<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ&#039; เตือนม็อบกำลังพาตัวเองเข้ารกเข้าพง ไม่ใช่การสร้างอนาคตที่ดีให้สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย.63 - นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษาเยาวชนว่า จะเรียกชื่อกลุ่มอะไรก็แล้วแต่&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันต้องช่วยกันพิจารณาว่าได้เดินมาถึงจุดที่พ้นความชอบธรรมในการเรียกร้องทางการเมืองไปแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ตนได้ติดตามหลายช่องทาง ฟังความเห็นจากหลากหลายผู้คน มีข้อชวนคิดว่า การปราศัยของแกนนำบนเวทีหลัก เวทีย่อย แกนนำที่พูดหรือเขียนชี้นำผ่าน sicial media ก็ดี คนที่อยู่เหนือแกนนำที่โพสต์ข้อความทั้งชี้นำ ชี้แนะ ยุยง ก็ดี ผู้ชุมนุมที่เขียน พูด ดูหมิ่นจาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์อันเป็นที่เคารพรักของคนไทยทั้งมวล ให้ความหมายอะไรกับคนไทย ทำให้เราค้นพบใช่ไหมว่า สิ่งที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่การปฏิรูปหรือการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเคารพ สร้างสรรค์ หวังดี คำพูดของเหล่าผู้นำที่บงการทางความคิด นักปราศรัยบนเวที นักจัดรายการทางสื่อออนไลน์ อาจดูสวยงามในสายตาของคนที่ได้รับชุดความคิดเดียวกัน แต่ถ้าใช้สติปัญญาคิดไตร่ตรอง ก็จะพบว่าล้วนแล้วแต่ทำไปด้วยความไม่ให้เกียรติ ข่มขู่คุกคามให้ร้าย มุ่งแต่จะเหยียบย่ำ ไม่ได้มีความหวังดีอย่างที่สร้างภาพให้คนรุ่นใหม่เขาเข้าใจ แท้ที่จริงแล้วเขากำลังพาอนาคตของชาติไปผิดทาง พาเดินไปในทางเสื่อม มากกว่าพาเดินไปในทางที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งที่กำลังทำหาใช่หนทางของการสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคม ประเทศชาติ หรือตัวเองไม่ แต่กำลังพาเด็กดีๆทั้งหลายเดินเข้ารกเข้าพง ไม่เห็นอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้าแม้แต่น้อย สิ่งเหล่านี้น่าชวนคิดตามเป็นอย่างยิ่ง วันนี้สังคมเห็นแล้วว่า สิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมกำลังทำกันอยู่ผิดทั้งกฎหมาย ผิดทั้งสำนึกของความเป็นคน และกำลังจะก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรจะเดินข้าม แต่ดูแล้วจากสิ่งที่ผู้นำทุกระดับพูดหรือเขียนก็เข้าใจได้ว่า ตั้งใจที่จะชักนำให้เหล่าผู้คนที่จะเป็นอนาคตที่ดีของชาติในวันข้างหน้าเดินข้ามเส้นที่ว่านั้นไปให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ข้อค้นพบนี้น่าคิด คนไทยต้องช่วยกันถามตัวเองแล้วว่า มันใช่หรือไม่ ควรเดินไปตรงจุดไหน เดินอย่างไร พวกเราจึงจะไปถึงอนาคตที่ดีข้างหน้า ทุกคนเป็นปัญญาชนย่อมตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ประเด็นที่มีคนชวนให้คิดตามคือ คำถามถึงระดับความคิด การศึกษาของผู้ชุมนุม เราคงต้องยอมรับด้วยความเคารพว่า พวกเขามีมาก ทั้งมีพลังมหาศาล การขับเคลื่อนทางการเมืองของคนระดับนี้ควรเต็มไปด้วยสาระ ความรู้ แนวทางพัฒนาประเทศ มีหลักวิชาการ มีเหตุผล มีความเป็นกัลยาณมิตร แต่สิ่งเกิดขึ้น 2 วันมานี้ ผมเห็นคนไทยจำนวนมากบ่นในโลกโซเชียลว่า มีแต่ความหยาบคาย จาบจ้วง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ น่าหมดศรัทธามากกว่าน่าสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวพันธุ์&amp;nbsp; กล่าวว่า ขอฝากอนาคตของชาติไว้กับพวกเขาในสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผู้นำที่ยืนพูดหรือนั่งเขียนให้ความเชื่อแก่เด็กหนุ่มสาวว่า คนที่อยู่ตรงข้าม ไม่เกินยี่สิบปีก็แก่ตายหรือหมดปัญญาขวางทางแล้ว พวกเราต้องอดทนรอได้ อาจจะจริงอย่างที่ว่าก็ได้ หรืออาจจะมีเด็กหนุ่มสาววัยเดียวกันที่เขามีภูมิคุ้มกันจากการเรียนรู้ด้วยสติและปัญญาบวกกับครอบครัวที่เข้มแข็งยืนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้สังคมไทยก็ได้ อีกสิบปียี่สิบปีข้าง อาจเป็นพลังใหม่ของสังคมไทยก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสุดท้ายมีคนมาชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ผู้ชุมนุม ตำรวจ ศาล ใครควรจะทำหน้าที่อย่างไร ใช้อำนาจที่ตนมีอย่างไรจึงจะรักษาชาติ บ้านเมือง และประชาชนให้อยู่ร่วมกันได้ มีความเห็นหลากหลาย เหยี่ยว พิราบ และพวกที่ชอบกลางๆ แต่สรุปรวบยอดเหมือนกันคือ อยากให้บ้านเมืองสงบ เด็กๆไม่ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ ได้อยู่กับครอบครัว เรียนหนังสือ ทำงาน ตำรวจที่มาเผชิญหน้าก็ไม่ต้องเจ็บตัว เสี่ยง เหนื่อย ได้กลับไปทำหน้าที่ตำรวจดูแลบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองก็ควรเลือกใช้มาตรการหลากหลายตามความจำเป็น ไม่เช่นนั้น สังคมก็จะเคว้งคว้าง ใครทำอะไรก็ได้ สุดท้ายคนเห็นต่างอาจจะออกมาตีกัน คราวนี้จะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากยิ่ง คนที่อยู่วงนอกก็จะคิดกันอยู่ประมาณนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนไทยอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เศรษฐกิจที่แย่อยู่จะได้แก้ไขได้ง่ายขึ้นเด็กๆ ไม่ต้องลงถนนแล้วได้รับผลเสียตามมา คนอื่นทำมาหากินใช้ชีวิตลำบาก ที่สำคัญที่สุด วางสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือความขัดแย้งทั้งปวง อย่าทำเช่นทุกวันนี้ เราจะไม่มีทางอื่นไป&amp;quot;&lt;/p&gt;


	&amp;#39;วัฒนา&amp;#39; เรียกร้องชาว 3 นิ้วเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หาไม่แล้วผู้ร่วมชุมนุมก็จะลดลง
	กำแพงวัดยังไม่เว้น ทำไปเพื่ออะไร?
