกล่าวหาให้การสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว
&amp;#39;ชัยวัฒน์&amp;#39; ลั่นไม่หนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนศาลอนุมัติหมายจับนั้นนายชัยวัฒน์ได้มารอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และมอบนโยบายการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควัน การบริหารจัดการน้ำ และมาตรการรองรับภัยแล้ง ซึ่งมีนายวราวุธ ศิลปอาชา &amp;nbsp;รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า &amp;nbsp;และพันธุ์พืชให้การต้อนรับ โดยนายชัยวัฒน์ยังมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ ตามปกติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เรื่องหมายจับเห็นมีเพียงข่าวออกมา แต่เป็นจังหวะที่ตนมารับผู้ใหญ่ ไม่ได้หนีไปไหนตามที่มีกระแสข่าว เพราะตนก็มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ที่จริงใช้การออกหมายเรียกก็ได้แล้ว &amp;nbsp;แต่เมื่อออกหมายจับแล้วก็ยินดีจะไปให้ความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องทำตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับการที่เอาคนอื่นเข้ากระบวนการยุติธรรม ก็จะได้รู้ว่าใครผิดหรือใครถูกในเรื่องคดีทรัพยากรธรรมชาติ ยืนยันว่าทุกอย่างทำไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหา แต่อย่าสร้างกระแสทุกวัน เพราะรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่และสถาบันก็จะเสื่อมไปด้วย เพราะจริงเท็จอย่างไรก็ยังไม่รู้ และใครผิดหรือถูกก็ยังไม่รู้ แล้วจะมาบอกว่าใครผิดใครถูกก็ไม่ใช่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ออกข่าวรายวัน ทุกอย่างก็ว่าไปตามขั้นตอน เมื่อเขาออกหมายจับเราก็พร้อมไปให้ความร่วมมือ และต้องรอดูว่าศาลจะออกหมายจับหรือไม่ ผมไม่ได้กังวลเพราะบอกแล้วว่าไม่ได้ทำและไม่รู้เรื่อง เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่รู้เรื่อง ผมสงสารเจ้าหน้าที่ของผม เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ทุกคนทำตามหน้าที่ วันนี้มีกระแสอย่างนี้ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าพวกผมไม่ได้หนีไปไหน และขอให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม หลักฐานชัดเจนแค่ไหนก็ให้ว่าไปตามนั้น ไม่อยากให้มีอะไรที่เป็นเท็จ หรือถูกสร้างขึ้นมา&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวเรื่องหมายจับนายชัยวัฒน์ระหว่างลงพื้นที่ จ.ราชบุรีว่า ได้รับรายงานแล้ว เรื่องคดีก็ว่ากันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แม้นายชัยวัฒน์จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงก็ตาม ยืนยันไม่มีใครช่วยใครได้ แม้จะรู้จักกับใครหรือจะมาบอกว่ารู้จักกับผมก็ตาม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กระทรวงจะต้องรอคำสั่งศาลว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งน้อมรับคำสั่งศาล ส่วนคดีก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย นายชัยวัฒน์ก็ต้องไปสู้คดีในชั้นศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากศาลมีคำตัดสินอย่างไรก็น้อมรับ ไม่ปกป้องคนผิด ถ้ายังไม่มีคำตัดสินของศาลก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ยึดคำตัดสินของศาลเป็นหลัก&amp;quot; นายวราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทางคดีก็คงต้องให้นายชัยวัฒน์และผู้ถูกออกหมายจับต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องการทำงานก็จะยังให้ทำงานตามปกติ ไม่มีการย้ายใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีที่นายชัยวัฒน์ถูกแจ้งความดำเนินคดีขณะปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ผมจะเข้าไปดูรายละเอียดการทำงานในช่วงนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วค่อยมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเรื่องส่วนตัวที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และการปฏิบัติงานในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐขณะถูกกล่าวหา ซึ่งต้องแยกออกจากกัน&amp;quot; ปลัด ทส.กล่าว
