<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 11:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 11:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายล็อก บีทีเอส บีอาร์ที และสายสีทอง แจ้งปรับเวลาให้บริการ เริ่ม 16 ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ต.ค.2564-นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;แจ้งว่า ตามมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 &amp;nbsp;(ศบค.) &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ลดเวลากำหนดห้ามให้ประชาชนออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว จากเดิมกำหนดไว้ เวลา 22.00 - 04.00 น. ปรับเป็นเวลา 23.00 &amp;ndash; 03.00 น. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯ ขอปรับเวลาการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งสายสุขุมวิท และสายสีลม รถไฟฟ้าสายสีทอง และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที เพื่อปฏิบัติตามคำประกาศจากทางรัฐบาล โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2564 นี้ เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงโดยมีรายละเอียดดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถไฟฟ้าบีทีเอส ขบวนสุดท้ายออกจากสถานีต้นทางเวลา 22.00 น. ,รถไฟฟ้าสายสีทอง ขบวนสุดท้ายออกจากสถานีต้นทางเวลา 22.30 น. ,รถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ให้บริการคันสุดท้ายที่สถานีต้นทางเวลา 22.30 น. และลานจอดแล้วจร ให้บริการจนถึงเวลา 23.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดเผื่อเวลาในการเดินทาง และกลับเข้าถึงเคหสถานก่อนเวลาที่ทางรัฐบาลกำหนดและขอให้ผู้โดยสารทุกท่านไม่ประมาท การ์ดอย่าตก พร้อมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในการใช้บริการอย่างเคร่งครัดผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลา ใช้บริการ ตรวจวัดอุณหภูมิทุกครั้งก่อนเข้าใช้บริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทฯได้เพิ่มความถี่ ในการเช็ดทำความสะอาด ในขบวนรถไฟฟ้าและจุดสัมผัสร่วมทุก ๆ ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจุดบริการแอลกอฮอล์ ทุกทางเข้า-ออกสถานี รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ให้บริการแอลกอฮอล์เคลื่อนที่ บนชั้นชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส&amp;nbsp;ทุกช่วงเวลา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้กับผู้โดยสารทุกท่าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119792</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟฟ้า, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, โควิด-19  (ศบค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110cd7e71f83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาคดีทุจริตรับฟ้องคดีรถไฟฟ้าสายสีส้มเปลี่ยนเกณฑ์ประมูล 25ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp;บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เปิดเผยภายหลังการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางว่า ศาลฯ ได้นัดพร้อมคู่ความในคดีคือบีทีเอส และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมทั้งผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หลังศาลมีคำสั่งรับฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อไต่สวนมูลฟ้องกรณีบีทีเอสฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ กรณีผู้ว่า รฟม.และคณะกรรมการคัดเลือกฯ ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ โดยศาลได้สอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนไปพิจารณาพยานหลักฐานกันอีกครั้ง ในวันที่ 25 ต.ค.64 เวลา 13.30 น. เนื่องจากโจทก์ และจำเลยขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ในส่วนของคดีคงต้องรอการไต่สวนตามที่ศาลกำหนดนัดต่อไปว่าสุดท้ายแล้วศาลจะมีคำพิพากษาออกมาว่าคดีมีมูลหรือไม่ ส่วนตัวได้ปรึกษากับทีมทนายแล้ว คดีนี้ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนเป็นที่รับทราบทั่วไป ที่สำคัญคือพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกสารต่างๆ ระบุชัดเจนว่า สิ่งที่คณะกรรมการคัดเลือก และ รฟม. ดำเนินการมามีประเด็นปัญหาในเรื่องความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ศาลเคยมีคำสั่ง ซึ่งส่งผลต่อการยื่นข้อเสนอ และการพิจารณาผลในโครงการนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่บีทีเอสนำคดีฟ้องเข้าสู่ศาลนี้ ได้ปรากฏพยานเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำมา พิสูจน์ความจริง และความถูกต้องในสิ่งที่เรายืนยัน ซึ่งเท่าที่เราได้รับเอกสารในสำนวนขณะนี้พบว่า มีเอกสารหลายรายการที่พยายามขอเพื่อมายืนยันความเข้าใจของเราว่า เราเข้าใจถูกต้องหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยได้ มาวันนี้เอกสารบางอย่างนั้นมาปรากฏในชั้นศาลแล้ว ซึ่งตรงกับความเข้าใจของเรา ยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นในการเดินหน้าต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอทำความเข้าใจผ่านสื่อไปถึงคณะกรรมการคัดเลือกทุกคน ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และอาจต้องนำเรียนไปยังรัฐบาลว่า บีทีเอสมีคดีความกับรฟม. และคณะกรรมการคัดเลือก 3 คดี แยกเป็นคดีปกครอง 2 คดี และคดีอาญาทุจริต 1 คดี ยืนยันว่าทั้ง 3 คดี ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ปกครอง และศาลอาญาฯ &amp;nbsp; ไม่ได้เสร็จสิ้นไปตามที่ผู้ว่าการ รฟม.