<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา ออกระเบียบ ศาลชั้นต้นเลื่อนคดี มี.ค.-พ.ค.ได้ วางแผนทำงานที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.63- &amp;nbsp;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติเมื่อวานนี้ (23 มี.ค.) ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเลื่อนวันนัดพิจารณาที่กำหนดระหว่างวันที่ 24 มี.ค.-31 พ.ค.นี้ โดยให้กำหนดนัดใหม่ที่เหมาะสมได้ ช่วงสถานกาณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) นั้น วันนี้ (24 มี.ค.) นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามออกเป็นประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เรื่อง การบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ที่จะนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติของศาลชั้นต้นทั่วประเทศแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรม วันนี้นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประชุมวางแนวทางการบริหารงานบุคลากรในหน่วยงานสังกัดสำนักงานศาลฯ ช่วงสถานการณ์นี้ ซึ่งกำลังพิจารณาการให้บุคลากร สังกัดสำนักงานศาลฯ ทำงานที่บ้านลักษณะ work &amp;nbsp;from home ได้ โดยจะต้องไม่กระทบประสิทธิภาพการทำงานและจะต้องทำงานได้อย่างต่อเนื่องซึ่งแนวทางนี้ที่ประชุม ก.บ.ศ.ได้รับทราบตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากมติ ก.บ.ศ.ที่ผ่านให้ศาลชั้นต้นเลื่อนวันนัดพิจารณาคดีได้ช่วงนี้ เพื่อเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคนั้น นายสราวุธ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ออกหนังสือเวียนถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม ลงวันที่ 23 มี.ค. 2563 เรื่องซักซ้อมการนำนวัตกรรมมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยว่า ขณะนี้มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในปัจจุบันมีระยะของการระบาดอยู่ในระยะที่ 2 โดยทุกภาคส่วนล้วนต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสมหรือแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปสู่การบริหารงานของทุกหน่วยงานในสังกัดของตนให้ดำเนินต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในสภาวการณ์เช่นนี้ ขอซักซ้อมและทำความเข้าใจให้หน่วยงานในสังกัด นำนวัตกรรมที่สำนักงานศาลยุติธรรมเคยกำหนดให้นำไปปฏิบัติแล้ว มาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างจริงจังและเคร่งครัดเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดอีกทางหนึ่ง เนื่องจากนวัตกรรมต่างๆ ล้วนมีส่วนที่ทำให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีไม่จำเป็นต้องเดินทางมาศาล ลดโอกาสการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างกันอันเป็นช่องทางที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในการแพร่เชื้อของโรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นวัตกรรมสำคัญๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ดังกล่าวมีดังนี้ 1.ระบบการยื่นส่ง-รับคำคู่ความและเอกสาร ทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Filing ที่เป็นระบบบริการได้ทุกที่ ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และขอคัดถ่ายเอกสารต่างๆ ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการลดการเดินทางมายังศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกข้ามเขต และไต่สวนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO Conference) โดยการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก สามารถยื่นต่อพนักงานอัยการ ณ สำนักงานอัยการฯ ได้ทุกจังหวัดโดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องที่ศาลที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและไต่สวนผ่าน VDO Conference ซึ่งเป็นการลดการเดินทางระหว่างจังหวัดพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เสี่ยงภัยต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การจ่ายคืนเงินในคดีให้แก่คู่ความผ่านระบบ Corporate Banking การจ่ายคืนเงินค่าธรรมเนียมศาลเงินกลางและเงินค่าปรับในคดีให้แก่คู่ความผ่านระบบ Corporate Banking คู่ความจะได้รับเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ทันที และมี SMS แจ้งเตือน ซึ่งมีข้อดีกว่าวิธีการคืนเงินคู่ความโดยจ่ายเช็คหรือจ่ายเป็นเงินสดเพราะคู่ความไม่ต้องเดินทางมาศาลเพื่อรับเช็คและนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารเป็นการลดขั้นตอนลดการเดินทางและลดความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีและการขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดผ่านระบบ CIOS โดยคู่ความสามารถขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีและสามารถเลือกรูปแบบการขอรับสำเนาเอกสารโดยศาลจะจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หรือส่งไฟล์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามความประสงค์ ส่วนการขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดศาลจะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์โดยสามารถยื่นคำร้องขอผ่านระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) โดยไม่ต้องเดินทางมาศาลที่ https://cios.coj.