หลักฐาน DSI มัดแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความ ในฐานะประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยานายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอยเข้ายื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม หลังดีเอสไอขอศาลออกหมายจับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก รวม 4 ราย เพื่อขอให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับผิดชอบสอบสวนคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อไป พร้อมเร่งรัดให้ออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย &amp;nbsp;และออกมาตรการคุ้มครองปกป้องนักสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรพงษ์กล่าวว่า ตนขอให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็น คือ ขอให้แต่งตั้งหรือมอบหมายให้ พ.ต.ท.กรวัชร์เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน หรือเป็นผู้รับผิดชอบทำคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อไป แม้ผู้ที่รับช่วงต่อจะมีความสามารถแต่ไม่เคยทำคดีนี้มาก่อน อาจต้องใช้เวลาศึกษาทำให้คดีมีความล่าช้าไม่ต่อเนื่อง, ขอให้นำร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหายเข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมให้เร่งตราเป็นกฎหมายโดยเร็ว และขอให้มีมาตรการป้องกันและคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยจัดทำข้อมูล white list เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแล &amp;nbsp;เนื่องจากก่อนหน้านี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเคยยกร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว แต่หลังจากมีการเปลี่ยนอธิบดีคนใหม่เรื่องก็เงียบหายไป จึงอยากให้เร่งดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีศาลอนุมัติออกหมายจับนายชัยวัฒน์และพวกแล้ว นายสุรพงษ์กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับยังไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด เพียงแต่เป็นผู้ที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่สงสัย ก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พิณนภากล่าวว่า ดีใจที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น แต่ชาวบ้านบางกลอยต้องการให้ พ.ต.ท.กรวัชร์ทำคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ต่อจนจบ จึงต้องการให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.กรวัชร์รับผิดชอบคดีดังกล่าวจนกว่าคดีความจะถึงที่สุด สำหรับตนหลังจากทราบว่าผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนายบิลลี่ถูกออกหมายจับก็ไม่ได้ติดใจอะไร อยากให้เขารับสารภาพและออกมาขอโทษสังคม กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป เพราะเรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หากเกิดกับครอบครัวของผู้ต้องหาเองจะรู้สึกอย่างไร คนที่กล้าทำความผิดก็ควรกล้าออกมายอมรับความผิดที่ตนเองทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยู่ในหมู่บ้านบางครั้งก็กลัว บางครั้งก็ไม่กลัว เมื่อชาวบ้านถามว่าออกมาเรียกร้องสิทธิให้บิลลี่ ไม่กลัวถูกอุ้มหายหรือ ถูกถามแบบนี้ก็รู้สึกกลัว แต่ตอนนี้คดีมีความคืบหน้าก็ไม่กลัวแล้ว และดีใจที่ดีเอสไอทำให้คดีมีความคืบหน้า แตกต่างจากความรู้สึกเมื่อก่อนที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะอนุมัติหมายจับหรือไม่ และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็เชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม&amp;quot; ภรรยานายบิลลี่กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ขอยืนยันเรื่องใดที่ไม่ผิดกฎหมายก็จะทำให้ตามที่ร้องขอทั้งหมด และเชื่อว่า พ.ต.ท.กรวัชร์จะทำงานเสร็จทันตามที่รับปากไว้ 3 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 2 ธ.ค.นี้ โดยอาจจะเสร็จก่อนกำหนด และขณะนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ยังมีตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ จึงจะขาดจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในช่วงนี้จึงยังดูแลคดีอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงขอให้สบายใจได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่เป็นผู้บริหารทำหน้าที่กำกับดูแล เหมือนผมเป็นรัฐมนตรีก็แค่กำกับดูแล ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด หรือชี้ให้ไปซ้ายไปขวา ขณะนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ทำงานเสร็จไปแล้ว 99 เปอร์เซ็นต์ คดีไปถึงขั้นขออนุมัติหมายจับจากศาลแล้ว&amp;quot; รมว.ยุติธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงการตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอจากวัตถุพยานชิ้นกระดูก 8 ชิ้น ที่ดีเอสไองมขึ้นมาได้จากร่องน้ำลึกในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเปรียบเทียบดีเอ็นเอชิ้นส่วนกระดูก ซึ่งเป็นขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ยังตอบไม่ได้ว่าดีเอ็นเอที่พบจะเพียงพอและสามารถนำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของนายบิลลี่ได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นบอกได้เพียงว่า วัตถุพยานสามารถสกัดสารพันธุกรรมได้มากกว่าชิ้นส่วนกะโหลกชิ้นแรก ที่นำไปตรวจสอบเปรียบเทียบไมโทรคอนเดรียตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ แม่ของนายบิลลี่&amp;quot; ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50060</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสอบสวนคดีพิเศษ, จตุพร บุรุษพัฒน์, ธัญญา เนติธรรมกุล, พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์, พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พอละจี รักจงเจริญ, พิณนภา พฤกษาพรรณ, วราวุธ ศิลปอาชา, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุรพงษ์ กองจันทึก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพฑูรย์ แช่มเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191111/image_big_5dc97e2b39322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นสภาทนายช่วย สนช.ปฏิบัติมิชอบ สกัด&#039;5ว่าที่กสม.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4 ผู้ผ่านการสรรหาเป็น กสม.ร้องสภาทนายฯ ช่วยเหลือทางกฎหมาย หลัง สนช.ตีตก แฉเหมือนเตรียมการล็อกตำแหน่ง ข้องใจตั้ง กก.ตรวจสอบความประพฤติซ้ำซ้อนเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จ่อขอศาล รธน.เพิกถอนมติเพื่อวางบรรทัดฐานให้ชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน วันที่ 7 มกราคม นางสมศรี หาญอนันทสุข, ผศ.ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ และนายสุรพงษ์ กองจันทึก 4 ผู้ผ่านการสรรหาเสนอชื่อเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่ไม่ผ่านการรับรองจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง กสม. เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายนคร ชมพูชาติ &amp;nbsp;ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความฯ เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความฯ และนายนครเป็นผู้รับเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคำร้องระบุว่า &amp;quot;กรณีเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2561 สนช.ได้มีมติรับรองผู้ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง กสม.จำนวน 2 คน ได้แก่ น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ และนางปิติกาญจน์ สิทธิเดช และมีมติไม่รับรองผู้ผ่านการสรรหาจำนวน 5 คน ได้แก่ นางสมศรี หาญอนันทสุข, นายไพโรจน์ พลเพชร, &amp;nbsp;ผศ.ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ และนายสุรพงษ์ กองจันทึก โดยมติของที่ประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมลับ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการลงมติให้สาธารณชนทราบ &amp;nbsp;รวมทั้งผู้ที่ผ่านการสรรหาทุกคนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏว่าในการพิจารณาของ สนช.ดังกล่าว มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อมาทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกับกรรมการสรรหา อันถือได้ว่ากระทำการขัดต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ทำให้ข้าพเจ้าทั้งสี่คนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำของ สนช.ดังกล่าว ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก อีกทั้งพฤติกรรมการลงมติมีลักษณะที่เหมือนกับการเตรียมการในการลงคะแนนเสียงมาก่อน ซึ่งเป็นการไม่ชอบ ทำให้ข้าพเจ้าทั้งสี่คนไม่อาจเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ กสม.ได้ จนดูราวกับว่า สนช.ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับและไม่ประสงค์ให้นักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการสรรหาอย่างถูกต้องจากกรรมการสรรหา ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไกของกฎหมายที่กำหนดไว้ เป็นการทำลายประวัติการทำงานและชื่อเสียงของข้าพเจ้าทั้งสี่ อีกทั้งเป็นการลงโทษที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถกลับไปสมัครเป็นผู้รับการสรรหาเป็น &amp;nbsp;กสม.ได้อีก รวมทั้งอาจส่งผลต่อการสมัครเป็นกรรมการในองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของ สนช.