<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการชี้รถเมล์ต้นเหตุก่อฝุ่น PM 2.5 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;25ม.ค.63-นายวันชัย รัตนวงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย และพัฒนาโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าหากพิจารณาภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยฝุ่น PM 2.5พบว่ามีอัตราการปล่อยฝุ่นที่ใกล้เคียงกัน โดยภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 40% ขณะที่ภาคขนส่งอยู่ที่ประมาณ 30-40% ซึ่งในส่วนของภาคขนส่ง ประกอบด้วยทั้งรถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุก ที่เป็นตัวการสำคัญของการปล่อยควันดำออกจากท่อไอเสีย ทำให้เกิดมลพิษทำลายสุขภาพของประชาชน แต่หากพิจารณาเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะพบว่า รถโดยสารสาธารณะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหา PM 2.5 เพราะรถบรรทุกส่วนใหญ่จะวิ่งอยู่รอบนอกเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;นายวันชัย กล่าวว่า หากย้อนไปดูข้อมูลรถเมล์ของ ขสมก. ที่วิ่งให้บริการอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ปัจจุบันมีประมาณกว่า 3,000 คัน โดยในจำนวนนี้ได้ถูกเปลี่ยนจากระบบน้ำมัน มาเป็นระบบก๊าซ NGV แล้วประมาณ 400-500คัน นอกจากนี้ในจำนวนรถเมล์กว่า 3,000 คัน ยังพบว่าเป็นรถเมล์ที่มีสภาพเก่า และมีอายุการใช้งานมานานอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรถเมล์เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนให้เป็นรถเมล์ใหม่ทั้งหมด เพราะประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้ลดน้อยลงไปแล้ว แต่เข้าใจว่าเนื่องจากรถเมล์ทำแล้วยังขาดทุนอยู่ จึงทำให้รัฐอาจไม่อยากเสียงบประมาณในส่วนนี้เพื่อไปลงทุน เพราะเปลี่ยนไปก็ขาดทุนอยู่ดี แต่หากคิดแบบนี้และปล่อยรถให้เก่าผุพังปล่อยควันพิษต่อไป ก็จะทำให้ประชาชนเจ็บป่วย และสุดท้ายรัฐบาลต้องเสียงบประมาณเพื่อใช้ในการรักษาคนอยู่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเห็นด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของ ขสมก. ซึ่งมีการบรรจุเรื่องการจัดหารถเมล์ใหม่ ที่เป็นรูปแบบรถเมล์ไฟฟ้า(อีวี) ไว้ในแผนพื้นฟูฯ ด้วย เพราะแม้ ขสมก. จะขาดทุนที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเก็บค่าโดยสารราคาถูก แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตามหากได้รับการสนับสนุนให้จัดหารถเมล์ใหม่เป็นระบบอีวีจริง ขสมก.ควรพิจารณาความคุ้มค่าขององค์กรด้วย หากไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และยังเก็บค่าโดยสารที่ถูกเกินไป อาจทำให้ขาดทุนเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องปรับให้สูงจนทำให้มีกำไร แต่อยากให้เป็นราคาที่เหมาะสมยอมรับได้ทั้งผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ&amp;rdquo;นายวันชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;นายวันชัย กล่าวว่า การเปลี่ยนรถเมล์เก่าเป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ ที่ ขสมก.ควรต้องเร่งดำเนินการ แต่การจะเปลี่ยนนั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยกล็อตทีเดียวทั้งหมด อาจจะทยอยเปลี่ยนก็ได้ จะได้ไม่เป็นภาระงบประมาณมากเกินไป โดยให้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญเปลี่ยนรถเมล์ที่มีอายุการใช้งานมากๆ ก่อน เพราะในหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน รถเมล์ที่ใช้น้ำมันที่มีอายุการใช้งานประมาณ 7 ปี จะได้รับการเปลี่ยนใหม่ แต่ปัจจุบันรถเมล์ที่วิ่งในกรุงเทพฯ มีอายุกว่า 10-20 ปีแล้วยังไม่ได้รับการเปลี่ยนใหม่ จึงถึงเวลาแล้วที่ควรโละทิ้งและเปลี่ยนใหม่ให้เป็นรถเมล์พลังงานสะอาดทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;ด้านนายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เชื่อว่าหากแผนฟื้นฟูฯ ขสมก. ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะเกิดประโยชน์กับทั้ง ขสมก. และประชาชน ซึ่งเท่าที่ดูเบื้องต้นในหลักการถือเป็นแผนฟื้นฟูฯ ที่ดี โดยเฉพาะการการจ้างเอกชนวิ่งรถโดยสารตามระยะทางที่ให้บริการ โดยจ่ายค่าจ้างเป็นกิโลเมตร (กม.)