<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิ่งไหล่ทางซ้ายบน‘ทางด่วน’ มีสิทธิ์ถูกจับปรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3เม.ย.54-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า กทพ.ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการบูรณาการร่วมกันถึงมาตรการความปลอดภัยบนทางพิเศษด้วยกล้องตรวจจับความเร็ว และกล้องตรวจจับรถยนต์วิ่งไหล่ทางซ้าย (ช่องทางฉุกเฉิน) รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของผู้ใช้ทางพิเศษ จึงได้จัดทำแผนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุในทางพิเศษ ประจำปีงบประมาณ 2563-2565
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ประกอบด้วย 2 มาตรการ ประกอบด้วย 1.การติดตั้งป้ายแจ้งเตือนความเร็ว (Your Speed Sign) ที่ทำงานควบคู่กับกล้องตรวจจับความเร็ว เพื่อให้ผู้ใช้ทางพิเศษใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด โดย กทพ. จะติดตั้งให้ครอบคลุม 4 สายทางพิเศษ (ทางด่วน) จำนวน 17 จุด ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งแล้วเสร็จ จำนวน 2 เส้นทาง ตั้งแต่ ก.พ. 2564 ได้แก่ ทางด่วนพิเศษบูรพาวิถี จำนวน 4 จุด และทางด่วนเฉลิมมหานครจำนวน 5 จุด สำหรับอีก 2 เส้นทางที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ คือ ทางด่วนกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) จำนวน 4 จุด คาดว่าจะแล้วเสร็จ ก.ย. 2564 และทางด่วนฉลองรัฐ จำนวน 4 จุด คาดว่าจะแล้วเสร็จ ก.ย. 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การติดตั้งกล้องตรวจจับรถยนต์วิ่งไหล่ทางซ้าย (ช่องทางฉุกเฉิน) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในไหล่ทาง โดย กทพ.จะดำเนินการติดตั้ง จำนวน 32 จุด บนทางด่วน 4 สายทาง ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 1 สายทาง คือ ทางด้วนกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)จำนวน 10 จุด ส่วนอีก 3 เส้นทางอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2564 คือทางด่วนเฉลิมมหานคร จำนวน 6 จุด ทางด่วนฉลองรัช จำนวน 8 จุด และทางด่วนบูรพาวิถี จำนวน 8 จุด อย่างไรก็ตาม หลังจากติดกล้องตรวจจับรถยนต์วิ่งไหล่ทางซ้ายไปแล้ว 1 สายทาง ยอมรับว่า ​มีสถิติรถวิ่งบนไหล่ทางมาก​ เพราะไหล่ทางมีขนาดกว้าง​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ขั้นตอนการดำเนินงานนั้น กทพ.​ จะรวบรวมข้อมูลผู้กระทำผิดพร้อมไฟล์ภาพจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย​ โดยจะเริ่มส่งข้อมูลให้ สตช. ในวันที่ 5 เม.ย. 2564 ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการติดตั้งกล้องนั้น จะพิจารณาจากบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา พบว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุบนทางด่วนในปีงบประมาณ 2563 มีมากกว่า 800 ครั้งทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 440 ราย และเสียชีวิตจำนวน 7 ราย ซึ่งเกือบ 50% ของอุบัติเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูง รวมถึงการวิ่งบนไหล่ทาง ส่งผลให้มีการเปลี่ยนช่องทางกระทันหันขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.ชูตระกูล​ ยศมาดี​ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร​ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า​ ตามกฎหมายตำรวจใช้ พ.ร.บ.จราจรทางบก ในปัจจุบันยังใช้กฎหมายเดิมปี 2522 แต่ในภาคปฏิบัติจับความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความผิดจะผิดในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ปรับไม่เกิน​ 1,000 บาท ขณะที่การระงับการต่อทะเบียนรถ​ อยู่ระหว่างหาข้อสรุปกับกรมการขนส่​งทางบก​ (ขบ.) โดยทางตำรวจจะมีการสรุปสถิติ​ว่า รถคันใดมีความผิดจำนวนครั้งมาก ก็จะคัดกรองรถส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98193</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), วิ่งไหล่ทางซ้าย, สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aa2b9d0186.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ.เล็งชงครม.เคาะทางด่วนกะทู้-ป่าตองพ.ค.-มิ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 2564 นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยถึงโครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) กะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร (กม.) ว่า ในขณะนี้ได้ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้นำเสนอรูปแบบลงทุนไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ เมื่อผ่านการพิจารณา จึงจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (บอร์ด PPP) ก่อนเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ คาดว่า จะเสนอไป ครม. ได้ภายใน พ.ค.-มิ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากนั้นจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกเอกชนประมาณ 1 ปี โดยคาดว่า จะเปิดประมูลได้ภายในปีนี้ และได้ตัวเอกชนภายใน พ.