<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.ขยาย 4 เลน อ.ท่าตูม - อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ หนุนเชื่อมขนส่งชายแดนไทย-กัมพูชา                         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.2564 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยว่า กรมทางหลวงโดยสำนักก่อสร้างทางที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 214 ตอน อ.ท่าตูม - อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ระยะทาง 21.7 กิโลเมตร แล้วเสร็จ ตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เชื่อมโยงเส้นทางสายย่อยเข้าสู่ทางสายหลัก อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางให้สามารถเดินทางจากอำเภอสู่จังหวัดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทางหลวงหมายเลข 214 เป็นโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง - ตอนล่าง โดยเริ่มจากเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่าน จังหวัดร้อยเอ็ด และสิ้นสุดที่ด่านพรมแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; ระยะทางตลอดสาย 264.66 กิโลเมตร ปัจจุบันประชาชนนิยมใช้เป็นเส้นทางการค้าชายแดนไทย - กัมพูชา&amp;nbsp; ทำให้มีผู้ใช้เส้นทางสายนี้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว เกิดปัญหาจราจรติดขัด ทำให้ผู้ใช้ทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมทางหลวงเห็นถึงความสำคัญจึงดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวง ตอน อ.ท่าตูม - อ.จอมพระ ตั้งแต่ กม.142+684 - กม.164+436 รวมระยะทาง 21.7 กิโลเมตร &amp;nbsp; เดิมจาก 2 ช่องจราจร เป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจร(ไป-กลับ) ผิวทาง Asphalt Concrete Surface กว้างช่องละ 3.50&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; พร้อมปรับปรุงเกาะกลาง มีผิวทางและไหล่ทางเป็น&amp;nbsp; Asphaltic Concrete&amp;nbsp; ไหล่ทางด้านในกว้าง&amp;nbsp; 0.50&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; ส่วนไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง งบประมาณ 736,912,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ทำให้เกิดระบบทางหลวงที่ทันสมัย เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งให้มีประสิทธิภาพกระจายความเจริญ และการพัฒนาสู่ภูมิภาค อีกทั้งระบบคมนาคมขนส่งทางถนนสามารถรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว รวมถึงเกิดประโยชน์แก่ผู้สัญจรในเส้นทาง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการคมนาคมขนส่ง เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมั่นคง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115035</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายถนน 4 เลน, สราวุธ ทรงศิวิไล, สุรินทร์, อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c89ca475fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังสังคม-ชุมชนท้องถิ่นใช้พื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด วิจัยแก้ปัญหา-ลดผลกระทบจากโควิด-19-สร้างวัคซีนทางสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชนเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด (บ้านน้ำคำ&amp;nbsp; อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0cm 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ สานพลังทางสังคม&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีร่วมมือชุมชนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง เป็นพื้นที่วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งด้านสุขภาพ&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม สร้าง &amp;lsquo;วัคซีนทางสังคม&amp;rsquo; เริ่มกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะใช้ผลการศึกษาวิจัยจากชุมชนต้นแบบเป็นโมเดลขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ระลอกใหม่ในปี 2564 ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา&amp;nbsp; วิทยาศาสตร์&amp;nbsp; วิจัยและนวัตกรรม&amp;nbsp; โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ตระหนักถึงสภาวะวิกฤตความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำ &amp;lsquo;โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม&amp;nbsp; มีการจัดการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนโครงการวิจัยฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting&amp;nbsp; มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สช.&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ประมาณ 87 คนร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;โครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่ฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ว่า 1. เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ในชุมชน และคนเปราะบาง&amp;nbsp; ในมิติด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ และสังคม 2. เพื่อหนุนเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.เพื่อศึกษาระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ของชุมชนที่เป็นโมเดลต้นแบบและขยายผลไปยังชุมชนอื่น&amp;nbsp; 4. เพื่อเสริมพลังกลไกเครือข่ายชุมชนให้เป็นระบบเครือข่ายความปลอดภัย (Social Safety Net) ในการป้องกันความเสี่ยงของชุมชนเมื่อเกิดสภาวะวิกฤต&amp;nbsp; และ 5. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรองรับสภาวะวิกฤต (Pre-crisis management) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า&amp;nbsp; อ.บุ่งคล้า&amp;nbsp; จ.บึงกาฬ&amp;nbsp; มอบอาหาร-น้ำดื่มให้โรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การดำเนินโครงการวิจัยได้เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มกระบวนการตั้งแต่การจัดตั้งกลไก&amp;nbsp; เตรียมทีมงานโครงการ&amp;nbsp; การคัดเลือกจังหวัดเป้าหมาย&amp;nbsp; วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกลไกและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; สำรวจปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; การวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อออกแบบแนวทางความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ทั้งในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; เฉพาะหน้า ระยะฟื้นฟู &amp;nbsp;และพัฒนา&amp;nbsp; การดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเชื่อมโยง&amp;nbsp; ประสานความความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก &amp;nbsp;การบูรณาการแผนงาน และ เชื่อมโยงสู่แผนการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ทั้งในระดับตำบล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิเคราะห์และสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานของโครงการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาโครงการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานร่วมกับชุมชน &amp;nbsp;กลไกในพื้นที่ &amp;nbsp;และหน่วยงานในพื้นที่เป้าหมาย&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและพัฒนาเป็นแผนหรือนโยบายระดับพื้นที่&amp;nbsp; ตลอดจนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารจัดการเชิงรุกรองรับสภาวะวิกฤตเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัดอีสาน-ใต้เป็นพื้นที่วิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคัดเลือกจังหวัดที่ดำเนินการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; คณะกรรมการโครงการฯ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งของกลไกเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถขับเคลื่อนงานโครงการให้บรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;โดยมีจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกวิจัยนำร่อง 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำนาจเจริญ &amp;nbsp;กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยในพื้นที่ 5 จังหวัดจะมีทีมวิจัย&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; บ้านมั่นคง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะวิจัย&amp;nbsp; ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานวิจัยครั้งนี้จะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนจน &amp;nbsp;กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอนด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั้ง 5 จังหวัดมีแผนงานการขับเคลื่อนเบื้องต้นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคำโพน&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ&amp;nbsp; มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรินทร์ &amp;nbsp;: เตรียมข้อมูลพื้นที่เพื่อวางแผนการทำงาน&amp;nbsp; คัดเลือกชุมชน 5 พื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคลงมติร่วมกัน &amp;nbsp;โดยเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีต้นทุนในการทำงานอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทั้งพื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครราชสีมา &amp;nbsp;: ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกหลัก &amp;nbsp;ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายที่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างทีมนักวิจัยและนักปฏิบัติการ &amp;nbsp;ออกแบบเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปบทเรียนพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กาฬสินธุ์ : เตรียมคัดเลือกพื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคมีข้อตกลงร่วมกัน&amp;nbsp; มีทั้งหมด 5 พื้นที่ &amp;nbsp;5&amp;nbsp; โมเดล&amp;nbsp; มีการวางทีมคณะทำงานโดยเชื่อมโยงการทำงานทั้งในส่วนของท้องที่และท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจเจริญ : วางแผนการทำงานร่วมกับทีมวิชาการในพื้นที่ &amp;nbsp;ทั้งแกนนำขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ผู้แทนจากพื้นที่ทั้งเขตเมืองและชนบท &amp;nbsp;ภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;(พมจ.) มีการนิยามคำว่าชุมชนร่วมกันเพื่อคัดเลือกพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนเมือง และชุมชนชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัทลุง : กำหนดเป้าหมายทำงานเชิงรุก&amp;nbsp; สร้างอาชีพ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพาระบบสาธารณสุข &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์พักคอย&amp;nbsp; ใช้สมุนไพรรักษาโควิด &amp;nbsp;ใช้ทุนชุมชนเพื่อสร้างโมเดลในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;โดยใช้กลไกชุมชน ผ่านการระดมทุนและการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป้าหมาย 5 ชุมชน 50 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการโครงการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; เป็นงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; รวม 