&amp;nbsp; เพราะ ขสมก. จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าซ่อมบำรุง และค่าเสื่อมสภาพของรถโดยสารจำนวนมากเหมือนในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้การจัดหารถเมล์ใหม่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาให้บริการ มั่นใจว่าจะตรงกับความต้องการของประชาชน และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้บริการให้ประชาชน ไม่ต้องทนกับการนั่งรถเมล์ผุพังสูดควันพิษอีกต่อไป แต่ทั้งนี้เมื่อมีรถเมล์ใหม่แล้วควรควบคุมเรื่องคุณภาพการบริการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90962</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก, ฝุ่น PM 2.5, รถเมล์เก่า, วันชัย รัตนวงษ์, สุเมธ องกิตติกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e8d54c9a44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRI หนุนขนส่งฯเรียกทดสอบใบขับขี่ตลอดชีพเริ่มต้นกลุ่ม70 ปีขึ้นไป ด้านขนส่งเผยยังเป็นแค่ไอเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค.63-นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่าสำหรับประเด็นที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะมีการเรียบผู้ถือใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ &amp;nbsp;กลับมาทดสอบความพร้อมในการขับขี่นั้น &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่ภาควิชาการพูดถึงกันนานแล้ว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการระวังป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวว่าที่ผ่านมาจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนี้ทั่วโลก ไม่มีการออกใบอนุญาตในลักษณะตลอดชีพแล้ว รวมทั้งประเทศที่เคยออกใบอนุญาตตลอดชีพ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ เมื่อผู้ถือใบขับขี่เข้าสู่วัยสูงอายุ ประเทศญี่ปุ่นมีการรณรงค์ให้บุคคลเหล่านี้ &amp;nbsp;คืนใบอนุญาตเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสังคมโดยรวม &amp;nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมา การออกใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพนั้น &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าเมื่อผู้ถือใบอนุญาตเข้าสู่ช่วงสูงวัย แน่นอนความสามารถในการขับขี่ยอมลดลง รวมทั้งโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ &amp;nbsp;ที่ไม่เคยเป็นก็อาจจะเกิดมีโรคเหล่านี้ขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการจัดทำโครงการของกรมการขนส่งทางบก &amp;nbsp;ทีดีอาร์ไอ. เห็นว่าควรเริ่มจากการจัดชั้นอายุผู้ที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;เช่นอายุ 70 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;เป็นกลุ่มแรก เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลการทดสอบ &amp;nbsp;หลังจากนั้นอาจจะขยับอายุลงมาตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพที่อายุยังไม่ถึง 60 ปีนั้น อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการก็ได้ &amp;nbsp;เนื่องจาก ส่วนหนึ่งก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการทดสอบจำนวนมากตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกมีแนวคิดในการเปลี่ยนใบขับขี่ตลอดชีพจากบัตรแบบกระดาษมาเป็นแบบสมาร์ทการ์ด มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ฐานข้อมูลผู้ถือใบขับขี่มีความสมบูรณ์และเป็นปัจจุบันมากขึ้น &amp;nbsp;เพราะผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอยู่ในฐานข้อมูลระบบเดิม โดยหากมาเปลี่ยนเป็นแบบสมาร์ทการ์ดที่มี QR Code แล้ว กรมการขนส่งทางบกจะมีฐานข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปต่อยอดพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนการทดสอบสมรรถภาพผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพใหม่ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น &amp;nbsp;ยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน เพราะการกำหนดให้กลับมาทดสอบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งกรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามที่มาของแนวคิดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมีความพร้อมเพียงพอ ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงต้องหารือกับทุกฝ่ายทีเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อให้มีความรอบเหมาะสมในการดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้กรมการขนส่งทางบก มีความเข้มข้นในกระบวนการก่อนออกใบอนุญาตขับรถ ด้วยการให้มีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ประกอบด้วย การทดสอบความสามารถในการมองเห็นสัญญาณไฟจราจร ความสามารถในการใช้สายตาทางลึก ความสามารถในการใช้สายตาทางกว้าง และปฏิกิริยาในการใช้เบรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกเห็นถึงความสำคัญในการใช้รถร่วมกันกับผู้สูงอายุ แนวทางการอบรมได้เพิ่มเนื้อหาอบรมให้ทราบถึงลักษณะและสภาวะการใช้รถของผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีในการใช้รถร่วมกันระหว่างวัยที่แตกต่างกัน และในอนาคต กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดทำแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ 7 มิติด้วยกัน &amp;nbsp;โดยเฉพาะมิติที่ 1 ในเรื่องการกำหนดสภาวะของโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ และมิติที่ 2 การประเมินสภาวะของร่างกายที่มีผลต่อการขับรถ (Medical Fitness to Drive) ซึ่งทั้งสองมิติดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้หารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่สูงอายุมากขึ้น สภาวะของโรคที่เกิดตามมาและสภาวะร่างกายอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับรถได้ เพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีการใช้รถที่ปลอดภัยร่วมกันในท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73797</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, กลับมาทดสอบ, ทีดีอาร์ไอ, สุเมธ องกิตติกุล, ใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2e2ddac58f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2018 09:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2018 09:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาแล้ว นักวิชาการหนุนแท็กซี่ขึ้นราคา 10% แถมรถติดคิดเงินเพิ่ม ติดมากจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการแนะปรับขึ้นค่าแท็กซี่ 10% เพิ่มค่ารถติด พ่วงระบบตัดแต้มแท็กซี่การันตีคุณภาพบริการที่ดีขึ้นสมกับราคา เผยรายได้คนขับต่อวันน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ค่าแท็กซี่ไทยติดอันดับถูกสุดในโลก-อาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการชำนาญการขนส่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เปิดเผยว่าจากผลวิจัยการปรับโครงสร้างค่าโดยสารรถแท็กซี่พบว่าการปรับค่าโดยสารต้องมาพร้อมคุณภาพบริการที่ดีขึ้น จากผลสำรวจพบว่าผู้ขับขี่แท็กซี่ในปัจจุบันมีรายได้ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำหรืออยู่ที่ราว 200-300 ต่อวัน สำหรับตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1,400 บาทขณะที่รายจ่ายสูงถึง 1,100 บาท ส่งผลให้คุณภาพบริการาะท้อนตามต้นทุนที่ถูกจำกัดกรอบไว้ ดังนั้นTDRI จึงมองว่าควรปรับขึ้นราคาราว 10% ให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบันและต้นทุนของผู้ขับขี่ซึ่งควรมีรายได้เฉลี่ยต่อวันที่ 1,600-1,800 บาท หรือราว 400-500 บาทหลังหักต้นทุนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธกล่าวต่อว่าสำหรับการปรับราคาค่าโดยสารใหม่นั้นจะนำมากกว่า 1 แนวทางให้ขบ.พิจารณาแต่ในภาพรวมแล้วจะเพิ่มขึ้นมา 10% โดยแยกค่าใช้จ่ายเป็นสองส่วน 1.ค่าโดยสารตามระยะทาง 2.