<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยรับมือนโยบายปธน.ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่งสารแสดงความยินดี &amp;quot;โจ ไบเดน&amp;quot; พร้อมกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่า 200&amp;nbsp; ปี เผยเตรียมรับมือนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; จับตาสหรัฐฯ กลับเข้า CPTPP หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่นายโจ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ว่า ได้ส่งสารแสดงความยินดีกับนายไบเดน โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี และคาดว่าจะกระชับความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น มีสายสัมพันธ์และมิตรไมตรีแบบในอดีตเสมอมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยว่า ได้สั่งเตรียมการไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะต้องดำเนินการหลายเรื่องด้วยกัน ในการที่จะมีการหารือกันกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมความพร้อมของเราไว้ด้วยหลายๆ เรื่อง แม้กระทั่งจะมีนโยบายต่างๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม เราก็ต้องปรับตัวให้สร้างสมดุลในภูมิภาคของเราให้ได้ คงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่รวมถึงอาเซียนด้วย ก็หวังเป็นเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ที่ดีเหล่านั้นจะสืบสานกันต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ถึงแม้เราจะไม่มีการไปเยี่ยมเยือนในต่างประเทศ หรือต่างประเทศมาเยือนเรามากนักเพราะติดปัญหาโควิด-19 แต่ได้มีการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ทั้งทางโทรศัพท์และการประชุมทางไกลบ้าง และในสัปดาห์หน้าจะประชุมอาเซียนผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างวันที่&amp;nbsp; 15-16 พ.ย. โดยมีเวียดนามเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมในปีนี้ คงจะได้ข้อสรุปหลายอย่างด้วยกันในการดำเนินการครั้งนี้ และรอการลงนามและเห็นชอบร่วมกันในเรื่องอาร์เซปที่น่าจะสำเร็จในปีนี้ เพราะเราได้เริ่มต้นจากการประชุมครั้งที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า อย่าเพิ่งรีบวิพากษ์วิจารณ์อะไรตอนนี้ แต่เมื่อพิจารณาตามนโยบายหาเสียงของนายโจ ไบเดน ในช่วงที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเน้น 2&amp;nbsp; เรื่องสำคัญ คือ 1.นโยบายด้านภาษี และ 2.นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายภาษีและการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มองว่าเป็นข้อดีที่ไทยจะได้ประโยชน์ตรงนี้&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่จะส่งผลให้นักลงทุนมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ก็ต้องขอรอดูความชัดเจนของนโยบายของนายโจ ไบเดนอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการติดตามนโยบายของนายไบเดนมาอย่างต่อเนื่อง พบว่านโยบายมีความแตกต่างกับนายโดนัลด์&amp;nbsp; ทรัมป์ในบางเรื่อง โดยคาดว่านายไบเดนจะให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการค้าในรูปแบบพหุภาคีมากขึ้น เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) และสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ สหรัฐฯ จะกลับเข้ามาเจรจาความตกลงที่ก้าวหน้าและครอบคลุมทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) หรือไม่ หรืออาจทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอาจนำเอาเงื่อนไข เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน&amp;nbsp; สิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นเงื่อนไขทางการค้า และนำมาเจรจาต่อรองทางการค้ามากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเรื่องการเข้าร่วม CPTPP คณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้มีข้อสรุปไปแล้วว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมปรับปรุง แก้ไขในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวล ทั้งเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช สิทธิบัตรยาให้มีความพร้อมก่อน ซึ่งได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าไทยต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ส่วนประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ไม่กังวลเพราะผู้ผลิตสินค้าไทยมีการปรับตัว โดยผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่สหรัฐฯ กำหนดได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องที่จะยังคงอยู่ต่อไปแม้นายไบเดนจะได้เป็นประธานาธิบดี คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่อาจผ่อนปรนมากขึ้น รวมทั้งนโยบายอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ น่าจะยังอยู่ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศอินโด-แปซิฟิก และน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ หรือการใช้เงื่อนไขการให้ฝ่ายเดียวทางการค้า หรือสิทธิพิเศษทางการค้าของสหรัฐฯ น่าจะยังคงอยู่ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) หรือการใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี/ซีวีดี) และการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) แต่ขั้นตอนและรูปแบบอาจมีความผ่อนปรนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ กรณีที่นายไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีจะลดความแข็งกร้าวลง ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถเจรจาทางการค้าแบบฉันมิตรกับสหรัฐฯ ได้มากขึ้น รวมทั้งไทยอาจพิจารณาเข้าร่วมเอฟทีเอใหม่ที่มีสหรัฐฯ ร่วมอยู่ด้วย ส่วนสงครามการค้าจะยังคงอยู่ แต่ไทยมีโอกาสส่งสินค้าทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ และทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีนได้ อีกทั้งไทยอาจจะได้รับนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนประเด็นที่สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับระบบพหุภาคีและกฎระเบียบทางการค้ามากขึ้นนั้น จะทำให้กลไกของ WTO เดินหน้าต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องส่งเสริมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมุ่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และยังรวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จะเน้นในเรื่องของ BCG (Bio, Circular, Green) ที่จะต้องมุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83328</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, กระชับความสัมพันธ์, ส่งสารแสดงความยินดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เตรียมรับมือนโยบาย, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa9437b5b03d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทรัมป์’ร่อนสารถึง‘บิ๊กตู่’ ยินดีเป็นนายกฯอีกสมัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กระทรวงต่างประเทศเผย &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ส่งสารแสดงความยินดีกับ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; นั่งนายกฯ อีกสมัย ในฐานะหุ้นส่วนและมิตรเก่าแก่ พร้อมให้การสนับสนุนการคืนสู่ประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้พัฒนาความเป็นพันธมิตรเต็มประสิทธิภาพ ปากหวานอยากเจออีก ขณะที่ &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; เผยเตรียมจีบนายกฯ จัดรายการพบประชาชนทางทีวีอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่เอกสาร ใจความว่า &amp;quot;เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีสารแสดงความยินดีต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยและต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งได้ระบุด้วยว่า ในฐานะหุ้นส่วนและมิตรที่เก่าแก่ สหรัฐพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลไทย โดยการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยของไทยได้เปิดโอกาสอย่างมากให้สหรัฐและไทยสามารถพัฒนาความเป็นพันธมิตรที่มีมายาวนานได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ นายทรัมป์ยินดีที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีระหว่างการเข้าร่วมการประชุมผู้นำ G20 ที่นครโอซากา และหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งเร็วๆ นี้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ยังคงถูกพรรคฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนักจากประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้อยความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงงานที่ได้รับมอบหมายว่า หลักๆ ตนได้กำกับดูแลในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งในส่วนของ สคบ. ตนได้รับการร้องเรียนว่าการดำเนินการเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความล่าช้า ซึ่งเมื่อตนเข้ามาดูแลแล้ว ก็ยืนยันจะทำให้ดีที่สุด รวดเร็ว และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ไม่ใช่เสือกระดาษอย่างที่มีการพูดถึงอย่างแน่นอน ขอเวลาตนทำงานก่อน และเชื่อว่าจากนี้จะค่อยๆ ปรับดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงงานในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ที่กำกับดูแล จะยังคงให้มีรายการนายกฯ พบประชาชนเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายเทวัญกล่าวว่า คิดอยู่เหมือนกัน แต่ขอคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อนว่าจะยังคงให้มีรายการของนายกฯ เหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่า รายการลักษณะอย่างนี้ก็น่าจะดีเพราะเป็นการสื่อสารให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ในส่วนของรายการอาจจะทำในรูปแบบใหม่ให้ดูสนุกขึ้น และอาจจะต้องขยายไปในโซเชียลฯ ต่างๆ ด้วยเพื่อให้มีความหลากหลาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงานในส่วนของพระพุทธศาสนานั้น นายเทวัญกล่าวว่า จะมีการหารือกันเกี่ยวกับบัตรประชาชนพระ ซึ่งทางสำนักพุทธฯ ได้รายงานให้ทราบว่า ที่ผ่านมามีการทำบัตรประชาชนพระ 60-70% แล้ว และสำหรับพระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันจะเห็นข่าวอยู่บ่อยๆ นั้น จะมีการพูดคุยกับทางเจ้าที่ตำรวจ ซึ่งอาจจะมีการเปิดศูนย์ออนไลน์รับเรื่องราวต่างๆ หากใครไปพบคนที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ หรือไปเจอพระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ก็สามารถร้องเรียนมาที่ศูนย์นี้ได้ ซึ่งจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วไปดูทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีการกระทำขัดรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 161 เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนทำงานของคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงการจัดทำนโยบายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในมาตรา 162 และ 164 