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การขอคัดถ่ายคำพิพากษาระหว่างศาลยุติธรรมทั่วประเทศ โดยคู่ความสามารถเดินทางไปยื่นคำร้องยังศาลที่ใกล้และสะดวกที่สุดเพื่อขอคัดถ่ายคำพิพากษาระหว่างศาลยุติธรรมได้ทุกศาลทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.การคัดถ่ายคำพิพากษาด้วยเครื่องอัตโนมัติด้วยตนเอง โดยคู่ความที่เดินทางมาศาลสามารถตรวจสอบและคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาได้ด้วยตนเองผ่านโปรแกรมที่ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครื่องระบบสัมผัส (KIOSK) ของศาลโดยไม่ต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ระบบการส่งเอกสารและการประกาศนัดไต่สวนโดยวิธีการลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีหรือ e-Notice System โดยพนักงานอัยการคู่ความและประชาชนสามารถดูประกาศนัดไต่สวนของศาลและประกาศให้รับเอกสารท้ายฟ้องคืนเมื่อเสร็จคดีได้ทางเครื่องคอมพิวเตอร์ PC และเครื่องมือสื่อสารระบบ Smart phone โดยไม่ต้องลงทะเบียนไม่ต้องเดินทางมาศาลซึ่งการเข้าใช้งานเป็นไปโดยง่ายด้วยการค้นหาผ่าน google โดยระบุคำค้นหาว่า;&amp;ldquo;ประกาศนัดไต่สวน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ระบบ e-Notice System&amp;rdquo; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.ระบบติดตามสำนวนคดี หรือ Tracking System โดยพนักงานอัยการคู่ความและประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสำนวนคดีและข้อมูลคดีเบื้องต้นประกอบด้วย วันที่รับฟ้อง , วันนัดพิจารณาคดี, ผลการส่งหมาย , วันที่ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์/ฎีกา , วันที่ยื่นอุทธรณ์/ฎีกา , วันที่ส่งศาลอุทธรณ์/ฎีกา , วันที่อ่านอุทธรณ์/ฎีกา , วันนัดฟังคำพิพากษา , ผลคำพิพากษาโดยไม่ต้องลงทะเบียนและไม่ต้องเดินทางมาศาลซึ่งการเข้าใช้งานเป็นไปโดยง่ายด้วยการค้นหาผ่าน google โดยระบุคำค้นหาว่า &amp;ldquo;ติดตามสำนวนคดี Tracking System ศาล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นคู่ความไม่ต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีแพ่งในวันนัด โดยให้เจ้าหน้าที่ทำการส่งไฟล์คำพิพากษาได้อย่างช้า 10 วันทำการหลังจากวันอ่านคำพิพากษาผ่านระบบ CIOS และคู่ความสามารถขอคัดถ่ายคำพิพากษาผ่านระบบ CIOS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.การไกล่เกลี่ยออนไลน์คู่ความ สามารถใช้ช่องทางในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องหรือคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้ว ผ่านระบบออนไลน์ได้หลากหลายช่องทางเช่น Line , VDO Conference เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.สารบบความอิเล็กทรอนิกส์โปรแกรมจัดเก็บสำนวนคดีอิเล็กทรอนิกส์ (Scan master) เป็นโปรแกรมที่จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของศาลและการให้บริการออนไลน์แก่ประชาชนโดยเป็นโปรแกรมที่สนับสนุนการดำเนินงานของระบบอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเช่นระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12.การผัดฟ้องฝากขังผู้ต้องหา ผ่านระบบการประชุมทางจอภาพ นอกจากจะเป็นการลดการเดินทางมาศาลของผู้ต้องขังและผู้ควบคุมตลอดจนเป็นการป้องกันรักษาความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถลดโอกาสการรวมกลุ่มกันของบุคคลจำนวนมากในพื้นที่จำกัดอันเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แก่บุคคลเหล่านั้น รวมถึงข้าราชการศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาซึ่งเข้าไปปฏิบัติงานในขั้นตอนการดำเนินการพิจารณาในชั้นผัดฟ้องฝากขังด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์เช่นนี้ นับว่ามีเหตุอย่างอื่นที่น่ากลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นของข้อ 3 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการสอบถามผู้ต้องหาหรือทำการไต่สวนพยานหลักฐานในการออกหมายขังผู้ต้องหาในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2556 หากผู้ต้องหาไม่ได้คัดค้าน ศาลอาจจะมีคำสั่งให้สอบผู้ต้องหาผ่านระบบการประชุมทางจอภาพในการยื่นคำร้องขอหมายขังผู้ต้องหาครั้งแรกก็ได้ โดยใช้วิธีปฏิบัติในทางธุรการตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการสอบถามผู้ต้องหาหรือทำการไต่สวนพยานหลักฐานในการออกหมายขังผู้ต้องหาในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2556 ข้อ 1 มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและประชาชนเป็นประการสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13.