<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐหนุนห้างสรรพสินค้าคิดเงินค่าถุงใส่ของจากลูกค้าใบละ 1-2 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจ่อผุดมาตรการจูงใจลด-เลิกใช้ถุงพลาสติก กล่องโฟม หรือวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ หวังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ ชงให้ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต เก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากลูกค้าใบละ 1-2 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้มีการประชุมร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการออกมาตรการจูงใจในการลดหรือเลิกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก กล่องโฟม หรือวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศ และช่วยลดปัญหาโลกร้อน โดยขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการเพื่อเสนอให้กระทรวงทรัพยากรฯไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานอื่นอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวทางที่กระทรวงการคลังได้เสนอให้กระทรวงทรัพยากรฯ พิจารณานั้น ได้มีการเสนอให้ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกรายใหญ่ เรียกเก็บเงินจากการขอใช้ถุงพลาสติกจากลูกค้าใบละ 1-2 บาท ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ที่ลูกค้าจะต้องเสียเงินซื้อถุงพลาสติกเพิ่มหากต้องการใช้ไว้ใส่ของที่ซื้อ โดยมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นให้ประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติก ด้วยการเตรียมตะกร้า กระเป๋า หรือถุงผ้า ก่อนไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าแทน โดยหากมีการใช้แนวทางดังกล่าวจริงจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศได้มาก เพราะปริมาณถุงพลาสติกที่ใช้จากร้านค้าถือเป็นสัดส่วนการใช้พลาสติกอย่างมากของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ยังต้องรอการพิจารณาจากกระทรวงทรัพยากรฯ แต่ขณะเดียวกันอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดการทำธุรกิจของตัวเอง เนื่องจากปกติคนไทยจะเคยชินกับการได้ใช้ถุงพลาสติกฟรี แต่หากมีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม อาจทำให้ลูกค้าไม่พอใจเลือกไปซื้อสินค้าในร้านค้าอื่นที่ให้ถุงพลาสติกฟรีแทนได้ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องรอกระทรวงทรัพยากรฯ พิจารณาอีกครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง, รณรงค์ห้างเก็บเงินค่าถุงพลาสติก, สุวิชญ โรจนวานิช, หนุนลดใช้ถุงพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นเศรษฐกิจโตทุกส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2561 พบว่า ขยายตัวสูงถึง 4.6% สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนรวม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% โดยเป็นการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 4.9% และการส่งออกขยายตัวได้ 12.3% ส่วนครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยโตแรง แตะ 4.8% ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 4.5% จากปัจจัยสนับสนุนเรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอง ก็ออกมาให้ความเห็นว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/2561 ที่ขยายตัวได้ 4.6% นั้น สอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ และจะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่อีกครั้งในเดือน &amp;nbsp;ก.ย.นี้ จากคาดการณ์ล่าสุดที่ว่าจีดีพีไทยในปี 2561จะขยายตัวได้ 4.4%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟากฝั่งกระทรวงการคลังเอง ก็ออกมาระบุว่า ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 4.8% ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งกระทรวงการคลังได้พยายามผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งการทำให้ราคาพืชผลสูงขึ้นนั้น จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวได้สูงอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าช่วงครึ่งปีแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็เป็นที่เลี่ยงไม่ได้ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเป็นไปได้อย่างดีนี้ ยังเป็นการขยายตัวดีเฉพาะในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย &amp;ldquo;สุวิชญ โรจนวานิช&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า อุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ดี ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เพียงเท่านี้ ยังยอมรับด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ขยายตัวในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากที่ยังลำบากอยู่ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งการพยุงราคาพืชผลทางการเกษตรให้สูงอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ ที่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกษตรกรยังชอบปลูกพืชตามกัน เช่น การปลูกปาล์มน้ำมันจนราคาตก และปัจจุบันหันไปปลูกทุเรียนกันจำนวนมาก ทำให้ประเมินได้ว่าอีกไม่นานก็จะมีปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังคงเป็นคำถามที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับประชาชนในกลุ่มฐานราก ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีจริงหรือ? ด้วยเพราะระดับรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับรายจ่ายที่ถีบตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงค่าโดยสารต่างๆ ที่พยายามปรับราคาขึ้นด้วยปัจจัยทางธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนเศรษฐกิจฐานราก ที่อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนี่เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดูแลผู้มีรายได้น้อย และผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ยังไม่ได้เห็นผลที่ชัดเจนมากนัก เพราะประชาชนฐานรากก็ยังติดอยู่กับคำว่า &amp;ldquo;รายได้ไม่พอกับรายจ่าย&amp;rdquo; นั่นเอง