	นายกฯออกแถลงการณ์ด่วน!จะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตรากับกลุ่มผู้ชุมนุม
	แม่ทัพ 3 นิ้วเคลื่อนไหวทันควัน!
	&amp;#39;ท่านใหม่&amp;#39; เรียกร้องใช้มาตรา 112 จัดการม็อบ 3 นิ้วใช้เสรีภาพเกินกว่าจะรับได้
	อดีตอธิการบดีมธ. ฟันธง สุดยอดการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว!
	ซัดม็อบ 3 นิ้ว &amp;#39;ปีศาจในร่างคน&amp;#39; ย่ำยีหัวใจคนจงรักภักดี
	คึกสุดๆ &amp;#39;นักเรียนเลว&amp;#39; นัด 21 พ.ย.จะเป็นอุกกาบาตพุ่งชนไดโนเสาร์!
	นั่นไง! สส.โรม ชี้เปรี้ยง &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; ไม่ฉลาด

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84382</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.พิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน, ม็อบ18พฤศจิกา, ส.ว., สมาชิกวุฒิสภา, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af8489046c0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค้างคืนรอบทำเนียบฯ ม็อบประกาศจุดยืน&#039;3ป.&#039; ตร.กล่อมแกนนำชู3นิ้ว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเผย ปชช.ยี้พรรคการเมืองนำมวลชนลงถนนหนุนกลุ่มจาบจ้วงสถาบันเป็นการเมืองแบบเก่าซ้ำเติมวิกฤติชาติ &amp;quot;อานนท์&amp;quot; ยังเหิมหลังชู 3 นิ้วที่ราชดำเนินจะเคลื่อนขบวนไล่ &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; พักค้างที่ทำเนียบฯ ฝ่ายความมั่นคงเผย ตร.พยายามคุยแกนนำเตือนชู 3 นิ้วระหว่างขบวนเสด็จฯ ผ่านไม่เหมาะสม ตร.ทำเนียบฯ ​​กันพื้นที่ให้อยู่เชิงสะพานชมัยฯ ห้ามข้ามประชิดรั้ว หมู่บ้านเสื้อแดงตะวันออกผนึกกันปกป้องสถาบัน &amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; ร่วมตั้งกลุ่ม &amp;ldquo;Re-solution&amp;rdquo; ลั่นหากรัฐประหาร ปชช.จะเขียน รธน.ของตัวเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;การเมืองใหม่ หรือ เก่า สาดสี&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 5,260 คน ระหว่าง 1 มิถุนายน - 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อถามถึงการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ วันนี้ พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 93.3 ระบุ เป็นการเมืองเก่า เพราะนำมวลชนลงถนน เคลื่อนไหวนอกสภา สนับสนุนกลุ่มจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน เสาหลักของชาติ สาดสี เสียดสี พ่นสี จ้องโค่นล้มรัฐบาล ไม่สนใจว่าจะซ้ำเติมวิกฤติชาติและทุกข์ยากของประชาชน ขอให้พรรคพวกตนขึ้นมีอำนาจ ปล่อยต่างชาติเข้าแทรกแซงสั่นคลอนประเทศ ยังไม่มีผลงาน แต่จะเข้ามาทำงานกลุ่มการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 6.7 ระบุ เป็นการเมืองใหม่ เพราะมีคนรุ่นใหม่ นโยบายใหม่ มาตรการใหม่ สถานการณ์ใหม่ช่วงโควิด-19 มีประเด็นใหม่ ใช้เทคโนโลยีโซเชียลมีเดียทำงานการเมือง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ทุกช่วงเวลาสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ต้องการพรรคการเมืองใหม่แท้จริง ไม่เป็นต้นตอของความขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ล่วงละเมิดร่วมมือกับต่างชาติสั่นคลอนสถาบัน เสาหลักของชาติ ซื่อสัตย์ ไม่แย่งตำแหน่ง ทรยศหักหลังกัน มีผลงานช่วยเหลือประชาชนได้จริง และอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายอานนท์ นำภา แกนนำคณะราษฎร 2563 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า &amp;quot;14 ตุลา หลังชู 3 นิ้วที่ราชดำเนิน ขบวนประชาชนทั้งหมดจะเคลื่อนขบวนไปตั้งเวทีปราศรัยไล่ประยุทธ์และพักค้างรอบทำเนียบรัฐบาล ขอเชิญทุกท่านมาไล่ประยุทธ์ด้วยกัน นอนค้างบนถนนร่วมกับพี่น้องประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เพจเยาวชนปลดแอก - Free YOUTH ระบุว่า เราจะไม่ยอมทนก้มหน้าฝืนกับระบอบเผด็จการศักดินา และชนชั้นปรสิตที่กัดกินประเทศนี้มาเป็นเวลานาน เราจึงขอประกาศข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1.&amp;ldquo;ประยุทธ์ต้องออกไป&amp;rdquo; จากการเป็นนายกฯ กว่า 6 ปีที่เราต้องทนอยู่กับนายกฯ ที่ชื่อประยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหารและสืบทอดอำนาจ ซ้ำยังบริหารเศรษฐกิจได้ล้มเหลว 2.&amp;ldquo;เปิดวิสามัญรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากประชาชน&amp;rdquo; 3.&amp;ldquo;ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์&amp;rdquo; มิให้การขยายพระราชอำนาจของกษัตริย์ถอยห่างจากระบอบประชาธิปไตยมากไปกว่าที่เป็นอยู่ นี่ไม่ใช่การล้มล้าง แต่หากไม่มีการปฏิรูป สถาบันกษัตริย์อาจประสบวิกฤติจากการที่ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จะทำให้กษัตริย์สามารถอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างสง่างาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่ไม่ใช่การร้องขอ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงชนชั้นนำ ไม่อาจปฏิเสธสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อีกต่อไป จงรับข้อเสนอดังกล่าวและนำประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ปวงประชาทั้งผอง&amp;quot;
ชูนิ้ว 3 ไม่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล​ พ.ต.อ.วัชรวีร์ ธรรมเสมา ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล​ เปิดเผยถึงกรณีคณะราษฎร​ 2563​ประกาศเตรียมเดินทางมาปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบฯ​ ในวันที่​ 14​ต.ค.​ว่า​ ตำรวจสันติบาลทำเนียบฯ จะวางกำลังบริเวณทุกตึกภายในทำเนียบฯ โดยเฉพาะตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการ 1 เฝ้าระวังอาคารสถานที่​ รวมถึงแนวรั้วด้านในของทำเนียบฯ ซึ่งขณะนี้ตำรวจทำเนียบฯ มีอยู่จำนวน 138 นาย หากม็อบจะปักหลักค้างคืน เราก็ต้องประสานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อปฏิบัติงานร่วมกัน เบื้องต้นจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนว่าสถานการณ์จะเป็นไปขนาดไหน ถึงขั้นไหน ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่มากน้อยเพียงใด ส่วนพื้นที่ที่มีการประสานว่าจะให้เป็นพื้นที่ชุมนุมของม็อบจะอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐยาวไปถึงแยกนางเลิ้ง โดยจะไม่ให้ข้ามสะพานชมัยมรุเชฐมาอยู่บริเวณหน้าทำเนียบฯ ในส่วนการดูแลการจราจรจะอยู่ในการพิจารณาของ บช.น.ว่าจะบริหารจัดการอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลสถานการณ์ชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.นี้ว่า เบื้องต้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้สั่งการให้ บช.น. เตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน เป็นแกนหลักปฏิบัติภารกิจการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรในวันที่ 14 ต.ค. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน ซึ่งจะใช้แผนรับมือเหมือนกับการชุมนุมที่บริเวณ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และบริเวณสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการประเมินแล้วคาดว่าผู้ร่วมชุมนุมไม่น่าจะมีจำนวนมากเกินกว่าวันที่ 19 ก.