<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 17:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลออกหนังสือเวียนพิจารณาคดี &#039;พืชกระท่อม&#039; หลังปลดล็อก ยกฟ้องปล่อยตัวแต่ไม่คืนค่าปรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาล เผย เลขาฯ ศาลออกหนังสือเวียนถึงศาลทั่วประเทศพิจารณาคดี &amp;ldquo;กระท่อม&amp;rdquo; ตามกฎหมายเเก้ไขใหม่ หลังได้ปลดล็อคสั่งระงับจำหน่ายคดี-ยกฟ้องนิรโทษโทษเก่า ให้ปล่อยตัว เเต่ไม่คืนค่าปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 2564 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยกรณี ผลบังคับใช้ พ.ร บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังใช้เป็นวันแรก เกี่ยวกับพืชกระท่อม โดยให้ถือว่าประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อมได้อย่างเสรี หรือจะบริโภคก็สามารถทำได้ ว่า เรื่องนี้ นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ศย016/ว903 เรื่องข้อพิจารณาเกี่ยวกับพรบ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 8 พ.ศ.2564 ลงวันที่ 18 ส.ค.ที่จัดทำโดย สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรมสำนักงานศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2564 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522ในสาระสำคัญคือยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และยกเลิกความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2564 &amp;nbsp;ซึ่งมาตรา 2ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับ แต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ส.ค.2564 การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวมีข้อพิจารณาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษโดยไม่กำหนดให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 และการยกเลิกบทบัญญัติความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมทำให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไปถือว่าบทบัญญัติแห่ง พรบ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ที่บัญญัติในภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง ให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลในความผิดฐานดังกล่าวพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(5) ศาลจึงไม่อาจขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ในระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาลได้ดังนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้ต้องหาในความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมอยู่ระหว่างฝากขังไม่มีเหตุที่จะขังผู้ต้องหาอีกต่อไปได้ต้องยกเลิกการฝากขังปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือตรวจคืนหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว (ถ้ามี) หรือหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) สำหรับคดีความผิดฐานดังกล่าวที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วโดยผลของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสองจำเลยที่ได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ดังนั้นหากเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษและคุมประพฤติหากจำเลยชำระค่าปรับแล้วถือว่าการบังคับโทษปรับเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยไม่อาจขอคืนค่าปรับได้ แต่หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกกักขังแทนค่าปรับ ศาลก็ต้องปล่อยจำเลยเนื่องจากไม่มีโทษปรับอันจะกักขังแทนค่าปรับต่อไปได้ หรือหากจำเลยอยู่ระหว่างการคุมประพฤติเมื่อถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้นจึงไม่มีโทษจำคุกที่ศาลจะรอการลงโทษและคุมประพฤติได้จำเลยจึงพ้นจากการคุมประพฤติ ต้องยกเลิกการคุมประพฤติทั้งนี้หากจำเลยอยู่ระหว่างการถูกจำคุกในการกระทำความผิดฐานอื่นด้วยก็จะต้องมีการแก้ไขหมายจำคุกหรือหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมที่ได้แก้ไขตามกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) คดีความผิดฐานผลิตนำเข้าหรือส่งออกมีไว้ในครอบครองจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพพืชกระท่อมซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีเหตุที่จะขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าว ทั้งนี้หากมีกรณีที่ศาลอุทธรณ์ต้องอ่านคำพิพากษาในคดีความผิดฐานดังกล่าวที่จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ อาจนำระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลสูงในคดีอาญาและคดีแพ่งที่ศาลสูงโดยจัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2564 มาใช้ในการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเพื่อลดขั้นตอนการส่งคำพิพากษาไปอ่านที่ศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนการดำเนินการตามเเนวปฏิบัตินั้นหากมีคดีอยู่ที่ศาลยุติธรรม ศาลก็จะมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ตามกฎหมายที่เเก้ไขใหม่ ส่วนคดีที่ยังไม่ได้มีการยื่นฟ้อง หรือคดีที่ตัดสินเเล้ว ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการประสานงานกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114394</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรบ.ยาเสพติดให้โทษ, พืชกระท่อม, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124cf3f23def.