<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุวิทย์&quot; สั่ง อว.เกลี่ยงบฯ 3,000 ล้าน ซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์สู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31มี.ค. 63-ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้ผู้บริหาร อว.เกลี่ยงบประมาณภายใน อว.จำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และการเตรียมพร้อมของโรงพยาบาลในการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดย เกลี่ยได้มาแล้ว 2,000 ล้านบาท และจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อีกจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อปลดล็อคปัญหาด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ โดยจะเป็นการทำงานบนพื้นฐานการเตรียมพร้อมในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดพร้อมทั้งสั่งการให้มีการจัดตั้งคณะทำงานรับมือกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งจะรวบรวมนวัตกรรมทั้งหมดของ อว. และเชื่อมโยงการทำงานในรูปแบบจตุรภาคี ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคเอกชน/อุตสาหกรรม และ อว. ในการพัฒนาและผลิตด้านเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ หน้ากาก N95 ชุด PPE ห้องควบคุมความดันลบ โรงพยาบาลสนาม/เปลขนย้ายและเครื่องช่วยหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ผศ.อนุแสง จิตสมเกษม &amp;nbsp;รองคณบดี คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า หน่วยงานวิจัยของคณะแพทย์ศาสตร์วิชรพยาบาล มีนวัตกรรม 4 ตัวที่มีการผลิตออกมาใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย นวัตกรรมแรก คือ เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ที่ปรับมาจากห้องปลอดเชื้อที่ใช้กับคนไข้วัณโรค ปัจจุบันผลิตออกมาแล้ว 11 ตัว ใช้ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 2 ตัว และแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลอื่น ราคาประมาณ 1 แสนกว่าบาท พร้อมทั้งเตรียมการต่อยอดนำนวัตกรรมโดยได้ประสานบริษัท ปตท. และฮอนด้า ในการนำต้นแบบเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ไปผลิตต่อ &amp;nbsp;โดยขณะนี้ ปตท. สามารถผลิตกล่อง &amp;nbsp;HEPA Filter ได้เอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง รวมถึงอาจมีการปรับเปลี่ยนวัสดุ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วสามารถผ่านมาตรฐานวิศวกรรมสถาน ก็ถือว่าใช้งานได้คาดว่าจะใช้เวลาการผลิตราว 2 เดือน ในการผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ออกมาใช้งานได้ถึง 200 &amp;nbsp;ตัว ก็คาดว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานทั้งประเทศ นวัตกรรมที่ 2 &amp;nbsp;หมวกปรับแรงดันบวกสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด(Powered Air-Purifying Respirator &amp;ndash; PAPR) อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้สวมใส่เพื่อการต่อท่อหายใจให้กับคนไข้ติดเชื้อรุนแรง &amp;nbsp; ที่ต้องซื้อจากต่างประเทศ ราคาราว 5 หมื่นบาท แต่คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล สามารถผลิตได้ด้วยงบประมาณเพียง 2 พันบาท มีจุดต่างเพียงแค่วัสดุคลุมหมวกที่เป็นผ้าใบ แต่คุณภาพการใช้งานไม่ต่างกัน เบื้องต้นสามารถผลิตได้ 300-500 &amp;nbsp;ตัว &amp;nbsp;คาดว่ามีความต้องการใช้ 20 ตัวต่อหนึ่งโรงพยาบาล รวมความต้องการอยู่ในราว 1,000 ตัว &amp;nbsp;โดยหากมีการร่วมมือในการผลิตจะใช้เวลาเพียง 1 เดือน &amp;nbsp;ก็สามารถรองรับความต้องการใช้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายๆ โรงพยาบาลเริ่มผลิตหลังจากคณะแพทย์ศาสตร์ วชิรพยาบาลเปิดตัวนวัตกรรมนี้ออกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.อนุแสง กล่าวต่อว่า นวัตกรรมที่ 3 &amp;nbsp;หน้ากากอนามัยไส้กรอง N99 &amp;nbsp;โดยการหล่อหน้ากากซิลิโคนที่สามารถผลิตได้เองในประเทศไทย &amp;nbsp;ต่อเข้ากับ HEPA Filter ของเครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;ยึดติดให้แนบหน้าด้วยยาง 2 เส้นเช่นเดียวกับหน้ากาก N95 &amp;nbsp;โดยมีต้นทุนในการหล่อหน้ากากซิลิโคนเพียง 100-200 บาท &amp;nbsp;ขณะที่ HEPA Filter ปัจจุบันยังต้องนำเข้า แต่อนาคตประเทศจะสามารถผลิตได้เอง ก็จะทำให้ต้นทุนรวมลดต่ำลง โดยหน้ากากอนามัยไส้กรอง N99 มีกำลังการผลิตราว 200 ชิ้นต่อวัน &amp;nbsp;คาดว่า ภายในเวลา 1 สัปดาห์สามารถผลิตได้เพียงพอต่อการส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยโควิด -19 โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ยังขาดแคลน และนวัตกรรมที่ 4 ชุดป้องกันส่วนบุคคล PPE เป็นนวัตกรรมการผลิตชุดป้องกันจากเกรด 4 ขึ้นเป็นเกรด 5 หรือ Medical Grade ที่เปลี่ยนวัสดุจากไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มาเป็นพลาสติกสปันบอนด์ที่เป็น &amp;nbsp;Polypropylene &amp;nbsp;ที่สามารถกันน้ำได้ &amp;nbsp;โดยได้รับการทดสอบจากสถาบันบำราศนราดูรว่าสามารถใช้ได้ไม่ต่างจากชุดป้องกันเกรด 5 &amp;nbsp;โดยต้นทุนของการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคลจะอยู่ในราวชุดละกว่า 100 บาท อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ศาสตร์วชิรพยาบาล ได้รับความร่วมมือกับ พีทีทีจีซี และไออาร์พีซี 2 บริษัทผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่ของเมืองไทย สนับสนุนวัสดุพลาสติกในการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคล คาดว่าจะสามารถผลิตเบื้องต้นราว 500-2,000 ตัว &amp;nbsp; โดยมีความต้องการอยู่ราวแสนตัว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการผลิตชุดป้องกันส่วนบุคคลอีกส่วนสำคัญคือ การเย็บชุดที่ปัจจุบันโรงงานส่วนใหญ่ปิดกิจการก็อาจทำให้การผลิตล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61591</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, สู้โควิด-19, อว.เจียดงบซื้อเครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e830125b4809.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ย้ำโยกงบกระทรวงละ10%ดูแลคนเดือดร้อนโควิดทุกกลุ่มสามารถทำได้ ไม่ต้องรีบกู้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.2563 นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์เฟซบุคส่วนตัวถึงกรณีประชาชนจำนวนมาก ลงทะเบียนเพื่อรับขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยระบุว่า เพียงคืนแรกมีประชาชนลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ 5,000 บาท กว่า 10 ล้านคน ในขณะที่รัฐบาลเตรียมงบประมาณไว้เพื่อ 3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอยํ้าอีกครั้งครับว่า รัฐบาลต้องเพิ่มวงเงินเพื่อดูแลผู้เดือดร้อนให้ทั่วถึง ผู้เดือดร้อนมีมากกว่า 3 ล้านคนแน่นอน และรัฐบาลจะถูกกล่าวหาว่าคัดเลือกผู้ได้สิทธิอย่างไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่ยังไม่นับถึงผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกจำนวนมากที่ถูกลดเงินเดือน หรือถูกพักงาน และไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการของสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะพนักงานกลุ่มภาคการท่องเที่ยว และบริการทั้งหมด&amp;nbsp;
รัฐบาลให้สัญญาณว่าจะออก พรก.กู้เงินฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก่อนจะกู้เพิ่ม ผมขอเสนออีกครั้งว่า &amp;quot;รัฐควรปรับแผนการใช้เงินงบประมาณ และโอนงบที่ไม่เร่งด่วนหรือมีแนวโน้มว่าจะใช้ไม่ทันในปีงบประมาณมาเป็นเงินทุนเพื่อดูแลประชาชนให้ทั่วถึง ทุกกระทรวง กระทรวงละ 10% ได้เพิ่มอีกประมาณ 3 แสนกว่าล้าน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วินัยทางการคลังยังสำคัญ ทุกคนเชียร์ให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องใช้เงินภาษีให้เหมาะสมที่สุดในยามนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61299</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, ช่วยเหลือประชาชน, พรรคกล้า, ลดงบกระทรวง 10%, สู้โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cabcf4d191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2020 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2020 19:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เฉลิมชัย&#039; ส่งกำลังใจให้หมอพยาบาลสู้โควิด-19 ท่านคือฮีโร่ของชาวไทยทุกคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค.63 - อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ได้โพสต์คลิปผ่านเฟชบุ๊กของนรินทร ทามาส&amp;nbsp;โดยอ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้คุณหมอ พยาบาล ท่านเหนื่อยกว่าทุกคนในประเทศ ข้าวก็ไม่ได้กินเป็นเวลา หลับนอนก็น้อย กลับบ้านก็ไม่ได้อุ้มลูกกอดเมีย ขอบพระคุณพวกท่านมากๆ เชื่อว่าพี่น้องคนไทยรักท่านมากๆ เห็นความสำคัญของท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตครั้งนี้ ท่านคือฮีโร่ในใจของพวกเราชาวไทยทุกคน อยากฝากไปถึงประชาชน ถ้าท่านไม่อยากให้หมอพยาบาลและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเหนื่อย ท่านต้องอยู่บ้าน เราต้องช่วยกันหยุดโควิดด้วยตัวเราเอง ประชาชนเท่านั้นที่จะหยุดทุกอย่างได้ ถ้าเราไม่แพร่เชื้อ หมอ พยาบาลก็จะได้พักผ่อนกลับบ้าน ประชาชนทุกคนก็มีความสุข ประเทศชาติก็กลับมีความสุขเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขอร้องให้พี่น้องทุกคนอยู่บ้าน สักพักเดียวเท่านั้นเพื่อให้ทุกอย่างสงบ ไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย ขอเป็นกำลังใจให้หมอ พยาบาล สู้ๆ และเชื่อว่าคนไทยทุกคนให้กำลังใจท่านเต็มร้อยทั้งประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61264</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ศิลปินแห่งชาติ, สู้โควิด-19, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, โควิด19, ให้กำลังใจหมอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200328/image_big_5e7f3dc6b0a22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด‘งบกลาง’ 1.8หมื่นล้านบ. สู้ไวรัสโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เปิดงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 1.8 หมื่นบาทสู้โควิด-19 &amp;quot;กรณ์&amp;quot; เสนอปรับลดงบประมาณทุกกระทรวง 10% ได้เม็ดเงิน 3.3 แสนล้าน ชดเชยรายได้คนไทย ฟื้นชีวิตธุรกิจขนาดเล็ก ก่อนเผาจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;quot;นโยบายคลัง ต้องกล้ายิงตรงสู่ประชาชน 1.