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนกรณีที่แกนนำคณะราษฎรระบุว่าจะไม่ขวางเส้นทางขบวนเสด็จฯ แต่จะให้ผู้ร่วมชุมนุมยืนสงบพร้อมกับชู 3 นิ้วนั้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพยายามพูดคุยเจรจากับทางแกนนำว่าการแสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม เชื่อว่าสามารถพูดคุยกันได้ และหวังว่าทางแกนนำจะเข้าใจรับฟัง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าวันพุธที่ 14 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมร่วม ซักซ้อม ทำความเข้าใจ การปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุในการรักษาความปลอดภัยทำเนียบฯ อีกครั้ง ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยทำเนียบฯ นั้น ได้มีแผนรับมืออยู่แล้ว​ แต่ต้องถามทางตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของนักศึกษาในวันที่ 14 ต.ค.นี้ว่า หากเป็นพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษา การชุมนุมจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย เชื่อว่าวันนี้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศทราบแล้วว่าเครือข่ายของพรรคการเมืองไหนเป็นส่วนหลักของม็อบนักศึกษา ล่าสุดไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายพิธา ลิ้มเจริญรัฐ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ต่างออกมาประกาศแล้วว่าจะเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย อยากเตือนนายธนาธรและนายพิธาว่า น่าจะรู้อยู่เต็มอกว่าแกนนำบางคนจาบจ้วงสถาบัน แล้วทำไมยังให้การสนับสนุน ไม่กลัวจะถูกคนอื่นเข้าใจผิดว่ารู้เห็นเป็นใจ หรือถูกมองว่าใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือบ้างหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งที่แกนนำนักศึกษาบางคนปราศรัยนั้น มันทำร้ายหัวใจคนไทยทั้งชาติ ระวังเขาจะทนกันไม่ไหว อย่านำบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีก ทางที่ดีนายพิธาควรนำปัญหาไปแก้ไขในเวทีสภาฯ ไม่ใช่ปลุกม็อบลงถนน สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ที่สำคัญ 3 ข้อเรียกร้องรัฐบาลก็รับฟัง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เดินหน้าแล้ว ไม่มีใครยื้อ นายธนาธรและนายพิธาควรจะถอนฟืนออกจากไฟ ไม่ใช่จุดไฟเผาบ้านเผาเมือง อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจ หันหน้ามาคุยกันจะดีกว่า อย่าซ้ำเติมประเทศอีกเลย&amp;quot; นายธนกรกล่าว
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทำแตกแยก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เปิดเผยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมากว่า 700 ปี พระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความรัก ใกล้ชิด และเกื้อกูลต่อกันมาอย่างยาวนาน เวลานี้น่าเสียใจที่มีคนบางคนกระทำการที่ล่วงล้ำก้ำเกิน ขาดซึ่งความควรหรือมิบังควร ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยนับสิบๆ ล้านคนที่ต้องอดทนอย่างที่สุดกับการที่ต้องรับฟัง รับทราบ หรืออ่านเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจ ทั้งดูถูก ดูหมิ่น ให้ร้าย ไม่ได้ให้ความเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย กรรมาธิการวิสามัญมีหน้าที่และอำนาจในการทำงานที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ติดตามทุกประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นห่วง ตนปล่อยให้กฎหมายดำเนินไป ใครทำถูก ใครทำผิด ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องเริ่มต้นด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดอย่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การข่มขู่คุกคามจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เพราะสิ่งที่คิดและทำมันทำลายชาติบ้านเมือง สร้างความแตกแยก การชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. คงไปห้ามไม่ได้ ทุกฝ่ายเข้าใจดีถึงความรู้สึกของคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพียงแต่ไม่พูดยอมรับกันออกมาอย่างเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องเหลี่ยมคูการชุมนุม ทุกครั้งที่มีการชุมนุมก็จะมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงเสมอ ไม่อยากเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยทุกฝ่าย แต่อย่างที่บอกพอก้าวเท้าลงถนน ความเสี่ยงก็จะมาพร้อมกัน ขอฝากความห่วงใยไว้กับทุกฝ่ายทุกคน&amp;quot; นายสุวพันธุ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อ ติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ใน กมธ.การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 14 ต.ค.นี้ ตนแจ้งขอนำคณะเข้าสังเกตการณ์การชุมนุมต่อ กมธ.ปกครองไม่ทัน เนื่องจากสภาปิดสมัยประชุม ทำให้ไม่มีการประชุม กมธ. ทำให้ไม่สามารถนำคณะเข้าสังเกตการณ์การชุมนุมได้ แต่ถึงอย่างไรตนก็จะไปสังเกตการณ์การชุมนุมในนามส่วนตัว เพื่อดูความเรียบร้อยของการชุมนุม ทั้งนี้ ตนไม่เป็นห่วงอะไร เพราะที่ผ่านมาก็เรียบร้อยดี แต่ก็กังวลบ้าง เพราะมีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก อาจมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซงได้ จึงขอฝากเจ้าหน้าที่ให้ดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทัพบกปฏิเสธข้อมูลรายงานของฝ่ายดูแลความปลอดภัยการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ ที่สั่งระงับบัญชีผู้ใช้ที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสารของรัฐ หรือไอโอ 926 บัญชี ว่า เฉพาะในยุค พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.ได้แถลงอย่างมีนัยสำคัญหลายครั้งถึงการตั้งนักรบไซเบอร์สู้สงครามยุคใหม่เสริมกองทัพ พอถูกเปิดโปง จะมาแก้เกี้ยวว่ากองทัพไม่มีนโยบายตั้งนักรบไซเบอร์เพื่อทำสงครามไอโอกับประชาชนจึงไม่มีน้ำหนัก กองทัพต้องเร่งปฏิรูปตัวเองก่อน อยากบุกโลกทวิตเตอร์ แต่แป๊ก แถมถูกจับได้ว่าสร้างบัญชีมาป่วนเลยโดนกวาดลบทิ้งจำนวนมาก ประเทศไทยไม่ควรเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกในด้านที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ตัว ทางที่ดีควรยอมรับ และหยุดการดำเนินการก่อสงครามไอโอกับประชาชนทุกรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;14 ตุลานี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไป กองทัพไม่ควรมองประชาชนที่เห็นต่างเป็นศัตรู ทหารต้องกลับกรมกอง เป็นทหารอาชีพ ไม่ด้อยค่า แพร่มลทิน การเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;quot;ปิยบุตร&amp;quot; ปลุก ปชช.เขียน รธน.เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ห้องประชุมกิตตยา โรงเรียนอนุบาลวังสมบูรณ์ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว นายพชร ศตพรพงษ์ รองประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย น.ส.