เคยแถลงข่าวไว้ ส่วนประเด็นที่ รฟม.จะเดินหน้าโครงการต่อ ทางบีทีเอสไม่ขัดข้อง และเคารพในคำตัดสินของศาล แต่ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราพร้อมเข้าร่วมแข่งขันในกฎกติกา และการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบลงมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะปล่อยให้ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกดำเนินการไปเรื่อยๆ เช่นนี้ คงไม่เกิดประโยชน์ โดยในวันที่ 17 ก.ย.นี้ บีทีเอสจะออกหนังสือไปยังผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่มีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องนี้ลงมาแก้ไขปัญหา และทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117007</URL_LINK>
                <HASHTAG>รับฟ้อง, ศาลอาญาคดีทุจริต, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_60385ec13eba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีทีเอส&#039; แจ้งยกเลิกโปรโมชั่นตั๋วเที่ยว 30 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะสิ้นสุดการจำหน่ายโปรโมชั่นเที่ยวเดินทาง 30 วัน ทุกประเภท ผู้โดยสารสามารถซื้อ/เติมเที่ยวเดินทาง ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.64 เป็นวันสุดท้าย ทั้งนี้ บัตรโดยสารที่มีเที่ยวเดินทางคงเหลือ สามารถใช้เดินทางได้จนกว่าเที่ยวเดินทางจะหมด หรือเที่ยวเดินทางหมดอายุการใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้โดยสารไม่สามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้นานแบบเมื่อก่อน อีกทั้งการชำระค่าโดยสารล่วงหน้าดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ บริษัทฯ ได้พิจารณา และเห็นว่าโปรโมชั่นเที่ยวเดินทาง 30 วัน สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น จึงต้องยุติการจำหน่ายโปรโมชั่นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับอัตราค่าโดยสารที่เรียกเก็บในเส้นทางสัมปทาน 23.5 กิโลเมตร (กม.) จากสถานีหมอชิตไปสถานีอ่อนนุช และจากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติไปสถานีสะพานตากสิน รวมส่วนต่อขยายจาก สถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีวงเวียนใหญ่ ยังคงอยู่ในอัตรา 16-44 บาท ผู้โดยสารสามารถใช้บัตรโดยสารใบเดิม เพื่อเติมเงิน และเดินทางได้ตามปกติ ทั้งบัตรสำหรับบุคคลทั่วไป และบัตรสำหรับนักเรียน นักศึกษา ในส่วนของบัตรสำหรับผู้สูงอายุ ยังคงได้รับโปรโมชั่นส่วนลดครึ่งราคาจากอัตราค่าโดยสารที่เรียกเก็บในอัตราเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115371</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC), ยกเลิกโปรโมชั่นตั๋วเที่ยว 30 วัน, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110cd7e71f83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2021 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2021 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>12 ส.ค. นี้ คุณแม่ ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส บีอาร์ที รถไฟฟ้าสายสีทองฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 ส.ค.2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส กล่าวว่า &amp;nbsp;วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี &amp;nbsp;ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถือเป็นวันแม่แห่งชาติ ในทุก ๆ ปี รถไฟฟ้าบีทีเอสส่งเสริมให้ลูกได้แสดงความรักต่อคุณแม่ โดยลูกสามารถพาแม่โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรี ตลอดสายทุกเส้นทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รวมทั้งรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที และรถไฟฟ้าสายสีทอง ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. &amp;ndash; 21.00 น. โดยแม่และลูกจะต้องขึ้น-ลงสถานีเดียวกัน สามารถติดต่อขอรับคูปองเดินทางฟรี ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับเด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน หรือคุณแม่ที่ต้องการเดินทางออกไปทำธุระ ตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันดังกล่าว หรือเดินทางไปรับการฉีดวัคซีนตามจุดให้บริการของรัฐบาล