<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันกลัวโควิด  สูบลดลง 30% หวั่นกระทบสุขภาพ ไม่มีเงินเลี้ยงปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20พ.ค.63-ศจย. เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อและสูบบุหรี่ของคนไทย ในช่วงล็อคดาวน์ โควิด-19 ระบาด พบทั้งสูบและซื้อลดลงร้อยละ 27 และร้อยละ 30 ตามลำดับ เหตุกลัวกระทบสุขภาพและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;ส่วนอีกร้อยละ 24 ตั้งใจเลิกสูบไปเลย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เผยผลสำรวจพฤติกรรมการซื้อและการสูบบุหรี่ของคนไทย ในช่วงมาตรการล็อค ดาวน์ (Lock Down) และเคอร์ฟิว (Curfew) จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อโรคโควิด-19 ระบาด แบบควิก โพลล์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทางออนไลน์ทั่วประเทศ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และ ผลกระทบต่อการชื้อบุหรี่ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการประกาศล็อค ดาวน์ และประกาศเคอร์ฟิว นั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.2 ที่สูบบุหรี่ทุกวัน มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เหมือนเดิมก่อนที่โควิด-19 จะระบาด ถึงร้อยละ 55.3 แต่มีตัวเลขเชิงสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสระบาดนี้ ทำให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลงถึงร้อยละ 27.1 โดยให้เหตุผลว่ากลัวกระทบสุขภาพ ร้อยละ 38.4 &amp;nbsp;ถัดมาคือต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 37.2 และตั้งใจเลิกในช่วงวิกฤตนี้ ร้อยละ 24.4 ขณะที่มาตรการล็อค ดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ โดยคนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง ร้อยละ 30&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สอดคล้องกับข้อมูลจากร้านสะดวกซื้อพบว่า ในภาวะวิกฤตโควิด-19 &amp;nbsp;ร่วมกับรัฐออกมาตรการล็อค ดาวน์ และเคอร์ฟิว ยอดซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยอดจำหน่ายบุหรี่ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนมีมาตรการล็อค ดาวน์ และเคอร์ฟิว &amp;nbsp;เทียบกับเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ที่มีมาตรการล็อค ดาวน์ และเคอร์ฟิวแล้ว ยอดขายบุหรี่ลดลงร้อยละ 25&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบด้วยว่า ในช่วงโควิด-19 ระบาด มีคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.1 โดยให้เหตุผลว่าสูบมากขึ้นเพราะเครียด ร้อยละ 18.3 และสูบเพราะไม่มีอะไรทำ ร้อยละ 14.8 ขณะที่มาตรการล็อค ดาวน์ และเคอร์ฟิว มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่ &amp;nbsp;โดยซื้อบุหรี่กักตุนมากขึ้น ร้อยละ 12.7 ซื้อครั้งละมากกว่า 1 ซอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 และซื้อก่อนเวลาเคอร์ฟิว 22.00 น. 1-2 ชม. บ่อยครั้ง ร้อยละ 13.3 และบางครั้ง ร้อยละ 37.5 ซึ่งส่วนมากผู้สูบบุหรี่ซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยในช่วงภาวะวิกฤตโรคระบาด ที่สะท้อนผ่านตัวเลขทั้งในกลุ่มที่สูบลดลงและสูบเพิ่มขึ้นนี้ แม้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีนัยยะสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของการสูบลดลงเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ และกลัวกระทบต่อสุขภาพ &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิต หากเกิดภาวะวิกฤตคนจะเลือกปากท้องและสุขภาพมากกว่า &amp;nbsp; รวมถึงมาตรการด้านการสื่อสารข้อมูล สูบบุหรี่เสี่ยงป่วยโควิด-19 มากขึ้น จากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัมฤทธิ์ผล สามารถสร้างความเข้าใจและตระหนักให้กับประชาชนได้ จึงต้องรักษาความเข้มข้นในจุดนี้ไว้ ศจย.เองจะทำการสำรวจ วิจัย และสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของคนไทย เผื่อนำมาถ่ายทอดสู่สังคม ส่วนในกลุ่มที่สูบมากขึ้น ตัวเลขถึงจะน้อยแต่ไม่ควรมองข้าม เมื่อได้ทราบสาเหตุแล้ว ศจย.จะนำข้อมูลที่ได้ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพเสนอต่อรัฐบาลต่อไป&amp;rdquo; ผอ.ศจย. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66459</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ศจย., สูบบุหรี่ลดลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec50b034b36c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซึ้งพิษภัยบุหรี่ คนไทยลดสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เผยคนไทยสูบบุหรี่ลดลงเหลือ 10.7 ล้านคน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองคร่าชีวิตปีละ 1 แสนคน 1 ใน 5 เกิดจากสูบบุหรี่ ชี้หากเลิกสูบจะลดความเสี่ยงเกิดโรคได้ 30-55% สธ.