สุรภา การัณภิรมย์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก นายโสภี ศรีเพ็ชร์ ตัวแทนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนภาคตะวันออก ร่วมกับประชาชนและคนเสื้อแดงภาคตะวันออก ได้ร่วมประชุมเพื่อรณรงค์ให้ความรู้พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมออกมาเรียกร้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ผู้ใดมาจาบจ้วงหรือล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมของคณะราษฎร 2563 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพชรกล่าวว่า วันนี้ทางอดีตหมู่บ้านเสื้อแดง ทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้กับประชาชนได้รับทราบ พร้อมกับเรียกร้องให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีจาบจ้วงจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์หยุดพฤติกรรมแบบนั้น ผู้ที่ไม่รักพระมหากษัตริย์จะเป็นผู้ที่ไม่จงรักภักดี ไม่เคารพนับถือ ไม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำให้ชีวิตไม่เจริญรุ่งเรือง ชีวิตจะฉิบหายตลอดกาล เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นี้มีบุญคุณต่อเราอย่างมาก จึงทำให้พวกเรา &amp;quot;ประชาชนชาวภาคตะวันออก&amp;quot; ขอปฏิญาณตนว่าจะ &amp;quot;รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์&amp;quot; จนชีวิตจะหาไม่ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการแถลงข่าว และเสวนาเปิดตัวกลุ่ม &amp;ldquo;Re-solution : ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่&amp;rdquo; ภายใต้ความร่วมมือของ 4 องค์กร ที่จะขับเคลื่อนรณรงค์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่องเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น คณะก้าวหน้า, พรรคก้าวไกล, กลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า- Conlab และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เป็นตัวแทนของคณะก้าวหน้ากล่าวบรรยายในหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถึงเวลาอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายปิยบุตรกล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนระเบิดเวลารอระเบิดออกมา สถาบันทางการเมืองในระบบไม่กระตือรือร้น ไม่จริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญไม่แยแสเสียงของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง วิกฤติรัฐธรรมนูญก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง และหลายครั้งที่ผ่านมา เราก็จบลงด้วยการรัฐประหาร ประเทศไทยจะอยู่ในสภาวะปลอดรัฐธรรมนูญ คือว่าให้อำนาจสูงสุดอยู่ในมือของคณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไทย เกิดเป็นทฤษฎีว่าอำนาจสูงสุดในการสถาปนารัฐธรรมนูญอยู่คู่กันระหว่างคณะรัฐประหารกับพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจะไม่ยอมให้คณะใดคณะหนึ่งฉกฉวยแย่งชิงเอาอำนาจในการก่อตั้งระบอบสถาปนารัฐธรรมนูญไปจากประชาชนอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องมาแสวงหาข้อตกลงร่วมกันใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน เพื่อยืนยันว่าปัญหาที่มีมาตั้งแต่ปี 2475 จนถึงวันนี้แล้วยังแก้กันไม่จบ นั่นคืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศไทยเป็นของใคร หรือประเทศนี้ใครเป็นเจ้าของกันแน่ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสะสางปัญหานี้ให้ลงตัว แล้วยืนยันว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดรัฐธรรมนูญเอง เดินหน้าแสวงหาข้อตกลงใหม่ร่วมกัน&amp;quot; นายปิยบุตรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่ม &amp;ldquo;Re-solution&amp;rdquo; ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ถึงเวลารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สรุปว่า ทางออกของประเทศคือการร่วมออกแบบและกำหนด &amp;ldquo;ข้อตกลงใหม่&amp;rdquo; ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และพร้อมจะเป็นองค์กรรณรงค์เข้าชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ในกรณีที่รัฐสภาไม่ยินยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80192</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกร วังบุญคงชนะ, นพดล กรรณิกา, พ.ต.อ.วัชรวีร์ ธรรมเสมา, พชร ศตพรพงษ์, สมคิด เชื้อคง, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, สุรภา การัณภิรมย์, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f83092b5554c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2019 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2019 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดดาบให้สมาคมเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมีสิทธิฟ้องเรื่องละเมิดสิทธิ2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.2562 - นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ลงนามในหนังสือรับรองให้สมาคมหรือมูลนิธิมีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หนังสือรับรองเลขที่ 1/2562 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 91 ง แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมติที่ประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ให้การรับรองว่า
สมาคมเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทะเบียนเลขที่ จ.5258/2557 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 299 หมู่บ้านธารทิพ ซอยรามคำาแหง 64 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นสมาคมที่มีสิทธิและอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนังสือรับรองฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลาสองปีนับแต่วันที่รับการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไว้ ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33377</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, ฟ้องคดี, มูลนิธิ, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือรับรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนอย่าติดหล่มยั่วยุเข้าล็อกโจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปถวายแด่พระสงฆ์และมอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บจากไฟใต้ &amp;quot;องคมนตรี&amp;quot; เชิญกระแสพระราชดำรัส ร.10 ทรงห่วงใยครอบครัวพระครูประโชติและพระลูกวัดที่มรณภาพ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ออกแถลงการณ์เหตุรุนแรงใต้ ชี้คนร้ายสร้างเงื่อนไขหวังดึงไปสู่สากล เตือน จนท.อย่าตกหลุมพรางเข้าล็อก ลั่นยึดพูดคุยสันติสุข &amp;quot;กอ.รมน.สน.&amp;quot; ปรับแผนดูแลพระ-วัดพื้นที่เสี่ยง ฮึ่ม! พวกปล่อยคลิปปั่นป่วนโทษหนัก แชร์มั่วก็เสี่ยงคุก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 ม.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ไพบูลย์ &amp;nbsp;คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานถวายแด่พระชนาธิป อธิปุญฺโญ พระลูกวัดที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงวัดรัตนานุภาพ และเจ้าหน้าที่ทหารพราน ชุดปฏิบัติการร้อยทหารพราน 4814 &amp;nbsp;หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน 48 ประกอบด้วย ส.อ.นพรัตน์ เดชน้อย, อส.ทพ.กฤติน อินอักษร, อส.ทพ.จตุพล ชูช่วย, อส.ทพ.