ค.-มิ.ย. 2565 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายใน ธ.ค. 2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่าตามที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้สั่งการให้ กทพ. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการโครงการทางพิเศษ และทางหลวงใน จ.ภูเก็ต อาทิ โครงการทางหลวงสายเมืองใหม่-เกาะแก้ว ระยะทาง 22.4 กม. รวมถึงยังมีส่วนที่เป็น Missing Link ระหว่างเกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 11.9 กม.นั้น ในขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างการทบทวนแผนของกรมทางหลวง (ทล.) ที่จะดำเนินการ ทั้งนี้ กทพ.จะดำเนินการโครงการทางด่วนสายใหม่ สนามบิน-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 32 กม. โดยคาดว่า จะเสนอ ครม.ได้ภายใน 1 ปีนับจากนี้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี และคาดว่า จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปลายปี 2570&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวถึงโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ช่วงทดแทน N1 (แคราย-ม.เกษตรฯ) และ N2 (เกษตร-นวมินทร์) ว่า ทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ N1 นั้น ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างการเตรียมว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเสนอรูปแบบการก่อสร้างให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ จะใช้ระยะเวลาในการศึกษาและออกแบบ 1 ปี จากนั้นจะเจรจาหาข้อสรุปกับ ม.เกษตรศาสตร์ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด กทพ. และเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อสร้างโครงการต่อไป ในส่วนของช่วง N2 นั้น ก็จะดำเนินการก่อสร้างไปก่อน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98131</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ทางด่วน กะทู้-ป่าตอง, สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5f52eb04cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2021 11:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ.สั่งเจ้าหน้าที่พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตู้เก็บค่าผ่านทางพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ม.ค.63-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพนักงานที่ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษเทพารักษ์ 4 ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมถึงสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้แก่พนักงาน ภายหลังจากที่เร่งดำเนินการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อฆ่าเชื้อที่ตู้เก็บค่าผ่านทางพิเศษทุกตู้ ทุกด่านฯ ทุกสายทางที่ กทพ. ดูแลรับผิดชอบ รวมถึงฉีดพ่นบริเวณอาคารสำนักงานต่าง ๆ ทุกแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้เปิดให้บริการด่านฯ เทพารักษ์ 4 ตามปกติ ภายหลังจากที่ได้ปิดให้บริการตามมาตรการด้านความปลอดภัยของกระทรวงสาธารณสุขมาตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2564 และในท้ายที่สุดผู้ว่าการ กทพ. นำทีมผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงข่าวข้อเท็จจริง กรณีรถซิ่งบนทางด่วนตามที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับการป้องกันการระบาดของ COVID-19 นั้น กทพ. ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันสำหรับพนักงานเก็บค่าผ่านทางพิเศษที่จะต้องปฏิบัติงานหน้าที่กับผู้ใช้บริการทางพิเศษ โดยทุกคนที่ปฏิบัติงานจะต้องสวม Face shield หน้ากากอนามัย ถุงมือยางทางการแพทย์ รวมถึงในตู้เก็บค่าผ่านทางพิเศษจะต้องมีเจลแอลกอฮอล์แบบขวดและแบบพกพาติดตัวตลอดการปฏิบัติงาน
&amp;nbsp;
ดังนั้น ผู้ใช้ทางพิเศษจึงมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ขึ้นใช้ทางพิเศษ ท่านจะได้รับความปลอดภัยจากการแพร่เชื้อ COVID-19 เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ขอความกรุณาให้ผู้ใช้ทางพิเศษ สมัครใช้บัตร Easy Pass ในการผ่านทางแทนการจ่ายเงินสด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดต่อและสัมผัสกับธนบัตรอันอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคแล้ว ยังจะให้ท่านได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในการใช้บริการทางพิเศษอีกด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaieasypass.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89430</URL_LINK>