ดังที่กล่าวมาย่อมถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เที่ยงธรรมและไม่โปร่งใส เป็นการกระทำที่ผิดหลักการในเรื่องการเปิดเผยตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 ตลอดจนหลักการและกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องโดยข้อเท็จจริงทั้งหมด ขอให้สภาทนายความพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการต่อหน่วยงานต่างๆ หรือการดำเนินคดีทางศาล เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานและอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม&amp;quot; คำร้องระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังรับเรื่องนายนครกล่าวว่า เมื่อสภาทนายความฯ ได้รับเรื่องแล้วจะไปพิจารณาว่าประเด็นร้องเรียนเข้าหลักเกณฑ์ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร มีผลกระทบต่อประชาชนแค่ไหน ให้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาเพื่อหาวิธีดำเนินการต่อไป โดยรายละเอียดเราจะสอบผู้ร้องเรียนให้ชัดเจนอีกครั้ง &amp;nbsp;เรื่องนี้คู่กรณีคือ สนช.ทำหน้าที่แทนวุฒิสภา ไม่ได้มีปัญหากับ คสช. ที่ สนช.ดูเหมือนสร้างแนวบรรทัดฐานที่จะเป็นปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะกรรมาธิการที่ผู้ร้องเรียนระบุว่า สนช.ตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน นายนครระบุว่าเป็นคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ โดยทั่วไปกรณีอื่นๆ อาจพอยอมรับได้ที่ สนช.จะตรวจสอบเพิ่มเติม &amp;nbsp;แต่ในกรณีสรรหา กสม. จุดเริ่มต้นมาจากกรรมการสรรหาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม. กำหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ตำแหน่งฐานะสูงมาก ปกติสรรหาได้แล้ว สนช.น่าจะนำรายงานสรรหานี้มาพิจารณา ส่วนกรณีนี้มีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบอีกครั้ง เหมือนทำหน้าที่ซ้ำ และดูจะมีอำนาจมากกว่า ถ้าตั้งกรรมาธิการศึกษารายงานผลการสรรหาพอฟังได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้ากรรมการสรรหาไปหามาใหม่จะหาแบบไหนที่ สนช.ต้องการและสอดคล้องกับกฎหมาย ตามข้อบังคับมีหลักเกณฑ์อยู่ แต่ไม่ควรทำงานซ้ำ ใช้อำนาจเหนือคณะกรรมการสรรหา ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ควรเปิดเผยเพราะ กสม.เป็นตำแหน่งที่ทั่วโลกเฝ้ามองอยู่ เราถูกจัดอันดับที่ไม่สามารถร่วมประชุมกับเขาได้ สรรหามาแล้วออกมาในลักษณะนี้อันตรายที่สุด มีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติ&amp;quot; นายนครกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนครกล่าวด้วยว่า ถ้าเป็นมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจจะต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนมติ &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับประเด็นที่จะร้องขึ้นไป สนช.เป็นตำแหน่งทางการเมือง การกระทำใดๆ อาจจะต้องไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนในทางแพ่งอาจจะให้เพิกถอนมติ และทางอาญาจะถึงขั้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ เมื่อมีการดำเนินคดีจะชี้ว่าทำได้แค่ไหน เป็นเรื่องใหญ่ต้องวางบรรทัดฐานให้ชัด ให้วุฒิสภาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ดังนั้นเป้าหมายคือเพิกถอนมติ ส่วนปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ต้องดูกันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.จตุรงค์กล่าวว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม. มาตรา 13 (3) คณะกรรมการสรรหาต้องหาผู้ที่มีประสบการณ์ ทัศนคติ เขียนชัดเจนให้ทำการตรวจสอบความประพฤติของผู้สมัคร ดังนั้นอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความประพฤติถูกกำหนดไว้แล้ว มาตรา 14 ให้นำเสนอผู้มีความเหมาะสมจำนวน 7 คน มาตรา 16 สนช.มีหน้าที่ในการรับรองผู้ผ่านคณะกรรมการสรรหา จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง การที่ สนช.มีมติให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความประพฤติอีกชั้นเป็นการทำงานซ้ำซ้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากประสบการณ์ที่เราถูกตรวจสอบเรียกไปสัมภาษณ์นั้นบรรยากาศไม่ดี เหมือนมีการตั้งเป้าหาความผิดที่จะไม่รับรองพวกเรา ที่มาร้องสภาทนายความฯ มีมิติทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาถกกัน สนช. มีอำนาจตั้งข้อบังคับแต่สมควรหรือไม่&amp;quot; ผศ.ดร.