การออกหมายจับผ่านระบบฐานข้อมูลหมายจับ (AWIS) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 59 วรรคสาม , ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ.2548 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ.2561 , ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานเกี่ยวกับหมายจับผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันหากมีการนำวิธีการไต่สวนคำร้องขอออกหมายจับผ่านระบบการประชุมทางจอภาพมาปรับใช้ น่าจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายโดยมีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ดำเนินการดังกล่าวจนประสบความสำเร็จแล้ว ทั้งนี้ศาลที่สนใจสามารถศึกษาแนวทางการดำเนินการด้วยการสแกน QR-code ท้ายหนังสือฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการนี้เพื่อเป็นช่องทางในการประสานงานและรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมโอเพนแชท ด้วยการสแกน QR-code&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ &amp;nbsp;กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับการใช้เทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยอำนวยความสะดวกบริการข้อมูลคดี ให้กับคู่ความ-ทนายความ-ประชาชนที่ติดต่อราชการคดีของศาลนั้น สามารถที่จะดาวน์โหลด Application ตัวใหม่ ชื่อ &amp;ldquo;COJ APP&amp;rdquo; ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้เริ่มเผยแพร่ไปล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค.โดยสามารถดาวน์โหลด App ดังกล่าวได้ฟรีทั้งระบบ iOS (iOS : shorturl.at/cdvxA หรือเปิด App Store ค้นชื่อ &amp;quot;cojapp&amp;quot;) และระบบ Android (Android : shorturl.at/cyEM0 หรือเปิด Play Store ค้นชื่อ &amp;quot;cojapp&amp;quot;) โดยบริการข้อมูลคดีผ่าน App นี้ จะช่วยลดการเดินทางมาศาลในสถานการณ์เช่นนี้ที่จะหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคได้อีกทางหนึ่งด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60738</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุริยันต์ หงษ์วิไล, ออกระเบียบแล้วศาลชั้นต้นเลื่อนคดี, โควิด-19, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2d7ac368607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระครูกิตตินอนคุกยาว ศาลกลัวหนีค้านประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตเจ้าคณะชนแดนนอนคุกยาว ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัวชั่วคราว เหตุถูกตัดสินลงโทษหนักจำคุก 26 ปี ปล่อยไปหนีแน่ &amp;ldquo;กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน&amp;rdquo; ตามราวี &amp;ldquo;พงศ์พร&amp;rdquo; ฟ้องกองปราบฯ &amp;nbsp;ผิด ม.157
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เรื่อง การประกันตัวอดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค จำเลยคดีฟอกเงินทอนวัดกว่า 24 ล้านบาท ของวัด 12 แห่ง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 26 ปี เมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยมีทนายความของนายสมเกียรติมาฟังคำสั่ง ส่วนตัวนายสมเกียรติถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 เม.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวถึงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่า ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลย โดยศาลได้พิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 26 ปี มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในการปล่อยชั่วคราวนั้น ตามสิทธิและขั้นตอนตามกฎหมาย จำเลยยังสามารถยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่ได้ หรือจะอุทธรณ์คำสั่งการปล่อยชั่วคราวใหม่ต่อศาลฎีกาก็ได้ แต่การอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาต้องทำภายในระยะเวลา 1 เดือน&amp;rdquo; นายสุริยันต์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นการตัดสินคดีเงินทอนวัดสำนวนแรก โดยอดีตพระครูกิตติได้ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 60 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทุจริตเงินทอนวัดกว่า 24 ล้านบาท โดยการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ ทนายความของนายสมเกียรติได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน พร้อมแสดงความประสงค์ขอติดกำไล EM&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์ พร้อมคณะกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน นำหลักฐานเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สมเกียรติ พิมพกันต์ รอง ผกก. (สอบสวน) กก.5 บก.ปปป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ. กรณีกล่าวหาพระสงฆ์โดยมิชอบในคดีทุจริตเงินทอนวัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย ดร.