ค่ารถติด 50 สตางค์ต่อกม. จากเดิมที่คิดค่าโดยสารตามระยะทางและความเร็วของยานพาหนะที่ไม่เป็นไปตามจริงหากรถติด ส่งผลให้เกิดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร ดังนั้นแนวทางใหม่จะคิดราคาตามเวลาที่เดินทางจริงร่วมกับเวลารถติด ตัวอย่างเช่นใข้บริการแท็กซี่ระยะทาง 5 กม. มีค่าโดยสารตามระยะทาง 50 บาท ทว่าช่วงดังกล่าวมีปัญหารถติดเสียเวลาเดินทางมากกว่าเวลาปกติ 20 นาที ก็อาจจะคิดเพิ่มไปอีกนาทีละ 10 บาท ทำให้ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสารทั้งหมด 60 บาท เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าอัตราค่าโดยสารใหม่ในพื้นที่รถไม่ติดราคาจะเพิ่มขึ้นื3-4% ส่วนพื้นที่รถติดค่าโดยสาาจะเพิ่มขึ้นราว 9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบค่าโดยสารรถแท็กซี่ทั่วโลกพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ค่าโดยสาร ต่อ 5 กม.ต่ำสุดในโลกอยู่ที่ราว 66.5 บาท ขณะที่ประเทศจีนอยู่ที่ 154 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท แอฟริกาใต้ 220 บาท อังกฤษ 353 บาทและสหรัฐอเมริกา 409 บาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองหลักในอาเซียนพบว่า เมืองหลวงสิงคโปร์ค่าโดยสารสูงกว่า 146% เมืองกัวลาลัมเปอร์สูงกว่า 35% เมืองมะนิลาสูงกว่า 10.5% และฮ่องกงสูงกว่า 286% โดยสาเหตุนั้นมาจากประเทศไทยยังไม่มีการคำนวณค่าโดยสารในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวันและค่าธรรมเนียมนอกเหนือจากปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธกล่าวอีกว่าการปรับขึ้นราคาต้องมาพร้อมกับแนวทางกำกับดูแลเข้มข้นขึ้นโดยจะเสนอให้ขบ.ออกมาตรการตัดแต้มแท็กซี่จากคะแนนเต็มที่ 100 คะแนน โดยมีข้อระวางโทษแบ่งเป็น ตัด 3 แต้มเมื่อพูดจาหยาบคาย กริยาไม่สุภาพ ตัด 5 แต้มเมื่อทิ้งผู้โดยสารกลางทาง พูดจาลามกและใช้ใบอนุญาตผู้อื่น ตัด 6 แต้มเมื่อปฏิเสธผู้โดยสาร ตัด 12 แต้มเมื่อไม่กดมิเตอร์หรือเหมาเที่ยว และตัด 21 เมื่อผู้ขับไม่มีใบอนุญาตและใช้รถไม่จดทะเบียนตามเงื่อนไข ส่วนด้านโทษนั้นกำหนดดังนี้ 1-5 แต้มยังไม่พักใบอนุญาต 6-10 แต้มพักใบสองสัปดาห์ 11-15 แต้มพักใบสี่สัปดาห์ 16-20 แต้มพักใบแปดสัปดาห์และ 21 แต้มขึ้นไปสั่งเพิกถอนใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่าบริการแท็กซี่ในปัจจุบันนั้นมีรูปแบบหลากหลายเช่นเดียวกันกับราคาที่แตกต่าง ดังนั้นหากจะปรับขึ้นราคาต้องทำให้แน่ใจว่าบริการจะดีขึ้นด้วย โดยในขั้นตอนการออกกฎหมายขนส่งใหม่นั้นจะเพิ่มโทษการเอาผิดผู้ประกอบการอย่างอู่แท็กซี่และสหกรณ์ด้วยหากผู้ขับขี่กระทำผิด ซึ่งโทษหนักสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาตหากกระทำผิดซ้ำซาก อย่างไรก็ตามคาดว่าผลศึกษาโครงสร้างราคาใหม่จะแล้วเสร็จภายใน ก.ค.นี้จากนั้นจะเสนอเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาและกระทรวงคมนาคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าไม่มีการปรับค่าแท็กซี่มานานแล้วทำให้บริการไม่มีศักภาพที่ดีของคนขับส่วนหนึ่งมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต้นทุนสูงทำให้แท็กซี่ต้องปฎิเสธผู้โดยสารเพราะไม่คุ้มต่อต้นทุน ดังนั้นหากจะปรับเพิ่มขึ้นต้องมากกว่า 10% ขึ้นไปให้ผู้ขับขี่อยู่ได้ หรืออยู่ที่ราววันละ 2,200 บาทขึ้นไปจากปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,000 บาทในการทำงาน 12-13 ชั่วโมง โดยมีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) สูงถึง 1,600-1,700 บาทต่อวัน อีกทั้งรัฐบาลยังไม่รักษาสัญญาว่าจะดำเนินการปรับค่าโดยสาร (มิเตอร์)เพิ่มขึ้น 13% ตั้งแต่ปี 2557 แบ่งเป็นปรับขึ้นเฟสแรก 8% ก่อนเพิ่มขึ้นอีก 5% ในเฟสที่สอง ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นเฟสแรกไปแล้ว เหลือเฟสที่สองที่อยู่ระหว่างรอการปรับขึ้น แต่ขณะนี้ผ่านมา4ปีแล้วการปรับค่าโดยสารเพิ่ม5%อาจไม่เพียงพอต่อแท็กซี่แล้วเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11412</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ค่าเดินทาง, ค่าแท็กซี่, ค่าโดยสาร, ทีดีอาร์ไอ, ปรับราคาใหม่, สุเมธ องกิตติกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180615/image_big_5b2321977c98d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