อิบรอเฮม ลือบากะมูติง ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดเลียบทางรถไฟ บ้านโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ไพบูลย์ได้เข้าเคารพศพพระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี &amp;nbsp;อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และพระประเวศ สุขแก้ว ที่มรณภาพจากเหตุคนร้ายกราดยิงภายในกุฏิวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส พร้อมกันนี้ได้เชิญกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่นายตีบ เวทมาหะ และนางกิ้มถิ้น เวทมาหะ บิดาและมารดาของอดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตอนหนึ่งระบุว่า &amp;quot;จากสถานการณ์ความรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในระยะนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามในการสร้างสถานการณ์เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และพยายามดึงเข้าสู่เงื่อนไขความขัดแย้ง อันจะทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยไปสู่สากล ให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการใช้การเสนอข่าวของสื่อมวลชนและสื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือ ในขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังให้ความสนใจกับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมีความพยายามใช้เหตุการณ์ความรุนแรงที่อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 ม.ค.62 ทำลายขวัญกำลังใจ ความอดทนในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีของไทย มุ่งหวังจะให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่เงื่อนไขสากล นำไปสู่การปฏิบัติการขององค์การระหว่างประเทศดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายพื้นที่ ในหลายประเทศ สังคม สื่อมวลชน สื่อโซเชียล และสื่อต่างๆ ควรเข้าใจในประเด็นนี้ และช่วยกันสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มการเฝ้าระวัง แจ้งข่าวสาร ไม่สนับสนุนความพยายามดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนซึ่งถือเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ครู นักเรียน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา ประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ล้วนแต่ได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าจากจำนวนและความกว้างขวางของพื้นที่ รวมถึงห้วงเวลาในการดำเนินชีวิตปกติของประชาชนนั้น ทำให้ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง หรือร้อยเปอร์เซ็นต์ หากพื้นที่ใดต้องการให้มีการดูแลเป็นพิเศษ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ได้โดยตรง ตลอดจนขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังและให้ข้อมูลข่าวสารกับเจ้าหน้าที่ด้วย&amp;quot;
เตือนอย่าเข้าล็อกยั่วยุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ระบุว่า &amp;quot;ในส่วนของการพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ประชาคมโลกได้ทราบว่าเราได้ทำทุกมาตรการ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงบางกลุ่มอาจไม่เห็นด้วย จึงสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น อยากให้ประชาชนและสังคมได้เข้าใจมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศด้วย ซึ่งที่ผ่านมาองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ OIC ก็ให้การสนับสนุนแนวทางของไทยมาโดยต่อเนื่อง สำหรับนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่ม &amp;nbsp;NGO ต่างๆ ขอให้เข้าใจและดูแลทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐด้วย รัฐบาลและ คสช.ขอส่งกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และขอให้พี่น้องประชาชนมีความสุข ปลอดภัยทุกคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สิ่งที่เกิดมาในตอนนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการให้ใช้มาตรการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียไปทั้งหมด ดังนั้นเราต้องปรับแก้มาตรการเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ซึ่งไม่ใช่ตนไม่รักและไม่ห่วงใคร ไม่ห่วงผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องดูว่าเขาทำไปเพื่ออะไร และเราก็ต้องเตรียมความพร้อมของเราอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกอย่างต้องยึดกฎหมายของบ้านเมืองเป็นหลัก หากไม่เห็นชอบร่วมกัน จะทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วจะหาความปลอดภัยได้ที่ไหน คนที่เดือดร้อนก็ต้องการ ส่วนคนที่ไม่เดือดร้อนก็ไม่ต้องการ ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้รัฐบาลต้องดูแลทั้งหมด ไม่ใช่ดูแลเฉพาะจุด เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ดังนั้นทุกคนต้องอย่าไปติดหล่มตรงนี้ และอย่าให้คนอื่นเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองของเราอีกเลย อย่าไปเข้าล็อกเขาตรงนี้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ย้ำถึงนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รัฐบาลยังคงยึดหลักสันติวิธีผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พล.อ.ประวิตรกำชับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่หลงไปกับการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา โดยให้ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีสติและไม่ประมาท ไม่ผูกใจแค้น อาฆาต พยาบาท ในการติดตามและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ขอให้ช่วยกันดูแลและปกป้องประชาชนที่บริสุทธิ์ และสนับสนุนให้ทุกศาสนสถานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ตามปกติ&amp;quot; โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการ พศ.รายงานผลการประชุมเหตุการณ์ให้คณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบ โดยเบื้องต้นได้มอบให้ ผอ.พศจ.ในพื้นที่เข้าไปดูแล ส่วนพระสงฆ์สามารถออกบิณฑบาตได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพื้นที่ คณะสงฆ์ประสงค์ที่จะทำกิจของสงฆ์ให้ครบถ้วนตามพระธรรมวินัย เราก็ต้องการให้พระสงฆ์ทำตามกิจของสงฆ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมทราบว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และหน่วยงานความมั่นคง ได้ตระหนักถึงเรื่องการดูแลคุ้มครองวัด และรับทราบว่าได้ดำเนินการดูแลเรียบร้อยแล้ว โดยมีการเพิ่มมาตรการ แต่ส่วนรายละเอียดต้องไปถามฝ่ายความมั่นคง&amp;quot; รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รองโฆษก คสช.) กล่าวว่า ในการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เลขาธิการ คสช.มอบให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินการสำรวจฐานข้อมูลประชากรของทุกหมู่บ้าน ข้อมูลผู้ถือบัตรประชาชนด้วยการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการเข้มงวดในมาตรการแสดงบัตรประชาชนเมื่อมาใช้บริการหน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp;
