<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯปรับทัพตั้งเป้าผู้นำการผลิต-ใช้หุ่นยนต์ เร่งอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ พร้อมขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกระดับรองรับการผลิตสมัยใหม่ ผ่านเครื่องมือสำคัญภายใต้แนวคิด 4 เครื่องมือ กับ 1 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1. การให้บริการด้านการพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศ &amp;nbsp;2.การนำระบบอัตโนมัติ มาใช้ในพัฒนาระบบการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต 3.หุ่นยนต์ &amp;nbsp;ลดการใช้แรงงานในกระบวนการผลิต และ 4.นวัตกรรม พัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 1 กลยุทธ์ คือ มุ่งพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเป็นพลังใหญ่ต่อยอด SMEs ไทยให้เข้มแข็งและสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาตามแนวทาง BCG Model โดยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเสียตลอดทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน ของภาคอุตสาหกรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินสินเชื่อจากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐจำนวนกว่า 2,500 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118926</URL_LINK>
                <HASHTAG>มุ่งพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช. มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน &#039;ทักษิณ-สุริยะ&#039; กับพวกจัดซื้อเครื่องบิน &#039;การบินไทย&#039; ก่อหนี้มหาศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17&amp;nbsp;ก.ย.64 - นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และโฆษก ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหานายทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม อนุมัติจัดซื้อเครื่องบินแบบ&amp;nbsp;A 340 &amp;ndash; 500&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ลำ และ A&amp;nbsp;340 -600&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ลำ ของบริษัทการบิน จำกัด (มหาชน) ระหว่างปี&amp;nbsp;2545-2547&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ลำ มูลค่า&amp;nbsp;53,536&amp;nbsp;ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทการบินไทยแบกภาระหนี้เป็นจำนวนมาก ว่า คดีดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ได้มีมติตั้งองค์คณะไต่สวน (กรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;9&amp;nbsp;คน เป็นองค์คณะไต่สวน) ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกตั้งไต่สวนคือ นายทักษิณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ นายสุริยะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม กับพวก รวม&amp;nbsp;5&amp;nbsp;คน อาทิ บอร์ดการบินไทย โดยองค์คณะไต่สวนได้มอบให้สำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นผู้รับผิดชอบ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117034</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, จัดซื้อเครื่องบิน, ทักษิณ ชินวัตร, ปปช., สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_614472d3759d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039; ดันไทยฮับนวัตกรรมอาหารอนาคตภูมิภาคอาเซียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่องันที่ 7 ก.ย. 2564 มีมติรับทราบความคืบหน้าแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารระยะ ที่ 1 (พ.ศ. 2562-2570) กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะแกนหลักที่ได้รับมอบหมายให้บูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียน ผ่านมาตรการ &amp;ldquo;4 สร้าง&amp;rdquo; ได้แก่ 1.สร้างนักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเร่งพัฒนายกระดับผู้ประกอบการ/สถานประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน ผ่านการอบรมและให้คำปรึกษาเชิงลึกทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ถ่ายทอดความรู้เชิงธุรกิจและการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ เสริมสร้างทักษะ รวม 899 กิจการ/8,512 ราย/43 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรวมถึงการพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์อาหารให้มีมูลค่าเพิ่มสูงเชิงพาณิชย์ รวม 224 ผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้มีการจัดทำแล็ปอาหารแห่งอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง และผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารโดยมีระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูล รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่เป็นนวัตกรรมหรือมีการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงออกสู่ตลาด จำนวน 15 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สร้างโอกาสทางธุรกิจยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี ร่วมจัดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้ชื่องาน THAIFEX &amp;ndash; ANUGA ASIA 2020 โดยจัดให้มีการเจรจาซื้อขายแบบออฟไลน์ควบคู่ออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 708 บริษัท และ 4.สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากหลาย ๆ หน่วยงาน ทั้งการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอาหาร การทำโครงการการจัดการผลิตอ้อยแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย และบริการยกระดับความปลอดภัยในการผลิตอาหารที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวเสริมว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง แต่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยกลับมีโอกาสโดยมีทิศทางการผลิตที่ขยายตัวขึ้นสะท้อนจากตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออก ซึ่งประเทศไทยนับว่ามีความได้เปรียบในด้านการผลิตอาหารแปรรูปเนื่องจากมีวัตถุดิบในประเทศ สำหรับการดำเนินการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการอาหารฯ โดยในปี 2564 คาดว่าการส่งออกอาหารแปรรูปจะมีมูลค่ากว่า 1.05 ล้านล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทย กระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ถึง 9.50 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามระยะต่อไป สศอ. จะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ โดยผ่านคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ในการกำกับการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ โดยจะเน้น กระบวนการผลิตอาหารจะต้องมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI/Automation ในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116570</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 11:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ปลื้มเอ็มพีไอ ก.ค.64 ขยายตัว 5.12% บวกต่อเนื่อง 5 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาคการผลิตอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) จัดทำแสดงให้เห็นว่าในช่วงเดือนก.ค. 2564 ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ระดับ 91.41 เพิ่มขึ้น 5.12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ที่มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น ภาคการผลิตของไทยจึงได้รับอานิสงค์สามารถขยายการผลิตเพื่อส่งออกได้มากขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรมยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของแรงงานในสถานประกอบการ ปัจจุบันยังไม่ส่งผลต่อการจ้างงานและการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม สะท้อนได้จากดัชนีแรงงานอุตสาหกรรมเดือนก.ค. 64 ยังคงขยายตัว 3.41% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวของกับปีก่อนซึ่งแสดงให้เห็นจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงติดตามสถานการณ์การควบคุมการระบาดในสถานประกอบการอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามมาตรการควบคุมพื้นที่เฉพาะหรือบับเบิลแอนด์ซีล และได้จัดทำโครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมหรือแฟคทอรี่แซนด์บ็อกซ์ ภายในสถานประกอบการ โดยมุ่งเป้าอุตสาหกรรมส่งออกหลักของประเทศไทย ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ภาคการผลิตสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่าเอ็มพีไอ งวดก.ค. ที่ปรับขึ้น 5.12 มาจากอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ รถยนต์และเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ เป็นต้น เนื่องจากมีความต้องการตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากตัวเลขการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยาน) มูลค่า 541,763.15 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 28.67% ส่วนการนำเข้าสินค้าทุน ขยายตัว 35.40% ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวสูงถึง 50.11% ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งจากตัวเลขการนำเข้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มที่จะมีการผลิตเพิ่มขึ้นในเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งด้านการเงินและการคลัง รวมถึงการเร่งกระจายการฉีดวัคซีนโควิด-19 และแผนการเปิดประเทศในครึ่งปีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่มีดัชนีผลผลิตที่ส่งผลบวกขยายตัวในเดือนก.