แต่ดูเหมือนล่าสุดกระบวนการคิดแบบยั่งยืน ด้วยการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเป็นการต่อยอด และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว ถือเป็นไอเดียที่ดี และหากผลักดันจนเกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริง น่าจะช่วยผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมั่นคงมากขึ้นด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค และค่าโดยสารต่างๆ เป็นเรื่องที่อาจจะควบคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลา และตามปัจจัยที่มีผลก็คงต้องปล่อยไปตามกลไกที่เหมาะสมแบบพอเหมาะพอควร เมื่อรวมกับความช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐที่ส่งมาถึง และประชาชนฐานรากเองปรับตัว และพัฒนาตัวเองเพื่อเสริมรายได้สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ก็เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเติบโตทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการกระจายตัวจากบนลงสู่ล่าง ซึ่งหากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ จะทำให้การเติบโตลงสู่ด้านล่างอย่างแท้จริง ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สุวิชญ โรจนวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวจีดีพีโต4.6% ปรับเป้าส่งออก ฐานรากลำบาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 2/61 โต 4.6% ย้ำทั้งปีโต 4.2-4.7% หลังได้รับอานิสงส์การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัว พร้อมปรับเป้าส่งออกขยายตัว 10% &amp;quot;สศค.&amp;quot; รับเศรษฐกิจยังไม่ขยายตัว ทุกภาคส่วนฐานรากยังลำบาก ส.อ.ท.ระบุดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตฯ ก.ค.61 แตะระดับ &amp;nbsp;93.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/ 2561 ขยายตัว 4.6% จากเดิมคาดเติบโต 4.4% ส่งผลให้ครึ่งปีแรก GDP ขยายตัวที่ 4.8% เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัวเร่งขึ้น รวมทั้งการส่งออกขยายตัวในเกณฑ์สูง การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่อง ด้านการผลิต ภาคเกษตร ขายส่งขายปลีกขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งตัวขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวว่า แม้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้ถึง 4.8% แต่การขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 61 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรกตามฐานการขยายตัวที่สูงขึ้น ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 3/61 มีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม และสถานการณ์อุทกภัยมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลผลิตภาคเกษตรในไตรมาสสุดท้ายของปีขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ เงื่อนไขดังกล่าวทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 61 ยังคงขยายตัวอยู่ในช่วง 4.2-4.7%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สภาพัฒน์ยังประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ 4.2-4.7% หรือเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ &amp;nbsp;4.5% เท่ากับการประเมินในครั้งก่อน โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และน่าจะเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการส่งออกไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10% สูงกว่าการประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 8.9% เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวได้เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ สศช.ยังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ 4.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 61 ได้แก่ &amp;nbsp;1.การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกและการผลิตภาคสำคัญขยายตัวในเกณฑ์ดี 2. แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลและการลงทุนภาครัฐยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดีและเร่งขึ้น 3. การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน 4.การปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การผลิตในภาคเกษตรที่ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย, ฐานการขยายตัวในสาขาการผลิตสำคัญที่เริ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 60, อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ, มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มทวีความรุนแรงและมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกยังอยู่ในเกณฑ์สูง ในส่วนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและเฝ้าระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2561 ที่สภาพัฒน์ประกาศว่าขยายตัวได้ 4.6% สอดคล้องกับที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน ก.ย.นี้ จะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปี 2561 ใหม่อีกครั้ง จากที่คาดการณ์ล่าสุดว่าจะขยายตัวได้ 4.4% ในปี 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การฟื้นตัวเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศอุตสาหกรรมหลักเริ่มมีทิศทางปรับขึ้นต่อเนื่อง ไทยก็ไม่สามารถใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยสวนทางได้ ซึ่งการปรับดอกเบี้ยจะต้องพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง&amp;quot; นายวิรไทกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ขยายตัวทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากยังลำบาก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามทำมาตรการช่วยให้ราคาพืชผลทางการเกษตรสูงอย่างยั่งยืน มีแผนการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะเกษตรกรยังชอบปลูกพืชตามกัน เช่นการปลูกปาล์มน้ำมันจนราคาตก ตอนนี้ก็แห่ปลูกทุเรียนกันจำนวนมาก อีกไม่นานก็จะมีปัญหาราคาตกอีกเช่นกัน ตอนนี้จากภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดในต่างประเทศ สร้างความเสียหายทางการเกษตรและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวิกฤติที่ส่งผลดีต่อภาคเกษตรกรไทย ทำให้ขายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นและราคาสูงขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือน ก.