<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 18:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 18:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภากาชาดไทย ชวนบริจาคสเต็มเซลล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ก.ย.63-ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้รับมอบหมายจากแพทยสภา&amp;nbsp;ให้ทำหน้าที่จัดหาอาสาสมัครผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตหรือ&amp;nbsp; สเต็มเซลล์ ที่ไม่ใช่ญาติให้แก่ผู้ป่วย&amp;nbsp;โดยจัดตั้ง &amp;ldquo;ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแห่งชาติ&amp;rdquo; เพื่อเป็นศูนย์กลางทะเบียน ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2545&amp;nbsp;เป็นเวลา&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปีแล้ว ปัจจุบันมีอาสาสมัครลงทะเบียนบริจาค&amp;nbsp;&amp;nbsp;สเต็มเซลล์ จำนวน&amp;nbsp;264,022&amp;nbsp;ราย ผู้บริจาคสเต็มเซลล์ให้ผู้ป่วย จำนวน 398 ราย (คนไทยและชาวต่างชาติ) และยังมีผู้ป่วยรอรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มากถึง&amp;nbsp;2,171&amp;nbsp;ราย อาทิ ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น ดังนั้น การจัดหาอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก อาทิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	&amp;nbsp;วันที่ 7-19&amp;nbsp;กันยายน&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;&amp;nbsp;
	
	&amp;nbsp;●&amp;nbsp;กิจกรรมบริจาคโลหิต พร้อมลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ&amp;nbsp;4&amp;nbsp;จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และเชียงใหม่ จะได้รับ &amp;ldquo;กระเป๋าผ้าปฏิบัติการตามหาคู้แท้สเต็มเซลล์&amp;rdquo; เป็นที่ระลึก&amp;nbsp;
	&amp;nbsp;●&amp;nbsp;เปลี่ยนภาพ&amp;nbsp;Profile Facebook&amp;nbsp;ให้โลกรู้ว่าเรา คือ อาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ หรือผู้บริจาคสเต็มเซลล์&amp;nbsp;
	&amp;nbsp;●&amp;nbsp;กิจกรรมถ่ายภาพในวันผู้บริจาคสเต็มเซลล์โลก&amp;nbsp;ผ่านสื่อ&amp;nbsp;Social Media&amp;nbsp;เช็คอิน พร้อมติด&amp;nbsp;Hashtag #WMDD2020 ThankYouDonor&amp;nbsp;(ตั้งค่า&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นสาธารณะ)&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ภาพโดนใจรับ &amp;ldquo;ตุ๊กตาลุ้มลุกปันปัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
	&amp;nbsp;
	วันที่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;กันยายน&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จัดทริปขอบคุณผู้บริจาคสเต็มเซลล์ ทำบุญ ไหว้พระ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการรวมตัวผู้บริจาคเป็นครั้งแรกที่มากที่สุด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76957</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย, สเต็มเซลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200909/image_big_5f58c3449d5cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2019 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ศิริราช’ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เนื้อเยื่อลิมบัส รักษาผิวกระจกตาบกพร่องสำเร็จครั้งแรก ผู้ป่วยสตีเวนส์จอห์นสันกลับมามองเห็นอีกครั้ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4&amp;nbsp;มิ.ย.62- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลจัดแถลงข่าวเรื่อง&amp;ldquo;ศิริราชประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย&amp;ldquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;ห้องจุฬาภรณ์&amp;nbsp;ตึกสยามินทร์&amp;nbsp;รพ.ศิริราชศ. นพ.