หรือเอกชน อย่างเช่น &amp;nbsp;จุดให้บริการวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ ผู้โดยสารสามารถเดินทางมาลงที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต หรือสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และเดินทางต่อด้วยรถ Shuttle bus ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อไปยังสถานที่ดังกล่าวได้สะดวกมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสาร บริษัทฯ ขอความร่วมมือผู้โดยสารต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัด ดังนี้ &amp;nbsp;ผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ใช้บริการ, ตรวจคัดกรองอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการโดยอุณหภูมิต้องไม่เกิน &amp;nbsp;37.5 องศาเซลเซียส, ขอความร่วมมืองดการพูดคุยภายในขบวนรถ และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 0.50-1 เมตร &amp;nbsp; ระหว่างใช้บริการ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงย้ำเข้มมาตรการป้องกัน (COVID-19) ในรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าสายสีทอง และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินทางปลอดภัยจากเชื้อไวรัสฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112689</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นรถไฟฟ้า BTS, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สุรพงษ์ เลาหะอัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210809/image_big_6110cd7e71f83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีทีเอสทดสอบเดินรถสาย&#039;สีเหลือง-ชมพู&#039;ไร้ปัญหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี &amp;nbsp;เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเดินรถขบวนรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) ที่จะนำมาใช้ให้บริการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (กม.) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30 กม. โดยระยะแรกนี้เป็นการวิ่งอยู่บนรางทดสอบภายในศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) เบื้องต้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาอุปสรรคแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า คาดว่าปลายเดือน ก.ค.64 จะนำขบวนรถวิ่งทดสอบเดินรถบนรางจริงภายนอกศูนย์ซ่อมฯได้เป็นครั้งแรก โดยจะเริ่มวิ่งออกจากศูนย์ซ่อมฯ ไปยังสถานีต่างๆ ซึ่งระยะแรกจะวิ่งทดสอบจากศูนย์ซ่อมฯ ไปยังสถานีใกล้เคียง 1-2 สถานีก่อน เพื่อทดสอบระบบตัวรถ การควบคุมการเดินรถ และระบบราง จากนั้นจึงทยอยเพิ่มระยะทางวิ่งทดสอบต่อไป ตามแผนคาดว่าในเดือน ธ.ค.64 จะสามารถเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองบางช่วงก่อน โดยจะเริ่มจากสถานีสำโรง ไปยังสถานีที่ตั้งอยู่บนถนนลาดพร้าว แต่จะเป็นสถานีใดนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเปิดบริการครบตลอดทั้งเส้นได้ภายในปี 65&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับส่วนรถไฟฟ้าสายสีชมพูนั้น คาดว่าประมาณเดือน มี.ค.-เม.ย.65 จะเปิดให้บริการบางส่วนก่อนเช่นกัน เริ่มจากช่วงสถานีมีนบุรี-สถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ จากนั้นภายในปี 65 จะทยอยเปิดให้บริการจนครบตลอดทั้งเส้น อย่างไรก็ตามในช่วงที่เปิดให้บริการบางช่วงนั้น จะหารือกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อขอเก็บค่าโดยสารตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาทันที ซึ่งเริ่มต้นที่ 15-42 บาทตามระยะทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตได้ทยอยส่งมอบขบวนรถมาอย่างต่อเนื่อง โดยรับมอบแล้ว 16 ขบวน 64 ตู้ แบ่งเป็น สายสีเหลือง 8 ขบวน 32 ตู้ และสายสีชมพู 8 ขบวน 32 ตู้ คาดว่าสายสีเหลืองจะได้รับมอบครบทั้งหมด 30 ขบวน 120 ตู้ ภายในปลายปีนี้ ขณะที่สายสีชมพู คาดว่าจะได้รับมอบครบทั้งหมด 42 ขบวน 168 ตู้ ภายในเดือน มิ.ย.65 สำหรับความคืบหน้างานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง คืบหน้าประมาณ 79% และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู คืบหน้าประมาณ 75%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105328</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทดสอบเดินรถขบวนรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล), บีทีเอสซี, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75488d85cfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100758</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BTS ไม่ทนแล้วจ่อฟ้องศาลปกครอง หลัง กทม. นิ่ง-ค้างหนี้ 3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26เม.