<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>12052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังไม่ห่วง “สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน” และ “บาทอ่อน” กระทบเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังไม่ห่วง &amp;ldquo;สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;บาทอ่อน&amp;rdquo; กระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองเป็นปัจจัยบวกหนุนส่งออกขยับเพิ่ม แนะผู้ประกอบการใช้โอกาสนี้ลุยขายสินค้าเพิ่ม พร้อมติดตามสถานการณ์รอบด้านใกล้ชิด

25 มิ.ย. 61 - นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคการส่งออกและภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จนส่งผลให้มีการกัดกันทางการค้ากับสินค้าหลาย ๆ ประเภท ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าไทยจะได้รับปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบจากกรณีดังกล่าว และเห็นว่าไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งส่งออก เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกในปีนี้ให้ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

&amp;ldquo;ตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยที่น่ากังวล แต่ สศค.ก็ไม่ได้อยู่เฉย มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับเรื่องสงครามการค้านั้น ไม่อยากให้มองว่าเป็นการฉวยโอกาส แต่ให้เรียกว่าใช้โอกาสในการเร่งส่งออกสินค้าที่น่าจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ดีกว่า เพราะแม้ว่าประเทศยักษ์ใหญ่จะมีปัญหาการกีดกันทางการค้ากัน แต่ก็ยังมีความต้องการจะใช้สินค้าอยู่ ซึ่งมองว่าสินค้าประเภทเหล็ก และอลูมิเนียมจะได้ประโยชน์อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยด้วย&amp;rdquo; นายสุวิชญ กล่าว

นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าลงในขณะนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการในภาคการส่งออกของไทยมากกว่า เพราะจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจากการค้าขายมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12052</URL_LINK>
                <HASHTAG>สงครามการค้า, สศค., สหรัฐ-จีน, สุวิชญ โรจนวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รัฐบาลตีกรอบวินัยการเงินการคลังรัฐเข้ม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตีกรอบวินัยการเงินการคลังภาครัฐ ขีดเส้นงบกลาง ต้องไม่น้อยกว่า 2% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ครั้งที่ 1/2561 &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตามพ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะการเงิน การคลังของประเทศมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติในเรื่องเกี่ยวกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่สำคัญโดยได้กำหนดสัดส่วนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ สัดส่วนสำหรับใช้เป็นกรอบวินัยในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประกอบด้วยสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องไม่น้อยกว่า 2.0% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลรับภาระต้องไม่น้อยกว่า 2.5% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณไม่เกิน &amp;nbsp;10% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และสัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสัดส่วนที่ใช้เป็นกรอบวินัยในการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินงานซึ่งรัฐบาลรับภาระที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ให้ โดยกำหนดอัตราการชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายต้องมียอดคงค้างรวมกันไม่เกินอัตรา 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการยังกำหนดสัดส่วนเพื่อใช้เป็นกรอบวินัยในการบริหารหนี้ประกอบด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ต้องไม่เกิน &amp;nbsp;60% สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ต้องไม่เกิน 35% และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ต้องไม่เกิน 10% รวมถึงสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ต้องไม่เกิน &amp;nbsp;5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้จัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง โดยมีเป้าหมายการคลัง คือ &amp;ldquo;การจัดทำงบประมาณแบบสมดุล&amp;rdquo; ทั้งนี้ รายละเอียดในแผนการคลังระยะปานกลางประกอบด้วย สถานะและประมาณการเศรษฐกิจ สถานะและประมาณการการคลัง สถานะหนี้สาธารณะ และภาระผูกพันทางการเงินการคลังของรัฐบาล โดยแผนการคลังระยะปานกลางดังกล่าวจะต้องนำไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี และให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดเก็บหรือหารายได้ การจัดทำงบประมาณ และการก่อหนี้ของหน่วยงานของรัฐต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9955</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอบวินัยการเงินการคลัง, กระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, รัฐบาล, สศค., สุวิชญ โรจนวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