                <HASHTAG>การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ฆ่าเชื้อ, สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210111/image_big_5ffbcf113f415.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สุรเชษฐ์&#039;ฟิตจัดประเดิมงานผู้ว่าการกทพ.คนใหม่เร่งเข็นโครงการติดหล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 ส.ค.63-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังลงพิธีนามในสัญญาจ้างผู้บริหารตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ. โดยมีนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ (บอร์ด) กทพ. เป็นผู้ร่วมลงนามวันนี้ (3 ส.ค. 2563) ว่า จากประสบการณ์การทำงานในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ. คนใหม่นั้น ตนรู้วัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในระหว่างนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเรียนรู้วัฒนธรรมของ กทพ. จากนั้นจะเดินหน้าบริหารจัดการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน โดยในฐานะที่ตนเป็นคนรุ่นใหม่ พร้อมที่จะนำสิ่งใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้กับ กทพ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเป็นคนนอกเข้ามาทำงานที่ กทพ. ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจ ผมมีความจริงใจและความตั้งใจ โดยในเรื่องของการจัดทัพองค์กรก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมจะประสานงานระหว่างคนในและคนนอกให้เข้ากันพอดี ไม่ล่วงล้ำก้าวเกิน ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดคุยพนักงาน เพื่อทำความรู้จักและรับฟังปัญหาในเบื้องต้นแล้ว และวันนี้ 3 ส.ค. 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผมจะไปแสดงวิสัยทัศน์และทำความเข้าใจกับสหภาพฯ ด้วย ผมมั่นใจว่า จะทำให้เป็นองค์กรให้ได้ประโยชน์อันดับ 1 ของประเทศ ถ้าพนักงานเชื่อมั่นก็จะให้ความร่วมมือ พร้อมยืนยันว่า การทำงานไม่มีพวกพ้อง และต้องการสร้างผลงาน จะทำให้การทำงานได้รับการยอมรับและพร้อมทำงานร่วมกับสหภาพแรงงานฯ กทพ. และทุกคนในองค์กร&amp;rdquo; นายสุรเชษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับงานที่จะดำเนินการเร่งด่วน คือ การแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตกกรุงเทพมหานคร ในสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางยกระดับจากแยกต่างระดับบางขุนเทียน&amp;ndash;เซ็นทรัลพระราม 2 ระยะทาง 6.4 กิโลเมตร (กม.) และสัญญาที่ 3 งานก่อสร้างทางยกระดับจากโรงพยาบาลบางปะกอก 9-ด่านดาวคะนอง ระยะทาง 5 กม.โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตีความของกรมบัญชีกลาง ซึ่งตนจะพยายามให้ได้ข้อยุติ ในระหว่างนี้ขอศึกษาที่มาที่ไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกผ่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการะบบทางด่วนขั้นที่ 3 (N2) พร้อมกับการดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล (แคราย-ลำสาลี) ที่ยังมีปัญหาเนื่องจากมีแนวเส้นทางผ่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ส่วนตัวมองว่า เส้นทางดังกล่าวถึงแม้จะไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่มีผลตอบแทนทางด้านสังคมที่ดี ซึ่งพบว่าประชาชนผู้ใช้ทาง และระบบขนส่งจะได้รับประโยชน์ และแม้ กทพ.เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องมองเรื่องของผลกำไร แต่โครงการนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรได้ ซึ่งในวันนี้จะไปหารือร่วมกับผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะได้คำตอบเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาโครงการนี้พยายามทำมาถึง 20 ปีแล้ว แต่ไม่สำเร็จ โดยหลังจากนี้จะไปหารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกครั้งโดยมีเพียง 2 แนวทาง ทางแรก คือ ไม่ทำ และทางที่ 2 คือ การเดินหน้าต่อไปโดยไม่แตะปัญหา แม้เส้นทางนี้หากทำสำเร็จกทพ.จะขาดทุน แต่เมื่อประชาชนได้ประโยชน์ก็ต้องทำอย่างเต็มที่ โดยจะเอาข้อเท็จจริงไปหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว&amp;quot; นายสุรเชษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย และจะเร่งดำเนินการ เช่น โครงการขยายทางพิเศษ (ทางด่วน) บูรพาวิถี เพื่อเชื่อมต่อโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 รวมถึงโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยจะเร่งศึกษาและทำความเข้าใจ พร้อมทั้งจะมีการลงพื้นที่ เพื่อไปพิจารณาปัญหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ในส่วนงานที่เป็นนโยบายสำคัญของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่องการยกเลิกระบบไม้กั้นช่องผ่านทางด่วน ตามที่กรมทางหลวง (ทล.) ได้ยกเลิกไม้กั้นในเส้นทางมอเตอร์เวย์ไปแล้วนั้น กทพ.จะพยายามเร่งรัดงาน &amp;nbsp;เพื่อให้ระบบดังกล่าวเกิดการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยพร้อมปฏิบัติตามนโยบายกระทรวงคมนาคม และจะพยายามทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการให้การดำเนินโครงการแล้วเสร็จภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า โครงการดังกล่าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยการใช้พนักงานประจำด่านจะลดลง แต่ได้แจ้งพนักงานไว้แล้วว่า ต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนให้ไปทำตำแหน่งอื่น พร้อมยืนยันว่าไม่มีนโยบายในการเลิกจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการหารายได้ให้กับ กทพ. ซึ่งได้แสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนั้น จะเดินหน้าขยายโครงข่าย เพื่อเพิ่มช่องทางให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ กทพ. ที่ได้เวนคืนมาแล้ว นอกจากนี้จะลดรายจ่ายส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น กระบวนการซ่อมบำรุง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ (บอร์ด) กทพ. