<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.โอดเดือน ส.ค. ยอดผลิตรถยนต์หดต่ำสุดในรอบ 13 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนส.ค. 2564 ว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนส.ค. 2564 มีทั้งสิ้น 104,144 ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ลดลงจากเดือนส.ค.ปีที่แล้ว 11.18% เพราะต้องชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่นจากการขาดชิปและชิ้นส่วนของรถยนต์จากการระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศทำให้ผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนรถยนต์ต้องปิดโรงงานชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 8 เดือน(ม.ค. - ส.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,071,908 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31.89% ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่รุนแรงกว่า ทั้งนี้กลุ่มฯ ยานยนต์ ส.อ.ท. ยังคงเป้าการผลิตรถยนต์ไว้ที่ 1,550,000-1,600,000 คัน โดยแบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 800,000-850,000 คัน และผลิตเพื่อขายในประเทศ 750,000 คัน&amp;rdquo;นายสุรพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลิตเพื่อส่งออกในเดือนส.ค. ผลิตได้ 62,223 คัน เท่ากับ 59.75% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.20% ส่วนในช่วง 8 เดือน ผลิตเพื่อส่งออกได้ 618,400 คัน เท่ากับ 57.69% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 63 ที่ 39.42% ส่วนด้านการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ในเดือนส.ค. ผลิตได้ 41,921 คัน เท่ากับ 40.25% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.19% และในช่วง 8 เดือนผลิตได้ 453,508 คัน เท่ากับ 42.31% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 63 &amp;nbsp;ที่ 22.85%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนส.ค. มีจำนวนทั้งสิ้น 42,176 คัน ต่ำสุดในรอบ 15 เดือนจากการล็อกดาวน์ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้ากังวลรายได้ในอนาคต จึงถอนมัดจำและเลื่อนการรับรถ ประกอบกับมีการชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่นที่ยังมีการจองอยู่แต่ขาดชิปและชิ้นส่วน จึงไม่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 38.80% และลดลงจากเดือนก.ค. 19.58%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนส.ค. ส่งออกได้ 59,571 คัน ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนแม้ว่าจะมีสัดส่วนถึง 59.74% ของยอดการผลิตเพราะต้องชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่นที่ขาดชิปและชิ้นส่วน ประกอบกับตลาดเอเชียมีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้น จึงทำให้ส่งออกรถยนต์ไปที่ตลาดเอเชียและตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ทั้งนี้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.78% ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 35,737.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามประเทศคู่ค้าได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์เกือบเป็นปกติแล้ว จึงทำให้การส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้ เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,802.57 ล้านบาท &amp;nbsp; เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 57.09% ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,108.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 63.16% อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,081.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 49.80% โดยรวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนส.ค. เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 56,730.07 &amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.99%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117644</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยอดผลิตรถยนต์, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์, โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087c2cb8b0e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. มั่นใจยอดผลิตรถยนต์ปี64 เข้าเป้า  1.55-1.6 ล้านคัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ส.ค. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ของไทยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.2564) ผลิตได้ 967,453 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.11% แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะประสบปัญหาขาดแคลนชิพ แต่ถ้ายังสามารถผลิตได้อยู่ในระดับ 122,000 กว่าคันต่อเดือน คาดว่าในช่วงที่เหลือ 5 เดือนของปีนี้ ก็มีโอกาสที่ไทยจะผลิตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,550,000-1,600,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ 7 เดือนที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งการผลิตเพื่อส่งออกที่ผลิตได้ 556,171 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 42.60% และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 411,282 คัน เพิ่มขึ้น 34.65% สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 7 เดือนอยู่ที่ 544,079 คัน เพิ่มขึ้น 35.98% รวมทั้งยอดขายในประเทศอยู่ที่ 425,633 คัน เพิ่มขึ้น 9.71%