ประสิทธิ์&amp;nbsp;วัฒนาภา&amp;nbsp;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตลอดระยะเวลา&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ปีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้พัฒนาวิธีการรักษาด้านจักษุวิทยามาจนประสบความสำเร็จจากงานวิจัยสู่การรักษาช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเฉพาะภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่อง ซึ่งรักษายาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีประสบการณ์ตั้งแต่พ.ศ. 2550&amp;nbsp;ทีมจักษุแพทย์ศิริราชได้ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทยด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัสCLET&amp;nbsp;ต่อมาพ.ศ. 2551&amp;nbsp;พัฒนาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเยื่อบุปากCOMET&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากนั้นพ.ศ. 2557&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันใช้วิธีปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อลิมบัสโดยไม่อาศัยการเพาะเลี้ยงSLETมาใช้สำเร็จเป็นครั้งแรกของไทยช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการรักษา ถือเป็นการพัฒนากระบวนการผลิตเซลล์โดยศิริราชเทคนิค&amp;nbsp;&amp;nbsp;การปลูกถ่ายมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง&amp;nbsp;ส่วนจะรักษาวิธีใดจาก3&amp;nbsp;วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้กลับมามองเห็นภาพได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะการมองไม่เห็นคือทุกข์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.งามแขเรืองวรเวทย์หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยากล่าวถึงภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องพบได้ในหลายโรคเช่นตาที่ได้รับอันตรายรุนแรงจากสารเคมีเข้าตากลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสันการอักเสบหรือติดเชื้อที่กระจกตาโรคสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องแต่กำเนิดโรคเนื้องอกต้อเนื้อขั้นรุนแรงตาที่ได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อสเต็มเซลล์บกพร่องทำให้มีเส้นเลือดรุกเข้ามาในกระจกตากระจกตาขุ่นเกิดแผลถลอกที่ผิวกระจกตากระจกตาติดเชื้อทำให้ผู้ป่วยมีสายตามัวลงภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องเป็นภาวะที่รักษายาก&amp;nbsp;ในผู้ป่วยที่มีภาวะสเต็มเซลล์ผิวกระจกตาบกพร่องนั้นเสมือนไม่มีโรงงานที่คอยสร้างเซลล์และไม่มีเขื่อนที่คอยป้องกันเส้นเลือดซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตามวิธีมาตรฐานไม่สามารถรักษาภาวะสเต็มเซลล์บกพร่องได้และเส้นเลือดยังสามารถรุกเข้ามาในกระจกตาจนบดบังการมองเห็นดังนั้นในผู้ป่วยที่สเต็มเซลล์บกพร่องมากการรักษาจึงจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.พญ.ภิญนิตา&amp;nbsp;ตันธุวนิตย์หัวหน้าสาขากระจกตาภาควิชาจักษุวิทยาและหัวหน้าทีมปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาศิริราชทางคลินิกกล่าวว่าผู้ป่วยที่มีสเต็มเซลล์บกพร่องอย่างรุนแรงจำเป็นต้องรักษาโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาซึ่งวิธีการในปัจจุบันแบ่งเป็น2&amp;nbsp;กลุ่มคือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มที่1&amp;nbsp;จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลิมบัส โดยลิมปัสที่นำมาเพาะเลี้ยงได้จากตาที่ดีอีกข้างหนึ่งของผู้ป่วย กรณีผู้ป่วยเป็นโรคใสตาข้างเดียว แต่ถ้าเป็นทั้งสองตา จะใช้ลิมบัสจากญาติสายตรงหรือตาบริจาคของผู้ที่เสียชีวิต ผู้ป่วยต้องได้รับยากดภูมิลดปฏิกริยาต่อต้าน อีกวิธีการเพาะเลี้ยงเยื่อบุปากของผู้ป่วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะมีคุณลักษณะคล้ายเซลล์ผิวกระจกตา ข้อดีเป็นเซลล์ของผู้ป่วย วิธีนี้ไม่ต้องรับยากดภูมิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และกลุ่มที่สอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;การนำเนื้อเยื่อจากลิมปัสมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยโดยตรง โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยง เป็นวิธีล่าสุดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;nbsp;วิธีนี้จะตัดเนื้อเยื่อที่มีสเต็มเซลล์ของผิวกระจกตาจากลิมบัสให้เหมาะสมกับตาผู้ป่วยไทยยาว1.5 x 3&amp;nbsp;&amp;nbsp;มิลลิเมตรแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ20-30&amp;nbsp;ชิ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;วางบนกระจกตาผู้ป่วยที่เสื่อมที่มีเยื่อรกคลุมผิวกระจกตาใช้กาวหยอดโดยไม่ต้องเย็บจากนั้นจะปล่อยให้เซลล์เจริญเติบโตจนเต็มผิวกระจกตาประมาณ2-3&amp;nbsp;สัปดาห์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ระยะพักฟื้นของผู้ป่วยราว1&amp;nbsp;เดือนวิธีนี้ประสบผลสำเร็จดีมีผู้ป่วยกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสันมารักษาและกลับมามองเห็นอีกครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;อีกทั้งลดข้อจำกัดวิธีการเพาะเลี้ยงเพราะต้องอาศัยห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูงในโรงพยาบาลหรือสถาบันการศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.พญ.ภิญนิตา&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราชได้ทำการรักษาผู้ป่วยภาวะสเต็มเซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาบกพร่องด้วยวิธีการทั้ง3&amp;nbsp;วิธีและได้พัฒนาเทคนิคเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้ป่วยไทยด้วยวิธีSLET&amp;nbsp;เรียกว่า&amp;ldquo;ศิริราชเทคนิค&amp;rdquo;&amp;nbsp;โดยจะเลือกใช้วิธีSLET&amp;nbsp;โดยใช้เซลล์ผู้ป่วยเองวิธีแรก&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันทำการผ่าตัดไปทั้งสิ้น86&amp;nbsp;ตาในผู้ป่วย75&amp;nbsp;รายจากวิธีCLET 24&amp;nbsp;ตาCOMET 27&amp;nbsp;ตาประสบผลสำเร็จร้อยละ70&amp;nbsp;ในขณะวิธีล่าสุดSLET&amp;nbsp;ผ่าตัดแล้ว35&amp;nbsp;ตาประสบผลสำเร็จถึงร้อยละ83&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามการรักษาทั้ง3&amp;nbsp;วิธีระยะเวลาของการเจ็บป่วยไม่ใช่ข้อจำกัดแต่ขึ้นอยู่กับสภาพกระจกตาของผู้ป่วยโดยก่อนผ่าตัดใหญ่ต้องประเมินน้ำตาผู้ป่วยยังมีเพียงพอเปลือกตาของผู้ป่วยคุณภาพดีพอหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงใช้ศิริราชเทคนิคพิสูจน์ก่อนว่าเซลล์ผิวกระจกตาเสื่อมหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;nbsp;ขณะนี้เป็นงานวิจัยสู่การรักษาวางแผนจะกระจายองค์ความรู้วิธีSLET&amp;nbsp;&amp;nbsp;เดือนสิงหาคมนี้โดยจัดประชุมถ่ายทอดความรู้ให้จักษุแพทย์กระจกตาทั่วประเทศและจัดฝึกอบรมภาคปฏิบัติรวมถึงสาธิตการผ่าตัดวิธีนี้ให้แพทย์ทั่วประเทศจะเกิดประโยชน์อย่างแน่นอนนอกจากนี้ฝ่ายวิจัยจะบริการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ให้แก่โรงพยาบาลที่ต้องการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์รักษาผิวกระจกตาให้ผู้ป่วยด้วย&amp;ldquo;&amp;nbsp;รศ.พญ.ภิญนิตา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกอบ ขจรฤทธิ์ ผู้ป่วยปลูกถ่ายโดยไม่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ SLET กล่าวว่า ก่อนมารักษาป่วยเป็นสตีเวนส์จอห์นสันมาตั้งแต่ปี2540&amp;nbsp;เป็นเวลาร่วม22&amp;nbsp;ปีตนได้รับการรักษามาหลายโรงพยาบาลผ่านการผ่าตัดตาทั้ง2&amp;nbsp;ข้างเกินข้างละ3&amp;nbsp;ครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงเปลี่ยนถ่ายท่อน้ำตาแต่หลังการรักษายังไม่ดีขึ้นจนได้รับคำแนะนำมาเข้าโครงการวิจัยที่ศิริราช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;nbsp;เหมือนได้ชีวิตใหม่ผมมองไม่เห็นชีวิตแทบจะเป็นศูนย์ทีมแพทย์ช่วยให้ผมกลับมามองเห็นอีกครั้งแม้ไม่เต็มร้อยแต่สามารถดำรงชีวิตเหมือนคนปกติได้กลับมาทำงานอีกครั้งหลังการรักษา1&amp;nbsp;ปี6&amp;nbsp;เดือนความเป็นอยู่ครอบครัวดีขึ้นผมได้ชีวิตใหม่จริงๆ&amp;ldquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายประกอบกล่าวทั้งน้ำตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบ ขจรฤทธิ์ ผู้ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ จนกลับมามองเห็นอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37619</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.