ค. 64 ได้แก่ รถยนต์ และเครื่องยนต์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 31.49% จากทุกรายการสินค้า จากตลาดส่งออก เป็นหลัก ด้วยผลของฐานต่ำและความต้องการของลูกค้าต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวจากการควบคุมการระบาดได้ดีและมีการฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 19.02% ตามความต้องการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ในระยะยาวเพราะจะมีการใช้ชิ้นส่วนชิปที่มากขึ้น , ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 18.55% จากยางแท่งและยางแผ่นเป็นหลัก ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ของกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักคลี่คลายและกลับมาสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจาก จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงปีนี้มีฝนตกต่อเนื่องทำให้ต้นยางสมบูรณ์ผลิตน้ำยางได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เม็ดพลาสติก ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 10.61% จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงของผู้ผลิตหลักในปีก่อน ประกอบกับในปีนี้มีความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตจึงเร่งและขยายกำลังการผลิต และน้ำตาล ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อน 93.73% จากน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก หลังจากปิดหีบแล้วมีการละลายน้ำตาลดิบเพื่อผลิตเป็นน้ำตาลทรายอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115128</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ), สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.), สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612dac2b01ad1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;ยัน ไฟไหม้หมิงตี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โชว์ผลสำรวจคุณภาพอากาศ-คุณภาพน้ำ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ก.ค. 2564 - นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่ากรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 30 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งแรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง และได้มีการอพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัยในรัศมี 5 กิโลเมตร โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และตรวจสอบคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ และสารเคมี ที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการตรวจสอบ และดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชน และผู้ประกอบการโรงงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งล่าสุดจากการลงพื้นที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนโดยรอบ แต่เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงบริเวณโดยรอบโรงงาน เนื่องจากยังมีสารเคมีตกค้างในโรงงาน ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดระเบิดได้ ขณะนี้จึงได้ทำการฉีดน้ำเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิดปฏิกิริยาเคมี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบด้านมลพิษในช่วง3 วันที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบในระยะ 0 &amp;ndash; 8 KM จำนวน 14 จุด มีค่าสารสไตรีนที่เกิดเผาไหม้ในอุบัติเหตุอยู่ในช่วง 0.42 &amp;ndash; 0.83 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ซึ่งไม่เกินมาตรฐานบรรยากาศตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนด (20 ppm) โดยค่าขีดจำกัดการรับสัมผัสสารเคมีทางการหายใจแบบเฉียบพลันของสารสไตรีนไว้ 3 ระดับ ได้แก่ &amp;nbsp;ระดับที่ 1 มีค่า 20 ppm &amp;nbsp;(ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน) ระดับที่ 2 มีค่า 130 ppm (ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไม่ร้ายแรง) ระดับที่ 3 มีค่า 1,100 ppm (ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;emsp;
&amp;nbsp; ขณะที่คุณภาพน้ำ มีการตรวจสอบการปนเปื้อนของสารสไตรีน โดยพบสารสไตรีนในน้ำจากการดับเพลิงที่อยู่ในบริเวณโรงงาน แต่ไม่พบสารสไตรีนปนเปื้อนในคลองปากน้ำและคลองประเวศบุรีรมย์หน้าวัดสังฆราช &amp;nbsp;ซึ่งจากข้อมูลด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ ประชาชนโดยรอบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สถานการณ์สารมลพิษไม่อยู่ในระดับก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ควรงดใช้น้ำคลองเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงเวลานี้เป็นการชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งดำเนินการรื้อถอนปรับปรุงสภาพพื้นที่ ตลอดจนนำกากของเสียที่เกิดจากอุบัติภัยออกไปกำจัดตามหลักวิชาการและความปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยปรับสารเคมีให้เสถียรก่อนนำไปจัดการเพื่อให้ปลอดภัยก่อนทำการขนย้ายออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของการเยียวยาประชาชน กระทรวงฯ ได้สั่งให้โรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 (1) เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายที่ประชาชนจะต้องได้รับอย่างเร่งด่วน และร่วมเป็นหน่วยงานกลางในการรับคำร้องเรียนเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงฯได้กำหนดมาตรการป้องกันโรงงานที่มีความเสี่ยง ใน 2 &amp;nbsp;ระยะ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นให้ กรอ.