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ส.อ.ท.ยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ไว้ แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 800,000-850,000 คัน และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน แต่ขึ้นอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการขาดแคลนชิพทั่วโลกที่คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปีหน้า หากไม่ยืดเยื้อ รัฐเร่งบริหารการฉีดวัคซีนได้มากขึ้นและสามารถคลายล็อกดาวน์ได้ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินการได้มากขึ้น ก็จะส่งเสริมยอดขายในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย&amp;rdquo;นายสุรพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดผลิตรถยนต์เดือนก.ค.2564 ผลิตได้ 122,852 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 37.52% เพราะฐานต่ำในปีที่แล้ว แต่ลดลง 8.49% จากเดือนมิ.ย.2564 ซึ่งถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่พบกับปัญหาขาดแคลนชิพที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนรถยนต์บางชิ้นในการผลิต จึงต้องชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่น เป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 69,934 คัน เพิ่มขึ้น 60.25% และเป็นยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 52,918 คัน เพิ่มขึ้น 15.80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนก.ค.2564 อยู่ที่ 52,442 คัน ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ลดลงจากช่วงเดียวกับปีก่อน 11.62% และลดลงจากเดือนก่อน 15.08% เพราะมีการล็อกดาวน์ตั้งแต่กลางเดือนก.ค. ลูกค้าจึงระมัดระวังในการใช้เงิน มีการยกเลิกการจองรถหรือเลื่อนการรับรถออกไป รวมทั้งการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และการชะลอการผลิตรถยนต์รุ่นที่นิยมจากการขาดแคลนชิพและชิ้นส่วนรถยนต์จากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศและประเทศคู่ค้าที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ส่วนของยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 70,590 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 42.42% เพราะฐานต่ำในปีที่แล้ว แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 14.97% ซึ่งเป็นการลดลงในบางทวีป เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศคู่ค้าลดลง อย่างไรก็ตามประเทศคู่ค้าได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์เกือบเป็นปกติแล้ว จึงทำให้การส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยอดผลิตรถยนต์, ส.อ.ท., สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f952916de00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.โชว์ยอดผลิตรถยนต์ก.พ. 64 เป็นบวกรับส่งออกสดใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนก.พ. 2564 ว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้มีทั้งสิ้น 155,200 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.05% โดยเป็นยอดบวกจากการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 5.91% โดยรถยนต์ที่ผลิตได้รวม 2 เดือนในปีนี้จำนวนทั้งสิ้น 303,318 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.16%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 88,315 คัน เท่ากับ 56.90% ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวนได้ 66,885 คัน เท่ากับ 43.10% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.50% &amp;nbsp; รถจักรยานยนต์ ขณะที่ยอดผลิตรถจักรยานยนต์ ในเดือนก.พ. นี้ื ผลิตรถได้ทั้งสิ้น 218,530 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนก.พ. 64 มีจำนวนทั้งสิ้น 58,960 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 10.9% เป็นผลจากการกังวลการระบาดของโรคโควิด19 รอบสองตั้งแต่ปลายเดือนธ.ค. 2563 และกระจายไปอีกหลายจังหวัด ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่และเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ประชาชนจึงระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สถาบันการเงินก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คาดว่างานมอเตอร์โชว์ในวันที่ 24 มี.ค. ถึง วันที่ 4 เม.