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่มีการพูดถึงในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแผนงานที่รัฐบาลประกาศไว้ ว่าจะนำงบประมาณมาจากไหน รัฐบาลเลือกที่จะไม่ลงรายละเอียดที่มาของงบประมาณ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ว่าแต่ละนโยบายที่รัฐบาลประกาศออกมาจะใช้งบประมาณจากไหน ซึ่งการแสดงเจตนาของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อประชาชนและรัฐสภา สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีการบรรจุถึงโครงการนโยบายและที่มาของงบประมาณอย่างชัดเจน แต่ของรัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งหากวันนี้เป็นรัฐบาลเพื่อไทยแล้วทำคำแถลงนโยบายแบบนี้ ไม่พ้นต้องโดนยื่นถอดถอนอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.เชียงใหม่ยังกล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐบาลว่า &amp;ldquo;สักวันหนึ่งจะรู้ว่าทำไมไม่ควรพูด&amp;rdquo; ว่าถือเป็นการพูดที่สร้างความสับสนให้กับประชาชน และไม่เป็นผลดีกับสังคม ประโยคที่นายวิษณุกล่าวน่าจะเป็นประโยคที่ไม่สมควรพูดมากที่สุดมากกว่า
ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคลิปจากสื่อมวลชนต่างๆ เผยแพร่ยืนยันได้ว่า พลเอกประยุทธ์กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 161 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาที่ตามมาจึงเกิดการถกเถียงกันอย่างมากจากกระแสสังคมนักวิชาการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความกังวลว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์หรือไม่ และมีผลกระทบทางการเมืองทำให้คณะรัฐมนตรีเข้ารับทำหน้าที่โดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหลักสากลและจารีตประเพณีในระบบประชาธิปไตยในอารยธรรมโลก การกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณของผู้นำประเทศก่อนทำหน้าที่รัฐบาล มีความสำคัญเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งทุกๆ รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตามข้อกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดและถูกต้องทุกประการ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นและเงื่อนไขบังคับก่อนที่จะเข้าทำหน้าที่รัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่บริหารประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่ อาทิ ตุลาการ ผู้พิพากษา รัฐมนตรี ซึ่งถือว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายสูงสุด คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนรินท์พงศ์ระบุว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์จะต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณให้ครบถ้อยคำ ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของการถวายสัตย์ฯ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับถวายสัตย์ปฏิญาณโดยตัดถ้อยคำว่า &amp;ldquo;ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ&amp;rdquo; ออกไป ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถละทิ้งถ้อยคำสำคัญนี้ได้อย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิญาณไม่ครบถ้อยคำที่บัญญัติไว้ จะมีผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรง ถึงขนาดอาจทำให้รัฐบาลชุดนี้เป็นโมฆะ ไม่สามารถทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไป ซึ่งเป็นผลพวงมาจากพลเอกประยุทธ์ทำหน้าที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ และอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาร้ายแรงในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 157 ได้เช่นกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนรินท์พงศ์แนะนำว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือให้ผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลรีบออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุที่เกิดขึ้น โดยออกมาแสดงความรับผิดชอบยอมรับความบกพร่อง และรีบแก้ไขข้อบกพร่องโดยเร็ว เพราะหากยังปล่อยให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเนิ่นนานไป ก็จะแก้ไขสิ่งต่างๆ ได้ยาก และจะเป็นปัญหากับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำลงไปก่อนหน้านี้แล้ว
&amp;quot;พิชัย&amp;quot;ติทุกเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;วิพากษ์ &amp;amp; เสนอแนะ นโยบายรัฐบาลประยุทธ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และการป้องกันผลกระทบจากสงครามการค้าโลก ทำได้จริงหรือภาพลวงตา&amp;rdquo; จัดโดยสภาที่ 3 ว่ารู้สึกเป็นห่วงเศรษฐกิจของไทยในปีนี้อย่างมาก เพราะสัญญาณเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังแย่ถึงแย่มาก การขยายตัวในไตรมาสที่สองที่จะประกาศกลางเดือนนี้ น่าจะออกมาแย่มากพอๆ กับไตรมาสแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ที่น่าตกใจและประหลาดใจอย่างมากคือ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เพิ่งแสดงความไม่รู้เรื่องทางเศรษฐกิจในการอภิปรายนโยบาย กลับกล้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หลังจากที่เป็นนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูแลตำรวจ และดีเอสไอแล้ว และยังปล่อยให้เกิดระเบิดใน กรุงเทพฯ 5 แห่งในเวลาใกล้กันได้ และยังจะมาดูแลเศรษฐกิจที่ไม่ถนัดอีก ซึ่งจะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปีนี้ทำให้สงสัยว่าเศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยเชื่อว่า