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ กทพ.ได้ผู้ว่าการฯ คนใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่องค์กรต้องการผู้นำผลักดันงานในหลายโครงการ ซึ่งจากประวัติของนายสุรเชษฐนั้น เป็นที่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะในส่วนที่สร้างประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจากมีผลงานจากการทำงานขับเคลื่อนหลายโครงการในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) นอกจากนี้ ยังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะนำมาใช้กับงานที่ กทพ.ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ภารกิจของ กทพ.ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องการเรื่องสัญญาทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาในการตีความของกรมบัญชีกลาง โดยปัญหาหลัก คือ นิยามการจำกัดความ และการตีความ การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ซึ่งต้องทำความความชัดเจนก่อนเปิดให้มีการประมูลโครงการ อีกทั้งยังมี โครงการขยายทางพิเศษ (ทางด่วน) บูรพาวิถี เพื่อเชื่อมต่อโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 7 รวมถึงโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต รวมถึงโครงการเชื่อมต่อทางขึ้น-ลง สู่การท่าเรือกรุงเทพฯ และโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีภารกิจที่สำคัญในการจัดการองค์กร โดยเฉพาะการเร่งสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งของรองผู้ว่าการฯ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งที่ว่างอยู่ 2 ตำแหน่ง และในช่วงเดือน ก.ย. 2563 จะมีผู้เกษียณอายุราชการ โดยจะว่างลงอีก 2 ตำแหน่ง รวม 4 ตำแหน่ง แบ่งเป็น ตำแหน่งรองผู้ว่าการฝ่ายวางแผน, การก่อสร้าง, ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายที่ผู้ว่า กทพ.คนใหม่ ต้องหาบุคลากรให้ครบ เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73300</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่า กทพ. คนใหม่, ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27e12238318.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม.นัดเอกชน10 รายชี้แจงการคัดเลือกร่วมลงทุนประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มบางขุนนนท์ – มีนบุรี  กำหนดยื่นซอง ก.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.2563 นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข รองผู้ว่าการ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นประธานในการประชุมชี้แจงการคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal Documents: RFP) เป็นผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ซึ่งการจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงรายละเอียด แก่เอกชนผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนฯ ถึงประเด็นที่ควรทราบเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการหรืองานในสัญญา รวมถึงรายละเอียดการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำเอกสารข้อเสนอฯ สำหรับการร่วมลงทุนก่อสร้างงานโยธา การจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการการเดินรถไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรักษา ต่อไป โดยที่ผ่านมา รฟม. ได้เปิดจำหน่ายเอกสารประกอบการจัดทำข้อเสนอฯ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 และมีบริษัทเอกชนสนใจซื้อเอกสารข้อเสนอฯ สายสีส้มฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 ราย ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)2. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)3. บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)4. บริษัท ซิโน&amp;ndash;ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)6. บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)7. บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 8. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)9. ซิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด และ10. บริษัท วรนิทัศน์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นโครงการในรูปแบบ PPP Net Cost ในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย รฟม. ลงทุนด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งโครงการฯ รวมทั้งดำเนินการก่อสร้างงานโยธาโครงการฯ ส่วนตะวันออก (สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย &amp;ndash; สถานีสุวินทวงศ์) และผู้ร่วมลงทุนเป็นผู้ลงทุนงานออกแบบและก่อสร้างงานโยธาโครงการฯ ส่วนตะวันตก (สถานีบางขุนนนท์ - สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) รวมถึงงานออกแบบ จัดหา ผลิต ติดตั้ง และทดสอบการทำงานของอุปกรณ์งานระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งงานให้บริการการเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงรักษาตลอดทั้งเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการดังกล่าวมีแนวเส้นทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร แบ่งเป็นส่วนตะวันออก (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย &amp;ndash; มีนบุรี) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี (สถานีใต้ดิน 10 สถานี และ สถานียกระดับ 7 สถานี) และส่วนตะวันตก (ช่วงบางขุนนนท์ &amp;ndash; ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร จำนวน 11 สถานี (สถานีใต้ดินตลอดสาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไป รฟม. มีกำหนดการให้เอกชนยื่นข้อเสนอภายในเดือนกันยายน 2563 โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนได้ภายในเดือนธันวาคม 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72890</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์), รฟม., สายสีส้ม, สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข, เอกชน 10 ราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5f52eb04cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟม.เรียกผู้รับเหมาถกความปลอดภัยระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ส.ค.62-นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข รองผู้ว่าการ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Safety Board) พร้อมด้วย กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา และ บริษัทผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทาน &amp;nbsp;งานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทุกสายในความรับผิดชอบของ รฟม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่าได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นเป็นกรณีเร่งด่วน อันสืบเนื่องมาจากข้อสั่งการของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้หน่วยงานในสังกัดซักซ้อมการปฏิบัติเกี่ยวกับการติดตามข่าวสารและการรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุที่เกิดความเสียหายมาก ณ สำนักงานสนามโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ถนนพระรามเก้า เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข รองผู้ว่าการ (วิศวกรรมและก่อสร้าง) รฟม. กล่าวว่า ในปัจจุบัน รฟม. เป็นผู้กำกับโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธา จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย &amp;ndash; มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย &amp;ndash; มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว &amp;ndash; สำโรง รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต &amp;ndash; สะพานใหม่ &amp;ndash; คูคต ที่อยู่ในขั้นตอนการเก็บงาน อีก 1 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้ เป็นงานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ มีแนวสายทางผ่านถนนสายหลักหลายสาย และ มีการเปิดหน้างานพร้อมกันหลายจุด กระทบต่อการใช้งานพื้นผิวจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน จึงมีความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ดี รฟม. ได้พิจารณาข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 4 โครงการ ย้อนหลังในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 &amp;ndash; ปัจจุบัน) พบว่า อยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุ/อุบัติการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินเท่านั้น (Property Damage Only) ซึ่งภายหลังการเกิดเหตุ ผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทานได้รายงานสภาพอุบัติเหตุ สาเหตุ วิธีการแก้ไข การเยียวยาผู้เสียหาย (ถ้ามี) รวมถึงมาตรการป้องกัน เพื่อให้ รฟม. ได้รับทราบข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้มาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น รฟม. ได้มอบหมายให้ ผู้จัดการโครงการ (PM) แต่ละสัญญาของบริษัทผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทาน เป็นผู้พิจารณารูปแบบในการรายงานอุบัติเหตุให้เหมาะสมแก่ระดับความร้ายแรงและผลกระทบของเหตุต่างๆ เพื่อช่วยให้ รฟม. สามารถคัดกรองประเภทอุบัติเหตุและพิจารณาสั่งการได้ทันท่วงที นอกจากนี้ รฟม. ได้สั่งการให้บริษัท ผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทาน ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันให้มากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้มีบทลงโทษให้สูงขึ้นแก่ ทั้งผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทาน และรวมทั้งกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเดิมซ้ำอีกในสัญญาเดียวกัน และมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในงานด้านความปลอดภัยทุกภาคส่วน จัดการแลกเปลี่ยนกรณีศึกษาร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ในสัญญาอื่นๆ &amp;nbsp;หรือในโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ รฟม. ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า รฟม. ยังยกระดับความเข้มข้นในการกำกับด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 4 สาย ผ่านทางกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา โดยให้มอบหมายเจ้าหน้าที่ Safety ประจำอยู่หน้างานเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างในพื้นที่ก่อสร้างเสมอ หากพบลักษณะการทำงานหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย สามารถตักเตือนหรือให้คำแนะนำแก่ผู้รับจ้างเพื่อดำเนินการแก้ไขโดยทันที พร้อมกันนี้ รฟม. ได้ขอคำยืนยันจากบริษัทผู้รับจ้าง/ผู้รับสัมปทานทุกราย ให้ความร่วมมือเต็มที่ในการสั่งการให้ผู้ปฏิบัติงานในบริษัทของตน ถือคำเตือน/คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ Safety กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเป็นสำคัญ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รฟม. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับจ้างโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 4 สาย ไปหารือในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการลงโทษที่เป็นข้อตกลงร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะดำเนินงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ทั้งต่อตนเอง เพื่อนร่วมงาน บุคคลภายนอก และต่อทรัพย์สิน สามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44097</URL_LINK>
                <HASHTAG>การก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, ความปลอดภัย, รฟม., สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5f52eb04cf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หึ่ง!&#039;กทม.&#039;ประเคน สัมปทานBTS40ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กทม.จ่อประเคนสัมปทานอีก 40 ปีให้ &amp;quot;บีทีเอส&amp;quot; ต่อสัญญาเหมาเข่ง 2 เส้นแลกหนี้ 1 แสนล้าน เอกชนยื้อปิดดีลค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาท &amp;quot;อนาคตใหม่&amp;quot; แฉ คสช.ทิ้งทวนอนุมัติ 6 เมกะโปรเจ็กต์เอื้อกลุ่มทุนยักษ์ ปลุกสังคมร่วมจับตา-กดดันรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยถึงความคืบหน้าการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า ล่าสุดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เลือกใช้แนวทางต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้อีก 40 ปี แบบเหมาเข่งทั้งสองสัญญาสัมปทานเดินรถ ได้แก่ สัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอสสายหลักช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสินนั้น จะหมดสัญญาลงในปี 2572 ขณะที่สัญญาสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า จะหมดในปี 2585 เพื่อให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อระบบไม่ต้องลงจากขบวนเพื่อเปลี่ยนคัน หากจ้างเอกชนสองรายเดินรถ จะต้องมีการเปลี่ยนขบวน เพราะเป็นรถไฟฟ้าคนละระบบกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้เดินรถรายเดิมคือบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ถึงช่วงเวลาการขยายสัญญาของทั้งสองสัมปทานออกไปอีก 40 ปี โดยแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไข 3 ข้อ อาทิ เอกชนต้องลงทุนส่วนต่อขยายเองทั้งหมดและจ่ายส่วนแบ่งรายปีให้ กทม. ตามที่ตกลงกัน และรับภาระค่าโอนหนี้สินและทรัพย์สินของโครงการมูลค่า 1 แสนล้านบาท เป็นต้น แต่เงื่อนไขที่ทำให้การเจรจานั้น ล่าช้ามานานนับเดือน แม้ว่าฝ่ายนโยบายได้สั่งการให้เร่งรัด คือข้อเสนอเรื่องราคาค่าโดยสารตลอดสายที่ไม่เกิน 65 บาท ตั้งแต่ช่วง คูคต-สมุทรปราการ หรือช่วงคูคต-บางหว้า เป็นสิ่งที่ผู้เดินรถนั้นรับไม่ได้ เพราะมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการทำธุรกิจเดินรถ ส่วนการเจรจาเรื่องค่าแรกเข้า บีทีเอสมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะยอมยกเลิกค่าแรกเข้าเมื่อเชื่อมต่อตั๋วร่วมระบบบัตร EMV แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระบุว่า มีเสียงต่อต้านเรื่องค่ารถไฟฟ้าจากหลายภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะการเสนอให้รัฐบาลทบทวนต้นทุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทการขยายตัวของเมืองหลวงเหมือนในต่างประเทศที่เจริญแล้ว มีค่ารถไฟฟ้าถูกกว่าไทยหลายเท่าตัว เนื่องจากต้นทุนการเดินรถไฟฟ้าของไทยคิดแค่เฉพาะต้นทุนประกอบการธุรกิจเดินรถพร้อมกำหนดราคาที่ตายตัวไว้ในสัญญาสัมปทาน