ย. 64 จะกระตุ้นยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น ได้ดังเช่นปีที่แล้ว ตั้งแต่เดือนม.ค. - ก.พ. 64 รถยนต์มียอดขาย 114,242 คัน ลดลงจากปี 2563 ในระยะเวลาเดียวกัน &amp;nbsp;16.2% ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 265,771 คัน ลดลงจากเดือนม.ค.- ก.พ. ปีก่อน 46.33%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การส่งออกนั้น รถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.พ. 64 ส่งออกได้ 79,470 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันชองปีก่อน 16.52% เป็นผลมาจากตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา แต่ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือออเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีมูลค่าการส่งออก 43,081.65 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.23% อย่างไรก็ตาม ประเทศคู่ค้าได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นจึงต้องการเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มขึ้นดังต่อไปนี้ 1.เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,382.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 63 ที่ 38.17% ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก19,346.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันชองปีก่อน 37.15% และอะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,054.17 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 2.73%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96555</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ., ยอดผลิตรถยนต์, สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_60540b4fcb09b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84123</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ส.อ.ท.รับยอดผลิตรถต.ค.ยังหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2563 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนต.ค. 2563 โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนต.ค. มีทั้งสิ้น 149,360 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.24% ขณะที่ยอดการผลิตช่วง 10 เดือน ตั้งแต่ ม.ค. - ต.ค. จำนวนทั้งสิ้น 1,112,426 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 35.53% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลง โดยในเดือนต.ค. 63 ผลิตได้ 67,203 คัน เท่ากับ 44.99% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนต.ค. ปีก่อน 19.65% ส่วนยอดผลิตรวม 10 เดือน อยู่ที่ 576,626 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 35.83%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศปีนี้มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.01% ของยอดผลิตทั้งหมด และในเดือนต.ค. มียอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.81% ผลิตได้ 82,157 คัน ขณะที่การผลิตช่วง 10 เดือนผลิตได้ 535,800 คัน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกันจากเดือน ก.ย. 63 หลังจากมีการล็อกดาวน์ในเดือนเม.ย. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวจากการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ของรัฐบาล โดยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนต.ค. มีจำนวนทั้งสิ้น 74,114 คัน ลดลงน้อยลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว เหลือแค่ 1.4% จากการการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และประกันรายได้พืชผลของรัฐบาล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามคาดว่าในช่วงปลายปีนี้ที่จะมีการจัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2020 จะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่และการส่งเสริมการขายของผู้จำหน่าย รวมถึงการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคของรัฐบาล และจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84123</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), ยอดผลิตรถยนต์, สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb39e1f9741c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สอท.โอดส่งออกรถดิ่ง35%มูลค่า5เดือนสูญกว่าแสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.2563 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า &amp;nbsp;การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนพ.ค.63 อยู่ที่ 29,894 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;68.64% โดยส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดตะวันออกกลาง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบโควิด-19 &amp;nbsp; รวม 5 เดือนแรกปีนี้(ม.ค.-พ.