<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่ง &#039;กำนัน&#039; กับพวกรวม 8 คนเข้าเรือนจำ ศาลให้ส่งคำร้องขอประกันให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ. 64&amp;nbsp;- &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา18.40 น. ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ทนายความจำเลยได้ยื่นประกัน เเกนนำ กปปส. จำนวน 14 คน ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญาวันนี้ ระหว่างอุทธรณ์ประกอบด้วย กรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทวิริยะ ,ฉลากออมสิน ,เงินสด จำนวนคนละ 6 เเสนบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลพิเคราะห์คำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ประกันตัว นายสมศักดิ์ จำเลยที่ 15 , นายคมสัน จำเลยที่ 26, นายสาวิทย์ จำเลยที่ 29 , นายสุริยะใส จำเลยที่ 30 , นายสำราญ จำเลยที่ 33 , นายอมร จำเลยที่ 34 โดยตีราคาประกันคนละ 6 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายสุเทพ จำเลยที่ 1, นายชุมพล จำเลยที่ 3, นายพุทธิพงษ์ จำเลยที่ 4, นายอิสสระ จำเลยที่ 5 , นายถาวร จำเลยที่ 7 , นายณัฏฐพล จำเลยที่ 8 , นายสุวิทย์ หรือ อดีตพระพุทธะอิสระจำเลยที่ 16 , เรือตรีแซมดิน จำเลยที่ 24 ศาลอาญาเห็นควรให้ส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป วันนี้นายสุเทพกับพวกจำเลยรวม 8 คน จึงต้องถูกควบคุมตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อน ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94158</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., การเมือง, ศาลอาญา, สุเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6035baeb4e0b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบแล้ว! กำนันถอนฟ้อง &#039;แจ็ค วัชระ&#039; รับผิดหาแทรกแซงประชาธิปัตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย. 63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ1073/2562 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมกับสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นจำเลย ในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2562 นายวัชระได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวหานายสุเทพว่าแทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเงิน ทั้งที่นายสุเทพได้ก่อตั้งพรรคใหม่แล้ว กลับหาว่าไปแทรกแซงพรรคเดิม ซึ่งผิดกฎหมาย ทำให้นายสุเทพเกิดความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้โจทก์, ทนายโจทก์ และนายถาวร เสนเนียม พยานฝ่ายโจทก์ รวมทั้งจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1-3 มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความ โจทก์แถลงว่า หากจำเลยที่ 1 ยอมรับต่อหน้าศาลว่าจำเลยที่ 1 ได้หมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องจริงและยอมรับสารภาพผิดต่อหน้าศาล และจำเลยที่ 1 ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าศาลว่า จำเลยที่ 1 จะไม่วิพากษ์วิจารณ์โจทก์ทำให้โจทก์เสียหายอีกต่อไป พร้อมทั้งโฆษณาขอขมาโจทก์ให้ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป ดังนี้แล้วโจทก์จะไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสามและจะถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 แถลงว่า โจทก์เป็นผู้มีพระคุณต่อจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ในอดีตที่ได้สนับสนุนให้เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ขอรับสารภาพต่อหน้าศาลว่าได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง และจำเลยที่ 1 ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์โจทก์ในทางเสียหายอีก และจะลงโฆษณาขอขมาโจทก์ ให้โจทก์ตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถาวร แถลงต่อศาลว่า ตนเองก็ได้รับเสียหายจากที่การกระทำของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์ไม่ติดใจก็ให้เป็นไปตามเจตนาของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์นายถาวรในทางเสียหายอีกเช่นกัน จำเลยที่ 2-3 ตกลงนำข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ไปลงในสื่อของผู้จัดการเป็นระยะเวลา 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคดีตกลงกันได้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ดังนั้น ในส่วนของจำเลยจึงให้ไปดำเนินการตามที่แถลงเรื่องขอขมาโจทก์ ส่วนในทางคดีนี้โจทก์พอใจแล้ว และคู่ความอื่นไม่คัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์ จึงให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ยกเลิกวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่เหลือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83404</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ประชาธิปัตย์, วัชระ, สุเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f461bef3ed31.