<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2019 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2019 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปั้นหุ่นยนต์รับสังคมสูงอายุ-ลดนำเข้ากว่า 2 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2562 นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สมาพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติคาดการณ์ว่าความต้องการใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมของโลกจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15% ต่อปี และจะมีการใช้หุ่นยนต์มากกว่า 5 แสนตัวในปี 2563 ขณะที่ประเทศไทยยังมีระดับการใช้หุ่นยนต์ไม่ถึง 10% ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเมื่อเทียบกับประเทศสำคัญ ในภาวะที่ประชากรไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2564 โดยประชากรในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรไทยทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อัตราแรงงานขั้นต่ำมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้มีแนวโน้มการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ดังนั้นการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและสามารถช่วยลดต้นทุนแรงงานระยะยาว ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างก้าวกระโดด โดยกระทรวงได้คัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบดีเด่น เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาต้นแบบต่อยอดการผลิตเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มีผู้ประกอบการได้รับคัดเลือกต้นแบบดีเด่น 8 ต้นแบบ จาก 85 ต้นแบบ แบ่งเป็นด้านนวัตกรรม 3 ต้นแบบ ได้แก่ บริษัท อาตาปี จำกัด, พีทีดับบลิว เทคโนโลยี, ทรัพย์ไพศาลรีไซเคิล ด้านการขยายผลเชิงพาณิชย์ 3 ต้นแบบ ได้แก่ เจ็นเชิฟ, มหาธานีอุตสาหกรรม, ฟิโก้ โรโบติก และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ 2 ต้นแบบ ได้แก่ ไดมอน ไดเมนชั่น, มารีน ไบโอ รีซอสเซส และการพัฒนาส่งเสริมกิจการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วนหุ่นยนต์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ดีเด่น 6 กิจการ จาก 35 กิจการได้แก่ โคแทงค์, เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์, พี.เค.แอนด์ เค.เอส. คอนซัลแทนท์, ซิมเพล็กซิตี้(ประเทศไทย), สืบพงษ์ มาตรเลี่ยม และ ออโตเมชั่น เครซี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าเบื้องต้นปี 2563 ตั้งเป้าหมายส่งเสริมกิจการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วนหุ่นยนต์สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ 300 ราย จากปัจจุบันมี 571 ราย 85 ต้นแบบ และปี 2565 มีผู้ประกอบการรายใหม่ 1,400 ราย 2,500 ต้นแบบ คาดผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 30% ภายใน 6 ปี ช่วยลดมูลค่าการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วนหุ่นยนต์ได้ 200,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทำให้เกิดการใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ที่ 75 ตัวต่อจำนวนแรงงานภาคอุตสาหกรรม 10,000 คนให้ได้โดยเร็วที่สุด ตั้งเป้ากระตุ้นอัตราการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตได้ 8% ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติชั้นนำของประเทศ 15 เครือข่ายดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลขององค์กรวิชาชีพเพื่อส่งเสริมเสริมสร้างปกป้องอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทั่วโลก(IFR) พบว่าประเทศไทยยังมีการใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 50-60 ตัวต่อจำนวนแรงงานภาคอุตสาหกรรม 10,000 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีอัตราการใช้หุ่นยนต์อยู่ที่ 74 ตัวต่อจำนวนแรงงานภาคอุตสาหกรรม 10,000 คน ไทยจึงมีความต้องการที่จะใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนภาคการผลิตทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41997</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมาพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ, สุรพล ชามาตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa8092c9286.