จตุรงค์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26004</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางสมศรี หาญอนันทสุข, บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์, ผศ.ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, สุรพงษ์ กองจันทึก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c336953dd233.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้รัฐลงสัตยาบันต้านอุ้มฆ่า เตือนล้มว่าที่กสม.ไม่ยอม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วงเสวนาจี้รัฐบาลไทยเร่งลงนามสัตยาบันต่อต้านการบังคับให้สูญหาย ข้องใจไม่ให้กฎหมายผ่าน หวังอุ้มหายปิดปากคนเห็นต่างที่ขัดผลประโยชน์ ชี้การ &amp;quot;อุ้มฆ่า&amp;quot; ทำเป็นขบวนการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง &amp;nbsp; &amp;quot;อดุลย์&amp;quot; แฉทหารที่ขุดหลุมฝังศพวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ทนไม่ได้สารภาพแล้ว เตือนล้มว่าที่ กสม.ชุดใหม่ ไม่ยอมแน่ &amp;quot;อังคณา&amp;quot; ผิดหวังรัฐบาลไม่จริงใจ ครวญเหยื่อที่ยังอยู่ อยู่อย่างหวาดกลัว แต่คนทำผิดมีที่ยืนในสังคม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 30 สิงหาคม มีการเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาส วันสากลแห่งการต่อต้านการบังคับให้สูญหาย จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police watch) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความนักสิทธิมนุษยชน, &amp;nbsp;น.ส.สัณหวรรณ ศรีสด ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ), พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ วิกฤติตำรวจและการสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม, นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.), &amp;nbsp;นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.สัณหวรรณกล่าวว่า แม้เราเคยลงนามต่อต้านการบังคับให้สูญหาย แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ จนกว่าเราจะไปให้สัตยาบันต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โดยรัฐบาลอ้างว่า เหตุที่ยังไม่ไปลงสัตยาบัน เนื่องจากต้องรอกฎหมายภายในประเทศก่อน โดยร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับนี้ มีการรับฟังความคิดเห็น ทางกลุ่มเคยทำข้อเสนอแนะ ประเด็นการพูดถึงนิยามการบังคับให้สูญหาย คือต้องมีสององค์ประกอบที่ทำให้การบังคับให้สูญหาย คือ พาตัวบุคคลไป หรือปฏิเสธว่าไม่ทราบ ซึ่งความเป็นจริงไม่น่าเกิดขึ้นได้ ต่างจากต่างประเทศที่ไม่ได้อ้างถึงเหตุผลดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะที่รูปแบบการสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ.มีการระบุเมื่อสูญหายต้องทำการสืบสวนจนกว่าจะพบ แต่ตามหลักแล้วอาจจะไม่พบร่างหรือทราบได้เลยว่าคนคนนั้นจะลงเอยอย่างไร ตามหลักแม้ไม่พบร่าง ควรทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อเอาผิดกับคนทำผิดให้ได้ ในส่วนของการคุ้มครองพยานต่อผู้เสียหาย การเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือ ที่ยังกังวลว่ามีการปรับปรุงหรือไม่ รวมทั้งการบังคับใช้มีประสิทธิภาพเพียงใด&amp;quot; น.ส.สัณหวรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรพงษ์กล่าวว่า การบังคับให้สูญหายมีลักษณะพิเศษในเรื่องการใช้วิธีการ หรือเรียกว่าเป็นการอุ้ม มีการดำเนินการเป็นขบวนการ บางกรณีมีรถนำขบวน ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ มีคนสั่งการที่เป็นผู้มีอำนาจ คนสั่งการมีเจตนากำจัดผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเพื่อให้บุคคลอื่นไม่กล้าออกมาเรียกร้องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการอุ้มหายเป็นการละเมิดความเป็นมนุษย์ที่ร้ายแรงที่สุด จึงควรเป็นคดีความที่ไม่มีอายุความ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยโดยกาลเวลาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงยุติธรรมได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว แต่ในชั้น สนช.ได้ส่งกลับให้หน่วยงานพิจารณาเพิ่มเติม จึงต้องเร่งผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม มีข้อเรียกร้องระหว่างเครือข่ายโปลิศวอตช์ และเครือข่ายปฏิรูปวัฒนธรรม 1.ต้องไม่มีการบังคับให้คนสูญหายอีกในประเทศไทย 2.ติดตามหาผู้กระทำผิดมาลงโทษในทุกกรณี 3.ญาติ ผู้เสียหาย ต้องได้รับการคุ้มครอง ชดเชย เยียวยา 4.ออกพระราชบัญญัติป้องกันการทรมาน 5.ประเทศไทยต้องให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศต่อต้านการบังคับให้สูญหาย&amp;quot; นายสุรพงษ์ กล่าว
เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวอุ้มฆ่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า การบังคับสูญหาย คำนี้อยากให้เลิกใช้ ในข้อเท็จจริงคือการลักพาตัวไปฆ่าแล้วทำลายศพ หรือ &amp;quot;อุ้มฆ่า&amp;quot; โดยประชาชนทั่วไปทำไม่ได้ ต้องมีอำนาจรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง ควบคุมอำนาจสอบสวน ถ้าไม่มีอำนาจจากตรงนี้ คงทำไม่ได้ เพราะจะต้องไปเกี่ยวกับการทำลายหลักฐาน อาชญากรรมร้อยละ 99 จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ หากมีการสอบสวนอย่างจริงจังจะจับคนร้ายได้ แต่ปัญหาที่ดำมืดคือมีการส่งสัญญาณจากระดับสูง สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว มีความก้าวหน้าสูงมาก ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่ควบคุมตัว หากคุมตัวแล้วหายไป ต้องมีการพิสูจน์กันต่อไป ซึ่งตามหลักของตำรวจ ถ้าไม่มีศพ ไม่สามารถเริ่มขบวนการทางคดีได้ แต่ระบุให้เป็นบุคคลสูญหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนสูญหาย ส่วนใหญ่มีสัญญาณมาจากการฆาตกรรม กฎหมายนี้จะผ่านการบังคับใช้ แม้ดูแล้วรัฐบาลไม่ขัดขวาง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ออกมาบังคับใช้ เหมือนกับกฎหมายหลายฉบับ แม้ผมเป็นอดีตตำรวจ มีเสียงท้วงติงว่าทำไมต้องพูดเช่นนี้ เป็นเพราะอยากเห็นทุกอย่างถูกบังคับใช้ไปตามกระบวนการกฎหมาย&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอดุลย์กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เกิดการสูญหายจำนวนมาก ตัวเลขที่กระทรวงมหาดไทยสรุปออกมากับข้อเท็จจริงนั้นไม่ตรงกัน มีข่าวออกมาทั้งถูกนำไปทิ้งตามแนวชายแดน ถูกใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปทิ้งในทะเล สูญหายในค่ายทหารบางแห่ง แม้แต่ทหารที่ร่วมขุดหลุมฝังประชาชนนั้น ทนไม่ได้ มีการสารภาพออกมา โดยทางคณะกรรมการญาติวีรชนยังสืบค้นหาต่อไป จากเหตุการณ์ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน สูญหายไป ทำให้เกิดการตื่นตัว เริ่มความเลวร้ายจากตำรวจ กระบวนการยุติธรรม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ คนที่สูญหายที่เป็นเหยื่อ ไม่เชื่อว่าผู้บังคับบัญชาจะไม่รู้ แต่ผลจากอำนาจทำให้เกิดการบิดเบือน จึงต้องการปฏิรูปตำรวจ ถ้าความยุติธรรมเบื้องต้นไม่เกิด จะนำพาไปสู่เรื่องการติดตามคนสูญหายได้อย่างไร แม้ในวันนี้การอุ้มหายจะลดน้อยลง อาจเป็นเพราะผู้มีอำนาจกลัวติดคุกในตอนบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ยังได้ยินมาว่ากระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่โดยสนช.นั้น ตัวแทนภาคประชาชนที่สนับสนุนการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาจจะไม่ได้รับการโหวตให้เป็นกรรมการสิทธิฯ ซึ่งประชาชนคงไม่ยอมแน่&amp;quot; นายอดุลย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวีระกล่าวว่า กรณีนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ ที่หายไปประมาณเดือน ก.พ.2551 เชื่อได้ว่าสูญหายจากการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากนายกมลแจ้งความให้จับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะไปพบการเกี่ยวข้องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งหลักฐานสุดท้ายก่อนการหายตัว พบที่สถานีตำรวจบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ลูกชายได้ไปตามบิดาให้กลับบ้านไป ซึ่งต่อมาตำรวจคนหนึ่งที่ทราบเรื่อง โทรศัพท์มาหาตน เนื่องจากนายกมลเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ โดยตนได้ไปตามเรื่อง ติดตามทุกวิถีทาง ได้ข้อมูลจากนายตำรวจมาให้ข้อมูลคือ นายกมลดิ้น เพราะถูกล็อกคอแล้วคอหัก เขาเลยเอาศพไปฝังในไร่อ้อยแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ในทางกระบวนการตำรวจ หากไม่พบศพ ไม่สามารถดำเนินการทางคดีต่อไปได้&amp;nbsp;