3.3&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นงบสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน-ฟื้นฟู-พัฒนา เช่น&amp;nbsp; การดูแลสุขภาวะในช่วงโควิด&amp;nbsp; การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดรายจ่าย&amp;nbsp; จังหวัดละ 500,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยแต่ละจังหวัดจะมีพื้นที่ชุมชนเป้าหมายในการวิจัยอย่างน้อย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีโจทย์การวิจัยที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1. การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในชุมชน &amp;nbsp;มีผลกระทบต่อคนเปราะบางในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคมอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; 2. การแก้ไขปัญหาวิกฤตในชุมชนเพื่อการดูแลคนเปราะบางเดิม (ก่อนที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่) มีการจัดการอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.ชุมชนจะมีระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาคนเปราะบางในสภาวะวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคม ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อย่างไร&amp;nbsp; และ 4. ชุมชนจะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้พ้นสภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;นางสาวพรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะที่ปรึกษาโครงการเสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; การวิจัยเรื่องโควิดครั้งนี้ &amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;แต่เป็นการสร้างระบบของชุมชนเพื่อดูแลช่วยเหลือกันในระยะยาว &amp;nbsp;โดยใช้โอกาสจากงานวิจัยมาหนุนเสริม &amp;nbsp;ใช้ทุนต่างๆ ที่มีในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือกันในช่วงโควิด&amp;nbsp; หรือมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางเพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด&amp;nbsp; และต้องจัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน&amp;nbsp; มีปัญหาความต้องการอย่างไร&amp;nbsp; อาจเชื่อมทุนจากภายนอกมาหนุนเสริม&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องเปลี่ยนระบบ&amp;nbsp; ต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนมาดูแลกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะยาวชุมชนจะสามารถจัดระบบ&amp;nbsp; เพื่อวางแผนพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมของชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งแผนพัฒนาในด้านต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายนอกเหนือจาก 5 จังหวัดที่วิจัย&amp;nbsp; เพื่อให้พื้นที่อื่นมาเรียนรู้&amp;nbsp; มาแลกเปลี่ยน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่วิจัย&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบมาก&amp;nbsp; จะเชื่อมโยงกันอย่างไร&amp;nbsp; เพื่อเกื้อหนุนกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำสินค้าผลผลิตจากชุมชนมาแลกเปลี่ยนหรือขายราคาถูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้โอกาสจากงานวิจัยไปทำงานให้สอดคล้องกับพื้นที่&amp;nbsp; สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้&amp;nbsp; เพราะชุมชนไม่ได้ทำวิจัยเพื่อวิจัย &amp;nbsp;แต่เป็นการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา และขยายการพัฒนาของชุมชนไปเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้องต่างๆ&amp;nbsp; ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวพรรณทิพย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องเครือข่ายชุมชน จ.กาญจนบุรี ส่งน้ำใจช่วยเหลือชาวชุมชน กทม.ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นพ.สำเริง&amp;nbsp; แหยงกระโทก &amp;nbsp;จากจังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; เสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; อยากให้งานวิจัยครั้งนี้เน้นไปที่จุดสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การทำศูนย์พักคอย หรือ CI (Community Isolation) ว่า&amp;nbsp; CI เกิดขึ้นได้อย่างไร &amp;nbsp;ทำอย่างไร &amp;nbsp;มีความสำเร็จอย่างไร &amp;nbsp;หรือไม่สำเร็จ&amp;nbsp; ให้เจาะลึกเพื่อให้เกิดบทเรียนที่ชัดเจน&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้&amp;nbsp; ยังเป็นเรื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงพยาบาลไม่พอ&amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามก็ไม่พอ&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องมาช่วยกันทำ CI เพื่อมาดูแลผู้ป่วยสีเขียวหรือเหลืองอ่อนซึ่งยังมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องใช้หมอ&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้พยาบาล&amp;nbsp; ใช้คนในชุมชนมาช่วยกันทำ&amp;nbsp; ดูแลกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; พระ&amp;nbsp; อสม. ชาวบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นการรวมตัวของคนในตำบล&amp;nbsp; จึงอยากให้ทีมวิจัยภาคอีสาน 4 จังหวัดทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นบทเรียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.สำเริงเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ระดมสรรพกำลังสู้โควิด-สร้างวัคซีนทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชน (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นทำอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ถือเป็นต้นแบบแห่งหนึ่งในการรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กเป็นศูนย์พักคอยในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชน (Community Isolation) เพื่อรองรับผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยจะใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับได้ผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; และเตรียมห้องประชุมของชุมชนรองรับได้ประมาณ 30 เตียง&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ป่วยไม่มากหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; เราจะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; แยกตัวออกจากคนในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเราจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอกถึงการดูแลผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดา&amp;nbsp; แต้อารักษ์ &amp;nbsp;รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การทำศูนย์พักคอยในชุมชนหรือ CI หรือศูนย์พักพิงเพื่อจะส่งต่อ&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถจะส่งต่อไปไหนได้แล้วเพราะไม่มีที่จะให้ส่ง&amp;nbsp; แต่ CI จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนสามารถทำได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะ พอช.&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เพราะทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวว่า&amp;nbsp; การทำ CI โดยชุมชนไม่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์&amp;nbsp; จึงต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; และต้องรีบทำ&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะเสียชีวิตอีกมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมี &amp;lsquo;4 อ.&amp;rsquo; ที่ต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; คือ 1. อาการ &amp;nbsp;ดูอาการ &amp;nbsp;การหายใจ&amp;nbsp; ว่าเป็นอย่างไร &amp;nbsp;รักษาตามอาการ &amp;nbsp;และช่วยกันดูแล &amp;nbsp;2.อาหาร &amp;nbsp;3. อาศัย &amp;nbsp;คือศูนย์พักคอยหรือที่พักพิง &amp;nbsp;และ 4. อาศัยฐานทุนที่มีอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปได้อยากให้ สปสช.เชื่อม CI เข้าสู่ระบบและจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์พักคอยชุมชนโดยตรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อขยายการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนฐานราก&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนที่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ&amp;nbsp; จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนกว่าวัคซีนจะมีมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสิ่งที่พวกเราทำนี้&amp;nbsp; ทั้งสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม&amp;nbsp; เป็นวัคซีนทางสังคมที่พวกเราช่วยกันทำได้อย่างดี&amp;nbsp; ต้องสร้างเครือข่าย&amp;nbsp; ต้องทำต่อไป&amp;nbsp; และขยายไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; แล้วเราจะไปรอด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ปรีดาย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สร้างวัคซีนทางสังคม นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบให้ครอบครัวที่กักตัวในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวในตอนท้ายว่า ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้จะมีการพูดคุยกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ&amp;nbsp; โดยมี&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สสส. พอช.&amp;nbsp; และพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; เพื่อกระชับความร่วมมือให้เต็มที่และมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะจะต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันให้มากกว่าโควิดรอบแรก&amp;nbsp; เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์หนักกว่าสงครามโลก&amp;nbsp; เป็น &amp;lsquo;สงครามโรค&amp;rsquo; และหากระบาดระลอก 4 หรือเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่จะอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่านี้&amp;nbsp; ขณะที่ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องช่วยกันยันสมรภูมิในพื้นที่ให้ชัดเจน&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; โดยใช้จุดแข็งของ พอช.และสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; คือมีกำลังคนในพื้นที่&amp;nbsp; มีทีม&amp;nbsp; และมีทุนบางส่วนแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของ สปสช.&amp;nbsp; สสส. และ สช.จะเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องรูปแบบ&amp;nbsp; ความรู้&amp;nbsp; เรื่องการจัดการ&amp;nbsp; การรับมือกับโรคระบาด&amp;nbsp; เพื่อดูแลพี่น้องในชุมชน&amp;nbsp; เป็นการสานพลัง&amp;nbsp; สานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; รวมทั้งการแก้ไขปัญหากฎระเบียบต่างๆ หรืออุปสรรคทางนโยบาย&amp;nbsp; โดย สช.จะช่วยเชื่อมประสานงานทางหน่วยงานนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เป็นทางรอดของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111736</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 อ., Community Isolation, Zoom Meeting, กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม, กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า, การทำศูนย์พักคอย, กาฬสินธุ์, ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด, ชุมชนท้องถิ่น, นครราชสีมา, นพ.