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลยุติธรรม แจงคดีลูกบิ๊กตุลาการต่อยพ่อดารา ยันไม่มีใครใช้เส้นสายตำแหน่งโดยมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.64 -&amp;nbsp;จากกรณีนายสุรศักดิ์ พุ่มโพธิงาม อายุ 58 ปี พ่อของนายณวัชร์ พุ่มโพธิงาม หรือไวท์ ดารานักแสดง ถูกหนุ่มคู่กรณีทำร้ายร่างกายด้วยการต่อย และยังตบหน้าภรรยาของนายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็นมารดานายณวัชร์ หลังเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนกันจนต้องหยุดรถเพื่อตกลงกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.00 น. บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ถนนราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ต่อมานายสุรศักดิ์ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย เพื่อดำเนินคดีกับคู่กรณีดังกล่าว โดยมีรายงานข่าวว่าคู่กรณีดังกล่าวเป็นบุตรชายของข้าราชการระดับสูงในศาลยุติธรรมนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า กรณีวิวาททำร้ายร่างกายบริเวณ ถ.ราชพฤกษ์ที่มีการกล่าวอ้างว่าคู่กรณีเป็นลูกของบุคลากรศาลยุติธรรมนั้น เมื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีตามกฎหมายในเรื่องนี้ ศาลยุติธรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และจะไม่มีบุคลากรคนใดใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบได้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเป็นกลางอย่างอิสระ ไม่ว่าคู่ความจะเป็นใครต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ยืนหยัดบนความถูกต้อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, ไวท์-ณวัชร์ พุ่มโพธิงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088e9af25169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาชั้นฎีกา-อุทธรณ์ เป็นคกก.สอบข้อเท็จจริงปมภาษีโตโยต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม สำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ รวม 10 คน โดยมี นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งคณะทำงานชุดนั้นมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่สังคมและดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนกรณีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในต่างประเทศ ที่พาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ เช่น หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา สำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด วันนี้&amp;nbsp;นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 4 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์ เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ.2544 ออกตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ให้เสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิด หรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำว่า ศาลยุติธรรมจะแสวงหาทุกข้อเท็จจริงและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยจะทำทุกทางพิสูจน์ให้ความจริงปรากฏอย่างชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากพบว่าคนของศาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับใด แต่หากไม่เป็นความจริงก็จะเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของทุกท่านกลับคืนมา ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำให้ประชาชนยังคงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันศาลยุติธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบการตรวจสอบของศาลยุติธรรมมีความเข้มแข็งและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดมา หากผู้พิพากษาคนใดมีพฤติการณ์ทุจริต เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเสมอ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, เมทินี ชโลธร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ebf745503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฯขยับแล้ว!หลังตกเป็นข่าวฉาวคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.64 - จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวติดตามการสอบสวนในต่างประเทศเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า ผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศ (www.law360.com) เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ ประการที่ 1 หลังจากที่ได้เคยมีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ครั้งแรกช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมมิได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีหนังสือประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวในสหรัฐอเมริกาผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบกลับจากหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา ขอยืนยันว่า นับตั้งแต่ทราบเรื่องสำนักงานศาลยุติธรรมได้พยายามติดตาม ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศมาโดยตลอด และเมื่อมีการรายงานข่าวพาดพิงถึงชื่อและตำแหน่งของบุคคลบางราย สำนักงานศาลยุติธรรมก็จะดำเนินการตรวจสอบไปยังหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอข้อมูลมาประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย โดยการดำเนินการอย่างไรต่อไปก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อมูลที่ได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 2 หากสำนักงานศาลยุติธรรมได้รับข้อมูลหรือสามารถตรวจสอบได้ว่ามีมูลเป็นความผิด จะดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยต่อไป โดยไม่คำนึงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นใครและมีตำแหน่งใด &amp;nbsp;จะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) พิจารณา ขอยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก.