<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>7วันอันตรายเป็นคดีขึ้นศาลรวม15,772 ข้อหา  เมาขับแชมป์ตามเคย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ม.ค.62- &amp;nbsp; นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยการรวบรวมข้อมูลดำเนินคดี พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ช่วง 7 วันอันตราย ในวันหยุดท้ายปี 2561 จนถึงเทศกาลปีใหม่ 2562 ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562 ว่า ปริมาณคดีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร 232 ศาล ช่วง 5 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 &amp;ndash; 31 ธ.ค. 2561 ที่รวบรวมข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น มีข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งหมดช่วง 5 วันที่ผ่านมา รวม 15,772 ข้อหา ซึ่งศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จ 14,785 ข้อหา คิดเป็น 93.74%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 14,436 ข้อหา ,2.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 750 ข้อหา , 3.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 496 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.ชลบุรี 817 ข้อหา , 2.กรุงเทพฯ 812 ข้อหา , 3.เชียงใหม่ 750 ข้อหา , 4.นครราชสีมา 740 ข้อหา , 5.สกลนคร 642 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปริมาณคดีเฉพาะประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ข้อหาตามความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล มีถึง 7,390 ข้อหา โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ขับรถขณะเมาสุรา 7,048 ข้อหา , ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 318 ข้อหา และขับรถขณะเสพยาเสพติด 17 ข้อหา โดยทั้งหมดนั้นศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จได้ถึง 7,083 ข้อหา คิดเป็น 95.85% โดยจังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับวันหยุดท้ายปีนั้น ได้แก่ 1.นครราชสีมา 437 ข้อหา , 2.ชลบุรี 353 ข้อหา , 3.สกลนคร 348 ข้อหา , 4.ร้อยเอ็ด 325 ข้อหา ,5.เชียงใหม่ 309 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวอธิบายด้วยว่า การพิจารณาพิพากษาของศาลตามสถิติที่ไม่ครบ 100% นั้นเนื่องจาก แม้ว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพโดยศาลสามารถตัดสินได้เลย แต่ในบางกรณีศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจถึงประวัติและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเสียก่อน เพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันหลัง ในสถิติจึงเป็นคดีที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ขณะที่การพิจารณาคดีเกี่ยวกับความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วงเทศกาลศาลก็ทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ ในบางพื้นที่ที่มีคดีค่อนข้างมากบางศาลใช้เวลาจนถึง 19.00 - 20.00 น. ซึ่งล่วงเลยเวลาราชการศาล เพื่อดำเนินคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25563</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตราย, ขึ้นศาล, ปีใหม่, พ.ร.บ.จราจรทางบก, สุริยันห์ หงษ์วิลัย, เมาขับ, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b57192c61b46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลเผยคดีเยาวชนร่วมฆ่าลูกพ่อโดดตึกศาลรับสารภาพผิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.61- จากกรณีที่เกิดเหตุ ชายผู้เป็นพ่อวัย 52 ปี ตัดสินใจกระโดดจากชั้น 8 อาคารศาลอาญา ลงมาเสียชีวิต ภายหลังรับฟังผลพิพากษาคดีนายธนิต ทัฬหสุนทร ลูกชายถูกแทงตายเมื่อปี 2559 ที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากพยานโจทก์ยังขาดน้ำหนัก ล่าสุดมีข้อมูลจากตำรวจและอัยการ ระบุถึงเยาวชน (สงวนชื่อ-สกุล) ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยแห่งหนึ่ง สาขาช่างยนต์ที่ถูกอัยการฟ้องร่วมกระทำผิดข้อกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลมไปในที่สาธารณะ กรณีร่วมกับนายณัฐพงษ์ เงินคีรี จำเลยคดีฆ่านายธนิต แยกเป็นอีกสำนวนต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ตามที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีดังกล่าวนั้นเข้าสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อปี 2560 ซึ่งศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้วช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา โดยจำเลยให้การรับสารภาพ และโจทก์ได้สืบพยานประกอบคำรับสารภาพแล้ว ศาลจึงได้นำมาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลย ตามกระบวนพิจารณาคดี พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาใช้บังคับกับจำเลย โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยและครอบครัวต้องปฏิบัติ และให้ตั้งนักจิตวิทยาของศูนย์ให้คำปรึกษา เป็นผู้จัดทำตามแผนที่ศาลกำหนดไว้ซึ่งศาลนัดพร้อมเพื่อฟังผลการปฏิบัติตามแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ในวันที่ 23 เม.