ย.64-นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 BTSC ได้ทำหนังสือส่งถึงบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เรื่องขอให้ชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) พร้อมติดตั้ง ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ซึ่งครบกำหนด 60 วัน เมื่อช่วงต้น เม.ย. 2564 ที่ผ่านมาแล้วนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มูลค่าหนี้สะสมตั้งแต่ เม.ย. 2560-มี.ค. 2564 รวมสูงกว่า 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หนี้ในการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 คือ ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 คือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ซึ่งมีจำนวนรวมกัน มูลค่าประมาณ 1.09 หมื่นล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) มูลค่าประมาณ 2.07 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้ BTSC ยังไม่ได้รับแจ้งจากกรุงเทพธนาคม และ กทม. ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่ง BTSC ได้แบกรับภาระหนี้มาแล้วกว่า 4 ปี ส่งผลต่อการดำเนินการของบริษัทในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมูลค่าหนี้ดังกล่าวนั้น BTSC ต้องไปดำเนินการกู้เงินกับธนาคาร และต้องเสียดอกเบี้ยปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท อีกทั้ง BTSC เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นกว่าแสนราย ดังนั้น หลังจากนี้ BTSC จะใช้สิทธิตามสัญญาที่กำหนด และอำนาจทางกฎหมาย โดยอยู่ระหว่างการหารือกับทนายความ เพื่อดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองในกรณีการไม่ชำระหนี้ของกรุงเทพธนาคม ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากมีสัญญาที่ชัดเจนอยู่แล้ว สำหรับการดำเนินการดังกล่าวนั้น เพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนอย่างดีที่สุด และดูแลผู้ถือหุ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยืนยันว่า การทวงหนี้ รวมถึงการใช้สิทธิอำนาจทางกฎหมายของ BTSC ในครั้งนี้นั้น ไม่ได้นำมาเป็นเงื่อนไข หรือต่อรองในการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ระยะเวลา 30 ปี แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นหน้าที่ และสิทธิในการทวงหนี้ของ BTSC อยู่แล้ว ประกอบกับหากกรุงเทพธนาคม ยังไม่ชำระหนี้มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ดังที่กล่าวข้างต้นนั้น เมื่อครบสัญญาในปี 2572 จะทำให้มูลค่าหนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 9 หมื่นล้านบาท (หนี้+ดอกเบี้ย) แบ่งเป็น หนี้ในการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) มูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อ BTSC และผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทยืนยันที่จะใช้สิทธิทางกฎหมาย และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เนื่องจากต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนนี้มากว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้ บริษัทประสบปัญหาเป็นอย่างมาก แบกรับหนี้ไม่ไหวแล้ว และยืนยันว่า ไม่ได้เอาเรื่องหนี้ มาเป็นเงื่อนไข หรือต่อรองในการต่อสัญญาสัมปทาน ที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความร่วมมืออย่างดีกับภาครัฐ ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของภาครัฐว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และยืนยันว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวใจกลางเมือง ระยะทาง 23 กิโลเมตร (กม.) นั้น ถือเป็นโครงการเดียวในประเทศไทย และในโลก ที่ BTSC ได้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ซึ่งแตกต่างจากโครงการอื่นในปัจจุบัน ส่วนแผนสำรองหากไม่ได้ต่อสัญญานั้น BTSC ก็ยังเป็นผู้รับจ้างเดินรถส่วนต่อขยายไปถึงปี 2585&amp;rdquo; นายสุรพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากกรณีสภาองค์กรของผู้บริโภค เสนอว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ราคา 25 บาท โดยไม่มีการติดค่าแรกเข้า เป็นราคาที่ทำได้จริง และจะจะมีกำไรส่งรัฐในปี 2602 อยู่ที่ 23,200 ล้านบาท ส่วนข้อมูลของกระทรวงคมนาคม หากใช้ราคา 49.83 บาท จะทำให้มีรายได้ 380,200 ล้านบาทในปี 2602 นั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ราคาค่าโดยสารดังกล่าว สามารถกำหนดลงมาได้ แต่ต้องพิจารณาว่า จะทำอย่างไร ซึ่งจากตัวเลขของสภาองค์กรของผู้บริโภค และกระทรวงคมนาคมนั้น มีตัวเลขคลาดเคลื่อนหลายเรื่อง อาทิ ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้นำค่าใช้จ่ายในปัจจุบันไปจนปี 2572 มารวมด้วย โดย ณ วันนี้ เก็บค่าโดยสารที่ราคา 59 บาท ยังมีผลการดำเนินการขาดทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยหากเก็บค่าโดยสารในราคาลดลงอีก ต้องพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จำนวนผู้โดยสารที่สภาองค์กรของผู้บริโภคนำมาคำนวณ ยังคลาดเคลื่อนอีกด้วย กล่าวคือ มีการคิดคำนวณจากผู้โดยสารที่ 1-1.1 ล้านคนต่อวัน แต่ความเป็นจริง