จัดทำหนังสือแจ้งให้โรงงานปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด โดยให้ประสานกับสำนักอุตสาหกรรมจังหวัด ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเร่งด่วน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ในทุกช่องทางของกระทรวงฯ และ กรอ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และระยะยาว ได้กำชับให้ กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จัดลำดับโรงงานที่มีความเสี่ยงและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ โดย กรอ.ได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า Safety Application เพื่อใช้สำหรับโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีการใช้สารเคมีอันตราย เพื่อเป็นการป้องกันการรั่วไหลของสารเคมี หรือ วิธีปฏิบัติการดำเนินการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กระทรวงฯ ได้สั่งให้โรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 39 วรรค 1 เพื่อให้มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนจะต้องได้รับอย่างเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ตั้งจุดรับเรื่องร้องทุกข์ 3 แห่ง &amp;nbsp;คือ 1.หน้าโรงงานหมิงตี้ 2.สถานีตำรวจบางแก้ว และ 3.สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถไปติดได้ตามจุดที่เปิดบริการดังกล่าว ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรม จะร่วมเป็นหน่วยงานกลางในการประสานเพื่อเยียวยาประชาชนต่อไป เพื่อประโยชน์ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดี กรอ. &amp;nbsp;กล่าวว่า กรอ.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วได้ข้อมูลว่ามีสารสไตรีนโมโนเมอร์ ตกค้างอยู่ภายในถังเก็บ ประมาณ 1,000 ตัน และมีอุณหภูมิเกินกว่า 70 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ปลอดภัยในการเข้าใกล้ถัง เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยา self poltmerization ซึ่งจะคายความร้อนออกมาจำนวนมาก อาจเป็นเหตุให้เกิดการระเบิดหรือเพลิงไหม้ได้อีก จึงประสานผู้เชี่ยวชาญให้ขจัดสิ่งกีดขวางรอบๆ ถังเก็บ และให้เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำไปที่ถังเก็บสารสไตรีน พร้อมทั้งใส่สารเคมีรอบๆ ถังเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยต้องการลดอุณหภูมิลงให้ได้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องอีก 24 ชั่วโมง จนแน่ใจว่าสามารถควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจะพยายามสอดท่อ (pipe) ลงไปทางด้านบนเพื่อใส่สาร DEHA ลงไปเพื่อยับยั้งปฏิกิริยา (วิธีการจัดเก็บสไตรีนโมโนเมอร์ในถังจัดเก็บด้วยวิธีการ Short Stop) มีรายละเอียดดังแผนภาพ ทั้งนี้ หลังจากปรับสภาพได้ตามข้อกำหนดแล้วจะส่งสารสไตรีนไปกำจัด ณ โรงงานบำบัด/กำจัดของเสียอันตรายที่ได้รับอนุญาตจาก กรอ.ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109035</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลี่คลาย, คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ปลอดภัย, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e392cfa3578.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สุริยะ&#039;วางกฎเข้มการใช้สารเคมีในโรงงานกำหนดสต็อกแค่ 1สัปดาห์และส่วนเกินต้องมีที่เก็บห่างไกลชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ก.ค.2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงมาตรการการป้องกันเหตุไฟไหม้ของโรงงาน หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟม และเม็ดพลาสติก 1 ในอ.บางพลี จ.สมุทรปราการว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทบทวนมาตรการความปลอดภัยของการประกอบกิจการโรงงานใหม่ทั้งหมดว่า มีจุดใดต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน คลอบคลุมโรงงานทุกประเทศทั้ง 64,038 แห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายในการประกอบกิจการ แล้วตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่มีชุมชนล้อมรอบ ให้พิจารณาการบริหารจัดเก็บสต็อคการใช้สารเคมีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ให้จัดเก็บสต็อคปริมาณสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น &amp;nbsp;ไม่ควรจัดเก็บสต็อคมากเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ส่วนสต็อคที่เหลือ ให้ย้ายไปจัดเก็บในพื้นที่โรงงาน ที่ห่างไกลชุมชน มีระบบป้องกันความปลอดภัย มีพื้นที่กันชน (บับเบิ้ลโซน) เอาไว้ป้องกันหากเกิดอุบัติเหตุ หรือปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการย้ายโรงงาน ที่ประกอบกิจการมีสารอันตรายออกนอกพื้นที่ชุมชน แม้โรงงานจะตั้งมาก่อนที่ชุมชนจะเข้ามาก็ตาม &amp;nbsp;ซึ่งอาจจะหามาตรการส่งเสริมให้โรงงานดังกล่าวย้ายออกมาจากบริเวณชุมชน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือว่ามาตรการอื่นๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดี กรอ. &amp;nbsp;กล่าวว่า ได้รับมอบนโยบายจากนายสุริยะ รมว.อุตสาหกรรม ให้พิจารณามาตรการการสต็อคสารที่เป็นวัตถุอันตราย ซึ่งขณะนี้กรอ.อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายฉบับใหม่ ภายใต้พ.ร.บ.โรงงาน กำหนดให้โรงงานที่มีการครอบครองวัตถุดิบอันตรายที่ซื้อจากในประเทศเกินกว่า 50 กิโลกรัม จะต้องรายงานปริมาณการใช้สารเคมีทุกชนิด ให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิต การจัดเก็บ ระบบความปลอดภัยและความเสี่ยงต่อกรอ. จากเดิมกรอ.