ค.61 ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมว่า ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ &amp;nbsp;93.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.7 ในเดือน มิ.ย.และยังเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 62 เดือน (5 ปี 2 &amp;nbsp;เดือน) นับตั้งแต่ มิ.ย.56 โดยปัจจัยหลักเกิดจากผู้ประกอบการเห็นว่ากำลังซื้อในประเทศปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะภาคเกษตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดัชนีที่สูงขึ้นสะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อและยอดขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกภูมิภาค ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ขณะเดียวกันยังพบว่ามีความต้องการสินค้าไทยของประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้นผ่านการค้าชายแดน รวมถึงการเติบโตของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นซึ่งมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 104.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ &amp;nbsp;102.7 ในเดือน ส.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่าจะมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณขยายตัวดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการ และภาวะน้ำท่วมที่อาจกระทบระบบคมนาคมขนส่ง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สุพันธุ์ มงคลสุธี, สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7ac907a761d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเคาะกฎหมายคุมธุรกิจลิสซิ่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังสรุปกฎหมายดูแลผู้ให้บริการทางการเงินธุรกิจเช่าซื้อแบบลิสซิ่ง-แฟคตอริ่ง ก่อนเสนอ ครม. พิจารณา หวังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และเป็นช่องทางคุ้มครองผู้ใช้บริการให้มีมาตรฐานมากขึ้น เล็งตีตราผู้ให้บริการเก็บข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้สรุปรายละเอียดของ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. .... ซึ่งได้เปิดรับฟังความเห็นมาก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้จะเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เพราะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับผู้ให้บริการเงินประเภท การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และแฟคตอริ่ง ที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายและหน่วยงานกำกับที่ดูแลอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว คือ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน ที่มีความเป็นอิสระและคล่องตัวเพื่อทำหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจให้บริการทางการเงินขึ้นเป็นการเฉพาะอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้มีมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันการประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และแฟคตอริ่ง เป็นไปโดยขาดกรอบกติกาที่เป็นมาตรฐานชัดเจน ประกอบกับประชาชนจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเปรียบเทียบและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ดีเพียงพอ จึงมีแนวโน้มที่ผู้ใช้บริการจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น ให้ทำสัญญาที่มีเงื่อนไขไม่เป็นธรรม ถูกเรียกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในอัตราที่ไม่เหมาะสม&amp;quot; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว จะให้มีการขึ้นทะเบียนและอนุญาตผู้ให้บริการทางการเงิน การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และแฟคตอริ่ง ทำให้ภาครัฐเข้าถึงข้อมูลสถิติของผู้ให้บริการทางการเงินขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ในท้องที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ภาครัฐทราบปริมาณธุรกรรมสินเชื่อประเภทต่าง ๆ และนำมาใช้ประโยชน์ในการติดตามและวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจการเงินอันเป็นการส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศได้ต่อไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลดังกล่าวปรากฏอยู่ในหน่วยงานใดของภาครัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุมธุรกิจลิสซิ่ง, กระทรวงการคลัง, ธุรกิจเช่าซื้อ, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b31a811b8ef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14633</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนจนเฮ! คลัง-ธปท.ไฟเขียวเปิดบัญชีไม่จำกัดวงเงินขั้นต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนจนเฮ! คลังแจงเปิดบัญชีไม่จำกัดวงเงินขั้นต่ำและยอดคงเหลือในบัญชี หวังอุ้มผู้มีรายได้น้อยไม่มีภาระจากการทำธุรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) &amp;nbsp;เปิดเผย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนรับสวัสดิการจากภาครัฐ จำนวน 11.4 ล้านคน เมื่อไปเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องถูกกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการเปิดและคงเหลือในบัญชี เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยไม่มีต้นทุนหรือภาระจากการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เดิมธนาคารพาณิชย์จะกำหนดว่าต้องมีเงินขั้นต่ำในบัญชีไม่ต่ำกว่า 2 พันบาท ไม่เช่นนั้นจะคิดค่ารักษาบัญชีและหักจนเงินหมดและบัญชีก็จะถูกปิด แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนจะได้รับการยกเว้น ไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำ และไม่ถูกตัดเงินในบัญชีด้วย มีเงินเหลืออยู่เท่าไรก็ให้เหลืออยู่เท่านั้น&amp;quot; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องประสานความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมามีการแจกสวัสดิการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ โดยกรมบัญชีกลางจะใส่วงเงินเข้าบัตรผู้มีรายได้โดยตรง ทั้งวงเงินซื้อของในร้านค้า และวงเงินค่าเดินทางในระบบต่าง ๆ ในทุกเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 โดยการฝึกอาชีพซึ่งมีผู้สมัครใจ 4 ล้านคน คาดว่าหลังฝึกอาชีพก็จะมีงานทำมีรายได้มากขึ้น และพ้นจากผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ระบุว่า ภายใน 2-3 สัปดาห์ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ผู้มีรายได้ที่ลงทะเบียนไม่ต้องเสียค่ารักษาฟรี 30 บาท นอกจากนี้คลังยังอยู่ระหว่างสรุปการพิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้มีรายได้จำนวนหนึ่งซึ่งไม่เกินคนละ 7 พันบาท สำหรับการใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14633</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, เปิดบัญชีเงินฝาก, ไม่จำกัดวงเงินขั้นต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจ่อควักเงินกองทุนแบงก์รัฐอุ้มธ.อิสลามอีก 1.6 หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะอนุกรรมการกองทุนแบงก์รัฐประชุมเตรียมความพร้อมแผนใช้เงินกองทุนแบงก์รัฐ 2 หมื่นล้านบาท แบ่ง 3 แนวทาง &amp;ldquo;เพิ่มทุนไอแบงก์-ลุยโครงการอินฟินิท-พัฒนาระบบฐานข้อมูล ธอส.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวนการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารและอำนวยการในคณะกรรมการกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (กองทุนแบงก์รัฐ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการใช้เงินของกองทุนที่มีอยู่ล่าสุด 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากมีการดำเนินการใช้ได้เร็ว ก็จะเป็นผลดีต่อแบงก์รัฐให้มีความเข้มแข็ง ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการใช้เงินของกองทุนแบงก์รัฐล่าสุดประกอบกอบด้วย 3 เรื่อง ในเรื่องแรกเป็นเป็นการเพิ่มทุนให้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท จากการเพิ่มทุนทั้งหมด 1.8 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากงบประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งตอนนี้รอการแก้ไขกฎหมายของธนาคาร เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็จะทยอยจ่ายเงินเพิ่มทุนให้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องที่สองเป็นการดำเนินการโครงการอินฟินิทจำนวน 650 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่จะให้ใช้สถานที่ตั้งเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนการเรียนรู้การเงินฟินเทคสมัยใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้การที่ต้องตั้งงบประมาณไว้มาก เพราะต้องมือกับองค์กรต่างประเทศ ที่มีความรู้ด้านนวตกรรมและเทคโนโลยี่ฟินเทคสมัยให้กับคนไทยเพื่อนำไปต่อยอดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เรื่องสุดท้ายกองทุนแบงก์รัฐอนุมัติเงินให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลของธนาคารให้มีความทันสมัยรองรับการบริการให้กับผู้ขอสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเพิ่มทันให้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ยังไม่มีการเสนอเรื่องมาให้กองทุนแบงก์รัฐพิจารณา คาดว่าหลังจากที่คณะกรรมการของ ธพว. เห็นชอบ ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนที่จะส่งเรื่องมาให้กองทุนแบงก์รัฐพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กองทุนแบงก์รัฐมีเงินมากพอที่จะช่วยสนับสนุนแบงก์รัฐให้เข็มแข็ง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวในระดับสูงต่อไป โดยแบงก์รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเงินให้กองแบงก์รัฐปีละ 2 ครั้ง จากฐานเงินฝากที่มีอยู่&amp;rdquo; นายสุวิชญ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ, กองทุนแบงก์รัฐ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, เพิ่มทุนธนาคารอิสลาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b31a811b8ef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” ตั้งแท่นดันจีดีพีปีนี้แตะโตแตะ 5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ตั้งแท่นดันเศรษฐกิจปีนี้โตแกร่ง 5% หลัง &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; ประเมินจีดีพี 4.5% ยังต่ำเกินไป มองรัฐบาลต้องส่งมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอีก 1.7 แสนล้านบาท หนุนลงทุนรัฐ-เอกชนติดลมบน


นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 เต็มตัว เพื่อให้ขยายตัวได้ 5% โดยรองนายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายตัวเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังประมาณการว่าจะขยายตัวได้ 4.5% นั้นต่ำเกินไป


ทั้งนี้ สศค. ได้ทำโมเดลประเมินเศรษฐกิจพบว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% จะต้องเร่งเติมเม็ดเงินเพิ่มเติมในครึ่งปีที่เหลือของปี 2561 ให้ได้อีก 1.7 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐให้เร็วขึ้น รวมถึงดึงดูดให้ภาคเอกชนลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังให้มากที่สุด


&amp;quot;การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% ทำได้แต่ไม่ใช่ง่าย หากรัฐบาลและเอกชนลงทุนได้เพิ่มขึ้นมากๆ ก็ทำให้เศรษฐกิจไปถึงเป้าหมายได้ ซึ่งคงต้องมีการออกมาตรการเสริมออกมาเพิ่ทเติทอีกมาก&amp;quot; นายสุวิชญ กล่าว


สำหรับมาตรการช่วยเหลือคนจน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น ทั้งการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนกับรัฐบาล จำนวน 11.4 ล้านคน ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ


นอกจากนี้ ยังมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง ระบุจะเสนอให้ ครม. เห็นชอบภายในเดือนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13910</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, จีดีพี, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeb2205c6454.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