ประชาชนขาดเงินสด รัฐต้องประคองเงินหมุนให้ทัน 2.รัฐเตรียมกระสุนให้พร้อมได้ทันที จากงบไม่จำเป็น ไม่เร่งด่วน 3.ทุกกระทรวงปรับงบคืนมา 10% ได้ 3.3 แสนล้าน และ 4.จัดสรรเร่งด่วน 1.8 แสนล้าน ชดเชยรายได้คนไทย ฟื้นชีวิตธุรกิจขนาดเล็ก ก่อนเผาจริง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมได้เสนอความเห็นไปแล้วว่ารัฐบาลควรมีนโยบายประคองเงินหมุน ด้วยการยิงตรงไปที่ประชาชนที่เดือดร้อน โดยเฉพาะการดูแลคนไทยที่สูญเสียรายได้ในสภาวะวิกฤติ Covid-19 สิ่งแรกที่ต้องทำคือเตรียมกระสุนให้พอ ด้วยการโอนงบที่ยังไม่จำเป็นมารองรับการช่วยเหลือประชาชน ทุกกระทรวงโอนงบ 10% มาเพื่อใช้ในการนี้ แผนการใช้งานเดิมในสภาวะปกติ วันนี้ต้องปรับ และจะไม่กระทบต่อการคลังของประเทศ เพราะใช้เงินเท่าเดิม ส่วนมาตรการต้องให้ถึงมือผู้เดือดร้อน คือผู้ที่ถูกปลดออกจากงาน หรือผู้ที่รายได้ลดลง เพราะทำมาหากินไม่ได้ และยังต้องช่วยผู้ประกอบการ SME แบกรับภาระเงินเดือนเพื่อเขาจะได้ฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ เพื่อความอยู่รอด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่อังกฤษ รัฐมนตรีคลังเพิ่งประกาศมาตรการในแนวเดียวกันกับที่ผมเสนอ คือจ่ายเงินเดือนแทน 80% สูงสุด 2,500 GBP ต่อเดือน (100,000 บาท) เป็นเวลา 3 เดือน ของเราไม่ต้องมากขนาดนั้น ขอให้ไม่มีใครอดตาย รัฐสามารถช่วยเหลือได้ครัวเรือนละ 15,000 บาทต่อเดือน (ประมาณเท่ากับเงินเดือนขั้นต่ำ) 1 ล้านครัวเรือนที่ตกงานคือ 180,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับการรองรับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะมาแบบตั้งตัวไม่ทัน หากรัฐจัดสรรใหม่ด้วยการโอนงบ 10% รัฐจะมีเงิน 330,000 ล้านบาทในมือ รับภาระนี้ได้สามเดือนโดยไม่ต้องขาดดุล หรือกู้เพิ่มเติม แต่หากสถานการณ์เปลี่ยนรุนแรงขึ้น หรือรุนแรงน้อยลง ก็ต้องพร้อมปรับแผนสอดรับให้ทันท่วงทีด้วยชุดข้อมูลที่แท้จริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนผู้ที่ไม่เป็นลูกจ้าง แต่มีอาชีพอิสระ รัฐน่าจะมีข้อมูลแล้วจากโครงการอื่น เช่น บัตรสวัสดิการ และโครงการประกันรายได้เกษตรกร รัฐต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ด้วย วันนี้คือเวลาที่ต้องกล้าลงมือทำ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยเป็นรายการงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีหน่วยงานรับงบประมาณมีภารกิจ จำนวน 15 หน่วยงาน 1 โครงการ ยื่นคำของบประมาณ 46,194.88 ล้านบาท ได้รับอนุมัติในกรอบวงเงิน 15,304.8506 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจ้างงาน 2,700 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข 8 หน่วยงาน ยื่นคำขอ 6,573.6287 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 5,488.5096 ล้านบาท ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยื่นคำขอ 1,700.1440 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 1,551.4 ล้านบาท, &amp;nbsp;กรมการแพทย์ ยื่นคำขอ 84.38 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 84.38 ล้านบาท, กรมควบคุมโรค ยื่นคำขอ 572.3975 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 520.3096 ล้านบาท, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ยื่นคำขอ 88.6228 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 65.2950 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมสุขภาพจิต ยื่นคำขอ 80.5460 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 7 ล้านบาท, กรมอนามัย ยื่นคำขอ 15.15 ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรร, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยื่นคำขอ 3,629 ล้านบาท ได้รับจัดสรรเต็มจำนวน 3,260 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติงบกลางไปแล้วก้อนหนึ่ง จำนวน 1,233 ล้านบาท และสุดท้าย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ขอรับจัดสรร 403.388 ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรร
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม 1 หน่วยงาน กรมท่าอากาศยาน ยื่นคำขอ 500 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 159 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 3 หน่วยงาน ยื่นคำขอ 9,915.3085 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 143.5036 ล้านบาท ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสาตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยื่นคำขอ 9,197.2108 ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรร, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยื่นคำขอ 35 ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยื่นคำขอ 56.7592 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 47.8463 ล้านบาท, มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นคำขอ 626.3385 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 95.6573 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหม 2 หน่วยงาน ยื่นคำขอ 122.3073 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 115.411 ล้านบาท ได้แก่ กองทัพเรือ ยื่นคำขอ 115.411 ล้านบาท ได้รับจัดสรรเต็มจำนวน 115.411 ล้านบาท, กองทัพอากาศ ยื่นคำขอ 6.8963 ล้านบาท ไม่ได้รับการจัดสรร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ 1 หน่วยงาน กรมการค้าภายใน ยื่นคำขอ 157.9650 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 108 ล้านบาท, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 หน่วยงาน ยื่นคำขอ 927.83 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 45.0372 ล้านบาท ได้แก่ กรมส่งเสริมการสหกรณ์ ยื่นคำขอ 414.2 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 45.0372 ล้านบาท ขณะที่กรมวิชาการเกษตร ยื่นคำขอ 42.76 ล้านบาท กรมประมง ยื่นคำขอ 59 ล้านบาท กรมปศุสัตว์ ยื่นคำขอ 411.87 ล้านบาท แต่ทั้ง 3 หน่วยงาน ไม่ได้รับการจัดสรรงบกลาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงอุตสาหกรรม 1 หน่วยงาน สำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ยื่นคำขอ 55 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 35 ล้านบาท ยังพบว่า กระทรวงศึกษาธิการ 3 หน่วยงาน ยื่นคำขอ 25,140.6347 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการจัดสรร ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นคำขอ 2,102.0572 ล้านบาท, &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยื่นคำขอ 15,778.5950 ล้านบาท, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยื่นคำขอ 7,259.9825 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดไม่ได้รับจัดสรรงบกลาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ อีก 2 หน่วยงาน ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ยื่นของบกลาง 1,252.1862 ล้านบาท ก็ไม่ได้รับการจัดสรร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว ยื่นคำขอ 1,162.1862 ล้านบาท และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ยื่นคำขอ 90 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการจัดสรร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ หน่วยงานเช่น &amp;ldquo;กรุงเทพมหานคร&amp;rdquo; ยื่นคำของบกลาง 90.0986 ล้านบาท ได้รับการจัดสรร 50.0656 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รัฐวิสากิจ 4 หน่วยงาน ยื่นคำขอรวม 1,354.9 ล้านบาท ได้รับการจัดสรรเพียง 53.1 ล้านบาท โดย บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพียงหน่วยงานเดียวที่ได้รับการจัด 53.1 ล้านบาท โดยยื่นคำขอ 54.9 ล้านบาท ขณะที่อีก 3 รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ยื่นคำขอ 200 ล้านบาท, การยางแห่งประเทศไทย ยื่นคำขอ 600 ล้านบาท, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยื่นคำขอ 500 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 รัฐวิสาหกิจไม่ได้รับการจัดสรรงบกลาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยื่นคำขอ 105.0210 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 104.7983 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีการอนุมัติงบกลางเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจ้างงาน ระยะเวลาจ้างไม่เกิน 6 เดือน อัตราค่าจ้างเดือนละไม่เกิน 9,000 บาท โดยรับการจัดสรร 2,700 ล้านบาท.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60474</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, งบกลาง, สำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน, สู้โควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดงบกลาง, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200321/image_big_5e762590eba6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์กรุงเทพฯ ปิดสถานที่26ประเภท‘ห้าง-ตลาดนัด’5จว.ปริมณฑลเอาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้ว่าฯ กทม.สั่งล็อกดาวน์กรุงเทพฯ 22 วัน เริ่ม 22 มี.ค.-12 เม.ย. ปิดสถานที่ 26 ประเภท ห้าง ตลาดนัด ปิดหมด &amp;nbsp;เว้นซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารขายได้เฉพาะหิ้วกลับบ้าน 5 จังหวัดปริมณฑล สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ปิดสู้โควิด-19 ตาม &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; เท้าราน้ำไล่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ออกให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน ต้องแก้ รธน. ยุบ ส.ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 หารือมาตรการเพิ่มเติมเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนอาจส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19 กระจายขยายวงกว้าง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.ต.อ.อัศวินเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการฯ มีมติสั่งปิดสถานประกอบการตามมาตรา 35 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพิ่มเติม เป็นระยะเวลา 22 วัน ตั้งแต่ 22 มีนาคม-12 เมษายน 2563 ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น และร้านอาหารในโรงแรมที่ให้บริการเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในโรงแรม) 2.ห้างสรรพสินค้า เว้นแต่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา หรือสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านอาหาร (ให้เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น) 3.พื้นที่นั่งหรือยืนรับประทานอาหารในร้านสะดวกซื้อ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ตลาดและตลาดนัด (เปิดเฉพาะการจำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จเพื่อนำกลับไปบริโภคที่อื่น อาหารสัตว์ ร้านขายยา และสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต) 5. ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม 6.สถานที่บริการสักผิวหนังหรือเจาะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย 7.สถานที่เล่นสเกตหรือโรลเลอร์เบลด หรือการเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.สวนสนุก สถานที่เล่นโบว์ลิง หรือตู้เกม 9.ร้านเกมและร้านอินเทอร์เน็ต 10.สนามกอล์ฟหรือสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ 11.สระว่ายน้ำ หรือกิจการอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 12.สนามชนไก่และสนามซ้อมชนไก่ 13.ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา และสนามพระเครื่อง พระบูชา 14. ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม และสถานที่จัดนิทรรรศการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;15.สถานศึกษาทุกระดับและสถาบันกวดวิชา 16.สถานที่ให้บริการควบคุมน้ำหนัก คลินิกความงาม และสถานเสริมความงาม 17.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ร้านสปา ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านนวดเพื่อเสริมความงาม) 18.สถานที่ให้บริการสปา อาบน้ำ ตัดขุน รับเลี้ยงหรือรับฝากสัตว์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;20.สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร 21.โรงมหรสพ (โรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงมหรสพ) 22.สถานที่ออกกำลังกาย 23.สถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ 24.สนามมวยและโรงเรียนสอนมวย 25.สนามกีฬา 26. สนามม้า
ห้างเปิดเฉพาะโซนขายอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังขอความร่วมมือหน่วยงานเอกชนให้อนุญาตพนักงานทำงานที่บ้าน ส่วนหน่วยงานของรัฐให้ใช้วิธีเหลื่อมเวลาหรือสลับวันการทำงาน ตามความเหมาะสม ส่วนระบบขนส่งมวลชนขอให้จัดเว้นระยะที่นั่งเพื่อลดความแออัดของผู้โดยสาร และขอความร่วมมือประชาชนลดการเดินทางไปในที่มีคนหนาแน่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอความร่วมมือประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้า ร้านอาหารยังเปิดตามปกติ เพียงแต่ขอให้ปรับรูปแบบเป็นแบบกล่องกลับบ้าน (take away) และซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ยังเปิดตามปกติ ร้านสะดวกซื้อให้หมั่นทำความสะอาด มีจุดบริการแอลกอฮอล์บริเวณทางเข้า เพื่อความสะอาด ปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.ต.อ.อัศวินได้แจ้งประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่ชั่วคราว (ฉบับที่ 2) ผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความเรียกร้องประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้าและอาหาร แค่หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก และเว้นระยะ Social Distance
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.ยังออกแถลงผ่านคลิปวิดีโอความยาว 7 นาที ถึงเหตุผลในการประกาศคำสั่งดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือทุกฝ่ายในการสกัดกั้นการแพร่เชื้อโควิด-19
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า จากการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ของอาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ชี้ให้เห็นว่าหากกรุงเทพมหานครไม่มีมาตรการที่เข้มข้นสกัดการแพร่เชื้อ จะมีจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากจนไม่สามารถรับมือได้ กทม.