ปรีดา  แต้อารักษ์, นพ.สำเริง  แหยงกระโทก, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, นางสาวพรรณทิพย์  เพชรมาก, บพท., พลังสังคม, พัทลุง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สร้างวัคซีนทางสังคม, สานพลังทางสังคม, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สุรินทร์, หน่วยงานภาคี, อำนาจเจริญ, โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_6104fe67111fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ กักตัวเอง7วัน หลังปธ.หอการค้าสุรินทร์ ติดเชื้อถ่ายเซลฟีที่ภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; ระส่ำ ประธานหอการค้า จ.สุรินทร์ยอมรับติดเชื้อโควิด-19 หลังไปเปิดงาน โลกออนไลน์แชร์กระหน่ำแชะภาพร่วมกับนายกฯ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ตรวจหาเชื้อผลเป็นลบ แต่ขอกักตัวในพื้นที่ตนเอง 7 วัน ปฏิบัติหน้าที่ต่อเพื่อความสบายใจของสังคม ศบค.ไม่ฟันธงไปทางไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม นายวีรศักดิ์ พิษณุวงศ์ &amp;nbsp;ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Veerasak Pisanuwong ระบุว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 หลังกลับจากร่วมงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 ก.ค. โดยแจ้งว่า &amp;ldquo;เนื่องจากผมเดินทางไปภูเก็ตเพื่อเปิดงานภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และเพิ่งเดินทางกลับถึง 09.45 น.วันนี้ ด้วยความที่ต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวมจึงขอเข้าการตรวจสวอบที่ รพ.สุรินทร์เมื่อเช้า &amp;nbsp;และได้กักตัวเองตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้เวลา 16.30 น. ทีมแพทย์ได้แจ้งผลเป็นบวก จึงต้องทำการรักษาที่ รพ.ต่อไป ขอโทษทุกๆ ท่าน ทุกๆ คนด้วยครับที่ทำให้กังวลใจและตกใจ ท่านใดที่ใกล้ชิดกับผมรบกวนสังเกตอาการ 14 &amp;nbsp;วันด้วยนะครับ จะแจ้งความคืบหน้าอีกครั้งเพื่อความสบายใจของทุกคน ผมจะปฏิบัติตามมาตรการของแพทย์ต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โลกออนไลน์ยังเผยแพร่ภาพนายวีรศักดิ์ถ่ายรูปร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในงานเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ขณะเดียวกัน สสจ.สุรินทร์ก็เร่งตรวจสอบไทม์ไลน์ค้นหากลุ่มมีความเสี่ยงสูงด้วย
ขณะที่ นพ.กู้ศักดิ์ กู้เกียรติกูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวเรื่องนี้ว่า ได้ติดต่อไปยังนายวีรศักดิ์เพื่อขอทราบไทม์ไลน์ เบื้องต้นทราบว่าเดินทางมา จ.ภูเก็ตเมื่อวันที่ 1 ก.ค.64 และเย็นวันที่ 3 ก.ค.เดินทางกลับ มาอยู่ภูเก็ตไม่ถึง 2 วันเต็ม ได้ติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในสถานที่จัดงานแล้ว และทำความสะอาดพื้นที่จัดงานเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบไทม์ไลน์ของนายวีรศักดิ์เพื่อเข้ากระบวนการสอบสวนและควบคุมโรคโควิด-19 ต่อไป
ส่วนความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยการสวอบช่วงเช้า ผลออกมาไม่ติดเชื้อ โดยนายกฯ ยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติ และเมื่อเวลา 11.30 น.ได้พบกับนายอู มโย มยินตาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย ที่เข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสอำลาจากตำแหน่ง จากนั้นในเวลา 12.10 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางออกจากทำเนียบฯ โดยไม่มีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้า และในช่วงบ่ายได้มีการยกเลิกภารกิจที่จะเรียก นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กับนายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบ &amp;nbsp;เพื่อหารือมาตรการเพิ่มเติมโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ &amp;nbsp;โดยไม่มีการแจ้งรายละเอียดแต่อย่างใด&amp;nbsp;
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ &amp;nbsp;กล่าวประเด็นนี้ว่า นายกฯ จะใช้เวลาช่วงนี้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการติดตามและบริหารราชการภายในพื้นที่ของตนเอง &amp;nbsp;เพื่อคลายความวิตกกังวลของภาคส่วนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ยังคงปฏิบัติภารกิจตามปกติและติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งไม่มีผลตรวจที่เป็นบวก และที่ผ่านมาก็มีการตรวจโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;และยังคงตรวจเป็นระยะๆ ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าประเทศยังเดินไปข้างหน้า สถานการณ์โควิด-19 ยังต้องดูแลและแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด
&amp;ldquo;นายกฯ ยังฝากถึงประชาชน ขอความร่วมมือทุกคนให้ช่วยกันป้องกันโรคโควิด-19 ปฏิบัติตนตามมาตรการสาธารณสุข D-M-H-T-T อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วก็ตาม ด้วยการหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า &amp;nbsp;หมั่นล้างมือ ตรวจวัดอุณหภูมิ และสแกนแอปพลิเคชัน ตามพื้นที่กำหนด&amp;rdquo; นายอนุชากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาช่วงนี้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการติดตามและบริหารราชการในพื้นที่ของตัวเองเป็นเวลา 7 วันก่อน ส่วนหนึ่งเพราะนายกฯ ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว และผลตรวจล่าสุดเป็นลบไม่พบการติดเชื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาธิการคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;(ครม.) กล่าวว่า การประชุม ครม.ในสัปดาห์นี้ยังเป็นวันอังคารที่ 6 ก.ค.ตามเดิม ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้จัดเตรียมรูปแบบการประชุม ครม.ไว้หลายรูปแบบและมีความพร้อมตลอด โดย สลค.ยังไม่ได้รับการประสานงานจากทีมงานของนายกฯ ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการประชุม ครม.หรือไม่อย่างไร เนื่องจากเพิ่งได้รับทราบข่าวเช่นกัน
สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำเนียบฯ ล่าสุดมีแม่บ้านของธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาลติดเชื้อโควิด ทำให้ธนาคารต้องหยุดให้บริการชั่วคราว
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;(พท.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ประชาชนฝากถามว่าเมื่อคนที่ถ่ายรูปกับท่านติดเชื้อ และนายกฯ ยืนห่างแค่ข้อศอกเดียวกับผู้ติดเชื้อ นายกฯ ต้องกักตัวหรือไม่ และในวันที่ 6 ก.ค. นายกฯ จะร่วมประชุม ครม.หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.กล่าวถึงกรณีภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เดินทางเข้าในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จะทำให้มีผลต่อการพิจารณาเดินหน้าโครงการหรือจะทบทวนหรือไม่อย่างไรว่า คำถามดังกล่าวสอดคล้องกับเมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 ก.ค. ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล &amp;nbsp;นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) &amp;nbsp;ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และ สสจ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับรายงานว่ากรณีที่มีการรายงานข่าวว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 นั้น จ.ภูเก็ตพบการติดเชื้อวันที่ 1 ก.ค.จำนวน 4 ราย, วันที่ 2 ก.ค.จำนวน 7 &amp;nbsp;ราย, วันที่ 3 ก.ค.จำนวน 2 ราย และวันที่ 4 ก.ค.จำนวน 2 รายเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการ และพบว่าไม่ได้มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแต่อย่างใด &amp;nbsp;โดยภูเก็ตมีการรักษาผู้ป่วยหายแล้วกว่า 700 ราย และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ณ วันที่ 4 ก.ค.จำนวน 48 &amp;nbsp;รายเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวว่า ส่วนกรณีคนต่างชาติและคนไทยที่ต้องการเข้าไปในภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เข้าพัก 14 วันเป็นอย่างน้อย ซึ่ง 4 วันที่ผ่านมามีชาวต่างชาติเดินทางเข้าสะสมแล้ว 1,416 คน มีคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ 477 คน รวม 1,893 คน มีการตรวจหาเชื้อไม่พบเชื้อ 1,764 คน รอผลอีก 129 คน &amp;nbsp;จำนวนเที่ยวบินที่ไปถึงภูเก็ต 20 เที่ยวบิน และมีคนขับยานพาหนะที่ไม่สามารถผ่านเข้าไปในจังหวัดภูเก็ตได้ &amp;nbsp;1,756 คัน จากทั้งหมดกว่า 22,000 คัน ซึ่งที่ไม่ผ่านเนื่องจากไม่ทราบถึงข้อกำหนดของ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ภูเก็ตจะพยายามเดินหน้าไป แม้จะมีการติดเชื้อในภาพรวมทั้งประเทศ แต่ภูเก็ตสามารถดูแลได้ โดย จ.ภูเก็ตพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูงมาก ดังนั้นตอนนี้ภาพรวมของการจองห้อง 7,347 คน หรือคิดเป็นการจองถึง 90,861 คืน โดยเฉพาะป่าตองมากที่สุด จึงขอว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทดสอบจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเกาะสามารถควบคุมการเข้าออกได้ เพื่อจะได้ดูว่าโมเดลอย่างนี้สามารถขับเคลื่อนต่อกันได้หรือไม่ หากทำได้ดีเกาะสมุยกับเกาะพะงันก็รออยู่ จะได้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย และเป็นนิวนอร์มอลของไทยจริงๆ&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108744</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, สุรินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c2abe05d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 06:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 06:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดกล้องวงจรปิดถึงกับผงะ!กบในฟาร์มตายปริศนา ตับไตไส้พุงหายเกลี้ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>



&lt;p&gt;12 มิ.ย.64 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสุรินทร์รายงานว่า มีผู้ใช้ Facebook ที่ใช้ชื่อว่า คำพาน บุญเลิศ ได้โพสต์ว่า ( ไม่รู้ตัวอะไรมาฉีกปาก ฉีกขากบ ควักแต่เครื่องในหายหมด กระดูกก็หักหมด ) จากการสงสัยว่ากบนับ 10 ตัวที่ตายนั้น เกิดจากสาเหตุใด &amp;nbsp;จึงได้เปิดกล้องวงจรปิดดู ถึงกับผงะ พบแสงไฟประหลาดลอยผ่านกล้องวงจรปิด แต่ที่หน้าแปลกใจไปกว่านั้น พอได้อัพโหลดคลิปจากกล้องวงจรปิดออกมา กลับไม่พบแสงได้ประหลาดดั้งกล่าว ทั้งที่ในคลิปเป็นช่วงเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางคำพาน บุญเลิศ อายุ 52 ปี ( เจ้าของฟาร์มกบ ) ( ไม่สะดวกที่จะให้ทีมข่าวถ่ายภาพ ) เล่าว่าฟาร์มตั้งอยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 6 บ้านหนองขอนใหญ่ ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ &amp;nbsp;ตนและแฟนมีอาชีพเปิดร้านซ่อมแอร์ ติดตั้งแอร์ ในตัวอำเภอจอมพระ ทุกครั้งจะกลับไปพักที่บ้านหนองขอนใหญ่เป็นประจำ ก่อนที่จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ก่อนหน้านี้เคยมีคนร้ายมาแอบขโมยปลา และจับไม่ได้ ตนจึงได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวน 2 ตัว