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับจำคุก &#039;ธาริต-3 พงส.ดีเอสไอ&#039; 2 ปี คดีแจ้งข้อหา &#039;มาร์ค-เทือก&#039; ฆ่าประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63&amp;nbsp;- เมื่อเวลา 9.00 น. ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.310/2556 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ในฐานะอดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานเป็นร่วมกันเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า กรณีเมื่อเดือน ก.ค.54 - 13 ธ.ค. 2555 ดีเอสไอได้สรุปสำนวนดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาและเล็งเห็นผล จากการออกคำสั่ง ศอฉ. ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่ชุมนุมเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ ซึ่งโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนจากข้อเท็จจริง โดย นปช.ก่อความไม่สงบ ก่อการร้าย โจทก์ได้มอบนโยบายชัดเจนว่าให้สลายการชุมนุมโดยหลีกเลี่ยงความสูญเสีย เพื่อระงับความเสียหายของบ้านเมือง โจทก์ไม่ต้องรับผิด เมื่อการชุมนุมยุติลง ดีเอสไอก็ได้สอบสวนดำเนินคดีแกนนำและชายชุดดำข้อหาก่อการร้ายด้วย ต่อมานายธาริต จำเลยที่ 1 ยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จำเลยทั้งสี่จึงร่วมกันแจ้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน กลั่นแกล้งโจทก์สนองความต้องการของรัฐบาล ซึ่งดีเอสไอไม่มีอำนาจ เพราะโจทก์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2561 ยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ โดยเห็นว่าพยานที่โจทก์ที่นำสืบมานั้น ไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 จงใจกลั่นแกล้งโจทก์อย่างไรในการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทำในรูปของคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ มีจำเลยที่ 2-4 และอัยการเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน โดยแต่งตั้งขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง คณะกรรมการไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อ จำเลยทั้งสี่เป็นพนักงานสอบสวนเช่นเดียวกับอัยการที่ร่วมสอบ จึงไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนหลักฐานอื่นเป็นเพียงพยานแวดล้อมและความเห็นทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้นายธาริต อดีตอธิบดีดีเอสไอ และกลุ่มพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จำเลยทั้งสี่ ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ก่อนหน้าที่จะมีความเห็นควรแจ้งข้อหาโจทก์ที่ 1-2 ในความผิดฐานฆ่าเล็งเห็นผลจากเหตุการสลายการชุมนุมปี 2553 จำเลยทั้งสี่เคยมีความเห็นว่าการชุมนุม นปช.เป็นความผิดกฎหมาย จึงแจ้งข้อหาก่อการร้าย แสดงว่าจำเลยที่ 1-4 เห็นว่าโจทก์ที่ 1-2 กระทำไปตามหน้าที่ แม้ภายหลังการไต่สวนการตายของนายพัน คำกอง ศาลอาญาจะชี้ว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิด จากการพิจารณาพฤติการณ์ประกอบกัน ฟังได้ว่า การที่จำเลยทั้งสี่มีความเห็นต่างจากเดิม เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง เพื่อเอาใจรัฐบาล มีผลในการต่ออายุตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การที่จำเลยทั้งสี่สืบสวนสอบสวนโจทก์ทั้งสอง พร้อมแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลทั้งที่เป็นอำนาจ ป.ป.ช. การกระทำจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา 200 วรรคสอง จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี คำเบิกความเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้นายธาริตกับพวกก็เตรียมยื่นประกันตัวสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58927</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ดีเอสไอ, ธาริต, มาร์ค, สลายบม็อบเสื้อแดง, สุเทพ, อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e607023126e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2019 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เทือก&#039;ยันอนุมัติสร้างโรงพักตามขั้นตอน ลั่นมีหลักฐานพิสูจน์ในศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค. 62 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดกรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง ว่า&amp;nbsp; หลังจากที่ ป.