ผิดหวังรัฐไม่จริงใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหา ไม่รู้ว่าไม่อยากมีการแก้ไข ไม่อยากให้มีการตรวจสอบคนหาย เพราะหวังเอาไว้ใช้จัดการกับคนเห็นต่าง ขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ย้อนไปดู ผู้ที่ขัดขวางอาจพบชะตากรรมเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายทนง โพธิ์อ่าน รวมทั้งกรณีเพชรซาอุดีอาระเบีย แม้ทางการซาอุฯ ส่งคนมาร่วมติดตามคดี ปรากฏว่าถูกยิงตาย ที่ต้องพูดคือผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในข่าย อาจทำให้เกิดสูญหายไปก็ได้ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่เป็นเพื่อนผมก็ไปแล้ว คนที่ติดคุกอยู่ ไม่รู้ว่าใช่ตัวจริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเราไม่ได้ตระหนัก&amp;quot; นายวีระกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระกล่าวเช่นกันว่า คนที่ถูกอุ้มไปฆ่า ถูกทำลายศพ ทำลายหลักฐาน ลำพังประชาชนทำไม่ได้ หากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ อำนาจรัฐเข้ามาทำเอง ตำรวจถ้าจะฆ่าเรา เขารู้วิธี เพราะเป็นพนักงานสอบสวน เขาย่อมรู้วิธีทำลายพยานหลักฐานเป็นอย่างไร แล้วอำนาจสืบสวนสอบสวน สั่งฟ้องหรือไม่ ยังอยู่ที่ตำรวจ ทั้งนี้คงคาดหวังอะไรไม่ได้กับเผด็จการ 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย ยังไม่มีอะไรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวปิดการเสวนาว่า ที่ผ่านมากลไกรัฐอ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ หลายครั้งกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุล เป็นที่พึ่งได้ ปัจจุบันการบังคับสูญหายมีความซับซ้อน ในบรรยากาศไม่เป็นประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่รัฐบางคนยังเชื่อว่า ยังจำเป็นต้องบังคับให้สูญหายมีอยู่ต่อไป จากเหตุการณ์การทำสงครามยาเสพติด การปราบปรามผู้ไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ที่กล่าวมามีเพียงคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่อยู่ในกระบวนการศาล พยานสำคัญปากหนึ่ง หายตัวไป ที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เต็มใจในการทำคดีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รู้สึกเสียใจ ผิดหวัง ที่ร่างกฎหมายกระทรวงยุติธรรมนำมาปรับปรุง ร่างในส่วนสำคัญหายไป เช่น นิยามผู้บังคับบัญชาหมายถึงใคร นอกจากนี้ยังมีข้อบกพร่องคือ ครอบครัว ญาติ ถูกกีดกันจากการร่างกฎหมาย ขอเรียกร้อง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้มีการเปิดฟังความเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้มีการพิจารณาในระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อว่ามีประโยชน์มากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังคณากล่าวด้วยว่า เหยื่อทุกคนที่ยังอยู่ อยู่อย่างหวาดกลัว ถูกลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์ แต่ผู้กระทำความผิดกลับมีที่ยืนในสังคม ขอเรียกร้องรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความจริงใจ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกคน แม้รัฐไม่สามารถคืนชีวิต แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธในการคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว การเปิดเผยความจริง ความยุติธรรม ต้องการเพียงแค่ความจริงใจจากรัฐ การชดใช้เป็นเงิน ไม่ได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การบังคับสูญหายถือเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ การสร้างกลไกลตรวจสอบจึงมีความสำคัญ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16516</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, สัณหวรรณ ศรีสด, สุรพงษ์ กองจันทึก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f3af97073.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;&#039;บิ๊กตู่&#039;&#039; ไม่ปลื้มค้านโทษประหาร เผือกร้อน 7 ว่าที่ กสม. ในมือ สนช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทันทีที่รายชื่อผู้จะเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) 7 คน ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมปรากฏออกมา ทั้งข่าวในหน้าสื่อ ตามมาด้วยเสียงวิเคราะห์วิจารณ์จากสังคม รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ประสานเป็นเสียงเดียวกันในทำนองว่า เอ็นจีโอเข้ามาเกินครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แถมตั้งประเด็นว่า 1 ใน 7 คนนั้น มีเอ็นจีโอหญิงคนหนึ่งที่ชื่อ &amp;ldquo;นางสมศรี หาญอนันทสุข&amp;rdquo; มีจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต จะมีความเหมาะสมกับการที่ สนช.จะต้องพิจารณาและลงมติให้ความเห็นชอบไปเป็น กสม.หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรวจสอบรายชื่อ 7 ว่าที่ กสม.ที่ผ่านคณะกรรมการสรรหา พบว่า มี 4 คนเป็นเอ็นจีโอและนักกิจกรรมทางสังคม นอกจากนางสมศรีแล้ว ก็มีนายไพโรจน์ พลเพชร, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ และนายสุรพงษ์ กองจันทึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอีก 3 คนที่ไม่ได้เป็นเอ็นจีโอ ได้แก่ นายจตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ น.