ปล่อยแชร์ข่าวลวงคุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.แถลงกรณีมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลือและข่าวลวงเป็นคลิปเสียงและข้อความเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้สังคมเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายเตรียมก่อเหตุในพื้นที่อีกระลอก โดยภายหลังมีการแชร์คลิปเสียงและข้อความดังกล่าวอย่างแพร่หลาย ได้สร้างความตื่นตระหนกหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างกว้างขวาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.ปราโมทย์กล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยตรวจสอบข่าวดังกล่าว เบื้องต้นพบเป็นข่าวลวงที่มีเจตนาให้เกิดความวุ่นวายและตื่นตระหนก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบค้นขยายผลเพื่อนำตัวบุคคลผู้ผลิตและปล่อยข่าวมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ฉกฉวยโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการปลุกระดมและปล่อยข่าวลือ เพื่อให้เกิดความตื่นตระหนกหวาดกลัว เกิดความปั่นป่วนและความวุ่นวายในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พฤติกรรมดังกล่าวผิดกฎหมายอาญา ตามมาตรา 116 ข้อหายุยงปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ที่แชร์ข้อมูลต่อหากพบว่ามีเจตนากระทำด้วยความจงใจ ก็จะเข้าข่ายกระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot; พ.อ.ปราโมทย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.กล่าวว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงพระสงฆ์ในพื้นที่ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการดูแลเป้าหมายอ่อนแอในพื้นที่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน เพราะที่ผ่านมาในการดูแลความปลอดภัยบางครั้งจะต้องสอบถามว่าต้องการหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเหตุการณ์เบาบางลง &amp;nbsp;กลุ่มเป้าหมายอ่อนแอก็จะเกรงใจเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม่ทัพภาค 4 สั่งการให้สำรวจชุมชนล่อแหลม เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ วัดทุกวัด ทุกสำนักสงฆ์ ทั้ง 388 แห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องวางแผนรักษาความปลอดภัย ทุกวัดจะต้องมีเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร กำลังภาคประชาชนมาดูแลอย่างน้อย 1 ชุดปฏิบัติการเพื่อดูแลความปลอดภัย&amp;quot; โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นราธิวาส ได้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 03.30 น. โดย ร.ต.อ.สุพิชัย สร้อยนาค ร้อยเวร &amp;nbsp;สภ.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุไฟลุกไหม้รถยนต์ซึ่งจอดอยู่ภายในโรงจอดรถของสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลปะลุกาสาเมาะ ตั้งอยู่ ม.2 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้รับความเสียหายทั้งคันรวม 2 คัน จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและแจ้งเจ้าหน้าที่ชุดดับเพลิงไปตรวจสอบ พบไฟกำลังโหมไหม้รถกระบะ อีซูซุ 4 ประตู สีเงิน ทะเบียน บต 701 นราธิวาส จึงเร่งระดมฉีดน้ำดับเพลิงไม่ให้ลามไปยังอาคารใกล้เคียง ใช้เวลากว่า 30 นาที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นช่วงเช้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด พบต้นเพลิงมาจากห้องเครื่องแล้วลามไปทั่วทั้งคัน ห่างกันเพียง 1 เมตรพบรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู สีทอง ทะเบียน กข 3972 นราธิวาส ซึ่งเป็นรถยนต์ของสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลปะลุกาสาเมาะ ถูกความร้อนเผาจนกระจกมองหลังด้านซ้ายละลาย ยางด้านซ้ายหน้าและหลังบวมปูด สีด้านซ้ายไหม้ กระจกหน้ามีรอยร้าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและสอบสวนของเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ตัดทิ้งประเด็นก่อกวนของผู้ไม่หวังดี เนื่องจากเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวเป็น ชรบ.ในพื้นที่ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27179</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์, พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง, พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c45d7954c449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกมาตรการคุ้มครองพระ จุฬาราชมนตรีปลอบขวัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สุวพันธุ์&amp;quot; ถกร่วม พศ.หามาตรการดูแลพระ-วัดชายแดนใต้ ประสานฝ่ายความมั่นคง รปภ.ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย พร้อมจัดงบและส่ง &amp;quot;รอง ผอ.พศ.&amp;quot; &amp;nbsp;ดูแลเฉพาะพื้นที่ &amp;quot;พระสงฆ์นราธิวาส&amp;quot; กำลังใจดีออกบิณฑบาตตามปกติ &amp;quot;หลวงพี่บิลลี่&amp;quot; ยันไม่ทิ้งชาวบ้าน &amp;quot;จุฬาราชมนตรี&amp;quot; ห่วงพุทธ-มุสลิมแตกแยก ส่งตัวแทนเยี่ยมปลอบขวัญ &amp;quot;เลขาฯ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา&amp;quot; จี้ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แถลงแนวทางป้องกันเป็นรูปธรรม &amp;quot;ไก่-เจี๊ยบ&amp;quot; &amp;nbsp; โหนซัด &amp;quot;คสช.-กองทัพ&amp;quot; เล่นการเมืองจนลืมดูแลไฟใต้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ วันที่ 20 ม.ค. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เรียกประชุมด่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการดูแลพระสงฆ์จังหวัดชายแดนใต้ หลังเกิดเหตุคนร้ายบุกเข้ามายิงพระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดีและเป็นเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ มรณภาพพร้อมพระลูกวัดรวม 2 รูป และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ที่วัดรัตนานุภาพ ม.2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์แถลงผลการประชุมว่า แนวทางที่จะต้องดำเนินการคือเรื่องการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว การดูแลเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการเพิ่มการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง พ.ศ.และหน่วยงานด้านความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำขณะนี้คือ การวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเฉพาะหน้า การดูแลพระสงฆ์และวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความปลอดภัย สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ตามปกติ และการดูแลเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งการประกอบพิธีศพจะต้องจัดอย่างสมเกียรติ รวมถึงดูแลเยียวยาพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บที่ปัจจุบันยังต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลให้ได้รับสิทธิ์อย่างเต็มที่ รวมทั้งในเรื่องมาตรการดูแลพระสงฆ์ วัด ให้สามารถประกอบศาสนกิจได้ พศ.จะหารือร่วมกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการบูรณาการการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก&amp;quot; นายสุวพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนระยะยาว พศ.ได้น้อมนำรับสั่งของสมเด็จพระสังฆราชฯ ในการที่จะดูแลกรณีที่คณะสงฆ์ในพื้นที่เกิดความหวาดวิตกเรื่องความปลอดภัย หรือขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการประกอบศาสนกิจภายในวัด โดยจะมีการจัดสรรงบประมาณพร้อมส่งรอง ผอ.พศ.เข้าไปดูแลการทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลาโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมด้านพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ในวันที่ 21 ม.ค. ทาง พ.ต.ท.พงศ์พรจะเข้าไปรายงานความคืบหน้าของการหารือครั้งนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อให้กรรมการ มส. ได้รับทราบแนวทางการทำงานของภาคราชการ และหากกรรมการ มส.มีข้อพิจารณา หรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ทาง พศ.ก็จะได้รับมาดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นราธิวาส บรรยากาศหลังคนร้ายยิงพระครูประโชติและพระลูกวัดมรณภาพ และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ตั้งแต่ช่วงเช้าพระสงฆ์วัดชลเฉลิมเขต ซึ่งตั้งอยู่ อ.สุไหงโก-ลกยังออกบิณฑบาต มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก และอาสารักษาดินแดน อ.สุไหงโก-ลก ได้ร่วมกันจัดกำลังในการรักษาความปลอดภัยแก่พระ ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูวัด และกระจายกำลังกันยืน รปภ.พระที่ยืนรอรับบาตรจากประชาชนตามรายทางที่พระสงฆ์ผ่าน เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