ป.ช. ได้ตั้งข้อกล่าวหาแล้ว ตนได้ไปชี้แจงหลายครั้งหลายหนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุด ป.ป.ช.ก็ได้สรุปและมีมติชี้มูล ทำให้ตนจะได้มีโอกาสไปพิสูจน์ความจริงในศาล เรื่องราวจะได้จบ เพราะว่าตนเสียหายและเสียชื่อเสียงมาเยอะแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ อธิบายว่า ในฐานะคนที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เรื่องที่เกิดขึ้นขอเรียนกับประชาชนว่า กรณีไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่เดิม ป.ป.ช. พยายามกล่าวหาว่าตนกระทำผิดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ในที่สุดก็ไม่มีความผิด เพราะว่า มติ ครม.เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นฟังจากการแถลงของ ป.ป.ช.เมื่อวานนี้ กลายเป็นว่าตนเองเสนอเรื่องขออนุมัติ ครม. เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีจัดซื้อจัดจ้างใหม่ กลับไม่เสนอขอมติที่ประชุม ครม. อีกครั้ง คล้ายกับว่าตนเองใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีดังกล่าว จะทำให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ตนเห็นว่าอาจจะผิดจากข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะข้อเท็จจริงคือว่า ครม. มีมติครั้งเดียวเมื่อวันที่ 17 ก.พ.2552 ให้สร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง ในวงเงิน 6,000 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ แล้วก็ผูกพันงบประมาณเป็นเวลา 5 ปี&amp;nbsp; ซึ่ง ครม.อนุมัติเพียงครั้งเดียว เรียกว่า ครม. อนุมัติโดยหลักการ ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่อำนาจของ ครม. ในการอนุมัติ ไม่มีการอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใด ที่จะต้องไปขออนุมัติจากมติ ครม. เพราะมีกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ว่าเป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงาน คืออธิบดี หรือถ้าเกินอำนาจของอธิบดี ก็เป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นที่กล่าวหาว่าตนเองเสนอ ครม. ครั้งหนึ่งแล้ว แต่พอจะเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างกลับไม่เสนอขอมติ ครม.นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งประเด็นนี้ตนจะนำไปพิสูจน์ให้ศาลได้เห็น และขอให้พี่น้องประชาชนสบายใจ เพราะทั้งหมดนี้ที่ ป.ป.ช.กล่าวหาตนเอง ไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลย เป็นเพียงประเด็นว่าตนใช้อำนาจหน้าที่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น เรื่องการทุจริตนั้นเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช. แจ้งมติชี้มูลตำรวจ ข้าราชการ หรือพ่อค้าคนอื่นในวันเดียวกัน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าตนไปสมคบทุจริตกับเขาด้วย ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่อยากจะชี้ให้ประชาชนได้เห็นก็คือว่า กรณีนี้มีการประมูลกันโดยวิธีอีอ๊อกชั่น (e-Auction) ก็มีผู้เข้าประมูลหลายรายและแข่งขันกัน 70 กว่าครั้งในการประกวดราคา ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดนั้น ได้เสนอต่ำกว่าราคากลางประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จ ไม่ได้เกี่ยวกับการอนุมัติสั่งการของผม เกี่ยวกับการบริหารสัญญาคือการกำกับควบคุมดูแลการก่อสร้าง น่าสังเกตว่าระหว่างการก่อสร้างกว่าจะทำสัญญาได้ก็นาน และเวลาก่อสร้างมีการขยายสัญญาให้หลายครั้ง โดยผู้บัญชาการตำรวจหลายคน ซึ่งผมจะไม่พูดว่า ใครถูกใครผิดอย่างไร เพราะเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องไปพิสูจน์ความจริงกันในศาล ด้วยพยานหลักฐานที่ผมมี&amp;quot; นายสุเทพ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริต, ป.ป.ช., ศาล, สร้างโรงพักฉาว, สุเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190807/image_big_5d4a4a39864c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41803</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.อุบไต๋ฟัน&#039;สุเทพ&#039;ทุจริตโรงพัก รอแจงหลังส่งอัยการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค. - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ทุจริตในโครงการก่อสร้างโรงพัก ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.&amp;nbsp; และสำนักงาน ป.ป.ช.ยังไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ชี้มูลแล้วหรือยังอยู่ระหว่างรอส่งให้อัยการ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขั้นตอนของ ป.