อยู่ระหว่างร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้แล้ว คาดว่า จะเสร็จสิ้นปี &amp;nbsp;โดยระหว่างรอการร่างกฎหมายฉบับใหม่แล้วเสร็จ กรอ.จะเข้าไปตรวจเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และจะนำมาตรการความปลอดภัยของโรงงานขึ้นมาพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาโรงงานหมิ้งตี้ได้ขอขยายกิจการ แต่ไม่ได้ขยายกำลังการผลิตที่ระบุไว้ 36,000 ตันต่อปี &amp;nbsp;แต่เป็นการขยายเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากเป็นโรงงานเก่าที่ต้องปรับปรุง ซึ่งสารเคมีที่โรงงานใช้เป็นวัตถุดิบเป็นการใช้ในประเทศ ไม่ได้มีการนำเข้าสารเคมีและส่งออก จึงไม่ได้ต้องทำใบขออนุญาตนำเข้าหรือส่งออกวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ วัตถุอันตราย &amp;nbsp;และตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ได้กำหนดให้โรงงานต้องรายงานปริมาณสารเคมีที่จัดเก็บเพื่อผลิต ทำให้เวลากรมฯ ลงตรวจสอบจะประมาณการสารเคมีจากปริมาณแทงค์ที่จัดเก็บสารเคมี ซึ่งจากตรวจสอบพบว่า แทงค์ที่บรรจุสารสไตรีน โมโนเมอร์ รับได้ 2,000 ตัน และขณะนี้เหลืออีก 1,600 ตัน กำลังเร่งดำเนินการจัดการ&amp;rdquo;นายประกอบ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109017</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเก็บสารเคมีในโรงงาน, บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด, มาตรการการป้องกันเหตุไฟไหม้ของโรงงาน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ออกกฎคุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2e315e09ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;ลงพื้นที่โรงงานมิงตี้เคมีคอลไฟไหม้ สั่ง กรอ.เฝ้าระวังเข้ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.ค. 2564 - นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟม และเม็ดพลาสติก ที่กำลังการผลิต 36,000 ล้านตันต่อปี ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ไฟไหม้ ว่าได้สั่งการให้นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ ลงพื้นที่ด่วน เพื่อไปติดตามสถานการณ์โรงงานไฟไหม้ใกล้ชิด และดำเนินมาตรการเร่งด่วนในขณะนี้ คือการดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ ที่ กรอ. กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบ พร้อมตรวจวัดคุณภาพอากาศและปริมาณสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก โดยได้สั่งการตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุให้ผมลงพื้นที่ตรวจสอบว่าโรงงานประเภทดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าทั่วประเทศมีโรงงานประกอบกิจการผลิตเม็ดโฟม ESP จำนวน 2 แห่ง คือที่จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานไออาร์พีซี ที่จังหวัดระยอง &amp;nbsp;ซึ่งโรงงานแห่งนี้ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2532 และได้ตั้งก่อนที่จะมีชุมชนเข้าไปตั้งในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งการจะตั้งโรงงานประเภทนี้จะมีการทำอีไอเอ และอีเอชไอเอ &amp;nbsp;อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับความช่วยเหลือเบื้องต้น ได้มีการตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มูลนิธิร่วมกตัญญูในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการในเบื้องต้นแล้ว&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรอ. กล่าวว่า ในเบื้องต้น กรอ.ได้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยให้ห่างจากพื้นที่ที่สามารถติดไฟได้ พร้อมกับล้างสารเคมีที่เหลือด้วยน้ำปริมาณมากๆ ซึ่งสารสไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นผลิตโฟมก็มีคุณสมบัติติดไฟได้ง่าย ส่วนสารพอลิสไตรีนนั้น เมื่อถูกความร้อนสูง จะให้สาร 2 ชนิดคือ สไตรีน และเบนซีน โดยเบนซีนเป็นสารพิษอันตราย มีความเป็นพิษสูงและเป็นสารก่อมะเร็ง โดยอาการของผู้ที่ได้รับเบนซีนเมื่อหายใจเข้าไปในระดับสูงและเป็นเวลานาน คือในระยะแรก ๆ จะเกิดอาการซึม วิงเวียน คลื่นไส้ หมดสติ ใจสั่น เมื่อสูดดมเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุไฟไหม้ โรงงาน หมิงตี้ เคมีคอล ซอยกิ่งแก้ว 21 &amp;nbsp;ล่าสุดยังไม่สามารถคุมเพลิงได้ แลละคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์ในกองเพลิงเกือบ 700 ล้านบาท มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บนับสิบราย แรงระเบิดทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นวงกว้าง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้สั่งเร่งอพยพ รัศมี 5 กิโลเมตร เนื่องจากมีสารเคมี กว่า 10 ชนิด เพราะยังคุมเพลิงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ถอนกำลังหวั่นระเบิดซ้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108683</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้, โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c41b9aefc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