ย. 2562 ต่อไป ซึ่งระหว่างนี้เยาวชนต้องไปปฏิบัติตามแผนดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ อธิบายถึงขั้นตอนคดีในศาลเยาวชนว่า เมื่อจำเลยให้รับสารภาพแล้วและมีการกำหนดแผนบำบัดฟื้นฟูแทนมาตรการมีคำพิพากษา เยาวชนที่ต้องเป็นจำเลยจะต้องปฏิบัติให้ครบทุกประการ หากพบว่าผิดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง กระบวนการตามกฎหมายศาลเยาวชน ก็จะนำคดีดังกล่าวมาทำเป็นคำพิพากษาลงโทษกำหนดโทษทางอาญาใหม่ และถ้าจะมีการอุทธรณ์คดีในส่วนของเยาวชนนี้จึงจะดำเนินการได้หลังกระบวนการพิพากษาโทษ ดังนั้นคดีในศาลเยาวชนนี้จึงยังไม่สิ้นสุดกระบวนการเพราะต้องรอตรวจสอบและฟังผลการปฏิบัติเงื่อนไขแผนบำบัดฟื้นฟูให้ครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีมีพยานในคดีหลักที่ฝ่ายโจทก์ไม่สามารถนำมาสืบได้ เนื่องจากพยานป่วยต้องรักษาอาการทางจิตนั้น การรับฟังน้ำหนักพยานมีมากน้อยเพียงใด นายสุริยัณห์ อธิบายว่า การรับฟังพยาน หากพยานที่ป่วยทางจิตเข้าสู่กระบวนสืบพยานในศาลก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเบิกความว่าสามารถสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวได้ จึงไม่ใช่ว่าจะไม่รับฟังเลยเสียทีเดียว อย่างไรก็ดีการรับฟังพยานต่างๆ นั้น ศาลต้องทำด้วยความระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่มีกล่าวถึงประจักษ์พยาน ในคดีนายณัฐพงษ์ หรือโจ้ เงินคีรี ตกเป็นจำเลย ฆ่านายธนิต ที่อัยการยื่นฟ้องไว้ต่อศาลอาญา ที่ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่ข่าวว่าไม่สามารถนำตัวมาเบิกความเป็นพยานได้ เพราะมีอาการป่วยทางจิตนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทราบว่าพยานดังกล่าวได้ประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ และได้รับบาดเจ็บทางสมอง หลังจากที่เกิดเหตุในคดีนี้แล้ว ซึ่งครอบครัวของพยานดังกล่าวก็ได้เสนอข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปแล้วเมื่อระหว่างการพิจารณาคดี จึงไม่สามารถที่จะนำตัวพยานดังกล่าวมาเบิกความได้ การชั่งน้ำหนักพยานบุคคลนั้นหากเป็นพยานที่มีลักษณะอาการทางจิตหรือด้านสมองนั้น ก็ต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะต้องได้รับคำยืนยันจากแพทย์ผู้รักษาด้วยว่า ผู้ป่วยที่จะมาเป็นพยานนั้นสามารถรับฟังและสื่อสารได้ปกติหรือไม่ จะสามารถรับแรงกดดันจากการถูกถาม ถูกซักค้านได้หรือไม่เพียงใด เพราะการบวนการสืบพยานในศาล อัยการโจทก์ และทนายความจำเลย ใช้สิทธิซักถามและซักค้านพยานได้เต็มที่เพื่ออำนวยความยุติธรรม ขณะที่หากแพทย์พบว่าผู้ป่วยทางจิตหรือด้านสมองนั้นไม่สามารถสื่อสารได้ในเวลาปกติ หรือยังคงมีสภาพหลอน ที่ไม่สามารถแยกได้ระหว่างความจริงกับภาพหลอน เช่นนี้พยานดังกล่าวก็ไม่สามารถนำสืบได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14031</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระโดดศาลชั้น 8, คดีฆ่าผู้อื่น, ศาลเยาวชน, สุริยันห์ หงษ์วิลัย, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b57192c61b46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลวอนอย่าแชร์ข้อความ&#039;เมาขับติดคุกไม่รอลงอาญา&#039;ยันเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.61-การแชร์ข้อความในโลกโซเชียลว่า &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้เป็นวันแรกของการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับ ปรับ 1 หมื่น คุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญาไม่บำเพ็ญประโยชน์ แปลว่า... เป่าเจอ ไปติดคุกเลย โปรดทราบแจ้งเพื่อนๆ ในกลุ่มประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับหากรับราชการโดนไล่ออกเลยครับ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า การรณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะกรณีเมาแล้วขับถือเป็นสิ่งดี แต่ในแง่ของตัวกฎหมายจราจรที่บังคับใช้ในปัจจุบัน จากการตรวจสอบพบว่า การเเก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก ล่าสุดในปี 2560 แก้ไขเรื่องเกี่ยวกับปริมาณแอลกฮอล์สำหรับผู้ขับขี่บางประเภท หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เป็นเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษในชั้นศาล ดังนั้น ส่วนที่บอกว่าหากโดนข้อหานี้แล้วบทลงโทษจะต้องถูกจำคุกสถานเดียวนั้น จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง การสั่งลงโทษหรือให้รอการลงโทษหรือไม่นั้น ยังคงเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาตามบทบัญญัติของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวต่อไปว่า ข้อความที่ระบุว่าหากผู้ที่เมาแล้วขับเป็นข้าราชการจะต้องโดนโทษวินัยไล่ออกนั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ว่าหากศาลสั่งลงโทษจำคุกแล้วไม่ได้รับการรอลงอาญา เมื่อเป็นข้าราชการก็อาจเป็นการผิดวินัยร้ายแรงได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นผลต่อเนื่องจากคำพิพากษา ซึ่งการเผยแพร่หรือแชร์ข้อความลักษณะดังกล่าวนั้นแม้เป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่ก็อาจมองได้สองทางคือทำให้ตื่นตระหนก หรือ เป็นลักษณะป้องปรามที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่และแชร์เรื่องราวใดต่อนั้น ประชาชนจะต้องพึงระวังว่าอาจจะทำให้สังคมตื่นตระหนกจนกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11198</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด, สุริยันห์ หงษ์วิลัย, หยุดแชร์, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1f6ef145613.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