จึงได้มีคำสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเพิ่มอีก โดยร้านอาหาร ให้เปิดจำหน่ายแบบซื้อกลับไปทานที่บ้านเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนห้างสรรพสินค้าและตลาด เปิดได้เฉพาะโซนที่ขายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวันเท่านั้น โดยขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนอาหาร ยืนยันมีจำหน่ายเพียงพอ พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน สถานที่ทำงาน หรือสถานที่ที่มีผู้คนมารวมตัวกันจำนวนมาก พูดคุยในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน ขอให้หยุดงาน หรือทำกิจกรรมสังสรรค์ ป้องกันการมารวมตัวกันจำนวนมาก ขอให้เว้นระยะทาง 1-2 เมตร ทั้งนี้ การจะควบคุมโรคต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขอให้ตระหนักว่าเชื้อโควิด-19 อยู่ใกล้ตัวมาก ทุกคนจะต้องช่วยกัน เพราะไม่อย่างนั้นการระบาดก็จะมากขึ้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้ชะตาว่าไทยจะควบคุมการแพร่ระบาดได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หลังมีประกาศของ กทม. พบว่าห้างสรรพสินค้าแทบทุกห้างในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลมีประชาชนเดินทางซื้อสินค้าจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตกันจำนวนมาก โดยห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาพระราม 4 และพระราม 3 พนักงานห้างได้ตั้งจุดวัดไข้ ก่อนที่จะปล่อยให้ประชาชนเข้าไปจับจ่าย โดยสินค้าที่มีการซื้อมากที่สุดคืออาหารแห้ง น้ำมันพืช ข้าวสาร เป็นต้น
5 จังหวัดปริมณฑลปิดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลัง กทม.ออกประกาศปิดสถานที่ต่างๆ รวม 26 ประเภท &amp;nbsp;นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ได้ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแล้ว มีมติให้ปิดสถานที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม-12 เมษายน เช่นเดียวกับ กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า โดยหลักๆ คือการปิดห้างสรรพสินค้า ยกเว้นแผนกซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อต่างๆ และไม่ปิดตลาด แต่ให้ขายได้เฉพาะอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้น นอกนั้นเป็นสถานที่ที่มีคนไปรวมตัวกันจำนวนมาก เช่น สนามมวย สนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) ทำเนียบรัฐบาล ได้ประชุมติดตามและประมวลสถานการณ์ปัจจุบัน โดยนายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการศูนย์ เป็นประธานการประชุม โดยในที่ประชุมได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วง 1-2 วันนี้ ในการติดตามจำนวนผู้ยืนยันการตรวจติดเชื้อไวรัสโควิด -19 เพื่อดูแลและจัดหาสถานที่รักษาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงหาสถานที่สำรองในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประสานและสั่งการเตรียมการไปแล้ว อีกทั้งเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่รวบรวมโดยศูนย์ ไปสู่การตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องแล้วในระดับสูงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 12.20 น. ภายหลังการประชุม นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือเพื่อติดตามสถานการณ์ทั่วไป ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีบัญชาให้ติดตามความคืบหน้าการทำงานของทุกหน่วยงานในภาพรวมตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในวันนี้ได้หารือมาตรการ 6 ด้าน ได้แก่ ด้านสาธารณสุข ด้านเวชภัณฑ์ ด้านการต่างประเทศ ด้านป้องกัน ด้านการช่วยเหลือเยียวยา และด้านการรับเรื่องราวร้องทุกข์ รวมไปถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ และยังมีการติดตามเรื่องเกี่ยวข้องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา และเป็นการติดตามสถานการณ์ปัจจุบันรวมไปถึงคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัด สปน.กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้นำเรื่องร้องเรียนของประชาชนมาหารือ เพื่อที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาและปฏิบัติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อแต่ละหน่วยงานรายงานสรุปเข้ามารายวันแล้ว ทางศูนย์จะได้รวบรวม เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรภัทรกล่าวอีกว่า จากการที่มีมติ ครม.เรื่องการทำงานของข้าราชการนอกและในสถานที่ตั้ง โดยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้หารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หาเบื้องต้นและได้ออกแนวทางปฏิบัติให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยทางกระทรวงดิจิทัลฯ ให้คำแนะนำเรื่องการประสานทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์หรือการประชุมทางไกล โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เราได้เริ่มทำการทดสอบระบบกันมาบ้างแล้ว มีการวางหลักเกณฑ์เบื้องต้นเรียบร้อย คาดว่าวันพุธที่ 25 มี.ค.นี้ ทาง ก.พ. กระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้มีการนัดชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับกระทรวงเพื่อให้รับทราบและไปดำเนินการในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ ว่าจะดำเนินการทำงานในและนอกสถานที่ตั้งอย่างไร แต่ทั้งนี้ยังต้องมีบางส่วนทำงานอยู่ในที่ตั้งและบางส่วนทำงานที่บ้าน ซึ่งแต่ละหน่วยงานสัดส่วนไม่เหมือนกัน โดยเราจะเน้นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เดินทางโดยสารรถสาธารณะก่อน ส่วนคนที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลจะพิจารณาตามความเหมาะสมแต่ละหน่วยงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทาง ก.