<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืนยันตัวตนไม่ได้ สแกนหน้าไม่ผ่าน บนแอป &#039;เป๋าตัง&#039; มีวิธีแก้ปัญหาอีกทาง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนึ่งในปัญหาใหญ่สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล นั้นก็คือ การยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน &amp;#39;เป๋าตัง&amp;#39; ซึ่งมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ โดยเฉพาะการติดปัญหาการสแกนใบหน้า ที่ทำอย่างไรก็ไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลการยืนยันตัวตนอีกวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นั้นก็คือการยืนยันตัวตนโดยการผูกบัญชีกับธนาคารกรุงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยวิธีการนี้ ใช้วิธีเปิดบัญชีธนาคารกับกรุงไทย แล้วเชื่อมบัญชีกับ Krungthai NEXT ซึ่งต้องโหลดแอปฯดังกล่าว มาใช้ในมือถือด้วย และใช้การยืนยันตัวตนผ่าน Krungthai NEXT แล้วกลับไปที่แอปฯ เป๋าตังอีกที โดยคลิปยืนยันตัวตัวผ่าน &amp;nbsp;Krungthai NEXT ซึ่งจะสามารถยืนยันตัวตนผ่านได้ง่าย ๆ ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนี่คือ ขั้นตอนการยืนยันตัวตนผ่านเป๋าตัง ผ่าน Krungthai NEXT &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. ผู้ใช้ต้องมีบัญชีของธนาคารกรุงไทย ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT บนมือถือ หากใครยังไม่มีให้ไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย พร้อมบอกว่าขอเชื่อมบัญชีกับ Krungthai NEXT&amp;nbsp;
2. กดเข้า เป๋าตัง เวอร์ชั่น ล่าสุด
3. กดเข้าเมนู G-Wallet และเข้าใช้งาน &amp;nbsp;G-Wallet&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4. อ่านข้อตกลงและเงื่อนไข พร้อมกด &amp;quot;ตกลง&amp;quot;
5. ระบบจะขึ้นวิธีการยืนยันตัวมาให้เลือก 2 แบบ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- ยืนยันผ่านแอปฯ &amp;nbsp;Krungthai NEXT (ไม่ต้องสแกนหน้า)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- ยืนยันผ่านบัตรประจำตัวประชาชน (ต้องสแกนหน้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6. ใส่รหัส pin 6 หลัก ของแอปฯ Krungthai NEXT เพื่อยืนยันตัวตน
7. ระบบแจ้งว่า ยืนยันตัวตนผ่าน Krungthai NEXT สำเร็จ ให้กด &amp;quot;ดำเนินการต่อบนแอปฯ เป๋าตัง&amp;quot;
8. ระบบจะส่งรหัส OTP มาทาง SMS ให้นำไปกรอกยืนยันให้เรียบร้อย หากรหัสไม่มาภายใน 3 นาที ให้กดขอรหัส OTP ใหม่ เมื่อกรอกเสร็จก็สามารถใช้งาน เป๋าตัง ได้เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยืนยันตัวตน, ยืนยันตัวตนไม่ได้, สแกนใบหน้า, แอปเป๋าตัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028c9a15f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 21:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 21:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนเริ่มสแกนใบหน้าระบุตัวตนผู้ใช้มือถือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายผู้ลงทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหม่ทุกคนจะต้องถูกสแกนใบหน้าเพื่อระบุตัวตนด้วย เริ่มในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายนี้ประกาศโดยกระทรวงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและข้อมูลข่าวสารของจีนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายและผลประโยชน์ของพลเมืองของผู้ใช้บริการออนไลน์ ชาวจีนส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตโดยผ่านทางโทรศัพท์มือถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศดังกล่าวระบุว่า บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมควรใช้ &amp;quot;ปัญญาประดิษฐ์&amp;quot; หรือเอไอ และเครื่องมือด้านเทคนิคอย่างอื่น เพื่อระบุตัวตนของประชาชน เมื่อผู้นั้นมาขอเปิดบริการโทรศัพท์มือถือเบอร์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทยูนิคอมของจีนให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ ลูกค้าที่มาลงทะเบียนเพื่อเปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือจะต้องสแกนใบหน้า เพื่อตรวจสอบว่าตรงกับใบหน้าบนบัตรประชาชนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนออกกฎหมายให้ผู้ลงทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถือต้องใช้ชื่อจริงที่ตรงกับบัตรประชาชนมาตั้งแต่ปี 2556 กฎที่เพิ่มเติมเข้ามาคือใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าเพื่อระบุตัวตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใช้เว่ยป๋อ โซเชียลมีเดียของจีน แสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและไม่เห็นเด้วยกับการที่ต้องสแกนใบหน้าเพื่อระบุตัวตนเมื่อลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือใหม่ บางคนกังวลว่าข้อมูลชีวมิติของตนอาจรั่วไหลหรือถูกนำไปขาย ผู้ใช้เว่ยป๋อรายหนึ่งโพสต์ประท้วงว่า