ป.ช.รวมทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องการรับรองรายงานการประชุม การส่งหลักฐานให้กับอัยการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ถ้าส่งให้อัยการแล้วจะแถลงให้ทราบต่อไป รวมถึงทุกๆ เรื่องที่จะเปิดเผยหลังจากที่ส่งให้อัยการแล้ว ซึ่งมีหลายเรื่องสำคัญที่จะเปิดเผยหลังจากส่งให้อัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการการยื่นเรื่องให้อัยการจะต้องส่งให้อัยการภายใน 30 วัน&amp;nbsp; หากเป็นคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการจะต้องส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 180 วัน แต่ถ้าอัยการเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ต้องแจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายใน 90 วัน เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกัน ส่วนนักการเมืองที่ถูกชี้มูลความผิด จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่&amp;nbsp; ต้องรอให้ศาลมีคำสั่งรับเรื่องไว้ก่อน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41803</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชี้มูลความผิด, ทุจริตสร้างโรงพัก, ป.ป.ช., วรวิทย์ สุขบุญ, สุเทพ, ส่งอัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d37da3698ffa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2019 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;ฉะสุเทพแทนคุณบิ๊กตู่ ที่เกิดบนความตายคนเสื้อแดง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค. 62 - คณะผู้บริหารพรรคเพื่อชาติ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงจ.สมุทรปราการ เขต 7 นายเถลิงยศ บุตุคำ, เขต 6 นางสาวศิรินุช คีตะนิธินันทน์, เขต 3 นายชัยวิทย์ พิศาลรวิพงษ์ นอกจากนี้เขตรอยต่อ จ.สมุทรปราการ ได้แก่ เขตบางนา พระโขนง ผู้สมัคร ดร.ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ ก็มาร่วมเดินหาเสียงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ปราศรัยโดยอ้างถึงความจำเป็นที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยระบุชัดเจนว่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ มาช่วยต่อสู้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในปี 2552 - 2553 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้พี่น้องเสื้อแดงตายไปกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บ 2,000 สูญสิ้นอิสรภาพนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นบุญคุณระหว่างนายสุเทพกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นบุญคุณท่ามกลางความตายของพี่น้องคนเสื้อแดง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายสุเทพยังออกมาพูดในลักษณะบังคับทางเลือก เช่นว่าถ้าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองก็จะเกิดความไม่สงบ ซึ่งความไม่สงบนั้นก็จะเกิดจากซีกของนายสุเทพ ที่เคยไปชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยข้ออ้างเรื่อง พ.ร.บ.สุดซอย ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องบังหน้า ความจริงคือการเปิดประตูให้ทำการรัฐประหาร เช่นเดียวกับคำว่าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง มันคือมายาภาพ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ก็ไม่เคยปฏิรูป หลังจากมีการยึดอำนาจ ไม่เคยมีการเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปอย่างชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ลูกพรรคที่นายสุเทพให้การสนับสนุนก็โพสต์ข้อความในลักษณะข่มขู่ประชาชนว่า ถ้าเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะเกิดรัฐประหารแน่นอน ตนนึกไม่ถึงว่าพรรคการเมืองจะใช้วิธีทำมาหากินกันเช่นนี้ นั่นหมายความว่าถ้าไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐ หรือว่าพรรคของนายสุเทพและพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ บ้านเมืองก็จะต้องถูกรัฐประหาร ตนถือว่านี่ไม่มีความยุติธรรมต่อประชาชน จังหวัดสมุทรปราการเป็นพื้นที่ที่คนเสื้อแดงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก วันนี้ต้องขอเรียกร้องพี่น้องให้ออกมาใช้สิทธิ์สําแดงเดช เลือกพรรคเพื่อชาติเพราะว่าคะแนนจะไม่ได้ตกน้ำ คนเหล่านี้จะได้ยืนหยัดส่ง พล.อ.ประยุทธ์ กลับบ้าน ให้บ้านเมืองเดินหน้าด้วยระบอบประชาธิปไตย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31804</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร, ทดแทดบุญคุณ, ประยุทธ์, สุเทพ, เลือกตั้ง, เสื้อแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c91db1f44509.