พ.ได้ย้ำว่าในการทำงานดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลง โดยเฉพาะงานบริการประชาชน และต้องคำนึงถึงด้านสาธารณสุขเป็นหลัก และต้องทำให้งานเหล่านั้นเกิดสมดุล ไม่เสียหายต่อการบริการประชาชน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุข ยังต้องให้บริการประชาชนตามปกติ และในส่วนความมั่นคงและความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ยังคงหมุนเวียนปฏิบัติหน้าที่&amp;quot; ปลัด สปน.กล่าว
หมอคนเดียวสู้ไม่ไหว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรภัทรกล่าวว่า สำหรับเรื่องการกักตัว 14 วัน ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทางกระทรวงมหาดไทยได้มีทีมดำเนินการคัดกรอง แยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตระดับพื้นที่ ให้การดูแลอยู่ 83,362 ทีมทั่วประเทศ โดยเป็นทีมท้องถิ่น ระดับอำเภอและสาธารณสุขร่วมกัน คอยติดตามดูแลสุขภาพของบุคคลเหล่านั้น นอกจากนั้นการปิดกิจกรรมหรือสถานที่หลายๆ ส่วนประมาณกว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ก็จะมีทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามดูผลกระทบเหล่านั้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เรื่องส่วนใหญ่ที่ประชาชนร้องเรียนมาเป็นเรื่องอะไร นายธีรภัทรกล่าวว่า เวลานี้มีทั้งร้องเรียน ให้ข้อเสนอแนะ และแจ้งเหตุเบาะแสเข้ามาผ่านหลายช่อง รวมถึงสายด่วน 1111 สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 1-2 วันนี้ เฉลี่ยรวมกว่า 1,000 เรื่อง สอบถามมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล อย่างขั้นตอนญาติเดินทางกลับจากต่างประเทศ รวมถึงการแจ้งเหตุบางพื้นที่มีคนจำนวนมาก แต่ยังไม่ปิดพื้น ที่หรือห้างสรรพสินค้า ที่คนมากมีมาตรการดูแลด้านสาธารณสุขหรือไม่ ส่วนนี้ได้แจ้ง กทม.ดำเนินการเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การเดินทางไปในพื้นที่ปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังประชุมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ว่า ในขณะนี้พบว่ามีผู้ป่วยใน กทม.มากที่สุดอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งพบกว่า 80% ดังนั้นการดูแลป้องกัน บริการผู้ป่วยจึงต้องเน้นในพื้นที่ กทม.มากเป็นพิเศษ ถ้าควบคุมได้สถานการณ์ทั่วประเทศก็จะดีขึ้น ยืนยันว่าเราไม่ได้ประกาศปิดเมือง แต่ปิดผู้ป่วยไม่ให้เดินทางไปในพื้นที่อื่นๆ โดยใช้มาตรการกักบริเวณ อย่างไรก็ตาม ประชาชนต้องปรับรับพฤติกรรมของตัวเองในการอยู่ร่วมกัน ให้คนไม่รับเชื้อต่อๆ กัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องการรักษาเราพร้อมแล้ว ทั้งเวชภัณฑ์ ยา หมอ เตียง แต่เราต้องขอความร่วมมือจากประชาชน หมอคนเดียวสู้ไม่ไหว งบเรามี แต่เราไม่ต้องการให้ท่านป่วย ท่านแค่ให้ความร่วมมือ หยุดรักสนุกพบปะผู้คนมากมาย รัฐบาลปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการก่อให้เกิดการแพร่เชื้อแล้ว เราไม่ต้องการให้เชื้อเคลื่อนที่ และคนที่มีเชื้อต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด นั่นจะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง สิ่งที่พวกผมได้ทำมาหมดแล้ว แต่ท่านอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงรับโรคนี้ โรคนี้ไม่รุนแรงกับคุณ แต่อาจจะรุนแรงกับคนอื่น ทั้งนี้แม้คนอาจไม่เคารพกฎหมาย แต่สิ่งที่คนกลัวที่สุดคือการประณามทางสังคม &amp;nbsp;ถ้าวันนี้ประกาศแล้วยังมีคนทำอีก ก็ต้องเตือนด้วยว่าระวังกฎหมู่ด้วย คนที่รักประเทศคงไม่ยอมให้คนที่ไม่หวังดีต่อสังคมออกไปสร้างความเดือดร้อน ผมมีหน้าที่ป้องกันควบคุม รักษา ขอให้ทุกคนเป็นมือไม้ช่วยเหลือกัน&amp;quot; นายอนุทินกล่าวพร้อมสะอื้นเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่มีอาการไข้ ไม่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่เดินทางมาจากต่างประเทศที่ประกาศเป็นพื้นที่ติดโรคหรือพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง อย่าตัดสินใจไปโรงพยาบาลเองเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพราะขณะนี้มีคนจำนวนมากไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทั้งที่โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้บริการได้ และน้ำยาที่ใช้ในการตรวจเชื้อไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งจัดหาให้สถานพยาบาลเป็นการด่วน