ไว้ที่บ้านตนเอง เพื่อจะจับคนมาขโมยปลา แต่ก็จับไม่ได้สักที่ เพราะไปกดตั้งระบบส่งสัญญานกันขโมย เวลามีคนเดินผ่านหน้ากล้องจะมีเสียงดังขึ้น คนที่มาขโมยจึงหนี้ไปได้ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ได้มีกบที่ตนเลี้ยงไว้ในบ่อปูน ถูกตัวอะไรไม่รู้ หักขา ฉีกปาก และกินเครื่องในหมด บางตัวไม่ได้กินก็โดนทุบกระดูกกบละเอียดหมด จนดูกล้องวงจรปิด พบแสงสว่างประหลาดที่มีแสงผ่านกล้อง และมีปีกสีขาวมีแสง ลงมากระแทกตรงขอบปูนดังตุบๆ แล้วมีแสงทำให้กล้องวงจรปิดสว่างเขียว แล้วก็ดับไป &amp;nbsp;ทำให้ตนเองสงสัยว่ามันคือแสงอะไร ใช่ผีโพงตามที่ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อกันหรือปล่าว ที่มากินเครื่องในกบ แต่ที่หน้าแปลกใจไปกว่านั้น พอได้อัพโหลดคลิปจากกล้องวงจรปิดออกมา กลับไม่พบแสงได้ประหลาดดั้งกล่าวนั้นเลย ทั้งที่ในคลิปเป็นช่วงเวลาเดียวกัน จนทำให้ตนและครอบครัวถึงกับผวา ขนหัวลุกไปตามๆกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106092</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อคนอีสาน, ฟาร์มกบ, ลึกลับ, สุรินทร์, ไสยศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c3f18878c20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 13:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลัมปีสกินอาละวาดเมืองช้าง!วัวล้มป่วยตายระนาว ชาวบ้านร้องรัฐเยียวยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.64 - สถานการณ์การระบาดของไวรัสลัมปีสกิน ทำให้ชาวบ้านในเขตพื้นที่ตำบลบุฤาษี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โดย มีวัวที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ได้ป่วยเป็นโรคลัมปีสกินที่ล้มตายไปจำนวนหลายตัว &amp;nbsp;นาย ทองด้วง แย้มงาม อายุ62 ปี ประธานอสม.อำเภอเมืองสุรินทร์ และสมาชิกอบต.หมู่บ้านสก็วนหมู่ที่5ตำบลบุฤาษี กล่าวว่า &amp;nbsp;ตนเองมีโคมาเลี้ยงจำนวน 8 ตัวและ และเมื่อวันที่28พ.ค.64ที่ผ่านมาเวลา18.30น.วัวของตัวเองเพศเมียอายุราว7เดือนก็ได้ล้มป่วยด้วยโรคลัมปีสกินอย่างน่าเสียดายและยังมีของชาวบ้านที่ล้มป่วยตายอีกจำนวน4ตัวเลยทีเดียวในเขตพื้นที่ตำบลบุฤาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองด้วง กล่าวอีกว่า กรณีที่วัวของชาวบ้านที่ได้ป่วยกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ตลอดจนล้มป่วยตายทางหน่วยงานของอำเภอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะเข้ามาดูแลและหาทางช่วยเหลือให้กับสัตว์ที่ป่วยและล้มตายควรจะมีการเยียวยาให้กับผู้ที่เลี้ยงโคกระบือที่มีผลกระทบในครั้งนี้เพราะลำพังไวรัสโควิด-19ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ตลาดนัดโคกระบือในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ก็ถูกปิดพี่น้องที่ทำอาชีพเกษตรกรรมก็ลำบากมากครับอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาดูแลในการเยียวยาให้กับผู้เลี้ยงโคด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นางสาวจิระฐา ชัยชนะไพศาล นายกอบต.บุฤาษี ได้กล่าว่า ทางอบต.บุฤาษีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ประชาสัมพันธ์พร้อมกับแนะนำเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ออกมาแนะนำพ่นฉีดคอกสัตว์ให้กับชาวบ้านอย่างต่อเนื่องพร้อมกับแนะนำให้การดูแลเป็นอย่างดีเพราะโรคคลัมปีสกินเป็นโรคใหม่ที่ซึ่งมีแมลงดูดเลือดเป็นพาหะนำโรค กัดจากสัตว์ที่ป่วยไปแพร่เชื้อให้กับสัตว์ที่ไม่ป่วยซึ่งจะควบคุมได้ยากมากถ้าพบสัตว์ป่วยก็ควรให้แยกออกจากฝูงและมีการพ่นยาฆ่าแมลงกำจัดแหล่งหาหะนำโรคหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ที่อยู่ใกล้บ้านให้มาดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดจังหวัดสุรินทร์ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปีสกิน(Lumpy SKin disease)ในโคนม โคเนื้อ กระบือ อย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ในจังหวัดสุรินทร์และมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปในวงกว้าง ฉะนั้นอาศัยตามความในมาตรา21 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์พ.ศ.2558 ข้อ.1 กำหนดให้ทุกท้องที่ทุกหมู่บ้านทุกตำบลทุกอำเภอในจังหวัดสุรินทร์เป็นเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปีสกินชนิดสัตว์ควบคุมโคนมโคเนื้อกระบือ ให้เจ้าของสัตว์แจ้งต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สารวัตร หรือสัตวแพทย์ภายใน12ชั่วโมงนับแต่ เวลาสัตว์ป่วยหรือตายตลอดจนหากพบมีการเคลื่อนย้ายโคนมโคเนื้อและกระบือเข้าหรืออกหรือผ่านในเขตนั้นเว้นแต่ จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้น ตลอดจนเจ้าของสัตว์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของสัตวแพทย์ทุกประการผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติหรือคำสั่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน2ปีหรือปรับไม่เกิน2หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา65 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลัมปีสกิน, สุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b334f1782bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 19:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจ๋สุรินทร์โหดขับกระบะตามบี้คู่กรณีชนอัดต้นไม้ดับก่อนเข้ากระทืบศพซ้ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.64- ที่บริเวณถนนระหว่างหมู่บ้านตาแตรว -ทับดัด บ.ตาแตรว ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ บริเวณริมถนนพบซากรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีดำ หมายเลขทะเบียน ปย.3851 สุรินทร์ ลักษณะถูกชนอัดติดกับต้นไม้จนสภาพรถจยย.