แตกต่างกับในต่างประเทศ มีการนำตัวเลขมูลค่าผลประโยชน์ด้านอื่นมาคิดคำนวณด้วย อาทิ รายได้จากค่าธุรกิจสื่อภายในสถานี รายได้เชิงพาณิชย์จากตัวสถานี และรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ตามแนวเส้นทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเกิดขึ้นพร้อมกับเส้นทางรถไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องนำมาคำนวณในการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าด้วย หากใช้แนวทางดังกล่าวมีโอกาสที่ค่ารถไฟฟ้าจะถูกลงกว่าเดิม ซึ่งบริษัทผู้เดินรถจะอ้างว่าเป็นเพียงรับจ้างเดินรถไม่ได้ เพราะว่าผู้เดินรถเองก็มีบริษัทลูกในการลงทุนในกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง โดยพบว่าเมื่อรถไฟฟ้าเกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาพื้นที่ตามแนวเส้นทางเพิ่มสูงขึ้น 8-10 เท่าตัวจากราคาเดิม ผู้เดินรถจะมองแค่ว่าเป็นเพียงบริษัทเดินรถไม่ได้ เส้นทางครอบคลุมกรุงเทพฯ มากกว่า 30%&amp;quot; แหล่งข่าวกล่าว และว่า ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อลดภาระค่าโดยสารให้กับประชาชน ซึ่งประเทศไทยมีค่ารถไฟฟ้าแพงติดอันดับโลก ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนสวนทางอย่างที่มีการเปรียบเทียบกันไปแล้วในข้อมูลศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งพบว่าค่าโดยสารแพงกว่าอังกฤษและสิงคโปร์&amp;nbsp;
เบรกสายสีเขียวส่วนต่อขยาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่า กทม.ได้ตัดสินใจชะลอแผนลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 1.37 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย ช่วงคูคต-ลำลูกกา วงเงิน 1.19 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมองว่าอาจไม่มีบริษัทเอกชนสนใจลงทุน เพราะเป็นเส้นทางชานเมืองที่มีผู้โดยสารไม่มากนัก เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงชานเมือง ดังนั้นจึงต้องการรอให้รถไฟฟ้าสายใหม่ อาทิ สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีส้ม เปิดบริการก่อน เพื่อประเมินทิศทางความต้องการของผู้โดยสารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคมได้ชะลอโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ก.ค.นี้ รฟม.พร้อมด้วยผู้แทน กทม. บีทีเอส และผู้บริหารบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด จะร่วมคณะนำสื่อมวลชนทดสอบระบบและการให้บริการของโครงการหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ช่วง 1 สถานี จากหมอชิตไปถึงสถานี 5 แยกลาดพร้าว ซึ่งความคืบหน้าในส่วนของงานโยธา ที่ รฟม.รับผิดชอบถือว่าเสร็จสมบูรณ์ 99.99% แล้ว ก่อนที่โครงการจะเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการในวันที่ 11 ส.ค.นี้ และทราบว่า กทม.จะเรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการเดินรถในวันดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีการเสนอญัตติด่วนเพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญศึกษาการต่ออายุสัมปทานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือค่าโง่ทางด่วน ว่าน่าจะได้อภิปรายและตั้ง กมธ.ได้ในวันที่ 10 หรือ 11 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ทราบมาว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ได้ทำหนังสือไปถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อให้ดำเนินการส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้ถูกต้องก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และระหว่างรอผลการพิจารณาของ สคร. ให้ กทพ.นำข้อสังเกตของอัยการสูงสุดไปพิจารณาดำเนินการให้เกิดความชัดเจน ซึ่งต้องขอขอบคุณนายอาคมและ ครม. ที่คำนึงถึงค่าเสียหายของประเทศชาติเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อาคารไทยซัมมิท น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่วมแถลงข่าวกรณีการทิ้งทวนอนุมัติโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการอย่างผิดปกติให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังจะหมดวาระ พร้อมขอให้สังคมช่วยกันจับตาโครงการเหล่านี้
คสช.ทิ้งทวน 6 โปรเจ็กต์ยักษ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ขอให้ประชาชนได้ร่วมกันจับตาโครงการต่างๆ ที่รัฐบาล คสช.กำลังทิ้งทวน ให้เกิดการประมูลหรือการให้สัมปทานอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาล เพื่อปกป้องงบประมาณแผ่นดินอันมาจากภาษีของประชาชน ไม่ให้ถูกใช้ไปเพื่อเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล คสช. โดยโครงการต่างๆ ในส่วนที่มีการอนุมัติผ่านไปแล้ว ประกอบไปด้วย 1.โครงการนำสายเคเบิลลงดิน หรือโครงการท่อร้อยสาย มูลค่า 20,000 ล้านบาท ที่รัฐให้สัมปทานกับบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด โดยเดิมโครงการนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กทม. โดย กทม.