ส.พรประ ไพ กาญจนรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกแถลงกันอย่างเคร่งเครียดก็คือ การมีจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารของนางสมศรี และอาจมีว่าที่ กสม.คนอื่นๆ ด้วยนั้น เป็นสาระสำคัญต่อการให้ความเห็นชอบของ สนช.เพื่อส่งให้ไปเป็น กสม.หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต และนางสมศรีได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์แรก วันที่ 18 มิถุนายน เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางบางขวางได้ประหารชีวิตด้วยการฉีดยานักโทษเด็ดขาด นายธีรศักดิ์ ข้อหาฆ่าผู้อื่น (นักเรียนชาย ชั้น ม.5) ที่จังหวัดตรัง อย่างทารุณโหดร้าย ใช้มีดแทง 24 แผลเพื่อชิงทรัพย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ที่สอง วันที่ 24 มิถุนายน ตำรวจจับกุมนายธนกฤต ประกอบ หรือ วุธ ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น.ส.เมย์ อายุ 24 ปี อดีตอดีตแฟนสาว โดยใช้ค้อนทุบศีรษะ หั่นศพใส่กระสอบปุ๋ยแล้วนำไปโยนทิ้งในป่าซอยสามวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บิดาและญาติผู้ตายรวมทั้งกระแสสังคมเห็นว่าเป็นพฤติกรรมการที่โหดเหี้ยม สมควรลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงโทษด้วยการประหารชีวิตเป็นประเด็นร้อนทุกครั้งเมื่อมีเหตุฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์และตำรวจจับคนร้ายได้ เช่น ฆ่าข่มขืน ฆ่าชิงทรัพย์ ฆ่าเพราะหึงหวง ฯลฯ โดยฝ่ายหนึ่ง ได้แก่ ครอบครัว ญาติพี่น้องและสังคม เรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกฝ่ายหนึ่ง ได้แก่ นักสิทธิมนุษยชนหรือเอ็นจีโอบางส่วน องค์การนิรโทษกรรมสากล เห็นว่าไทยควรยกเลิกโทษประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กระแสของฝ่ายแรกที่ถือหลัก &amp;ldquo;คนทำให้คนอื่นตาย ต้องชดใช้กรรมที่ตัวเองก่อไว้&amp;rdquo; จะมีน้ำหนัก ได้รับการยอมรับมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็แสดงทัศนะอย่างชัดเจนให้คงโทษประหารชีวิตเอาไว้ โดยได้กล่าวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา กรณีองค์กรระหว่างประเทศออกมาเรียกร้องให้ไทยยกเลิกโทษประหารชีวิต หลังกรมราชทัณฑ์แถลงข่าวได้ประหารชีวิตนักโทษ คดีฆ่าชิงทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นกฎหมายของเราที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ตอนที่มีการพิจารณาว่าจะยกเลิกโทษประหารหรือไม่นั้น เสียงประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เห็นควรให้มีอยู่ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันมีคดีร้ายแรงหลายๆ คดีเกิดขึ้น การมีโทษประหารก็เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุขและเพื่อเป็นบทเรียนสอนใจ ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นของเราและความต้องการของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไปตรวจสอบท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะไม่ปลื้มกับเอ็นจีโอสักเท่าไหร่ ตลอด 4 ปีเศษที่ผ่านมา เอ็นจีโอได้แสดงออกในหลายรูปแบบ ทำให้หลายโครงการของรัฐบาลต้องสะดุดหยุดลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราอย่าไปคิดอะไรที่แบบตกขอบ มองข้ามประเด็นส่วนรวม อะไรที่เป็นวาระแห่งชาติ อะไรเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย เราก็จะต้องมีบทบาทร่วมกัน ในการช่วยส่งเสริม ช่วยตรวจสอบแก้ผิดให้เป็นถูก หาทางออกร่วมกัน ถ้าโจมตีอย่างเดียว....เราอย่าทำตัวกันเป็นจระเข้ขวางคลอง หรือไม่ก็ปิดหู ปิดตา คัดค้านตลอดเวลา โดยไม่ชั่งน้ำหนัก&amp;quot;&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวไว้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ในรายการศาสตร์พระราชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การคัดค้านโทษประหารชีวิตเป็นประเด็นหนึ่งที่ สนช.คงจะพิจารณาว่า จะยอมรับกรรมการสิทธิฯ ที่มีทัศนคติเช่นนี้หรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, นางสมศรี หาญอนันทสุข, บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์, ปิติกาญจน์ สิทธิเดช, พรประ ไพ กาญจนรินทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สุรพงษ์ กองจันทึก, ไพโรจน์ พลเพชร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7ec6a138850.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