-สสส.มุ่งป้องกันนักสูบหน้าใหม่อายุ 15-24 ปี รณรงค์เลิกสูบ ลดควันบุหรี่มือสองในบ้าน-ที่สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา เลขาธิการสมาพันธ์เครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังพิธีเปิดการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17 เรื่อง &amp;ldquo;บุหรี่ทำร้ายหัวใจและหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ สนับสนุนโดย สสส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัด สธ.กล่าวว่า จากรายงานผลการสำรวจการบริโภคยาสูบของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อพิจารณาแนวโน้มการบริโภคยาสูบของประชากรไทยในรอบกว่า 25 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2534-2560) พบว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2534 มีจำนวนผู้ที่บริโภคยาสูบ 12.26 ล้านคน (ร้อยละ 32) ลดลงเป็น 10.7 ล้านคน (ร้อยละ 19.1) ในปี 2560 ดังนั้นเป้าหมายสำคัญในการทำงานควบคุมยาสูบจึงมุ่งเน้นการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี และทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เดิมเลิกสูบ ซึ่งการไม่สูบบุหรี่จะลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า แม้สถานการณ์การสูบบุหรี่มีแนวโน้มดีขึ้น แต่จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560 พบว่ายังมีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองทั่วประเทศถึงร้อยละ 33.2 มีการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ โดยพบเห็นการสูบบุหรี่ที่ตลาดสดสูงที่สุดร้อยละ 61.8 รองลงมาคือร้านอาหารร้อยละ 37.7 และสถานีขนส่งร้อยละ 25.5 โดย 2 ใน 5 ของผู้สูบบุหรี่ มีการสูบในบ้าน ทำให้มีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านสูงถึง 17.3 ล้านคน เมื่อพ่อแม่สูบบุหรี่จะทำให้ลูกหลานหรือสมาชิกในบ้านมีพฤติกรรมเลียนแบบสูบบุหรี่ตาม ดังนั้น เป้าหมายหนึ่งของ สสส.จึงเน้นย้ำการทำงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงการลด ละ เลิกพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพอันเกิดจากการสูบบุหรี่ อาทิ โครงการพัฒนาต้นแบบบ้านปลอดบุหรี่ โครงการพัฒนาศักยภาพ อสม. ช่วยเลิกบุหรี่ โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน และโครงการจังหวัดควบคุมยาสูบ-สุรา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบตันสูงถึงปีละประมาณ 1 แสนคน และ 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งบุหรี่มีสารนิโคตินและสารพิษอื่นๆ ที่ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดหัวใจวายกะทันหันหลอดเลือดสมองตีบตัน และทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ โดยการสูบบุหรี่เพียงวันละ 1-2 มวน ก็เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ และผู้ได้รับควันมือสองก็มีความเสี่ยงเพิ่มด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ซึ่งคนที่เลิกสูบบุหรี่ได้จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ถึง ร้อยละ 30-55%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา เลขาธิการสมาพันธ์เครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสูบบุหรี่มีส่วนทำให้เกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง ถ้าเกิดการแตกจะทำให้มีการเสียชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วนได้ มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอุดกั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และในผู้หญิงที่สูบบุหรี่ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด อัตราเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองจะสูงถึง 7.2 เท่า ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยก่อโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญ แต่สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันได้โดยการหยุดสูบบุหรี่ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง สามารถลดอัตราการกลับเป็นโรคซ้ำ นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดจากประเทศจีนระบุว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว หากยังไม่หยุดสูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพองซ้ำมากกว่าผู้ป่วยที่หยุดสูบบุหรี่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์, ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ, รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา, สูบบุหรี่ลดลง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b436d3914d2b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