ได้ให้สัมปทานกับบริษัทกรุงเทพธนาคมฯ แต่ต่อมาบริษัท กรุงเทพธนาคมฯ ก็ได้เปิดประมูลให้สัมปทาน ซึ่งผู้ชนะคือบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่นฯ ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้มีความน่ากังวลคือมีการผูกขาดถึงสองชั้น ชั้นแรกมีการผูกขาดให้กับบริษัท กรุงเทพธนาคมฯ ต่อมามีการเปิดประมูลอีก โดยมีบริษัทเดียวที่ยื่นซองประมูลอยู่ จากผู้แสดงความจำนงทั้งหมด 19 ราย ก็คือบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่นฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่เคยมีการเปิดเผยถึงรายละเอียดโครงการ จึงขอเรียกร้องว่าควรต้องนำเอาโครงการนี้เข้าพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ให้บอร์ดพีพีพีได้พิจารณาถึงความเหมาะสม รวมทั้งเปิดเผยขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ให้แก่สาธารณชนรับทราบด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการยืดหนี้ให้แก่กลุ่มทุนโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล เป็นเม็ดเงินกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมได้ประโยชน์ 20,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่มทุนทีวีดิจิทัลจะได้ประโยชน์อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยจะนำค่าธรรมเนียมที่ได้จากการให้ใบอนุญาต 5 จีมาชดเชยในส่วนนี้ ซึ่งเป็นการแจกให้โดยไม่มีการเปิดประมูล จึงขอเรียกร้องว่าควรต้องมีการประมูล ไม่ใช่การแจกแบบที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การให้สัมปทานร้านค้าปลอดภาษีใน 4 สนามบิน ทั้งร้านค้าปลอดภาษีและพื้นที่ทางพาณิชย์ทั้งหมด ซึ่งได้ผู้ชนะการประมูลไปแล้วก็คือบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ซึ่งขอเรียกร้องว่าอีกไม่นานจะมีการประมูลพื้นที่รับสินค้า หรือ pick-up counter ในเมืองขึ้นอีก ที่ผ่านมามีปัญหาคือผู้ได้สัมปทานดังกล่าวเป็นเจ้าเดียวกันกับผู้ได้สัมปทานร้านค้าปลอดภาษี ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประมูลเกิดขึ้น ผู้ที่ได้สัมปทานทำร้านค้าปลอดภาษีไม่ควรที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องประชาชนว่าอย่าจับตาเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้ร่วมกดดัน ส่งเสียงให้ดังไปจนถึงรัฐบาล ให้แรงกดดันจากสังคมภายนอกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ&amp;rdquo; น.ส.ศิริกัญญาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรเชษฐ์แถลงว่า มีอีก 3 โครงการด้านคมนาคมที่กำลังจะเกิดขึ้น ประกอบด้วย 1.โครงการขยายสัมปทานทางด่วน มูลค่ากว่า 424,756 ล้านบาท ให้กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด ซึ่งสัมปทานทางด่วนดังกล่าวกำลังจะหมดอายุในต้นปีหน้า จึงมีความพยายามขยายสัมปทานนี้ออกไปอีก 30 ปีโดยมิชอบ เนื่องจากเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากการนำกรณีพิพาทต่างๆ ที่รัฐต้องชดใช้ให้แก่บริษัททางด่วนกรุงเทพ ทั้งกรณีที่ศาลได้พิพากษาจนถึงที่สุดไปแล้ว และกรณีพิพาทที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา มามัดรวมในการอนุมัติขยายสัมปทานทางด่วนนี้เป็นก้อนเดียวกัน เป็นเงินจำนวนถึง 424,756 ล้านบาท และมีการเร่งรีบอย่างผิดปกติ อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ประเด็นนี้มีการบรรจุลงเป็นญัตติในที่ประชุมสภาแล้ว โดยผู้เสนอเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลเอง ซึ่งหวังว่าจะไม่มีการกลับลำจากผู้เสนอในสัปดาห์หน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ให้กับกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประเด็นนี้เป็นญัตติเข้าสภาไปแล้วเช่นกัน ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าโครงการนี้มีการประมูลแบบไม่ปกติ เนื่องจากมีความพยายามพ่วงสิ่งต่างๆ เข้าไป เช่น แผนการพัฒนาที่ดินรอบสถานี ซึ่งเป็นหลักมากกว่าแผนการพัฒนาเส้นทางรถไฟด้วยซ้ำ โดยรัฐต้องออกเงินช่วยเหลือเป็นเงินจำนวน 117,227 ล้านบาท จึงควรเรียกว่าเป็นโครงการเชื่อมต่อที่ดินซีพีด้วยภาษีประชาชนเสียมากกว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อระงับและดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช มูลค่ากว่า 180,000 ล้านบาท ที่นำไปประเคนให้กับจีน รวมทั้งการอนุมัติทั้งรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูงอัดเข้าไปพร้อมๆ กันในพื้นที่เดียว แทนที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหรือระบบขนส่งในด้านอื่นๆ ให้เพียงพอก่อน เช่น รถไฟรางคู่ หรือระบบรถเมล์ในเมืองโคราช ขณะที่รถไฟความเร็วสูงเส้นทางนี้จะถูกใช้น้อยกว่าระบบอื่น และรัฐต้องเอางบประมาณไปสนับสนุนทุกปี โดยคาดว่าโครงการนี้จะขาดทุนยิ่งกว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงด้วยซ้ำ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40385</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ระวี มาศฉมาดล, บีทีเอส, สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21fb26056e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