ค.63 ) ส่งออก 300,501 คันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 35% รวมมูลค่าการส่งออก 158,740.70 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมูลค่าส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรถยนต์อยู่ที่ 233,850 ล้านบาทลดลง 32.12% หรือคิดเป็นมูลค่าที่หายไป 75,110 ล้านบาทและหากรวมการส่งออกกลุ่มรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ 5 เดือนแรกปีนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 263,868 ล้านบาทเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งออกรวมที่ 368,399 ล้านบาทลดลง28.37% หรือคิดเป็นมูลค่า 104,521ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คงต้องติดตามการส่งออกใกล้ชิดว่าโควิด -19 จะเป็นอย่างไรเพราะยอดติดเชื้อยังสูงซึ่งหากส่งออกเฉพาะรถยนต์สำเร็จรูปของไทยปี 2563 หายไปประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดส่งออกรถยนต์ประมาณ 545,967.56 ล้านบาทก็อาจจะทำให้มูลค่าหายไปเกือบ 300,000 ล้านบาทได้เช่นกันดังนั้นสิ่งที่เรากลัวคือการกลับมาระบาดของโควิด-19รอบ 2&amp;rdquo; นายสุรพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ยอดการผลิตรถยนต์รวมเดือนพ.ค.63 อยู่ที่ 56,035 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 69.1% ส่งผลให้การผลิต 5เดือนแรกปีนี้(ม.ค.-พ.ค.63)อยู่ที่ 534,428 คันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 40.16% ดังนั้นหากการผลิตอยู่ระดับเฉลี่ย 60,000 คันต่อเดือนในช่วงที่เหลือยอมรับว่าจะทำให้ยอดการผลิตปีนี้ อยู่ที่เพียง 954,428 คัน แต่สถานการณ์ดีขึ้นและผลิตช่วงที่เหลือเดือนละ 100,000 คันจะทำให้ยอดการผลิตทั้งปีอยู่ที่ 1,234,428 คัน ดังนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ทั้งไทยและต่างประเทศใกล้ชิดโดยยอมรับว่ามีความกังวลหากมีการระบาดรอบ 2 จะส่งผลกระทบในทางลบเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69120</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท., ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป, สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190613/image_big_5d021fe0bc543.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีดูดลงทุนอุตฯยานยนต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การส่งเสริมอีอีซี ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่เอื้อต่อการให้เกิดการลงทุนอย่างมาก ทั้งในส่วนของนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ หากมีการลงทุนก็จะเกิดการจ้างงาน โดยการลงทุนเหล่านั้นมีทั้งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกควบคู่กันไปด้วย และยังสร้างรายได้ให้กับคนไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากตัวเลขยอดขอส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาซึ่งเกินเป้าหมาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีอีซีดูดลงทุนอุตฯยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายพื้นที่ทางแถบภาคตะวันออกยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่อง หลังความพยายามผลักดันให้เกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี : EEC) ทำให้ผู้ประกอบการสนใจขยายธุรกิจของตนเองในละแวกนั้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ก็มีทั้งแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติต่างๆ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในช่วงปี 2560-2561 ยอดขอส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ที่มีผู้ประกอบการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการลงทุนในแต่ละครั้งก็นับว่าอยู่ในระดับเป็นหมื่นล้าน หรืออยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทที่ยื่นขอบีโอไอไปแล้ว ส่วนมากเป็นการต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ทางหนึ่ง โดยหลังจากมีการลงทุนกลุ่มธุรกิจรถยนต์ขึ้นแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ น่าจะมีอีก 2-3 รายที่ยื่นขอบีโอไอเพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับจำหน่ายให้กับรถยนต์ไฟฟ้า และจัดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่ ขณะเดียวกันอีอีซีจะเป็นศูนย์กลางของอากาศยาน จะเห็นว่ามีการเซ็นเอ็มโอยูกับรัสเซีย และบริษัทผลิตเครื่องบิน ที่มีการตั้งในเมืองไทยมากขึ้นเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาส่งผลดีกับอุตสาหกรรมยานยนต์ เมืองไทยเติบโตทางด้านการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน จนกลายเป็นศูนย์กลางของอาเซียน หรือคิดเป็น 50-60% ตอนรถยนต์คันแรกประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลกในการผลิตรถยนต์ ส่วนปีที่ผ่านมาอยู่ในลำดับ 11-12 โดยเป็นการขายในประเทศน้อยกว่าผลิตเพื่อส่งออก จากเมื่อก่อน 54-55% คิดเป็นการส่งออกปี 2561 เหลือประมาณ 52% ซึ่งลำดับของผู้ที่สามารถผลิตรถยนต์ได้มากสุดจะเป็นจีนอยู่ที่ 30 ล้านคัน อเมริกา 10 ล้านคัน ญี่ปุ่นกว่า 9 ล้านคัน เยอรมนี อินเดีย&amp;quot; นายสุรพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับการส่งเสริมอีอีซี ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่เอื้อต่อการให้เกิดการลงทุนอย่างมาก ทั้งในส่วนของนักลงทุนชาวไทยและต่างชาติ หากมีการลงทุนก็จะเกิดการจ้างงาน โดยการลงทุนเหล่านั้นมีทั้งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกควบคู่กันไปด้วย และยังสร้างรายได้ให้กับคนไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากตัวเลขยอดขอส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาซึ่งเกินเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เชื่อว่าการลงทุนที่ต่อเนื่องในระยะนี้และในปีต่อไป จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในยุคของการเกิดนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ที่ทำให้เกิดการลงทุน ซึ่งหลังจากโครงการดังกล่าวแล้วก็ยังไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยอดขายในประเทศโตสุดในรอบ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2561 ถือว่าเป็นปีที่ดีมาก และมีการเติบโตจากความต้องการที่แท้จริง โดยยอดการผลิตรถยนต์สูงสุดในรอบ 5 ปีหลังจากหมดโครงการรถยนต์คันแรก ขณะที่ยอดขายเองก็ยังสูงสุดในรอบ 5 ปีเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2560 และทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องมา จนกระทั่งปี 2562 ก็มีผู้ประกอบการผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด โดยเครื่องยนต์มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ทำให้ผู้ที่เคยนิยมรถรุ่นเอสยูวี และครอสโอเวอร์สามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น จากสมัยก่อนจะต้องซื้อราคาต้องเกินล้าน ตอนนี้ระดับราคา 6-7 แสนบาทก็ซื้อได้แล้ว ส่งผลให้ในปี 2561 รถยนต์กลุ่มดังกล่าวเติบโตมากถึง 52%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้แต่รถพีพีวีที่มีราคาสูงกว่า 1 ล้านบาทก็ยังเติบโตเช่นกัน สะท้อนว่าคนยิมรถยนต์ที่มีล้อสูง โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่มีน้ำท่วมเป็นตัวช่วยให้คนใช้รถยนต์ดังกล่าวมากขึ้น รวมถึงรถกระบะก็ขายดีมาก เติบโตในปี 2561 มากถึง 22% ด้านรถอีโคคาร์ในปี 2561 เป็นปีแรกที่ผลิตสำหรับการขายในประเทศสูงกว่าการส่งออก หลังจากประเทศไทยมีรถอีโอคาร์มาประมาณ 8 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าคนมีเงินพอจะซื้อรถยนต์ในระดับราคาไม่สูง 3.8-4 แสนบาท ทั้งยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้นจริงๆ เป็นผลมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น ราคาสินค้าเกษตรบางตัวก็ปรับตัวดีขึ้น เหลือแค่ปาล์มกับยางพาราที่อาจยังไม่ดีมากนัก ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นดีมาตลอด ทำให้ตัวเลขขายรถยนต์ในประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2562 ยอดขายในประเทศหากสถานการณ์ทุกอย่างยังคงเดิมเช่นเดียวกับปัจจุบัน คาดการณ์ยอดขายที่ 1.05 ล้านคน เติบโตขึ้นนิดหน่อย จาก 1.04 ล้านคันในปีที่ผ่านมา หากผู้ประกอบการยังคงมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ และมีราคาถูกลง ส่วนยอดส่งออกคงไว้ที่ 1.1 ล้านคัน จากปี 2561 อยู่ที่ 1.14 ล้านคัน เติบโตขึ้น 0.08% จากปี 2560 เพราะยังเป็นห่วงเรื่องสงครามการค้า และมาตรการภาษีอากรขาเข้าจะเป็นอุปสรรค จะเห็นว่าหลายประเทศได้รับผลกระทบ อย่างประเทศไทยเองการส่งออกรถยนต์ก็ติดลบช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจจีนเคยเติบโตมาก เหลือแค่ 6.2% ทำให้กังวลว่าคนที่เคยส่งสินค้าให้จีน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นสินค้าส่งออก ก็จะได้รับผลกระทบ และอาจจะสั่งรถยนต์จากไทยลดลงไปก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปรับตัวก็คงต้องหาตลาดอื่น ซึ่งทำมาก่อนหน้าอยู่แล้ว โดยแบรนด์สินค้าก็มีการส่งออกในหลายประเทศ อย่างกรณีโดนตัดจีเอสพีในยุโรป ก็หาตลาดทางอเมริกากลางและใต้ จนช่วงนั้นก็เติบโตดี อย่างไรก็ตามต้องหาตลาดใหม่เรื่อยๆ&amp;nbsp; ตอนหลังมีการแยกตลาดอเมริกาเหนือออกมา ทำให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น รวมถึงทวีปเอเชีย อย่างในออสเตรเลียก็เป็นตลาดส่งออกสูงขึ้นอันดับ 1 คิดเป็น 32% ของจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมด โดยเอเชียคิดเป็น 26% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ตะวันออกกลางหากราคาน้ำมันไม่ดีจะลดการนำเข้า หากระดับราคาน้ำมันสูงจะสั่งสินค้ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รถเก่าห้ามวิ่งแก้ปัญหาฝุ่นได้จริงหรือ!