ต. ได้ดำเนินการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ทำลายความเป็นกลางของศาล และทำให้สังคมไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย หากพบว่าผิดจริงก็จะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่ 3 สำหรับคดีที่ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่จัดเก็บภาษี เป็นจำเลยเนื่องจากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบเป็นรถยนต์รุ่นพรีอุส โดยมีคำขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ซึ่งโจทก์ได้ยื่นขออนุญาตฎีกาหลังจากที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นผลให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมีการอ่านคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาเมื่อวันที่ 29 มี.ค.64 ที่ผ่านมา มีผลเพียงศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาเท่านั้น โดยคดียังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในเนื้อหาหลักแห่งคดีแต่อย่างใด โดยความคืบหน้าล่าสุด ยังอยู่ระหว่างการขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ หากฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกามาแล้ว ศาลภาษีอากรกลางจะรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากในระหว่างนี้การดำเนินการไม่ว่าในสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศไทยเองยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเท่านั้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำตัดสินอันเป็นที่ยุติว่าเกิดการกระทำตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่อย่างไร จึงขอให้สาธารณชนได้สดับตรับฟังข้อมูลด้วยความระมัดระวัง และรอผลการดำเนินการทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยให้เป็นที่ยุติเสียก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้า, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088e9af25169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยุติธรรมเน้นย้ำแนวทางการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผ่านมายังคงมีข่าวการแพร่ระบาดเชื้อโควิดอย่างต่อเนื่อง และในส่วนของศาลยุติธรรมก็มีขั้นตอนดำเนินการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยนั้น ประกอบกับล่าสุดมีกรณีที่ศาลอาญาเลื่อนนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ หรือระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในส่วนของนายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ตาม ป.อาญา ม.112 ซึ่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 28 เม.ย.64 ขอให้งดเบิกตัวผู้ต้องขังแม้โดยระบบการสื่อสารผ่านทางไกลเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังและจำกัดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาในพื้นที่เรือนจำ จึงไม่สามารถเบิกตัวผู้ต้องหาได้ โดยศาลอาญาเลื่อนไปนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 1 มิ.ย.64 เวลา 10.00 น. ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ก็เป็นการปฏิบัติตามแนวทางมาตรการลดการคุมขังและการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ออกหนังสือเวียนถึงหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการลดการคุมขังและการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฯ และคำแนะนำของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขยายโอกาสในการเข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว พ.ศ.2562 โดยการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี (ทุกชั้นศาล) และผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่เคยถูกคุมขังคำนึงถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อโควิด ในสถานที่คุมขัง และเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือภัยอันตราย โดยพึงใช้วิธีกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมาใช้เพื่อลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นระหว่างนี้ และเมื่อใช้มาตรการดังกล่าวแล้วสามารถผ่อนคลายการเรียกหลักประกันลงได้ โดยวิธีดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับการพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในศาลสูงสำหรับจำเลยที่ไม่เคยถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีของศาลล่างได้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากศาลกำหนดเงื่อนไขให้แก่ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวต้องรายงานตัวเป็นระยะ ๆ อาจใช้วิธีรายงานตัวทางโทรศัพท์หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ส่วนกรณีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หากจำเลยเคยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาชองศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มาก่อน ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่จำเป็นต้องส่งให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง และในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งไม่เคยถูกคุมขังมาก่อน หรือจำเลยที่เคยได้รับการปล่อยชั่วคราวมาก่อน หรือจำเลยซึ่งมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แม้ยังไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกา หรือยังไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลอาจพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไข เช่น มีคำสั่งกำกับดูแลผู้ต้องหาหรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) จำกัดการเดินทางของผู้ต้องหา เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับการพิจารณาคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ในกรณีที่สถานที่คุมขังแห่งใดมีมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังเพื่อจำกัดวงของการแพร่ระบาดเชื้อโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่ทางสถานที่คุมขังกำหนด ทำให้ไม่สามารถเบิกตัวผู้ต้องขังมาศาล หรือดำเนินการในลักษณะการประชุมทางจอภาพผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสอบถามผู้ต้องหาว่าจะคัดค้านการฝากขังหรือไม่ อาจดำเนินการโดยส่งสำเนาคำร้องขอฝากขังไปยังสถานที่คุมขัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สถานที่คุมขังแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบและลงชื่อคัดค้านหรือไม่คัดค้านการฝากขัง หากผู้ต้องหาคัดค้านให้สถานที่คุมขังแจ้งให้ศาลทราบโดยเร็ว เพื่อเรียกไต่สวนผู้ร้องถึงเหตุจำเป็นในการฝากขังต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการอ่านคำพิพากษา กรณีจำเลยทุกคนในคดีได้รับการปล่อยชั่วคราว ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาและแจ้งให้คู่ความทราบ เว้นแต่คู่ความแจ้งให้ศาลทราบว่าประสงค์จะฟังคำพิพากษาตามกำหนดเดิม ก็ให้อ่านคำพิพากษาไปได้ โดยกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ส่วนกรณีจำเลยบางคนหรือทุกคนในคดีถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ให้อ่านคำพิพากษาตามกำหนดนัดเดิมโดยผ่านระบบการประชุมทางจอภาพผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติที่ประธานศาลฎีกาท่านก่อนและท่านปัจจุบันได้วางไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดระลอกนี้แล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมนำมาเน้นย้ำเพราะเป็นแนวทางที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดยังลุกลามไปมาก จะสังเกตเห็นได้ว่ายังมียอดผู้ติดเชื้อมีจำนวนหลักพันทุกวัน การนำแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการคดีในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดนำมาปฏิบัติใช้นั้น เพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชน ผู้ต้องขัง และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งช่วยลดความเสี่ยงและลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103223</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันตัว, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047247146d0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยผลตรวจเจ้าหน้าที่ศาลอาญา หลัง &#039;รุ้ง ปนัสยา&#039; แจ้งติดเชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.64 - จากกรณีเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 มีการเผยแพร่ข่าว น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กระบุตรวจพบเชื้อโควิด-19 (COVID-19) พร้อมลงรายละเอียดไทม์ไลน์ช่วงหนึ่งวันที่ 6 พ.ค. 2564 ทัณฑสถานหญิงกลาง-ศาลอาญา -โรงพยาบาลพระรามเก้า-บ้าน ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า เบื้องต้นทางศาลอาญา ดำเนินการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่ห้องพิจารณาคดีและพื้นที่ใกล้เคียง ตามมาตรการทำความสะอาดภายหลังการพิจารณาคดีดังกล่าวแล้วเสร็จ และพ่นฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 14.00 น. และได้ประสานไปยังกรมควบคุมโรคติดต่อให้เข้ามาสอบสวนโรค เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงของบุคลากรเจ้าหน้าที่ศาลอาญาที่สัมผัสโรค ดำเนินมาตรการป้องกันควบคุมโรคตามขั้นตอนของทางสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ศาลอาญาได้แจ้งศูนย์ปฎิบัติการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสฯ สำนักการแพทย์ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนและมาตรการทางสาธารณสุขในส่วนอื่นๆ ต่อไป ส่วนบุคลากรของศาลอาญาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่นัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราวได้รับการประเมินว่า เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ เนื่องจากอยู่ห่างจากผู้ติดเชื้อดังกล่าวมากกว่า 2 เมตร และได้เดินทางไปตรวจหาเชื้อในช่วงบ่ายวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการแจ้งผลตรวจของเจ้าหน้าที่ศาลอาญาให้ทราบแล้วว่า ผลเป็นลบทุกคน ไม่พบการติดเชื้อ

