<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองปธ.ศาลฎีกาเผยยื่นประกันตัวมือเปล่าได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธานศาลฎีกาชี้คำว่าคุกมีไว้ขังคนจนจะหมดไป ยื่นประกันตัวมือเปล่าได้รวดเร็ว เปิดกฎหมายผู้กำกับดูแลป้องกันคนหนีศาล จ่ายรางวัลเป็นแสนบาทต่อเรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 9 มีนาคมนี้ นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่องการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้ต้องหาและจำเลย เดินทางไปยังศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่อาคารเดียวกับสำนักงานศาลยุติธรรมภาค 3 มีนายพิศิฏฐ์ สุดลาภา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3, นายราชัญ กวีกุล หัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา, นายนิติธร ศรีบุตร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 3 ให้การต้อนรับ ในการนี้มีคณะทำงาน อาทิ น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานแผนกล้มละลายในศาลฎีกา, นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกา ในฐานะตัวแทนนายไสลเกษ วัฒนพันธ์ ประธานศาลฎีกา, นายนาวี วงศ์สกุลธนา รองเลขานุการศาลฎีกา และผู้พิพากษาร่วมสังเกตการณ์พร้อมรับฟังปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเมทินีกล่าวว่า นโยบายของประธานศาลฎีกาเน้นหนักเรื่องการให้โอกาสผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกรองรับโดยรัฐธรรมนูญว่า ตราบใดศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ให้ได้รับการปล่อยตัว ดังนั้นการเดินหน้าให้ความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ ให้เขาเข้าถึงการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้ปล่อยตัวเป็นหลักและไม่ต้องวิ่งหาหลักทรัพย์ ต้องทำต่อไป ขณะเดียวกันต้องรักษาความสมดุลของเหยื่ออาชญากรรม ว่ามีความรู้สึกสังคมสงบและปลอดภัย ซึ่งศาลยุติธรรมได้ดำเนินการแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธานศาลฎีกากล่าวว่า ประธานศาลฎีกาขยายมิติการปล่อยตัว 1.เรื่องขจัดอุปสรรคด้านเวลา ดังนั้น ประชาชนยื่นประกันตัวได้ทุกวัน ปล่อยในวันนั้น ถ้าไม่ปล่อยต้องทราบผลในวันนั้น ถ้าจะส่งศาลสูงต้องส่งใน 1 ชั่วโมง 2.เรื่องรูปแบบ ต้องมีความสะดวก เร็ว ลดความเหลื่อมล้ำ เอาเงินเก็บไว้ให้ลูกไปโรงเรียนหรือหาหลักฐานมาสู้คดีในศาลดีกว่า รูปแบบคือ มีหลักทรัพย์ ไม่มีหลักทรัพย์ที่ใช้วิธีการและเงื่อนไข ตามกฎหมายใหม่ประกอบการสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ในขณะนี้มี 3 ระดับดุลพินิจ คือ 1) ให้ปล่อยโดยไม่ต้องมีสัญญาประกันเลย ใช้กับคดีเล็กน้อย 2) ปล่อยโดยให้ทำสัญญาประกัน แต่ไม่มีหลักประกัน 3) ให้ปล่อยชั่วคราวโดยทำสัญญาประกันและมีหลักประกัน แต่หลักทรัพย์ค่อยหามายื่นภายหลังได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้พิพากษาอาจใช้ดุลพินิจวางเงื่อนไขประกอบ เช่น ให้ใส่กำไลข้อเท้าโดยไม่ต้องวางหลักประกัน สำหรับการตรวจสอบการเตือนว่าเขาจะหนีหรือเข้าเขตที่ห้ามหรือไม่สำหรับคดีความผิดทางเพศ หรือทำร้ายร่างกาย และปัจจุบันยังมีวิธีการใหม่ที่ผู้พิพากษายังไม่นิยมใช้อีก 2 แบบ ที่ขอให้ประชาชนได้ทราบคือ 1.การร้องขอให้ใช้แบบประเมินความเสี่ยง ที่เป็นเอกสารแผ่นเดียวกับคำร้องขอปล่อยตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อนาย ก.ถูกนำตัวจากโรงพักมาฝากขัง ตัวผู้ต้องหาจะถูกขัง ญาติจะอยู่หน้าเคาน์เตอร์เตรียมขอประกัน และในมือมีหลักทรัพย์ที่อาจไปหยิบยืมหรือเช่ามาจากนายประกัน คราวนี้เจ้าหน้าที่จะบอกว่าให้ใช้แบบประเมินความเสี่ยงนะ โดยกรอกแบบสอบถาม 50 ข้อ เมื่อตอบเสร็จ เจ้าหน้าที่กดข้อมูลลิงก์ไปยังตำรวจ ฝ่ายปกครอง ศาลยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ ใช้เวลาจุดนี้ 12 นาที แล้วเมื่อได้ผลออกมาว่า &amp;quot;ความเสี่ยงต่ำ&amp;rdquo; เจ้าหน้าที่จะเสนอผู้พิพากษาเวรประกัน เพื่อใช้ดุลพินิจไม่เกิน 45 นาที รวม 57 นาที จากเดิมยื่นเช้าสั่งเย็น แต่เรื่องนี้ขอให้ผู้พิพากษามีความกล้าที่จะให้ประกัน ไม่มีใครถูกสอบวินัยเพราะให้ประกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเมทินีกล่าวว่า วิธีการใหม่อีกวิธีที่ผู้พิพากษายังไม่มีใครใช้คือ วิธีตาม พ.ร.บ.มาตรการกำกับและติดตามการจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาล ปี 2560 ซึ่งการหลบหนีจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีล่าช้า ส่งผลต่อนโยบายป้องกันอาชญากรรม เมื่อหนีคดีไปก็ไม่มีการติดตามตัว ดังนั้นจึงกำหนดให้มีคนในชุมชนที่ผ่านการอบรมหรือไม่ต้องผ่านการอบรม รับหน้าที่ติดตามตัวมาขึ้นศาล หรือถ้าไม่หนีก็ให้คำแนะนำให้ความรู้แก่ผู้ต้องหาที่ปล่อย เพื่อให้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งมีเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย ในมาตรา 5 ซึ่งรองรับโดยระเบียบกรรมการบริหารศาล เช่น ผู้กำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ที่สามารถให้คำนำให้คำปรึกษา โดยการรับรายงานตัวได้ครั้งละ 2 พันบาท ไม่เกิน 5 พันบาท (อาจเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครู) ผู้ให้คำปรึกษา ได้รางวัลครั้งละ 2 พันบาท ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ผู้สอดส่องได้ครั้งละ 2 พันบาท ไม่เกิน 1 หมื่นบาท แจ้งความนำจับ เจ้าหน้าที่ผู้จับ (ตำรวจท้องที่หรือคอร์ทมาร์แชล) จะมีเงินรางวัล ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายต่ำสุด 2 หมื่นบาท มากสูงสุด 1 แสนบาทต่อเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นโยบายของประธานศาลฎีกาคือภาพของคำว่า &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; จะหมดไป และคุกคือที่ขังเฉพาะคนที่อันตรายต่อสังคม&amp;rdquo; นางเมทินีกล่าว และว่า ในวันที่10 มี.ค. ตนจะพาผู้พิพากษาไปเรือนจำจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมผัสกับความทุกข์ของผู้ต้องขัง เพราะบางคนยอมติดคุกโดยไม่ยื่นประกันตัวเลยเพราะไม่มีเงิน และไม่รู้ว่ามีโอกาสแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59279</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวี วงศ์สกุลธนา, นิติธร ศรีบุตร, ปิยกุล บุญเพิ่ม, พิศิฏฐ์ สุดลาภา, ราชัญ กวีกุล, สุรินทร์ ชลพัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมทินี ชโลธร, ไสลเกษ วัฒนพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e66464379115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2019 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาปธ.ศาลฎีกา เผยรายงานนาทีระทึกเหตุยิงทนายในศาลจันทบุรี เสมียนทนายขอปืนตำรวจยิงสยบผู้ก่อเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.62 - นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกา ได้เข้าพบนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เพื่อรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ใช้เวลานาน 1 ชั่วโมง จากนั้นนายสุรินทร์ เผยว่า ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกา ให้แถลงกับสื่อมวลชนว่า ประธานศาลฎีการู้สึกไม่สบายใจและมีความกังวลใจ ทั้งมีความเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์ขณะนี้ก็ได้สั่งการให้สำนักงานศาลยุติธรรมทบทวนตรวจทานดูระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวบุคลากร หรืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัย จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตนยังได้รับรายงานจากหัวหน้าศาลจังหวัดจันทบุรีว่า เหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเวลาก่อนลงมือสืบพยานจำเลยนัดแรก หลังจากสืบพยานโจทก์มาแล้ว 20 นัด จำเลยที่ 3 คือ พล.ต.ต.ผู้ก่อเหตุ ช่วงเวลาเดียวกัน อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 2 กำลังตรวจเยี่ยมศาลจังหวัด โดยหัวหน้าศาลกำลังกล่าวรายงานได้ยินเสียงปืนหลายนัด ทราบภายในเวลาต่อมาว่า จำเลยที่ 3 ใช้ปืนพกสั้นที่ซุกซ่อนมิดชิด จ่อยิงโจทก์ ทนายโจทก์ ตาย และกระสุนถูกภรรยาทนายโจทก์บาดเจ็บ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาเดียวกัน ตำรวจจาก สภ.เมืองจันทบุรี วิ่งเข้าหน้าห้องพิจารณา แต่เกิดอาการไม่สบายทันด่วน เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง ทางเสมียนทนายโจทก์เห็น จึงขอปืนจากตำรวจยิงใส่จำเลยที่ 3 ผ่านกระจกประตูห้องพิจารณา ถูกร่างจำเลยที่ 3 ถึง 6 นัด ทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 เสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุร้ายแรงไม่คาดฝัน คนร้ายอาศัยช่องว่างของการตรวจสอบตรวจค้นอาวุธเข้าไปได้ ซึ่งปกติจะเข้าไปได้ยาก ประกอบกับคนที่จ้องจะกระทำ กับคนที่ระวัง คนที่จ้องก็อาศัยโอกาสกระทำ ที่เอื้ออำนวยเหมาะสม เป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ขอฝากยังพี่น้องประชาชนว่า ศาลยังเป็นสถานที่ซึ่งมีความปลอดภัยเสมอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยิงกลางศาล, สุรินทร์ ชลพัฒนา, เลขาธิการประธานศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191112/image_big_5dca7bd38c1bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47858</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 07:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 07:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสรรหาเลือกกรรมการสิทธิฯชุดใหม่ครบแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรินทร์ ชลพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค 62 - วานนี้ ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นประธาน ในการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสม. ครั้งที่ 7/2562 ทั้งคณะรวม 10 คน &amp;nbsp;ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาลงมติเลือก ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ตาม มาตรา 8,9,10 พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 เพื่อเสนอรายชื่อให้วุฒิสภา (ส.ว.) แต่งตั้งให้เป็น กสม.ชุดสรรหาใหม่ที่ยังขาดอีก 1 คน ให้ครบสัดส่วน 7 คนตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อเวลา 16.30 น.เศษ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการสรรหา กสม. แล้ว นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกา ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกา ฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ เปิดเผยถึงผลการประชุมวันนี้ว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ครบทั้งคณะ 10 คน ที่พิจารณาเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 เพื่อแต่งตั้งเป็น กสม.ชุดใหม่ ต่อจากชุดเดิมที่มีอยู่ (ชุดนายวัส ติงสมิตร) โดยก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่มกฎหมายบัญญัติไปแล้ว 6 คน เหลือที่ต้องคัดเลือกอีก 1 คน เพื่อให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้มี 7 คน ซึ่งวันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ก็ได้ลงมติเลือกจากบุคคลที่มีชื่อผ่านคุณสมบัติเข้ามาทั้งสิ้น 21 คน โดยการลงมติเลือกวันนี้ก็สามารถที่เลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ 1 คนครบตามจำนวนแล้ว โดยผ่านการลงคะแนน 3 รอบจากที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งคณะ ทั้งนี้ เมื่อกระบวนการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย จากที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาทั้งคณะเสร็จสิ้น ก็จะส่งรายชื่อให้ ส.ว. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. เคยมีหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ร่วมหารือกับประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการ ดำเนินการเลือกบุคคล 1 คน เพื่อให้มาทำหน้าที่ กสม.ชุดชั่วคราว ตามมาาตรา 60 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 22 (เป็นการตั้งโดยประธานศาลฎีกา ปรึกษาหารือกับประธานศาลปกครองสูงสุด ที่มีผลได้ทันที) &amp;nbsp;วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ทั้งคณะ ก็ได้รับทราบรายงานที่ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ และประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการ ได้ร่วมปรึกษาหารือกันแล้วให้เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯ ดำเนินการเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เสนอต่อประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด ภายใน 30 วัน คือวันที่ 31 ต.ค.นี้ เพื่อพิจารณากรณีที่นายวัส ประธาน กสม.เรียกร้องไว้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ได้ กสม.ชั่วคราว เข้ามาเพิ่มเพื่อทำงาน และให้การดำเนินงานของ กสม.ชุดที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ไม่สะดุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะ กสม. ชุดนายวัส ติงสมิตร ถือเป็น กสม.ชุดที่ 3 ได้ปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่ ปี 2558 ซึ่งขณะนี้เหลือ กสม.มีปฏิบัติหน้าที่อยู่ 3 คนจากจำนวนทั้งหมด 7 คน โดยก่อนหน้านี้มี กสม.ในคณะได้ลาออกไปช่วงปี 2560 - 2562 รวม 4 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการดำรงตำแหน่ง กสม.นั้น &amp;nbsp;ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 กฎหมายนั้นจะมีวาระ 7 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47858</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสม., วัส ติงสมิตร, สรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สุรินทร์ ชลพัฒนา, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da0708edafb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