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ โดยห้ามรถยนต์เก่าวิ่งนั้น มองว่าต้องตรวจสภาพอย่างเข้มงวด จะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่มีใช้อยู่ของแต่ละประเทศ อย่างในอเมริกาขายปีละ 15 ล้านคัน มีรถใช้อยู่ในประเทศ 100 กว่าล้านคัน แสดงว่ารถยนต์มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปค่อนข้างเยอะ ทั้งที่ราคารถยนต์เขาถูกกว่าเมืองไทย ข้อสำคัญคือต้องตรวจเข้มเรื่องรถยนต์ที่จะมาวิ่งบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก รถโดยสาร รถกระบะ หรือรถยนต์เบนซิน ก่อนหน้าเห็นอยู่บ่อยตามท้องถนน แต่ระยะหลังหลายปีไม่เคยเจอ ต้องถามว่าทำไมถึงไม่ทำ หากทำตรงนี้ก็จะลดปัญหาได้ส่วนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การก่อสร้างทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้า และต้องถามอีกว่าทำไมตอนนี้ที่กำลังมีปัญหาฝุ่น จึงได้ไปจัดการจราจร แล้วทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก มองว่าการตรวจเข้มของหน่วยงานรัฐจะทำให้ช่วยลดมลพิษได้ และต้องเห็นใจคนที่มีเงินไม่มาก เพราะรถยนต์เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนเหล่านั้น ใช้วิ่งจากปริมณฑลแต่เช้าเพื่อเข้ามาทำงานในเมือง ระหว่างนั้นรถยนต์ก็เป็นทั้งห้องแต่งตัว ห้องทานอาหาร ห้องเรียน เป็นทุกอย่าง ต้องคิดถึงพวกเขา หากตรวจเข้มเรื่องไอเสียรถยนต์และควบคุมการก่อสร้างด้วยการป้องกันหรือปิดมิดชิดก็อาจจะช่วยได้ทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้ผลิตต้องเพิ่มความหลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธิดารัตน์ ฉิมหลวง ประธานฝ่ายดูแลลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลก แต่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับคู่แข่งในภูมิภาคที่ต่างกำลังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของตนเอง ประกอบกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยจึงต้องหาวิธีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับตนเอง โดยยานยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electric Vehicles - EVs) สามารถช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้ เนื่องจากความต้องการ EVs ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ EVs และนโยบายทางภาษีที่ส่งเสริมการผลิต EVs ในประเทศไทยต่างเป็นโอกาสที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในการเพิ่มความหลากหลายในการผลิต สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนความคาดหวังที่จะมีระบบนิเวศของการขนส่งผู้โดยสารและสินค้ารวมกันนั้น กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้มีการทำผลสำรวจ KPMG&amp;rsquo;s Global Automotive Executive Survey 2019 จำนวน 3,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 1,000 รายเป็นผู้บริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยกว่าครึ่งเป็นผู้บริหารระดับซีอีโอ ประธาน หรือประธานกรรมการ โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ได้รับการสำรวจอาศัยอยู่ที่ยุโรปตะวันตก และยุโรปตะวันออก 14% จากทวีปอเมริกาเหนือ และจากทวีปอเมริกาใต้ ประเทศอินเดียและภูมิภาคอาเซียน ประเทศจีนและแถบประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีอย่างละ 10% โดยเปอร์เซ็นต์ที่เหลือมาจากประเทศที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมากกว่า 60% ของผู้บริหารทั้งหมดทำงานในองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และ 26% อยู่ในองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พบว่าผู้บริหาร 60% เห็นด้วยว่าในอนาคตจะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้า สิ่งที่ชัดเจนคือจะไม่มีผู้เล่นรายใดที่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเองอย่างเดียว ผู้บริหาร 83% มีความเห็นว่าระบบนิเวศที่ควบรวมการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า mobi-listics จะทำให้แต่ละองค์กรต้องทบทวนโมเดลธุรกิจของตน และเห็นถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการขนส่ง ซึ่งองค์กรที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และการขนส่งสินค้า มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ครอบครองแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คนแห่ซื้อไฮบริดและรถไฟฟ้าจะมาแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่มองว่าจะซื้อรถยนต์ไฮบริดเป็นคันต่อไป ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (battery electric vehicles &amp;ndash; BEVs) กลับมาครองเทรนด์การผลิตอันดับ 1 ของปี เรียกว่าชนะยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell electric vehicles : FCEVs) โดยโตโยต้าได้รับเลือกจากผู้บริหารให้เป็นแบรนด์ที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้ดีที่สุด ตามมาด้วย BMW และ Tesla.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รุ่งนภา สารพิน รายงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28769</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190210/image_big_5c603222960d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
