<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก &#039;ลุงวิศวะ&#039; 3 ปี 4 เดือน คดียิงเด็กนร.ตาย แต่ให้รออาญา 3 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย.64 - เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลจังหวัดชลบุรีศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีฆ่าผู้อื่นหมายเลขแดงที่ 3544/2561 ที่พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี &amp;nbsp;และน.ส.มณีพร ผึ่งผาย โจทก์ร่วม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์หรือ ลุงวิศวะ อายุ 56 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการโจทก์นำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2560 สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 นายสุเทพ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายนวพลหรือปอนด์ ผึ่งผายอายุ 17 ปี &amp;nbsp;นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งที่หน้าอก1นัดจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดบริเวณแยกครกใหญ่ ต.อ่างศิลา อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั้นพิจารณา นายสุเทพ จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานพาอาวุธปืนฯเท่านั้น ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาให้การปฏิเสธสู้คดีอ้างว่า เป็นการป้องกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลจังหวัดชลบุรีมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี ปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 &amp;nbsp;พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น นายสุเทพ จำเลยฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารแล้วเห็นว่า มูลเหตุคดีเริ่มต้นเมื่อพวกของผู้ตายจอดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของจำเลย โดยไม่ได้สนใจว่ารถยนต์ของจำเลยที่จอดริมฟุตบาทจะออกไปได้หรือไม่ เมื่อภรรยาจำเลยแจ้งให้ทราบว่า รถยนต์ของจำเลย กำลังจะออก แต่พวกของผู้ตายไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน ซึ่งการจอดรถซ้อนคันขวางทางออกถนนของรถยนต์คันอื่น ทั้งมิยอมรีบขยับรถให้รถคันที่ตนจอดขวางอยู่ออกไปได้ มิใช่เรื่องที่คนทั่วไปกระทำกัน เหตุการณ์เช่นนี้ คนทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามพบเจอ ย่อมต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา จำเลยจึงกล่าวถ้อยคำหยาบคายหลายครั้ง แต่มีเพียงถ้อยคำเดียวที่พวกของผู้ตายได้ยินก่อนที่จะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนถ้อยคำหยาบคายอื่นๆจำเลยกล่าวในรถยนต์ของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้พวกของผู้ตายรู้สึกว่าจะต้องเอาเรื่องกับจำเลย ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้จำเลยเสียเวลาไปบ้างเล็กน้อย จึงมิใช่เรื่องใหญ่โตถึงขนาดต้องฆ่ากัน เชื่อได้ว่า &amp;nbsp;ในขณะที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนออกจากบริเวณหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความคิดที่จะเอาเรื่อง อีกฝ่ายเพราะเหตุจากการมีปากเสียงกัน ส่วนเหตุการณ์ระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกจากร้านขายอาหารทะเลแห้งจนถึงเวลาก่อนจะถึงแยกครกใหญ่ พวกของผู้ตายเพียงแต่เปิดไฟสูงใส่จำเลย ไม่ได้ขับแข่ง ขับแซง หรือปาดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัย ที่สามารถกระทำได้โดยง่าย ส่วนพฤติการณ์ภายในรถฝ่ายจำเลย แสดงให้เห็นได้ว่า ภายหลังจากออกจากหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน จำเลยและภรรยาต่างระงับความโกรธได้และเกรงว่าจะถูกฝ่ายผู้ตายทำร้าย จึงมีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือ จากเจ้าพนักงานตำรวจหรือบุคคลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ จำเลยมิได้ขับรถปากหน้ารถพวกของผู้ตาย เพื่อไปจอดรถที่ริมฟุตบาทและมิได้มีพฤติการณ์ยั่วยุให้คนในกลุ่มผู้ตายมาวิวาทต่อสู้กันอีก เมื่อมีคนในกลุ่มของผู้ตายหลายคนอยู่ล้อมรอบรถยนต์ของจำเลย ผู้ตายก็มุดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของจำเลย พูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า &amp;ldquo;มึงจะรบป่าว&amp;rdquo; หลายครั้ง และมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ตายจะเข้ามาทำร้ายจำเลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ขณะเดียวกันจำเลยยังถูกพวกของผู้ตายชกต่อยจากทางด้านหลัง ย่อมถือได้ว่ามีอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของจำเลยแล้ว ประกอบกับจำเลยนั่งอยู่ที่นั่งคนขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดและเคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จำเลย ใช้อาวุธปืนยิงออกไปจึงเป็นทางเดียวที่จะให้จำเลยพ้นจากการถูกทำร้ายโดยผู้ตายและพวกได้ ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่เมื่อจำเลยเห็นอยู่แล้วว่าผู้ตายและพวกไม่มีอาวุธ หากจำเลยเพียงนำอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นต้องให้ถูกผู้ตายหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่สำคัญของผู้ตาย ก็ย่อมเพียงพอที่จะยับยั้งมิให้ผู้ตายและพวกเขามาทำร้ายได้แล้ว แต่จำเลยกลับใช้อาวุธปืนยิงไปที่หน้าอกซ้ายของผู้ตาย แม้ยิงเพียงนัดเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3ปี &amp;nbsp;4 &amp;nbsp;เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุคดีนี้เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทางรถยนต์ของจำเลย จนเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วยส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน การรอการลงโทษให้แก่จำเลยน่าจะเป็นประโยชน์ แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ให้จำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนและให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมาศาลจังหวัดชลบุรีได้นัดอ่านคำพิพากษาฎีกา แต่นายสุเทพ ซึ่งได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาไม่ยอมมาฟังคำพิพากษา &amp;nbsp;ศาลเห็นว่า มีพฤติการณ์หลบหนี จึงออกหมายจับ สั่งริบเงินประกัน 874,000 บาทจกเป็นของแผ่นดิน และนัดฟังคำพิพากษาฎีกาลับหลัง ในวันนี้ซึ่งนายสุเทพคงไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาฎีกาอีกศาลจึงอ่านคำพิพากษาฎีกาลับหลังดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106698</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลุงวิศวะ, สุเทพ โภชนสมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0505ba7f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก10ปีลุงวิศวะ ยิงวัยรุ่นที่อ่างศิลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลชลบุรีพิพากษาจำคุกลุงวิศวะ 15 ปี คดียิงวัยรุ่นตายที่อ่างศิลา จากเหตุอีกฝ่ายจอดรถปิดทางออกแล้วไม่มีใครยอมใคร ระบุหากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ คดีนี้คงไม่เกิด แต่เป็นเพราะจำเลยพกปืนจนเกิดความฮึกเหิม บ่งชี้เจตนาสมัครใจจะทะเลาะวิวาท จึงมิใช่การป้องกันสิทธิตามกฎหมาย แต่จำเลยไม่มีจิตใจโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย และมิได้หลบหนี ปรานีลดโทษเหลือจำคุก 10 ปี และให้ชดใช้สินไหมทดแทน 3.4 แสนบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลจังหวัดชลบุรี วันที่ 27 กันยายนนี้ มีการอ่านคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำ 2941/2560 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืน ฆ่าคนตายโดยเจตนา กรณีก่อเหตุยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นที่ล้อมรถเก๋งและพยายามทำร้าย เป็นเหตุให้กระสุนถูกนายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นการป้องกันตัว เหตุเกิดบริเวณสามแยกถนนอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากพวกของผู้ตายซึ่งเป็นคนขับรถยนต์ตู้ จอดรถที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย ทำให้มีปากเสียงกัน แต่เหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไป โดยมิได้ท้าทายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ จอดรถรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามรถทั้ง 2 คันไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้ บีบแตรยาวใส่ แล้วขับไปอยู่ด้านหน้า ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถให้ชนท้าย ทั้งภริยาจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพรถยนต์เก๋งพวกผู้ตายไว้อีก เช่นนี้ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายกับพวกให้เกิดโทสะและเข้ามาวิวาทกับจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืน ซึ่งบรรจุกระสุนปืนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก บ่งชี้ถึงเจตนาของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพิพากษาระบุต่อไปว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันไปในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายกับพวกมาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะยิงกัน จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคน ก็เริ่มเกิดความขลาดกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายกับพวกด้วยน้ำเสียงและคำพูดในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษในการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่อง หรือให้เลิกแล้วกันไป ประกอบกับจำเลยเตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมยิงต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภริยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย มารดาผู้ตาย และให้ถือว่า น.ส.มณีพรอยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาทนายของนายสุเทพได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 670,000 บาท ขอประกันตัวนายสุเทพ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วให้ประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ พ่อของนายนวพล ผู้ตาย กล่าวว่า พอใจในตัดสินของศาล จึงอยากฝากไปถึงดวงวิญญาณของน้องปอนว่าทำสำเร็จแล้ว ให้คนผิดได้รับโทษ และขอขอบคุณในความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 4 ก.พ.60 ตำรวจ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บริเวณสามแยกตลาดอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมืองชลบุรี ตรวจสอบพบนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอน&amp;nbsp;อายุ 17 ปี ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณราวนมซ้ายกระสุนฝังใน อาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนมือปืนคือนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี นั่งอยู่ในรถเก๋งยี่ห้อมาสด้า ทะเบียน ฌต 5079 กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;มีบาดแผลคิ้วแตก ตามร่างกายมีรอยถลอกและฟกช้ำ โดยมีปืนพกสั้น รูเกอร์ SR9c .308 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุน 5 นัด จึงคุมตัวสอบสวนดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุเทพให้การว่า ขับรถมาเที่ยวชายหาดบางแสนพร้อมกับครอบครัว ประกอบด้วย ภรรยา มารดาและหลานชาย แล้วมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 13 คน ที่จอดรถขวางทางออกบริเวณสะพานปลาอ่างศิลา หลังจากนั้นจึงได้เดินทางจะกลับบ้าน เมื่อขับรถมาตามถนนสายอ่างศิลา พบกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณีได้ขับรถเก๋งตามมา นายสุเทพจึงเปิดกระจกรถ ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นก็พบรถของหน่วยกู้ภัยจอดอยู่ข้างทาง จึงได้จอดรถให้ภรรยาลงไปขอความช่วยเหลือ แต่กลุ่มวัยรุ่นกรูกันเข้ามาเปิดประตูรถ พร้อมทั้งทำร้ายร่างกายตน จึงใช้ปืนที่พกมายิงสุ่มไป 1 นัดเพื่อป้องกันตัว กระสุนถูกผู้ตายเสียชีวิตดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มเพื่อนของนายนวพล คือนายณัฐวุฒิ โสมทัศน์, นายอดิศร แสนศักดิ์ และนายกมล แจ่มวัย ตกเป็นผู้ต้องหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงาน และร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ทั้งหมดรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน แต่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยังเป็นเยาวชน โทษจำให้รอลงอาญา คุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี ส่วนนายนิพนธ์ ทองสี คนขับรถตู้ ถูกฟ้องในข้อหาจอดรถลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับ 1,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมล แจ่มวัย, ณัฐวุฒิ โสมทัศน์, มณีพร ผึ่งผาย, ศาลจังหวัดชลบุรี, สหภาพ วงศ์ธรรมเจริญ, สุเทพ โภชนสมบูรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดิศร แสนศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bacd7c144897.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