จรูญกล่าวว่า ตามที่ พ.ต.ท.พงศ์พรได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในคดีร่วมกันฟอกเงินที่ได้รับจาก พศ.ปีงบประมาณ 2556-2557 จากโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษา โดยกล่าวหาว่าวัดไม่มีโรงเรียนอนุบาล ทั้งที่ตามจริงแล้วโครงการสนับสนุนที่ว่าเป็นเพียงชื่อแผนงานโครงการเท่านั้น เงินสนับสนุนดังกล่าวจึงเป็นงบอุดหนุนทั่วไป ทำให้การกระทำของผู้อำนวยการ พศ.เข้าข่ายแจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงจะแจ้งข้อกล่าวหาประพฤติและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามความผิดอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ในแผนเงินอุดหนุนงบประมาณดังกล่าว ยังมีรายชื่อวัดอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ลพบุรี ที่ได้รับเงินอีกรวมแล้ว 9 วัด เหตุใดมีเพียงพระของวัดสามพระยาที่ได้รับเงิน 5 ล้านบาท และวัดสัมพันธวงศาราม 2 ล้านบาท ที่ถูกดำเนินคดีเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้าแล้ว เราได้ยื่นขอศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อปล่อยตัว เนื่องจากเป็นการจับกุมโดยมิชอบตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 แต่ศาลให้ความเห็นว่ากระบวนการได้ผ่านมาแล้ว จึงยกคำร้องไป ทางเราจึงจะนำเรื่องยื่นคำร้องร้องใหม่ เนื่องจากเพิ่งได้รับหลักฐานชิ้นนี้มาประกอบการแจ้งความเพิ่มเติม&amp;quot; ดร.จรูญกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น พ.ต.ท.สมเกียรติรับเรื่องร้องทุกข์ของผู้แจ้งความไว้ พร้อมสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานพิจารณาเสนอผู้บังคับบัญชาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34020</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมเกียรติ ขันทอง, สุริยันต์ หงษ์วิไล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cbd3bda0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอนคุกยาว!ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัว&#039;อดีตพระ&#039;ฟอกเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์เรื่องการประกันตัวอดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค จำเลยคดีฟอกเงินทอนวัดกว่า 24 ล้าน ของวัด 12 แห่ง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 26 ปี เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีทนายความของอดีตพระครูกิตติ มาฟังคำสั่ง ส่วนตัวพระครูกิตติ ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่เมื่อวานนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของจำเลย โดยศาลอุทธรณ์ได้พิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 26 ปี มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในการปล่อยชั่วคราวนั้นตามสิทธิและขั้นตอนตามกฎหมายนั้น จำเลยยังสามารถยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวใหม่ได้ หรือจะอุทธรณ์คำสั่งการปล่อยชั่วคราวใหม่ต่อศาลฎีกาก็ได้ แต่การอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาจะต้องทำภายในระยะเวลา 1 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นการตัดสินคดีเงินทอนวัดสำนวนแรก โดยอดีตพระครูกิตติ ได้ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทุจริตเงินทอนวัดกว่า 24 ล้านบาท โดยการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ ทนายความของอดีตพระครูกิตติได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน พร้อมแสดงความประสงค์ขอติดกำไล EM&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33997</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทุจริตเงินทอนวัด, สมเกียรติ ขันทอง, สุริยันต์ หงษ์วิไล, อดีตพระครูกิตติ พัชรคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb998d81ab67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โดดตึกศาลอีกราย พ่อเครียดลูกถูกจำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตอดีตเวรเปล รพ.ราชวิถี ฟันคอ รปภ.เสียชีวิต หลังสิ้นคำพิพากษา พ่อจำเลยโดดจากชั้น 8 อาคารศาล กระแทกพื้นแขน-ขาหัก อาการโคม่า คาดเสียใจลูกถูกจองจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.48 น. วันที่ 27 มีนาคมนี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุชายกระโดดลงมาจากชั้น 8 ได้รับบาดเจ็บ แขน-ขาหัก ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นบิดาของจำเลย ที่ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต คดีใช้อาวุธมีดแทงฟันผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ทราบชื่อภายหลังคือนายอัครเดช เครือนาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคดีดังกล่าว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2560 นายภัทรพงศ์ เครือนาค หรือต้อย อดีตพนักงานเวรเปล รพ.