การที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแทนตัวเอง มีเหตุผล 2 ประการคือ นายสมคิดน่าจะทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อย่างไรก็ย่ำแย่ &amp;nbsp;การตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เท่ากับเป็นการปัดความรับผิดชอบในความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในปีนี้ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิดทราบดีว่าไม่สามารถคุมรองนายกฯ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นได้ ขนาดช่วง 5 ปีที่คุมได้หมดยังทำเศรษฐกิจล้มเหลว นี่คุมไม่ได้เลยจะยิ่งล้มเหลวเข้าไปใหญ่ จึงอาศัย พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาช่วยคุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต รมว.แรงงานกล่าวว่า การที่นายสมคิดอภิปรายในสภา ซึ่งฟังแล้วเหมือนจะดี คล้ายว่าความผิดพลาดล้มเหลวทั้งหมดในปัจจุบันเกิดจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำมา 5 ปีแล้ว แต่ไม่มีผลงานอะไร และพูดเหมือนว่าได้วางรากฐานไว้แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้สร้างรากฐานอะไรไว้เลย เอาเรื่องที่ยังไม่เกิดมาเป็นผลงาน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นความล้มเหลวทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงอยากให้ข้อคิด 8 ประเด็น ดังนี้ 1.การที่นายสมคิดบอกว่าสามารถทำเศรษฐกิจของประเทศเติบโตมาทุกปี จาก 1% มา 3% มา 3.3 มา 3.8 จนมา 4% แต่ ปีนี้จะทรุดอีก ซึ่งใช้เวลาถึง 5 ปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก และเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดในอาเซียนมาตลอด เหมือนอยู่ในภาวะกบต้ม แต่นายสมคิดกลับกล้านำมาเป็นผลงาน ความจริงคือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้องฟื้นแบบก้าวกระโดด เช่น ในปี 54 ที่เศรษฐกิจโตเพียง 0.1% เพราะน้ำท่วมใหญ่ แต่พอปี 55 กลับโตได้ถึง 7.2% เป็นต้น หรือในสมัย รัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วงวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เศรษฐกิจติดลบ 2.3% แต่อีกปีถัดมาก็โตได้ 7.5% ไม่ได้โตแบบซึมๆ เหมือน 5 ปีที่ผ่านมา และยังกล้านำมาโม้อีก
เศรษฐกิจแย่เพราะ กปปส.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. ตามที่นายสมคิดได้โทษรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำเศรษฐกิจไทยปี 2556 โตได้เพียง 2.9% ปี 2557 โต 1% ในไตรมาสแรกปี 2558 ติดลบ 4% แต่นายสมคิดไม่ได้บอกว่าสาเหตุหลักของเศรษฐกิจตกต่ำมาจากการประท้วงปิดบ้านปิดเมืองของ กปปส. ซึ่งนำมาสู่การปฏิวัติ จึงทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะถ้าไม่ประท้วงเศรษฐกิจจากปี 2555 ที่โตได้ถึง 7.2% จะส่งโมเมนตัมให้ปี 2556 โตได้ 4% และปีต่อๆ มาน่าจะโตได้ 4-5 % เป็นอย่างต่ำ ไม่ใช่ 2-3% เหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากโยงไปถึงการอภิปรายในสภาที่เผยกันว่ามี การเตรียมการกันมา 3 ปีแล้ว อีกทั้งแกนนำ กปปส.ก็ได้เป็นรัฐมนตรีกันหลายคนใน ครม.นี้ ก็คงน่าจะพอบอกได้ว่าใครควรรับผิดชอบกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วงนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.นายสมคิดอ้างว่าการส่งออกไทยตกต่ำมาตลอด เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ซึ่งไม่จริง ตอนเศรษฐกิจโลกดีเศรษฐกิจไทยก็ไม่ดี ขยายตัวต่ำมาตลอด ส่งออกย่ำแย่มาตลอด ในขณะที่ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กลับขยายการส่งออกได้มากมาตลอด ซึ่งขึ้นกับการบริหารของรัฐบาลมากกว่า 5 ปี ส่งออกไทยโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2% กว่าเท่านั้น 4. นายสมคิดอ้างว่านักลงทุนไทยไม่ลงทุนเพราะความเสี่ยงทางการเมือง ความจริงคือไม่เฉพาะแต่นักลงทุนไทยเท่านั้น นักลงทุนต่างประเทศก็ยิ่งไม่ลงทุน สิ่งที่นายสมคิดไม่พูดถึงคือความเสี่ยงทางการเมืองนี้เกิดมาจากการทำปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่การแข่งขันของไทยลดต่ำลงตามการประเมินของ WEF ซึ่งการปฏิวัตินี้ใครเป็นคนทำ นอกจากนี้ การลงทุนใน EEC ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากไม่ได้มากจริงอย่างที่โม้ อยากให้นายสมคิดได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนที่แท้จริงในแต่ละปีทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การที่นายสมคิดพูดเหมือนดูถูกคนจนว่าคนจนเห็นอะไรก็คว้าแล้ว เพราะคิดแบบนี้ใช่หรือไม่ ถึงตลอด 5 ปีรัฐบาลถึงทำให้ประชาชนลำบากและยากจนอย่างมาก และเพิ่งมาแจกเงินผ่านบัตรคนจนก่อนเลือกตั้งไม่นาน เพื่อหวังให้ประชาชนเลือกพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อีกทั้งต้องการทำให้คนจนมากๆ เพื่อให้สามารถซื้อเสียงได้ใช่หรือไม่ เพราะสมัยเศรษฐกิจดี งานวิจัยบอกว่าซื้อเสียงไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง 6.การที่นายสมคิดอ้างว่าไม่ได้ช่วยคนรวยเพราะคนรวยรวยอยู่แล้ว แต่ความจริงคือตลอด 5 ปีนี้ คนรวยของไทยรวยขึ้นไปอีกคนละหลายแสนล้าน จากการรายงานของนิตยสารฟอร์บส์ ในขณะที่คนจนจนลงมาก จนทำให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ของความเหลื่อมล้ำ นายสมคิดจะอธิบายได้อย่างไร