พังเละ ห่างออกไปประมาณ 20 เมตรพบศพ ชายวัยรุ่น จำนวน 2 ราย ลักษณะสภาพศพถูกชนจนร่างกายมีกระดูกหักหลายแห่ง ทราบชื่อภายหลังคือนายประสิทธิ์ มีรี อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 162/2 หมู่ 8 ต.ดม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เป็นผู้ขับขี่ และ นายภูมิพัฒน์ พุทธมาตย์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 284 หมู่ 13 ต.ตาตุ่ม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผู้โดยสาร จยย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใกล้ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ปิคอัพยี่ห้อฟอดร์เรนเจอร์สีส้ม 4 ประตู หมายเลขทะเบียน กต 9605 สุรินทร์ จากสอบถามทราบว่าผู้ขับขี่ ชื่อนายธนากร สมทอง อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 7 ต.ดม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัย นำส่ง เข้ารักษาตัวที่ รพ.สังขะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;รถยนต์ปิคอัพคันดังกล่าวได้ขับขี่ตามหลังรถจักรยานยนนต์ที่มีนายประสิทธิ์ เป็นผู้ขับขี่ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้เฉี่ยวชนกับรถจยย.อย่างแรงจนอัดกระแทกเข้ากับต้นไม้ข้างทางทำให้ผู้ขับขี่รถจยย.และผู้โดยสารรถจยย.กระเด็นตกข้างทางจนเสียชีวิต และนายธนากร สมทอง ผู้ขับขี่รถยนต์ปิคอัพคันก่อเหตุยังลงจากรถพร้อมตะโกนท้าท้ายว่า&amp;quot; ไหนคนไหนจะเอากับกูอีก&amp;quot;หลังจากนั้นก็เดินลงไปกระทืบศพผู้ตายซ้ำอีกและยังพูดว่า&amp;quot;โทรไปแจ้งเลยกูไม่หนีใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว&amp;quot;ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์กลั้นอารมณ์ไม่อยู่จึงรุมประชาทันฑ์ จนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยต้องเข้าช่วยเหลือนำร่างนายธนากร สมทอง ส่ง รพ.สังขะอย่างทุลักทุเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ร.ต.อ.สามารถ คล่องดี ร้อยเวร สภ.ดม เจ้าของคดีกล่าวว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนและสอบปากคำผู้ต้องหาและพยานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99189</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุรินทร์, อุบัติเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072e3d1b0786.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจรดอดตัดไม้พะยูงในวัดสุดท้ายหนีกระเจิง เจอชาวบ้านเฮโลจุดประทัดไล่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.64 - เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ได้มีคนร้ายลอบตัดไม้พะยูงที่วัดป่าเจริญธรรมมาราม บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.ตรวจ อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นที่ชาวบ้านช่วยกันระดมทุนซื้อเหล็กมาดัดล้อมเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่คนใจบาปลักลอบเข้ามาตัด &amp;nbsp;ทั้งนี้หลวงตาชิต อิสระธรรมโม &amp;nbsp;เจ้าอาวาส กล่าวว่า ได้ยินเสียงหมาในวัดเห่าหอนตนเองก็ตกใจจึงเดินมาดูเห็นมีกลุ่มคนร้ายหลายราย มองดูเห็นมีแสงไฟฉายหลายดวง ก็คิดว่าสงสัยมีคนเเอบมาตัดไม้พะยูงแน่ๆเพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้วมีการแอบเอาสว่านไฟฟ้า มาเจาะดูแก่น และก่อนที่มีเหตุการณ์ตัดไม้พะยูง ชาวบ้านสังเกตเห็นว่า มีรถกระบะ4ประตูสี่ดำขับวนเวียนอยู่บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายฮอง ชาวบ้านบ้านไหม่ไทยเจริญ &amp;nbsp;กล่าวว่า ขณะออกมากรีดยางอยู่บริเวณนั้นเห็นว่ามีไฟหลายดวง คนจำนวน4-5รายกำลังเตรียมเลื่อยยนต์และกำลังจะตัดไม้ ตนเองจึงเดินมาดู จากนั้นมีเสียงคนร้ายร้องตะโกนออกมาว่าเข้ามาเลย ตนเองได้ยินอย่างน้้นก็ตกใจกลัวคิดในใจว่าคนร้ายต้องมีอาวุธปืนแน่ๆจึงวิ่งถอยออกไป จากนั้นมีชาวบ้านอีกคนได้เห็นเหตุการณ์ จึงได้โทรศัพท์แจ้งชาวบ้านให้มาช่วยกัน และพากันจุดประทัดไล่คนร้าย จนสุดท้ายกลุ่มคนร้ายได้พากันหลบหนีไปโดยไม่ได้เอาไม้ที่ตัดไปด้วย ซึ่งของกลางยังคงอยู่ครบทุกท่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคเณศวร เกษอินทร์ นายอำเภอศรีณรงค์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ไพฑูรย์ อุ่นเรืองเกียรติ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ. ศรีณรงค์ พ.ต.ท.นิธิ อุรารื่น พนักงานสอบสวน สภ.ศรีณรงค์ นายสันติ ศรีศิลปกร หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า สร. 1 ผู้ใหญ่บ้านพื้นที่เกิดเหตุ ร่วมกันตรวจสอบ เหตุลักลอบตัดไม้พะยูง ในบริเวณวัดป่าเจริญธรรมมาราม บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.ตรวจ อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ ซึ่งผู้ใหญ่บ้าน ได้รายงานด้วยวาจา การสืบสวนพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ทราบเบื้องต้น โดยหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ สร. 1 จะเป็นผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ แจ้งความดำเนินคดี ต่อพนักงานสอบสวน และ เก็บรักษาของกลาง โดยนายอำเภอศรีณรงค์ จะใช้ดุลยพินิจควบคุมการสอบสวน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว เนื่องจาก เป็นคดีที่น่าสนใจ และอาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการทำผิดกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90838</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดไม้พะยูง, สุรินทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d1e4f8115c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