ศิริราฃ, รักษาผิวกระจกตาบกพร่องด้วยสเต็มเซลล์สำเร็จครั้งแรก, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนภา, สเต็มเซลล์, โรคสตีเวนส์จอห์นสัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190604/image_big_5cf63355296d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รพ.รามาฯเจ๋งตัดต่อยีนส์รักษาธาลัสซีเมียหายขาดครั้งแรกของโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็กและอาจารย์แพทย์สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา และกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว ถึงกรณีการศึกษาวิจัยพบโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนเป็นครั้งแรกของโลก ว่า โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีโอกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยราวๆ&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;แสนคน การรักษาที่ทำมา 60 ปี คือ ต้องถ่ายเลือด และให้ยาขับเหล็กตลอดชีวิต ทั้งนี้ มีวิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีและทำมากว่า 30 ปี คือ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งรักษาผู้ป่วยหายขาดได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการใช้สเต็มเซลล์ของคนอื่น เช่น พี่น้อง หรือ คนอื่นๆ เลย ต้องอาศัยความเข้ากันได้ ที่ผ่านมาพบการเข้ากันได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความยากคือต้องใช้ยาขนาดสูง ต้องใช้ยากดภูมิ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า เรื่องการรักษาด้วยการตัดยีนส์หรือยีนส์เทอราปี มีการพยายามทำมานานพอสมควรแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ล่าสุดทาง รพ.รามาธิบดีได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหลายสถาบันมาประมาณ 4-5 ปี อาทิ สหรัฐอเมริกา 4 สถาบัน ฝรั่งเศส 1 สถานบัน และประเทศไทยอีก 1 สถาบัน ในภาษาวิจัยเรียกมัลติเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะงานวิจัยที่ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จทุกที่แสดงว่ามีความแม่นยำ และแน่นอน โดยศึกษาการรักษาผู้ป่วยด้วยการนำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาตัดต่อยีนส์ ซึ่งเป็นยีนส์ใหม่ที่ได้จากการสร้างขึ้นมาในหลอดทดลอง ทั้งนี้ได้มีการทดลองในผู้ป่วย 22 ราย เป็นคนไทย 4 ราย และในจำนวนคนไทยนี้มี 3 คน ที่ทำการทดลองทุกกระบวนการในประเทศไทย ยกเว้นเรื่องการตัดต่อยีนส์ที่ยังต้องทำในต่างประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จ และเป็นการประสบความสำเร็จครั้งแรกของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.สุรเดช กล่าวต่อว่า เนื่องจากเป็นการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยอยู่แล้ว ตนจึงไม่ทราบค่าใช้จ่าย แต่คิดว่าหากนำเข้ามาใช้รักษาในเมืองไทยคิดว่ามีจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะมีโอกาสขยายไปยังการรักษาโรคที่เกิดจากพันธุกรรมอื่นๆ ได้ เช่น โรคมะเร็งตอนนี้ก็มีการตัดต่อยีนส์ของเซลล์เม็ดเลือดขาวไปฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่ปัญหาคือไม่มีทุนวิจัยจริงจัง หากจะทำให้สำเร็จต้องทำให้เป็นเรื่องระดับชาติ&amp;nbsp; ที่ผ่านมาบอกว่าการวิจัยขึ้นหิ้งนั้นไม่ใช่ แต่เป็นการศึกษาที่รากฐานที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจ.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8278</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.สุรเดช หงส์อิง, บำบัดยีน, สเต็มเซลล์, โรคทางพันธุกรรม, โรคธาลัสซีเมีย, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae85eb967389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