ฟันธงแก้เศรษฐกิจไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.การที่นายสมคิดอ้างว่าต่างประเทศจัดอันดับไทยดีขึ้น ก็อยากให้นายสมคิดได้ดูว่าอันดับที่ดีขึ้นนั้นดีกว่าสมัยก่อนการปฏิวัติหรือไม่ เช่น อันดับความสะดวกที่คุยนักคุยหนาว่าดีขึ้นอยู่ที่ 27 แต่ก่อนปฏิวัติอยู่ที่ 18 เป็นต้น อีกทั้งอยากให้พูดถึงหลายองค์กรหลักต่างประเทศที่จัดอันดับไทยแย่ลงด้วย และหลายสื่อหลักต่างประเทศที่วิจารณ์ไทยอย่างหนักด้วย เช่น วิจารณ์ไทยย้อนหลัง 30 ปี และบอกไทยเป็นคนป่วยของอาเซียนและจะป่วยหนัก 8.สมคิดบอกที่ประเทศมีปัญหาเพราะเอาชนะกันมากไป ต้องถามว่าใครเอาชนะมากไป ตลอด 10 กว่าปีนี้ ใครทำทุกวิถีทางที่จะชนะ ทั้งปฏิวัติและทั้งร่างรัฐธรรมนูญแปลกประหลาดที่ใช้กันอยู่ ขนาดดิอีโคโนมิสต์ยังบอก พล.อ.ประยุทธ์บิดทุกกฎหมายเพื่อสืบทอดอำนาจ และที่สำคัญคืออยากถามนายสมคิดว่า ตามข้อมูลที่ได้รับมา จริงหรือไม่ที่นายสมคิดเป็นคนไปบอก พล.อ.ประยุทธ์ให้เรียกนายพิชัยไปกักตัว 7 วันในปี 2558 เพราะห่วงว่านายพิชัยจะพูดความจริงทางเศรษฐกิจ จะทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือนายสมคิด ถ้าเป็นจริง ก็อยากถามว่าใครกันแน่ที่เอาชนะมากเกินไป โดยไม่ดูความเสียหายของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เป็นแค่บางเรื่องเท่านั้น หากจะเอาทุกเรื่องที่พูดไม่หมด หรืออาจจะไม่ตรงความจริงยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงอยากให้นายสมคิดได้พูดให้ครบ และอยากให้ประชาชนได้พิจารณาทุกด้าน อย่าเชื่อแค่ลีลาและท่าทางการพูดโดยไม่พิจารณาความจริงว่าเศรษฐกิจไทยล้มเหลวมา 5 ปี และยังไม่มีทิศทางที่จะดีขึ้นได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจอีก 4 ปีข้างหน้า คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีทีมเศรษฐกิจเดิม แม้จะมีรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็เป็นเพียงการเสริมทัพรอบนอกเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาหลักร่วมกับทีมเศรษฐกิจหลักของประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหายางพารา ที่ขณะนี้มาตรฐานยางสากลกำลังเปลี่ยนกฎใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นกระบวนการของไทยก็ต้องเปลี่ยนด้วย ไม่ใช่แก้ปัญหาเพียงนำยางพารามาทำถนนเท่านั้น ส่วนปาล์มน้ำมันในต่างประเทศก็กำลังจะลดการใช้ลง ประเทศไทยเองก็ต้องปฏิรูปโครงสร้างเกษตรกรครั้งใหญ่ เพราะนโยบายประกันรายได้คงไม่เพียงพอ พร้อมมองว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นประชานิยม ขณะที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการสร้างฐานเสียงเท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42647</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงต่างประเทศ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ส่งสารแสดงความยินดี, หนังสือพิมพ์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190803/image_big_5d457f2f6bffa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41254</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐหนุนรัฐบาลตู่ ส่งสารแสดงความยินดีไทย/ครม.เคาะ12นโยบายเร่งด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สหรัฐอเมริกาส่งสารแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทย ยันจะกระชับความเป็นพันธมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมร่วมมือสนับสนุนบทบาทของไทยในภูมิภาค ครม.ลุงตู่ 2/1 ประชุมนัดแรกเห็นชอบร่างนโยบาย 12 เรื่องเร่งด่วนเพิ่มเรื่องภัยแล้ง ส่วนแก้ไขรธน.เริ่มปีแรก ขณะที่ รมต.ใหม่ทยอยเข้ากระทรวงคึกคัก &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ยันรัฐบาลหนุนแก้ รธน.เปิดช่องแก้ไขได้ง่ายเหมือนสะเดาะกุญแจสู่ ปชต. &amp;quot;หม่อมเต่า&amp;quot; โยนไตรภาคีเคาะค่าแรง 400 ฝ่ายค้านอ้างยุคยิ่งลักษณ์ขออภิปรายนโยบาย 3 วัน แต่ &amp;quot;พรเพชร&amp;quot; ระบุแค่ 2 วัน 25-26 ก ค.นี้ จับตา พปชร.เชิญ &amp;quot;ป้อม-ตู่&amp;quot; สัมมนา ส.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานกงสุลในประเทศไทย ได้เผยแพร่ สารจากไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งสารแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทย ความว่า สหรัฐเฝ้ารอคอยที่จะร่วมงานกับรัฐบาลใหม่ของไทย เพื่อกระชับความเป็นพันธมิตร และความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสร้างเสริมมิตรภาพระหว่างประชาชนของเราที่ยาวนานมากว่า 2 ศตวรรษ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราสนับสนุนธรรมาภิบาลและความโปร่งใสทั่วโลก และจะยังคงร่วมมือกับประชาชนไทยและรัฐบาลไทยต่อไปจนถึงที่สุด และเราจะยังคงสนับสนุนบทบาทของไทยในฐานะผู้นำภูมิภาค ซึ่งรวมถึงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ ความเป็นพันธมิตรของเราจะแข็งแกร่งต่อไปยิ่งขึ้น ในขณะที่เราร่วมมือกันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายร่วมกันของทั้งสองประเทศ เช่น ความมั่นคง สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และทั่วทั้งโลก&amp;quot; สารจากสหรัฐอเมริการะบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดเเรก เมื่อค่ำวันอังคารที่ผ่านมา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบร่างนโยบาลของรัฐบาล 12 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเริ่มทำใน 1 ปีเเรกเลย ว่าตามระยะสั้น กลาง ยาว จากเดิมกำหนด 11 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆ มีที่น่าสนใจ อาทิ 1.แก้ปัญหาความยากจน 2.เรื่องความปลอดภัย 3.การพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ลำดับที่ 11 สำหรับเรื่องที่ 12 ที่เพิ่มขึ้นมาคือการแก้ภัยเเล้ง เสนอโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เนื่องจากมองว่าต้องเผชิญปัญหาภัยเเล้งเเน่นอน จึงอยากให้ป้องกัน ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บรรจุไว้นั้น เป็นการเปิดให้มีการแก้ไขเริ่ม 1 ปีเเรก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องกัญชาก็เป็น 1 ใน 12 เรื่องเร่งด่วน โดยนายกฯ ย้ำว่าอยากให้ศึกษาวิจัยและทำนวัตกรรมให้ดี เพื่อให้เกิดประโยชน์ และอยากให้เอาเรื่องกัญชงเข้ามาร่วมด้วย เพราะมีประโยชน์ในเรื่องของสิ่งทอ ส่วนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการขอเอาไว้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นายกฯ ย้ำกลางที่ประชุมว่า เข้าใจดีว่าเป็นนโยบายของหลายพรรค แต่อยากให้คำนึงถึงไตรภาคี คือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง &amp;nbsp;คำนึงถึงว่าปฏิบัติจริงได้หรือไม่ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อตกลงต่างๆให้ระมัดระวัง ดูความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิษณุ เครืองาม &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่างนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาว่า นโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภา มีทั้งที่เป็นนโยบายเร่งด่วน กับนโยบายที่จะทำเมื่อไรก็ได้ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วน ส่วนถ้วยคำชัดๆ จะดูกันอีกที และในนโยบายเมื่อเร่งด่วนแล้วเรื่องกรอบเวลาไม่ต้องพูด ไม่ได้พูดถึงเรื่อง 6 เดือน 1 ปี หรืออะไร แบ่งแต่เพียงเร่งด่วนกับทั่วไป ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ดูแล้วก็พอใจ ส่วนรายละเอียดคงต้องรอฟังนายกฯ แถลงในเนื้อหานโยบาย หลังผ่านมติ ครม.คงมีการปรับแก้ถ้อยคำเล็กน้อยครึ่งวันและพิมพ์สองวันจากนั้นสามารถส่งได้เลย โดยรวมพรรคร่วมรัฐบาลพอใจ
เปิดช่องแก้ รธน.ได้ง่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกฯ นำ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้าวันพุธ เวลา 07.00 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจพร้อมคณะทำงานได้เดินทางเข้ามายังทำเนียบฯ โดยไม่มีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้า และได้เข้าสักการะพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ศาลตาศาลยาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะเข้าไปยังห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.12 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พร้อมคณะทำงาน เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากการสักการะพระพรหมที่ประดิษฐานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า และลงมาสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตาศาลยาย เพื่อเป็นสิริมงคล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ระหว่างที่นายจุรินทร์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดขนาดกว้างในช่วงที่มีการสักการะ ทำให้คณะทำงานวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นฤกษ์ที่ดีในการที่นายจุรินทร์เข้าปฏิบัติหน้าที่รองนายกฯ ในครั้งนี้ ขณะที่นายจุรินทร์ได้มองดูปรากฏการณ์ดังกล่าวพร้อมระบุว่าเป็นฤกษ์ที่ดีในการเข้าสักการะ ถือว่าครบพิธี ยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ถือเป็นฤกษ์ยามที่ดี ก็ตั้งใจที่จะทำดีเพื่อแผ่นดินต่อไป นอกจากนี้ หลังจากที่นายจุรินทร์สักกาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้ว ยังได้ชี้ชวนคณะทำงานดูพระอาทิตย์ทรงกลดอีกครั้ง พร้อมชูสัญลักษณ์ &amp;nbsp;2 นิ้วแบบมิตรภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงร่างนโยบายที่รัฐบาลจะเสนอต่อรัฐสภาว่า การประชุม ครม.วันที่ 16 ก.ค. ได้เห็นชอบร่างนโยบายที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาแล้ว ซึ่งมีสองส่วนคือนโยบายที่ดำเนินการภาพรวมที่ดำเนินการภายในเวลา 4 ปีของรัฐบาล และนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการใน 1 ปี มองว่านโยบายที่ออกมาเป็นไปตามที่พรรคได้พูดคุยระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล ทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งให้พรรคการแกนนำรัฐบาลทราบมีการบรรจุไว้ทั้งหมด ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในส่วนนโยบายเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินการอย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกันอีกครั้ง แต่เขียนไว้ชัดว่ารัฐบาลจะสนับสนุน หากมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน อาจเริ่มต้นด้วยพรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล เล็งที่หมวดแก้รัฐธรรมนูญเปิดประตูสู่ประชาธิปไตย อย่างน้อยที่สุดได้ระบุไปว่าประเด็นที่ควรได้เริ่มต้นคือหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่แก้ได้ยากมากหรือแก้ไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเริ่มต้นหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทำได้ง่ายขึ้น เป็นส่วนช่วยให้การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เป็นการสะเดาะกุญแจปิดประตูตายสำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการเริ่มสะเดาะกุญแจให้ประตูประชาธิปไตยเปิดออกได้ ต่อไปใครจะแก้ว่าอย่างไร ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น&amp;quot; นายจุริทร์กล่าว&amp;nbsp;
ไตรภาคีเคาะค่าแรง 400