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องเรียนแบบครอบคลุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้แยกตัวเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมตามเขตพื้นที่ต่างๆ ก็จะเข้าไปแทรกซึมอยู่กับสังคมประชาชน เช่น ชุมชน หมู่บ้าน หรือในพื้นที่ที่คนอาศัยอยู่ เพราะโรงงานทั้งหมดต้องพึ่งพาอาศัยคนให้เข้าไปทำงาน จึงจำเป็นต้องเข้าไปตั้งอยู่ในเขตชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในจุดนั้นแล้ว ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากในเขตชุมชนนั้นไม่ได้รับการตอบแทนจากโรงงานทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ใช่ทุกคนในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ จะเข้าไปทำงานให้กับโรงงานดังกล่าว จึงอาจจะทำให้คนบางส่วนที่อยู่ในกลุ่มนี้อาจจะรับไม่ได้หากเกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาหากไม่มีโรงงานเข้ามาตั้งในพื้นที่นี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในบริเวณดังกล่าวก็อาจจะดำเนินไปอย่างปกติสุขก็เป็นได้ ไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับปัญหาที่อาจจะได้รับมาทั้งน้ำเสีย ฝุ่นควัน หรือเสียงดัง จนรบกวนการเป็นอยู่ของคนในชุมชน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่โรงงานที่คิดจะเข้าไปตั้งในเขตของชุมชนนั้นจะต้องคำนึงเป็นอันดับต้นๆ ว่าจะอยู่ร่วมกับคนในชุมชนอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา เราจึงเห็นหลายโรงงานนั้นนอกจากจะมีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดการร้องเรียนแล้ว ก็จะต้องมีโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำร่วมกับชุมชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนของใช้หรือทุนการศึกษาให้คนในพื้นที่ สนับสนุนด้านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่าเมื่อโรงงานอยู่ร่วมกับประชาชนไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผลร้ายแรงที่สุดที่เคยมีมาคือ การสั่งปิดโรงงานนั้นๆ รวมถึงชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จึงทำให้หลายโรงงานหรือบริษัทต่างๆ ไม่อยากให้เรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่จะส่งผลให้ตัวเองต้องปิดโรงงานไป จึงพยายามทำตามข้อกำหนดมาตลอด แต่ก็มีบางแห่งที่ไม่สนใจและไม่ใส่ใจกับการเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน และยังดำเนินงานที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แทนที่จะให้หน่วยงานที่ดูแลออกตรวจสอบตลอดเวลา และทุกโรงงานในประเทศไทยนั้นก็อาจจะมีการตกหล่นและไม่ทั่วถึงได้ จะมอบสิทธิ์ให้กับประชาชนที่อยู่ในชุมชนสามารถร้องเรียนเรื่องต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือกระทรวงอุตสาหกรรมเองเลย เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนในเรื่องต่างๆ เข้ามาตลอดทั้งปี แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ เพราะระบบเดิมที่ทำอยู่เป็นการแจ้งร้องเรียนผ่านหนังสือชี้แจง การโทร.ร้องเรียน หรือเข้าไปร้องเรียนในหน่วยงานย่อยของกระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบ และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานระดับกรม รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร การจัดการเรื่องร้องเรียนเป็นไปอย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;I-Dee (Industry-Dee)&amp;rdquo; ที่สามารถแสดงผลและใช้งานผ่านเครือข่ายระบบโทรศัพท์มือถือทั้งระบบแอนดรอยด์ และระบบไอโอเอส รวมทั้งสามารถใช้งานผ่านทางระบบเว็บไซต์ โดยที่ข้อมูลเรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะเชื่อมโยงและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างศูนย์ปฏิบัติการกระทรวง กับศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การดำเนินการแจ้งเรื่องร้องเรียน สามารถดำเนินการได้ 3 ช่องทาง คือ 1.การโหลดแอปพลิเคชัน I-Dee (Industry-Dee) ซึ่งจะมีการให้บริการทั้งระบบโทรศัพท์มือถือ 2.การรับเรื่องร้องเรียนผ่านทาง https://i-dee.industry.go.th และ 3.การเข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในสำนักงานอุตสาหกรรม ทั้ง 76 จังหวัด หรือการเดินไปติดต่อด้วยตนเอง หรือการส่งจดหมาย โทรศัพท์ และแจ้งผ่านทางอีเมล และโซเชียลมีเดีย ของกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนแล้วจะทำการบันทึกข้อมูล และตรวจสอบเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง จากนั้นก็จะส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการ ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่า การดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีช่องทางมากมายขนาดนี้ก็ต้องยอมรับว่าครอบคลุมและให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก รวมทั้งยังเชื่อได้ว่าการดำเนินงานของโรงงานในชุมชนทั้งหลายจะเริ่มมีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการอยู่ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31839</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, สุรพล ชามาตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