ราชวิถี ประจำสถาบันโรคผิวหนัง ลูกชายนายอัครเดช ใช้มีดฟันคอนายสัญชาย วันงาม อายุ 30 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โรงพยาบาลราชวิถี จนเสียชีวิต ก่อนขับรถหลบหนีไป ก่อนที่นายภัทรพงศ์จะขับรถยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไปจอดทิ้งไว้ภายในลานจอดรถโครงการบ้านเอื้ออาทร รังสิตคลอง 1 ตึก 17 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนขยายผลจนนายภัทรพงศ์มอบตัวที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 12 มิ.ย.2560 โดยสาเหตุที่นายภัทรพงศ์ฆ่านายสัญชาย เพราะถูกผู้ตายไล่ไม่ให้จอดในที่ห้ามจอด จึงเกิดความไม่พอใจก่อเหตุดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งคาดว่าสร้างความเสียใจเเก่นานอัครเดชผู้เป็นบิดา จึงกระโดดตึกศาลอาญาดังกล่าว โดยโดดจากบริเวณชั้น 8 ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกับพ่อของน้องเต้ นศ.อุเทนถวาย ที่ถูกแทงตายแล้วศาลยกฟ้องจำเลยไปก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้ นายอัครเดชที่กระโดดตึกลงมาได้รับบาดเจ็บแขนขาหักและถูกนำส่งโรงพยาบาลราชวิถี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีของนายภัทรพงศ์ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 288, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานรักษาความปลอดภัยของศาล ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า หลังจากที่นายอัครเดชกระโดดลงมาแล้ว เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลราชวิถีทันที โดยขณะนั้นผู้บาดเจ็บยังสามารถพูดคุยรู้เรื่อง เชื่อว่าผู้บาดเจ็บกระโดดลงมาตรงต้นไม้จึงสามารถช่วยรองรับการกระแทกก่อนถึงพื้นได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ไม่เสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ได้รับรายงานชายกระโดดอาคารศาลแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่เจ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยใช้อาวุธมีดทำร้ายจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ รพ.ราชวิถี และมีการสืบพยานทั้งสองฝ่าย จนมาอ่านคำพิพากษาในวันนี้ ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาได้ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย ชั่งน้ำหนักจากพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายและมั่นใจว่าพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์สามารถที่จะมองว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเมื่ออ่านคำพิพากษาเสร็จก็ควบคุมตัวจำเลย เท่าที่ทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่ บิดาของจำเลยมีอาการที่แสดงถึงความเครียด เข้ามากอดลูก มีการพูดเปรยออกมาว่า &amp;ldquo;หากนำตัวลูกผมไปจำคุกตลอดชีวิต ผมขอไปด้วยดีกว่า&amp;rdquo; และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีคดีที่ญาติของคู่ความโดดตึกที่บริเวณชั้น 8 ดังกล่าว ทางศาลยุติธรรมมีการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง นายสุริยันต์กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุครั้งที่แล้ว เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยการดูแลความปลอดภัยประชาชนที่จะเข้ามาสู่การพิจารณาคดีของศาล จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการรักษาความปลอดภัยตัวบุคคล ซึ่งกฎหมายที่ประกาศใช้ล่าสุดให้มีตำรวจศาล ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการเพิ่มเจ้าพนักงานตำรวจศาลทั่วประเทศ แต่ตอนนี้เราอาจมีบุคลากรด้านนี้ไม่เพียงพอ จึงมั่นใจว่าในระยะยาวเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้น้อย ในส่วนของตัวอาคาร ถ้าเป็นอาคารศาลใหม่ สำนักออกแบบอาคารและสถานที่ก็จะพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัย ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกระทำในลักษณะนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลทางคดีเลย จะเกิดแต่เพียงความเศร้าเสียใจของคนรอบข้าง อยากให้ทุกคนใช้สิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมให้เต็มที่ก่อน เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ได้แต่หวังว่าผู้คนจะเข้าใจกระบวนการยุติธรรมว่าเดินทางอย่างไร และศาลยุติธรรมทำงานกันอย่างไร อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของเรา ว่าเราทำอย่างเต็มที่ที่สุด และทางออกของปัญหาทั้งหมดสามารถมีได้โดยไม่ต้องใช้วิธีนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ขอให้เป็นอุทาหรณ์เป็นครั้งสุดท้าย หากต่อไปมีความเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ขอให้ใช้ทางออกตามกฎหมาย&amp;quot;. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32399</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภัทรพงศ์ เครือนาค, รพ.ราชวิถี, สัญชาย วันงาม, สุริยันต์ หงษ์วิไล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b87033350b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