ควบคุม แล้วก็ควบคุมมากขึ้นอีก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเป็นประเทศที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วประเทศที่ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีจดจำใบหน้า โดยในปี 2560 มีกล้องวงจรปิดทั่วประเทศ 170 ล้านตัว และตั้งเป้าว่า ภายในปี 2563 จะติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มอีก 400 ล้านตัว นอกจากนี้จีนยังมีระบบ &amp;quot;โซเชียลเครดิต&amp;quot; เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของพลเมืองในที่สาธารณะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51538</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ, ระบุตัวตน, สแกนใบหน้า, เปิดเบอร์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de3c852dfb6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถาวร ลุย ปั้นสนามบินอัจฉริยะสแกนใบหน้าขึ้นเครื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.2562 นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างศึกษาและผลักดันการใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าในสนามบินเข้ามาใช้ภายในสนามบินภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานโดยมีทั้งจากกรมท่าอากาศยาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาแนวทางในการเชื่อมโยงข้อมูล Big Data ควบรวมข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคงกับข้อมูลในการเดินทางผ่านสนามบินและข้อมูลด้านนักท่องเที่ยว นำไปสู่การเชื่อมโยงระบบในภาพกว้างที่สามารถแก้ปัญหาสนามบินแออัดไปพร้อมกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างความประทับใจให้ผู้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถาวรกล่าวต่อว่า ระบบสแกนใบหน้านั้นได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศกลุ่มยุโรปและทางฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งในภูมิภาคอาเซียนมีสนามบินสิงคโปร์สามารถทำได้ และรัฐบาลมาเลเซียกำลังศึกษา จึงเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแบบนี้เพื่อก้าวทันเพื่อนบ้านในอาเซียน เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งสำคัญของภูมิภาคและของทวีปเอเชีย ซึ่งการสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนสามารถลดระยะเวลาในการเช็คอินลงได้ 50% ดังนั้นเมื่อนำระบบดังกล่าวมาใช้แล้ว คนไทยจะสามารถขึ้นเครื่องบินได้โดยไม่ต้องใช้บัตรประชาชนอีกต่อไป เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่อาจจะไม่ต้องใช้พาสปอร์ตหากทำการบินในประเทศไทย ซึ่งระบบตรวจสอบจะมีการสแกนใบหน้าเพียงครั้งเดียวที่เคาน์เตอร์เช็คอินภายในสนามบิน จากนั้นสามารถเดินขึ้นเครื่องบินได้เลยโดยไม่ต้องมีการแสดงบัตรประชาชน พาสปอร์ต หรือ บอร์ดดิ้งพาสอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกว่าจะขึ้นเครื่องบินอาจต้องแสดงบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตเกือบ 4 ครั้งต่อเที่ยวบิน อย่างไรก็ตามบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญได้รายงานว่าในอนาคตสามารถพัฒนาไปถึงขั้น ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวไม่ต้องมาเช็คอินที่สนามบินเลย สามารถพิมพ์ตั๋วเครื่องบินและติดแท็กกระเป๋าเดินทางได้ตั้งแต่ที่โรงแรม หรือสถานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางมีจุดเช็คอินตามสถานที่ต่างๆโดยไม่จำเป็นต้องมาแออัดกันที่สนามบินอีกต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถาวร กล่าวว่าเทคโนโลยีสแกนใบหน้าเป็นเพียงหนึ่งในส่วนประกอบของแผนพัฒนาสนามบินอัจฉริยะ (Smart Airport) ทั่วประเทศ ซึ่งตนตั้งเป้านำร่องไว้ 5 แห่ง เน้นสนามบินที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น สนามบินกระบี่ สนามบินสุราษฎร์ธานี สนามบินอุดรธานี สนามบินอุบลราชธานีและสนามบินขอนแก่น โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีครอบคลุมด้าน การเดินทาง ความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมแผนดำเนินงานด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีสนามบิน นอกจากนี้ตนได้มอบนโยบายให้สนามบินทั้ง 5 แห่งดังกล่าวนั้นเร่งรัดการพัฒนาจุดพักรอเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารที่เจอปัญหาเที่ยวบินดีเลย์และเป็นจุดพักผ่อนให้กับคนที่รอขึ้นเครื่องบิน ซึ่งแบ่งการพัฒนาเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.ห้องนอนสำหรับผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่อง 2.สถานที่นั่งพักผ่อนและทำงานชั่วคราวแบบ co-working space&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48567</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ขึ้นเครื่องบิน, ถาวร เสนเนียม, สแกนใบหน้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191010/image_big_5d9f096c0651b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