เราจะไม่เข้าระยะที่ 3&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอบอกว่า อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า หากคนปกติทั่วไป ไม่มีอาการไข้ ไม่ไปอยู่ร่วมหรือมีประวัติสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงหรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19 เพราะเมื่อไม่มีอาการอะไร ไม่มีไข้ ไปตรวจ เมื่อรู้ผล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย เพราะต้องกักตนเองอีก 14 วัน จึงอยากขอให้เก็บน้ำยาให้สำหรับคนหรือผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่ามีโอกาสสูงในการมีเชื้อโควิดดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่า ตามคำแนะนำของแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข ประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถใช้หน้ากากผ้าแทนได้ เพื่อที่จะได้เก็บสำรองหน้ากากอนามัยให้หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำงานในด่านหน้ากับผู้ป่วยจริงในโรงพยาบาลขณะนี้ได้มีไว้ใช้ มั่นใจคนไทยจะร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจไทยคู่ฟ้า ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ ศ.นพ.อุดม คชินทร อดีต รมช.ศึกษาธิการ และอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่พูดถึงมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ประเทศไทยทำได้ดีมากในช่วง 2 เดือนแรก เรามีคนไข้ไม่ถึง 100 คน และเสียชีวิตเพียงคนเดียว
ซึ่งหากลองคิดคำนวณตัวเลขผู้ติดเชื้อของไทย จากข้อมูลเมื่อวันที่ 18 มี.ค.63 ไทยมียอดผู้ติดเชื้อ 212 คน ถ้าคูณ 6 คือเท่ากับจำนวนยอดแบบก้าวกระโดด 1,200 คน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สามารถแพร่เชื้อแบบไม่รู้ตัว มองว่าคนกลุ่มนี้น่ากลัว เราจึงไม่ต้องการให้มีการชุมนุม ขอให้อยู่กันห่างๆ อย่าเดินทางในระยะนี้ เพราะเชื้อจะแพร่กระจายไปทั่ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดมาตรการเด็ดขาดที่ไม่ให้มีการชุมนุมเกิน 50 คน สำหรับต่างประเทศ ได้กำหนดให้ไม่เกิน 20 คนเท่านั้น เพื่อต้องการลดความเสี่ยงแพร่เชื้อให้มากที่สุด รวมถึงไม่ให้เร่งการแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะ 3 อย่างรวดเร็ว อยากให้ประชาชนเข้าใจตรงนี้ โดยต้องอดทน ต้องยอมลำบาก และอย่าตามใจตัวเอง ไม่อย่างนั้นประเทศชาติจะเกิดการสูญเสียของระบบเศรษฐกิจอย่างมากมายมหาศาล และกินระยะเวลาการแพร่ระบาดออกไปยาวนาน เพราะประชาชนไม่มีความรับผิดชอบ ที่สำคัญเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ขอให้เชื่อมั่นกระทรวงสาธารณสุข เพราะเราสู้เต็มที่ ท่านนายกฯ สนับสนุนเต็มที่ คำถามว่าเราจะเข้าระยะ 3 หรือไม่ ถ้าหากประชาชนไม่ปฏิบัติตามก็จะเข้าแบบ 100% แต่ก็มีโอกาสไม่เข้าด้วยเช่นกัน ถ้าทำอย่างจริงจังเข้มข้น ซึ่งถ้าทุกคนเสียสละยอมปฏิบัติตามมาตรการที่ สธ.ประกาศไว้ แล้วเราจะไม่เข้าระยะที่ 3 อย่างแน่นอน ขอยืนยัน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แถลงเปิดตัวคณะก้าวหน้า ผ่านเพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;คณะก้าวหน้า - Progressive Movement&amp;rdquo; ว่า ข้อบกพร่องในการแก้ปัญหาไวรัสโควิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ โดยยกกรณีต่างๆ อาทิ การเปิดโรงแรมรับคนต่างชาติมากักตัว แต่ศูนย์กักตัวผีน้อยมีเพียงมุ้ง เป็นการสะท้อนความคิดคนไม่เท่าเทียมกัน เลือกปฏิบัติ แบ่งชั้นวรรณะ, การอุ้มผู้ประกอบการดิวตี้ฟรี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 30,000 ล้านบาท, การอุ้มตลาดหุ้น โดยใช้กลไกเซอร์กิตเบรกเกอร์ และตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อไม่ให้หุ้นตกไปมากกว่านี้ หมายถึงการช่วยผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ขณะที่คนเดือดร้อนจากการไม่เดินทางใช้จ่าย ไม่ได้รับการดูแล แต่รัฐบาลจะเอาภาษีประชาชนมาตั้งกองทุนหุ้น พอเสียงค้านดังขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่เห็นด้วย จึงไม่มีการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี แต่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยได้เตรียมไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงท้าย นายธนาธรได้เสนอโรดแมปแก้วิกฤติชาติในนามคณะก้าวหน้าว่า 1.พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเสียสละลาออก ให้คนอื่นเป็นผู้นำแก้วิกฤติชาติ ให้สภาแต่งตั้งนายกฯ ใหม่ ภารกิจเฉพาะหน้าภายใน 1 ปี แก้ปัญหาโควิด รวมถึงฟื้นฟูประเทศ 2.แก้รัฐธรรมนูญ ยุบศาลรัฐธรรมนูญ ยุบ กกต. ยุบ ส.ว. แต่งตั้ง เลิก ม.279 เลิกนิรโทษกรรม คสช. แก้ ม.256 ให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้มี ส.ส.ร. มาจากประชาชน การเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ผู้นำที่มาจากเจตนารมณ์ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ผู้นำสืบทอดอำนาจ แล้วยุบสภาเลือก ส.ส. และ ส.ส.ร.ในคราวเดียวกัน จะได้สภาและผู้นำที่มาจากประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60470</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กทม. และปริมณฑล, กรุงเทพมหานคร, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, ปริมณฑล, ล็อกดาวน์กรุงเทพ, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สู้โควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200321/image_big_5e76256980f95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