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31789</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2019 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อชาติโวย&#039;บิ๊กแดง&#039;ปล่อยสุเทพขู่คนทั้งชาติ แนะฟัง&#039;แม้ว&#039;จะก้าวทันโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค. 62 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ถามหาผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) &amp;nbsp;ในฐานะ รปภ.ของประเทศหายไปไหน ไม่มาแสดงตนเป็นผู้รักษาความมั่นคงของประเทศตามหน้าที่ ที่ต้องดำเนินคดีกับการข่มขู่คนทั้งชาติ อีกทั้งน่าจะแนะนำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ฟังเพลงหนักแผ่นดินบ้าง ในกรณีที่นายสุเทพขู่คนทั้งชาติว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนทั้งชาติไม่ต้องมีความสุข เพราะจะออกมาปิดกรุงเทพมหานคร (กทม.) อีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แปลกใจมากพวกขี้แพ้ที่เป็นสาเหตุสร้างความวุ่นวายในประเทศ กว่า 10 ปีมานี้ เป็นคนกลุ่มน้อยที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ สามารถกระทำการข่มขู่คนทั้งชาติ ซึ่งเป็นความผิดตามกฏหมาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลความมั่นคงที่อ้างว่ารักชาติกลับนิ่งเฉย ในขณะที่คนที่จะพัฒนาประเทศชาติให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ตัดงบประมาณส่วนที่ไม่จำเป็นของหน่วยงานความมั่นคงออก นำไปช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คนที่อ้างว่ารักชาติกลับโกรธหาว่าคนที่จะช่วยพัฒนาประชากรทั้งประเทศต้องไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า วิธีการคิดแบบนี้บ่งบอกว่าสภาพสังคมมีปัญหารุนแรง นโยบายทลายกำแพงใจที่สร้างประชาชนให้โอบอ้อมอารี มีเมตตาต้องถูกนำมาใช้โดยด่วน เพื่อแก้ปัญหาความเห็นแก่ตัวของพวกที่นิยมเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่อยากมีอำนาจโดยไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศยอมรับได้ แม้ตนยังอายุน้อยแต่ไม่อยากให้ประเทศชาติล่มสลายไปด้วยน้ำมือคนสูงวัยที่ก้าวตามสังคมไม่ทัน ขอแนะนำว่าถ้าอยากชนะใจประชาชนต้องปรับปรุงตัว วิธีการเดิมๆ ของเผด็จการในยุคอุตสาหกรรม เช่นการสร้างความหวาดกลัว การแจกเงิน การเปลี่ยนความคิดโดยดูดคนฝั่งตรงข้ามไปสนับสนุน เพื่อจะให้ประชาชนเปลี่ยนความคิดตามไม่สามารถนำมาใช้ในยุคดิจิตอลได้แล้ว เพราะโลกทุกวันนี้มีข้อมูลอยู่ที่ปลายนิ้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียา กล่าวว่า ตนปรารถนาดีกับทุกคนในชาติแม้จะมีความคิดเห็นแตกต่าง ขอบอกว่าถ้าพวกกลุ่มอนุรักษ์นิยมและเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่ปรับปรุงตัวจะกลายเป็นพลเมืองไร้ประโยชน์และต้องสาบสูญไปเหมือนไดโนเสาร์ในอนาคต การไม่สามารถยอมรับหรือชื่นชมกับความสำเร็จของผู้อื่น ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่รู้จักพิจารณาความผิดพลาดของตนเองว่าทำไมคนส่วนใหญ่ทั้งชาติไม่ยอมรับตนเอง แต่เลือกจะเอากำลังมาบังคับให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับจะทำให้พวกเผด็จการและแนวร่วมค่อยๆ ลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เผด็จการสืบทอดอำนาจประจักษ์กับสายตาแล้วว่าการโฆษณาชวนเชื่อด้วยความเท็จ การกดขี่สิทธิและเสรีภาพคนคิดต่าง การสร้างปีศาจทักษิณ หรือปีศาจใดๆ ไม่สามารถชนะใจประชาชนได้ สิ่งที่ต้องทำคือการปรับปรุงตนเองให้เป็นคนเอื้ออารีอย่างแท้จริง และมีความสามารถที่แตกต่าง เอาเวลาที่กลัวแพ้ โกรธ เกลียด อิจฉา ริษยา ที่จะสร้างวาทกรรมเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ฝ่ายตรงข้ามสร้างความขัดแย้งในสังคมต่อไปฟัง Good Monday ของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แล้วคิดตามหรือคิดต่อยอด แต่ไม่ใช่ฟังด้วยความริษยา จะทำให้ก้าวทันโลกและเทคโนโลยีมากขึ้น จะได้คะแนนเสียงคนรุ่นใหม่แบบตนบ้าง ไม่ใช่ไม่รู้จักกระทั่งว่าคำว่า &amp;ldquo;อีคอมเมิร์ซ&amp;rdquo; แต่ไปแต่งตัวถ่ายรูปแบ้วๆ แล้วจะชนะใจคนรุ่นใหม่&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อชาติ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31789</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ, บิ๊กตู่, บิ๊กแดง, ผบ.ทบ., สุเทพ, เกศปรียา, เผด็จการ, เพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31e17bca9bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