อนึ่ง ตั้งแต่มีการเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ศาลอาญาได้ให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ตรวจหาเชื้อไวรัสดังกล่าว 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2564, ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2564 และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 ผลการตรวจไม่มีผู้ใดติดเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยศาลอาญาให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 มีการเผยแพร่ข่าว น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กระบุตรวจพบเชื้อโควิด-19 (COVID-19) พร้อมลงรายละเอียดไทม์ไลน์ช่วงหนึ่งวันที่ 6 พ.ค. 2564 ทัณฑสถานหญิงกลาง-ศาลอาญา -โรงพยาบาลพระรามเก้า-บ้าน ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102777</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ, ศาลยุติธรรม, ศาลอาญา, สุริยัณห์ หงษ์วิไล, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609cb657eaf73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 12:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านยาวๆ โฆษกศาลยุติธรรม เผยเบื้องหลังขั้นตอนก่อนปล่อยตัว &#039;รุ้ง ปนัสยา&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.64 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยกรณีที่ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2564 ซึ่งในรายละเอียดของคำสั่งศาลมีการระบุถึงการวางเงื่อนไขตามที่ น.ส.ปนัสยา แถลงไว้ต่อศาลว่าในระหว่างที่ได้ประกันตัวจะไม่กระทำการใดๆ ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไม่เดินทางออกนอกประเทศ และมาศาลตามกำหนดนัด โดยมีบิดามารดาและอาจารย์ของ น.ส.ปนัสยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาแถลงรับรองต่อศาลว่าจะดูแลให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า จึงขอถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจถึงแนวคิดและมาตรการที่สำคัญซึ่งศาลยุติธรรมนำมาใช้ในการปล่อยชั่วคราวในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาได้รับการปล่อยชั่วคราวมากที่สุด โดยที่ไม่หลบหนีและไม่เป็นอันตรายต่อผู้เสียหาย พยาน และสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในการดำเนินคดีอาญาที่จะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความสงบสุขของสังคมเสมอ ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เพราะคงรับกันไม่ได้หากจะคำนึงถึงแต่ความสงบเรียบร้อย โดยละเลยสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกคุมขังทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่าเขากระทำความผิด หรือให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพจนเกินเลยทั้งที่ทราบดีว่าหากปล่อยออกไปผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะหลบหนีหรือจะไปก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายต่อสังคม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการใหม่ที่กำลังกล่าวถึงคือ &amp;ldquo;การกำกับดูแลในระหว่างที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว&amp;rdquo; เพราะเดิมเมื่อมีการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีจะต้องมีการวางหลักประกัน โดยเข้าใจว่าคงไม่มีผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดคิดจะหลบหนีหรือไปก่อความเสียหาย เพราะเกรงจะถูกริบหลักประกัน ทำให้บุคคลทั่วไปแทนที่เรียกกระบวนการนี้ว่า &amp;ldquo;การปล่อยชั่วคราว&amp;rdquo; แต่กลับเรียกกันว่า &amp;ldquo;การประกันตัว&amp;rdquo; ทั้งที่ไม่ใช่คำในกฎหมาย เพราะไม่ว่าคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีอัตราโทษเล็กน้อย การจะปล่อยชั่วคราวต้องวางหลักประกันแทบทั้งสิ้น จะต่างกันก็เพียงมูลค่าของหลักประกัน แม้จะเป็นวิธีการที่ใช้กันมานานแต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้หลักประกันไม่อาจเหนี่ยวรั้งการหลบหนีหรือการคุกคามบุคคลอื่นได้เลย โดยเฉพาะกับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีฐานะดี ตรงกันข้ามกลับก่อความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ยากจนต้องกู้หนี้ยืมสินมาวางเป็นหลักประกัน และยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายประกันอาชีพ จนเกิดวาทกรรมทำนองประชดประชัน เช่น คุกมีไว้ขังคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางสำนักงานศาลยุติธรรม จึงได้พยายามแสวงหาวิธีการใหม่ที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;ระบบกำกับดูแล&amp;rdquo; มาใช้แทนการเรียกหลักประกัน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการหลบหนีหรือภัยอันตรายได้ดีกว่าการเรียกให้วางหลักประกัน เพราะระบบนี้ให้อำนาจศาลที่จะตั้งผู้กำกับดูแลคอยสอดส่องพฤติกรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกปล่อยออกไปได้ด้วย เพื่อลดโอกาสหรือความเสี่ยงที่ผู้นั้นจะหลบหนีหรือไปก่อภัยอันตราย และเมื่อใดที่ผู้กำกับดูแลเห็นว่าผู้นั้นมีพฤติการณ์ดังกล่าว ก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกหลักประกันน่าจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ทำให้โอกาสของคนจนที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวไม่แตกต่างจากคนรวย เพราะทุกคนมีโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราวภายใต้หลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิบัติได้เท่าเทียมกัน ไม่ขึ้นกับฐานะ และสามารถลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง การให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจเจ้าพนักงานหรือศาลที่สั่งประกันกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่ หรือเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยปฏิบัติเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือป้องกันภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คดีใดต้องวางเงื่อนไขในการให้ประกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และความจำเป็นในคดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องวางเงื่อนไขในการประกันตัวทุกคดี การทำความเข้าใจขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังงกล่าวต้องย้อนกลับไปดูหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ประกันตัวว่า ในเวลาที่ศาลตัดสินใจว่าจะให้ประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาข้อมูลหลายประการ เช่น ความหนักเบาของข้อหาที่ถูกดำเนินคดี พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ รวมถึงภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดด้วย &amp;nbsp;เรื่องที่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ หรือจะมีภัยอันตรายหรือความเสียหายเกิดขึ้นจากการปล่อยหรือไม่ ล้วนแต่เป็นเรื่องในอนาคต คือเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันข้างหน้าทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการพิจารณาระดับความเสี่ยงดังกล่าวต้องอาศัยข้อมูลปัจจุบันรวมถึงพฤติการณ์แห่งคดี เรียกว่าการประเมินความเสี่ยงในการให้ประกันตัว ศาลยุติธรรมได้นำแนวคิดและวิธีการประเมินความเสี่ยงมาใช้ในการพิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาหลายปีแล้ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสขอประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่สามารถหาหลักทรัพย์มายื่นขอประกันและเป็นการคุ้มครองความสงบสุขของสังคม การที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัวแสดงว่าความเสี่ยงของการหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายของผู้ต้องหาหรือจำเลยอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ หากยังมีความเสี่ยงอยู่กฎหมายได้ให้อำนาจศาลวางมาตรการหรือเงื่อนไขเพื่อควบคุมความเสี่ยงนั้น เช่น การห้ามเดินทางออกนอกประเทศ การให้ไปรายงานตัวต่อศาลหรือเจ้าหน้าที่เป็นระยะเพื่อป้องกันการหลบหนี &amp;nbsp;การห้ามไม่ให้ผู้ต้องหาเข้าใกล้ผู้เสียหาย หรือห้ามไม่ให้กระทำการบางอย่างไว้ชั่วคราว การจะวางเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยปฏิบัติระหว่างที่ได้ประกันหรือไม่ &amp;nbsp;หรือจะวางเงื่อนไขมากน้อยอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคนในแต่ละคดีซึ่งศาลพิจารณาอย่างรอบด้าน บางคดีศาลอาจไม่วางเงื่อนไขเลยก็ได้ &amp;nbsp;การวางเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติระหว่างได้ประกันจึงเป็นกลไกของกฎหมายในการควบคุมความเสี่ยงทั้งในเรื่องการหลบหนีรวมไปถึงการก่อภัยอันตรายหรือความเสียหายประการอื่นระหว่างการปล่อยชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีของรุ้ง เงื่อนไขที่ศาลกำหนดให้ปฏิบัติเป็นไปตามที่รุ้งแถลงไว้ต่อศาล นอกจากนี้ยังมีบิดามารดาและอาจารย์ของรุ้งมายืนยันกับศาลว่าจะช่วยกำกับดูแลให้รุ้งปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดยิ่งทำให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น และนำมาสู่คำสั่งให้ประกันตัวในที่สุด แสดงว่าเงื่อนไขรวมถึงคำมั่นของตัวรุ้งเองและการสอดส่องดูแลโดยบิดามารดาและครูอาจารย์ที่รับอาสาเพียงพอในการกำกับดูแลแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวคิดการมีผู้กำกับดูแลผู้ที่ศาลให้ประกันตัว เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้ประกันตัวไป และทำให้สังคมมั่นใจได้ว่ามีจะไม่มีความเสียหายใดเกิดขึ้นระหว่างการให้ประกัน เพราะมีผู้ที่ช่วยสอดส่องดูแลให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;ซึ่งสอดรับกับหลักเกณฑ์การให้ประกันตัวตามกฎหมาย &amp;nbsp;หากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไข &amp;nbsp;ผู้กำกับดูแลจะต้องรายงานศาลหรือเจ้าพนักงานเพื่อหามาตรการแก้ไขที่เหมาะสมและทันท่วงที &amp;nbsp;ที่ผ่านมาศาลยุติธรรมได้ตั้งผู้กำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลให้ประกันตัวไปแล้วทั้งสิ้น 2,362 คน การให้ประกันตัวโดยมีการตั้งบุคคลเป็นผู้กำกับดูแลผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างปล่อย เป็นมาตรการของกฎหมายตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ.2560 เป็นการให้ประกันตัวโดยที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจไม่ต้องหาหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันไว้ต่อศาล ไม่มีการนำทรัพย์สินมาเป็นเงื่อนไขในการให้ประกัน โดยให้ชุมชนหรือสังคมมีส่วนร่วมในการสอดส่องในฐานะผู้กำกับดูแลถือเป็นวิธีการใหม่ที่สำนักงานศาลยุติธรรมส่งเสริมให้นำมาใช้ในการปล่อยชั่วคราวเพื่อทดแทนการใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำที่ศาลยุติธรรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102190</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันตัว, รุ้งปนัสยา, ศาลยุติธรรม, สุริยัณห์ หงษ์วิไล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047247146d0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