พระใต้ไม่ทิ้งชาวบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระปลัดธัมมานันโท หรือหลวงพี่บิลลี่ สำนักสงฆ์ราษฎร์บำรุง ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง กล่าวว่า แม้เกิดเหตุร้ายขึ้นในพื้นที่ ชาวบ้านก็มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อ เพราะที่ตรงนี้คือบ้าน บ้านที่เขาเกิด ไม่จำเป็นเขาไม่ทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น หลักศาสนาทุกศาสนาเขาสอนให้เป็นคนดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเรามาใช้กรรม แต่กรรมตรงนี้เราต้องทำกรรมดีให้มากๆ ขึ้น เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของไทยพุทธ เพราะหลักศาสนาเราสอนให้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ส่วนพระก็ขอเป็นกำลังใจให้กับชาวบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถามว่าท้อมั้ย มันมีบ้างทางความคิด แต่มันไปไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราไปแล้วกำลังใจของชาวบ้านจะมีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ที่เปราะบาง เปราะบางทางวัฒนธรรม เปราะบางทางความเชื่อ เราต้องใช้หลักศาสนานี้ในการดำรงชีวิตและดำรงวิถีความเป็นเราให้ดำรงคู่ 3 ชายแดนใต้ต่อไป&amp;quot; หลวงพี่บิลลี่กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายศักดิ์กริยา บิลลาแหละ ประธานกรรมการอิสลามประจำ จ.สงขลา, นายสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขานุการคณะกรรมการอิสลามกลางแห่งประเทศไทย, นายซากี พิทักษ์คุมพล รองเลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้เป็นตัวแทนนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เดินทางมายังโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อเข้าเยี่ยมอาการและปลอบขวัญให้กำลังใจแก่พระประเวศ สุขแก้ว และพระธนโชติ ชุมเลิศ 2 พระลูกวัดรัตนานุภาพ ซึ่งถูกคนร้ายยิงได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคณะตัวแทนของจุฬาราชมนตรีได้เดินทางต่อไปยังวัดรัตนานุภาพ โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส และพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งมีการพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายสุรินทร์ ปาละเร่เลขานุการคณะกรรมการอิสลามกลางแห่งประเทศไทย ได้เป็นตัวแทนมอบเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลืองานศพของพระครูประโชติ รัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส และพระสมุห์อรรถพร ขุนอำไพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรินทร์กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านจุฬาราชมนตรีไม่สบายใจ จึงได้มอบหมายให้ทางคณะมาเยี่ยมปลอบขวัญกำลังใจแก่พระสงฆ์ที่มรณภาพและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาแต่อย่างใด เพราะศาสนาทุกศาสนาไม่ได้สอนให้มีการฆ่าฟันกันในลักษณะอย่างนี้ เพราะพื้นที่ประเทศไทยเราอยู่กันอย่างสันติ ภายใต้พาหุวัฒนธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงกรณีมีข่าวระบุแม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งห้ามพระภิกษุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกบิณฑบาตเพื่อความปลอดภัยว่า แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งให้ทุกหน่วยตรวจสอบวัด สำนักสงฆ์ และชุมชนล่อแหลมในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยให้บูรณาการกำลังร่วมกับภาคประชาชนดูแลวัดและพระภิกษุให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน จัดให้มีการประชุมร่วมกับส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยให้พระภิกษุขณะออกบิณฑบาตโดยไม่ให้เสียกิจของสงฆ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในพื้นที่เสี่ยงก็ให้อยู่ในดุลยพินิจ ร่วมกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยไม่เคยมีคำสั่งห้ามพระภิกษุออกบิณฑบาต เพราะเป็นกิจของสงฆ์ แต่จะวางระบบการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมที่สุด อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ใดไม่มั่นใจในความปลอดภัย อาจนำอาหารไปถวายที่วัด ซึ่งปัจจุบันพระภิกษุยังสามารถออกบิณฑบาตได้ตามปกติ&amp;rdquo; โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าว
&amp;#39;ไก่-เจี๊ยบ&amp;#39;โหนซัด รบ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ฝ่ายรัฐบอกจะดูแลปกป้องประชาชน ซึ่งพูดแบบนี้มายาวนานตลอดเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ชาวพุทธได้ยินคำพูดทำนองนี้มาแล้วจนชินชา และก็เดาทางออกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะพูดจาว่าอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะท่องบ่นตำราแบบเดียวกันนี้ตลอดมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชาวพุทธรักสงบ รักสันติ และมีเมตตากรุณา อาตมาจึงขอเรียกร้องอีกครั้งว่า ให้ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศได้แถลงอย่างเป็นทางการถึงมาตรการของรัฐในการพิทักษ์ ปกป้องและคุ้มครองพระสงฆ์ ชาวพุทธและประชาชนผู้บริสุทธิ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับหลักสากลปฏิบัติด้วยเพื่อความสงบร่มเย็น จะได้กลับคืนสู่พี่น้องประชาชนในทุกศาสนา ท่ามกลางพหุวัฒนธรรมทางสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป&amp;quot; เลขาฯ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า มิตรท่านหนึ่งกล่าวว่า รัฐบาล คสช.มีกำลังและงบประมาณด้านความมั่นคงสูงกว่าทุกรัฐบาล แต่เอามาใช้คุกคามเด็ก สตรีและประชาชนมือเปล่า ทั้งบุกบ้านแกนนำ จับกุมและตั้งข้อหาประชาชน แต่ปล่อยให้พระสงฆ์ถูกฆ่า ประชาชนถูกทำร้าย พอเกิดเหตุทำได้เพียงขอให้ช่วยกันประณามโจร &amp;ldquo;เสียดายข้าวสุก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอนหนึ่งระบุว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กองทัพต้องเลิกแทรกแซงการเมือง ซึ่งไม่ใช่งานในหน้าที่ แต่ควรกลับไปทุ่มเททำงานของตัวเอง คืองานด้านความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกองทัพตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เอาเวลามาเล่นการเมืองเพื่อช่วยใครสืบทอดอำนาจ ที่ผ่านมางานด้านการข่าวในภาคใต้ถือว่าไม่ได้ผล และจะเดินช้ากว่าคนร้ายหนึ่งก้าวอยู่เสมอ จึงไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งความสูญเสียได้ล่วงหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กองทัพจะทำงานเชิงรุก และรู้ดีไปซะทุกเรื่อง ไม่ว่านักการเมืองหรือประชาชนที่คิดต่าง จะไปทำอะไรที่ไหน กองทัพจะรู้ล่วงหน้าทุกครั้ง และสามารถส่งกำลังทหารจำนวนมากไปคอยประกบเพื่อคุกคามหรือสกัดกั้นไม่ให้เคลื่อนไหวได้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ผิดกับความไม่สงบในภาคใต้ เชื่อว่ากองทัพคงตอบไม่ได้ด้วยว่าใครคือโจรใต้กันแน่ แม้จะส่งกำลังทหารนับแสนนายลงไปแก้ปัญหาไฟใต้มาแล้ว 15 ปี ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อปี 2547 ก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าการข่าวในภาคใต้ล้มเหลว เพราะไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใครย่อมทำงานไม่ได้ผล การที่ตนพูดเช่นนี้ ก็ไม่ได้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจหรือบุคลากรด้านอื่นๆ ในพื้นที่เสียกำลังใจ เพราะทราบดีว่าทุกท่านเสียสละทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสาระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27085</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์, พระเมธีธรรมาจารย์, ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง, วัฒนา เมืองสุข, ศักดิ์กริยา บิลลาแหละ, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190120/image_big_5c448cf78eb2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับรองปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติมีมติยกปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ &amp;quot;สุวพันธุ์&amp;quot; ชี้มีมุมมองสนับสนุน 3 ด้าน ทั้งวัฒนธรรม ความเป็นเจ้าของ และประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงประโยชน์เชิงพาณิชย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งมีวาระการพิจารณาการให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามข้อเสนอของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เปิดเผยหลังการประชุมว่า กรมประมงเคยเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในการประชุมวันนี้ (20 ธ.ค.) นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง และคณะนักวิชาการ ร่วมกันนำข้อมูลเรื่องของปลากัดไทย ทั้งประวัติความเป็นมาและมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ ได้รับทราบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งที่ประชุมมองเรื่องดังกล่าวใน 3 มิติ คือ 1.มิติด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมของไทย ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องปลากัดไทยปรากฏในบทประพันธ์และวรรณคดีไทย รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยมานานร้อยกว่าปี 2.มิติด้านความเป็นเจ้าของ โดยมีชื่อที่บ่งบอกและเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับด้านวิชาการและในวงการวิชาการด้านสัตว์น้ำ คือ Siamese Fighting Fish ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกพบในประวัติศาสตร์มานานแล้ว อีกทั้งมีข้อมูลระบุด้วยว่าแหล่งที่พบปลาดังกล่าวอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ในบางกอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวพันธุ์กล่าวว่า 3.มิติด้านประโยชน์ที่จะรับหากประกาศให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีทั้งการรักษาพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ปลากัดไทยให้ดียิ่งขึ้น การส่งเสริมการเลี้ยงปลากัด รวมถึงประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต ดังนั้น คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติจึงมีมติเห็นสมควรสนับสนุนให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ โดยให้กรมประมงนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของกรมประมง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาคเอกชนผู้เลี้ยงปลากัดได้พบกับคณะกรรมการฯ หลังจากรับทราบมติดังกล่าว ซึ่งเขารู้สึกดีใจที่คณะกรรมการฯ สนับสนุนเรื่องนี้ ที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงปลากัดไทยที่ปัจจุบันมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยแหล่งเพาะพันธุ์ปลากัดไทยแหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ในจังหวัดนครปฐม ขณะที่การพัฒนาพันธุ์ปลากัดไทยโดยภาคเอกชนเป็นไปได้ด้วยดี และเขานำปลากัดไทยไปประกวดในต่างประเทศ รวมถึงจะยิ่งสามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาสูง&amp;quot; นายสุวพันธุ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24704</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1ba0eb816b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลั่น!กก.เอกลักษณ์ฯมีมติให้&#039;ปลากัดไทย&#039;เป็นสัตว์ประจำชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.61 - ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งมีวาระการพิจารณาการให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามข้อเสนอของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เปิดเผยหลังการประชุมว่า กรมประมงเคยเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในการประชุมวันนี้ (20 ธ.ค.) นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง และคณะนักวิชาการ ร่วมกันนำข้อมูลเรื่องของปลากัดไทย ทั้งประวัติความเป็นมาและมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ ได้รับทราบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งที่ประชุมมองเรื่องดังกล่าวใน 3 มิติ คือ 1.มิติด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมของไทย ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องปลากัดไทยปรากฏในบทประพันธ์และวรรณคดีไทย รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยมานานร้อยกว่าปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.มิติด้านความเป็นเจ้าของ โดยมีชื่อที่บ่งบอกและเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับด้านวิชาการและในวงการวิชาการด้านสัตว์น้ำ คือ&amp;nbsp;Siamese Fighting Fish&amp;nbsp;ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกพบในประวัติศาสตร์มานานแล้ว อีกทั้งมีข้อมูลระบุด้วยว่าแหล่งที่พบปลาดังกล่าวอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ในบางกอก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.มิติด้านประโยชน์ที่จะรับหากประกาศให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีทั้งการรักษาพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ปลากัดไทยให้ดียิ่งขึ้น การส่งเสริมการเลี้ยงปลากัด รวมถึงประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต ดังนั้น คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติจึงมีมติเห็นสมควรสนับสนุนให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ โดยให้กรมประมงนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ส่วนจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของกรมประมง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภาคเอกชนผู้เลี้ยงปลากัดได้พบกับคณะกรรมการฯ หลังจากรับทราบมติดังกล่าว ซึ่งเขารู้สึกดีใจที่คณะกรรมการฯสนับสนุนเรื่องนี้ที่จะช่วยส่งเสริมการเลี้ยงปลากัดไทยที่ปัจจุบันมีทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยแหล่งเพาะพันธุ์ปลากัดไทยแหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ในจ.นครปฐม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่การพัฒนาพันธุ์ปลากัดไทยโดยภาคเอกชนเป็นไปได้ด้วยดี และเขานำปลากัดไทยไปประกวดในต่างประเทศ รวมถึงจะยิ่งสามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาสูง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24673</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลากัดไทย, สัตว์ประจำชาติ เ, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180920/image_big_5ba3a8cf82e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