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน และคณะ ถือฤกษ์วันเข้าพรรษา เวลา 09.09 น. ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน &amp;nbsp; จากนั้นได้ขึ้นไปยังห้องทำงาน รมว.แรงงาน พร้อมสักการะพระพุทธรูปในห้อง และลงนามในแฟ้มเอกสาร โดยมีนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานให้การต้อนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวให้โอวาทแก่ข้าราชการประจำกระทรวงว่า ภารกิจด้านแรงงานถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในทุนมนุษย์ ที่ต้องสอดรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการผลิต รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานด้านแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวว่า เงินจำนวน 400 บาทไม่ได้เป็นเงินที่มากมายอะไร ก็อยากให้ทุกคนได้รับค่าแรง แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับว่ามีต่อนายจ้าง ภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่างไร เพราะสุดท้ายเมื่อมีผลกระทบมาก ก็จะเกิดผลกระทบกลับไปยังลูกจ้าง เพราะหากนายจ้างอยู่ไม่ได้จากการต้องถูกขึ้นดอกเบี้ยต่างๆ ก็อาจมีการเลิกจ้าง เรื่องนี้จึงต้องให้คณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบด้วยฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ ร่วมกันพิจารณา คาดไม่น่าจะทันการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่ใช่การไม่ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ต่อประชาชนตามที่มีพรรคการเมืองหาเสียงไว้ ซึ่งค่อยๆ ทำก็ได้ หากขึ้นทั้งหมดทีเดียวไม่ได้ ก็ค่อยๆ ขึ้น หรือขึ้นเป็นบางพื้นที่ ซึ่งตามปกติของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คือช่วงปีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง เวลา 11.42 น. นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ดินทางมาถึงกระทรวงด้วยรถตู้ทะเบียน ฮก 9998 และ เวลา 11.46 น. นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง &amp;nbsp;และภรรยา เดินทางมาด้วยรถตู้ทะเบียน ฮว 59 โดยก้าวเท้าขวาลงจากรถ พร้อมพระพุทธรูปพระพุทธชินราช พระสักการะประจำตัว จากนั้นเวลา 12.00 น. ถือฤกษ์สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง 6 จุด และเข้าห้องทำงานประจำตำแหน่งในเวลา 12.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า ไม่หนักใจที่เข้ารับตำแหน่ง รมว.การคลัง จากนี้ขอให้รอทางรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจะมอบหมายนโยบายต่างๆ ให้หน่วยงานในกระทรวงการคลังไปดำเนินการและมอบหมายงานให้ รมช.การคลังต่อไป โดยมาตรการต่างๆ จะปรากฏชัดหลังจากแถลงนโยบายทั้งมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาวซึ่งขณะนี้ได้หารือในเบื้องต้นไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการกำหนดรายละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอเวลาหารือก่อนสรุปมาตรการ ซึ่งจะดูแลทั้งฐานรากและคนชั้นกลาง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะกระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะทุกเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคร่วมได้หาเสียงไว้กับประชาชน ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีก็จะมาดูว่าจะดำเนินการได้อย่างไรบ้าง ส่วนมาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% จะต้องขอไปดูในรายละเอียดและหารือก่อน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสันติกล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็น รมว.คมนาคม และมารับตำแหน่ง รมช.การคลัง มีการทำงานที่แตกต่างกันมาก แต่ไม่กดดัน เพราะเป็นการทำงานคนละอารมณ์กัน งานด้านคมนาคม จะเน้นการใช้เงิน ใช้เงิน และใช้เงิน ส่วนงานกระทรวงการคลัง จะต้องเน้น หาเงิน หาเงิน และหาเงิน
พปชร.เชิญ&amp;quot;ป้อม-ตู่&amp;quot;สัมมนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา(ชพน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรค ชพน.ในการร่วมแถลงนโยบายรัฐบาลว่า หลังจากที่ได้ประชุม ครม.และร่วมกันพิจารณาร่างนโยบายรัฐบาลแล้ว เราได้เห็นสิ่งที่พรรค ชพน.นำเสนอให้กับรัฐบาล ทั้งนโยบายหลัก ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านทรัพยากร &amp;nbsp;ซึ่งได้เห็นทุกประเด็นระบุ ถือเป็นที่น่าพอใจ จึงถือว่ามีความพร้อมในการรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาล ได้กำชับสมาชิกพรรคทุกคนแล้วว่าทุกคนจะต้องเตรียมพร้อมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างนโยบายรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อรัฐสภา เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระดับสูงในพรรคพลังประชารัฐเปิดเผยถึงการเสนอรายชื่อแคนดิเดตผู้ที่จะเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ก่อนหน้านี้ผู้ใหญ่ในพรรคได้เสนอชื่อนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค ซึ่งมีบทบาทในช่วยงานพรรคมาโดยตลอด ก่อนที่จะมีการเสนอชื่อของ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กทม.พรรคพปชร. และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร.เพิ่มเติม เมื่อดูจากโปรไฟล์แล้วถือว่านางนฤมลมีโอกาสสูงที่จะได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมดเพียงคนเดียวเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า คนที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้ ต้องมีความรู้ความสามารถ มีภาพลักษณ์ประนีประนอม และในเบื้องต้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลคนสำคัญ ก็เห็นชอบแล้วว่าจะให้เป็นผู้หญิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจากพรรค พปชร.