ในปัจจุบันมีผู้โดยสารอยู่ที่ 8 แสนคนต่อวันเท่านั้น ซึ่งคลาดเคลื่อนไปประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม ราคาสูงสุด 65 บาทตลอดสายนั้น ยืนยันว่า เป็นราคาที่มีการเจรจาเรียบร้อยแล้ว และเป็นการจ่ายตามจริงตามระยะทาง รวมถึงไม่มีค่าแรกเข้าระหว่างส่วนหลักกับส่วนต่อขยาย เนื่องจากการคำนวณในเริ่มแรก จากคูคต-สมุทรปราการ จะมีราคาอยู่ที่ 158 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100758</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60865d9b864a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีทีเอส&#039;ทนไม่ไหวอัดคลิปเปิดหน้าทวงหนี้รัฐ  3 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10เม.ย.64-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 3.00 นาที ผ่านทางยูทูบ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.64ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นหนี้แสนล้านดังนี้ ว่าสวัสดีครับ ท่านผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสทุกท่านครับตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในช่วงที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาภาระหนี้สินที่รัฐบาล โดยกรุงเทพมหานครแบกรับค่าก่อสร้าง ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก และค่าโดยสารไม่สูงจนเกินไป รวมทั้งสิ้นกว่าแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหา ด้วยการขอให้เอกชนรับภาระหนี้สินทั้งหมดกว่าแสนล้านจากรัฐบาล และ กรุงเทพฯไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐจะอนุญาตให้สัมปทานเอกชนในการเดินรถ 30 ปี ทั้งนี้ต้องกำหนดค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวตลอดสายทุกเส้นทาง สูงสุดไม่เกิน 65 บาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอดังกล่าวได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ บีทีเอส ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสนับสนุน และร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว มานานพอสมควร กรุงเทพมหานคร โดย บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ไม่ได้ชำระค่าจ้างเดินรถ จนเป็นเหตุให้มีภาระหนี้ติดค้าง นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 60 เป็นจำนวนเงิน 9,602 ล้านบาท และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ ไฟฟ้าและเครื่องกล ที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 20,768 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระการเงินที่มากเกินกว่า บีทีเอส จะแบกรับต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัท จึงมีความจำเป็นต้องยื่นหนังสือ ทวงถามการชำระหนี้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ยังไม่ชำระหนี้ให้บริษัทแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงจากสภาพปัญหาดังกล่าว บริษัท ได้พยายามอย่างที่สุด ที่จะร่วมรับผิดชอบ ที่จะร่วมหาแนวทางแก้ไขข้อขัดข้อง แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาที่ซ้อนปัญหาอยู่ภายใน ซึ่งบริษัท ไม่สามารถก้าวล่วงได้ ประกอบกับมีบุคคลบางกลุ่ม บางฝ่าย อาจต้องการที่ไม่ให้เรื่องดังกล่าวได้รับการแก้ไข และพยายามสร้างประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาคัดค้านต่อต้านโดยไม่สนใจว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข จะสร้างความเดือดร้อนเสียหายขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกับผู้โดยสารที่ใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา บริษัท ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน และใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสตลอดมา บริษัทขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้บริการระบบขนส่งมวลชน ที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน จะพยายามทำทุกวิถีทาง ที่จะดูแลผู้โดยสารทุกท่านอย่างดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ จากหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งโดยลำพัง บริษัทไม่สามารถแก้ไขให้ประสบความสำเร็จได้ และสุดท้ายอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เดือดร้อนแก่ประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทจึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้โดยสารได้ทราบเบื้องต้น ขอบคุณครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ชมคลิป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99027</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวงเงิน, บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส, รัฐบาล, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, อัดคลิป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60713c1d260bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