เปิดเผยว่า ตามที่มีกำหนดการสัมมนา ส.ส.พลังประชารัฐ ในหัวข้อ &amp;quot;เสริมศักยภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร&amp;quot; ที่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา วันที่ 21-22 ก.ค. เพื่อซักซ้อมเตรียมความพร้อมการทำงานในสภาก่อนการแถลงนโยบาย เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันทีเพราะนอกเหนือจากการสัมมนาและพิธีบายศรีสู่ขวัญแล้ว อาจมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ เมื่อผู้ใหญ่ของพรรคได้เรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย โดยในส่วนของ พล.อ.ประวิตร ขณะนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ขณะนี้อาจจะมาร่วมกิจกรรมที่วังน้ำเขียวไม่ได้ แต่อาจจะมีการนัดพบปะกับ ส.ส.และสมาชิกพรรค พปชร.ใน กทม.ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลเพียง 1 วัน คือวันที่ 24 ก.ค.นี้แทน ขณะนี้ทางพรรคอยู่ระหว่างพิจารณาจัดหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือต้องการสร้างจุดร่วมให้กับคนในพรรค เป็นสร้างสายสัมพันธ์ให้เกิดความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นระหว่าง ส.ส.ของพรรคกับนายกฯ และยังจะมีโอกาสได้สะท้อนการทำงานระหว่างกัน ได้เรียนรู้ระบบงานของพรรค และจะได้รู้จักหน้าค่าตาลูกพรรคมากขึ้นด้วย ก่อนที่นายกฯ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะได้เดินหน้างานการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านฝ่ายค้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านมีความพร้อมในการอภิปรายอย่างเต็มที่ ไม่มีความกังวลใดๆ รอแค่เพียงเนื้อหานโยบายจากรัฐบาลว่าจะแถลงเรื่องใดบ้าง &amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมาทางพรรคได้ประชุมวางแผนกันอย่างต่อเนื่อง และเมื่อได้เห็นนโยบายจากทางรัฐบาล ทางพรรคก็จะแบ่งความรับผิดชอบและจัดกรอบการอภิปรายได้ ส่วนการจัดวางตัวบุคคลที่จะอภิปรายนั้น เชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความสามารถในการอภิปราย โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้นำทีมอภิปราย ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการหารือของวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ที่จะกำหนดกรอบเวลาในการอภิปราย ซึ่งเบื้องต้นทราบเพียงกรอบวันที่จะแถลงนโยบาย คือ 25-27 ก.ค.นี้ รวม 3 วัน
ฝ่ายค้านขอ 3 วันถล่มนโยบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นหนึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียง และเรื่องนี้ต้องรอดูรายละเอียดจากทางรัฐบาลว่าจะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างไร ส่วนกระบวนการหรือวิธีการแก้ไขจะอย่างไรนั้น ทางพรรคเห็นว่าถ้าสามารถดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและถูกต้องตามกฎหมาย ทางพรรคก็พร้อมที่จะสนับสนุน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วิปฝ่ายค้านจะนัดหารือในวันที่ 22 ก.ค. เวลา 11.00 น. เพื่อพิจารณาและวางกรอบการอภิปรายนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ได้เปิดให้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการอภิปรายเนื้อหายื่นเจตจำนงมายังพรรค จนถึงวันที่ 18 ก.ค. จากนั้นช่วงวันที่ 20- 24 ก.ค. พรรคจะจัดติวเข้มให้กับ ส.ส.ก่อนการอภิปราย ทั้งเนื้อหาและทักษะการอภิปราย โดยมีแกนนำของพรรคเพื่อไทย อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรค, นายอดิศร เพียงเกษ แกนนำพรรค ร่วมติวเข้มการอภิปรายด้วย ในการอภิปรายจะเน้นเนื้อหาตามกรอบสำคัญ อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านเทคโนโลยี ด้านความมั่นคง และด้านการเมือง และบางเรื่องจะเสนอแนะในกรอบการปฏิบัติเพื่อไม่ให้การนำนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในบางเรื่องสร้างผลกระทบหรือความเสียหายต่อประชาชนและประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มองว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะเทียบเท่าการซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุทินกล่าวว่า ขอรัฐบาลอย่าวิตกเกินเหตุเพราะพรรคเพื่อไทยจะยึดตามกรอบปฏิบัติ คือ อภิปรายให้ความเห็น ข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อบกพร่องในนโยบายและตัวบุคคลซึ่งสาระสำคัญไม่ใช่การจ้องล้มรัฐบาล แต่ต้องการติเพื่อให้การนำนโยบายไปปฏิบัติเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง หากการนำนโยบายไปปฏิบัติพบข้อบกพร่องที่ชัดเจน จึงจะเป็นลำดับของการอภิปรายที่เข้มข้น และตรวจสอบรัฐบาลหรือรัฐมนตรีต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการกำหนดวันเปิดประชุมรัฐสภา เบื้องต้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากวิปรัฐบาล แต่ทางฝ่ายค้านขอตัวเลขประชุมไว้ 3 วัน คือวันที่ 24-26 ก.ค. และขอให้พรรคฝ่ายค้านมีเวลาอภิปรายรวม 20 ชั่วโมง เหตุผลสำคัญคือ สมัยการแถลงนโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สภาจัดเวลาอภิปรายไว้ รวมทั้งสิ้น 3 วัน ดังนั้นควรยึดเวลาดังกล่าวไว้สำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ห้ามอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่าไม่เป็นความจริง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ห้าม เพียงแต่บอกว่าไม่ใช่เวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งยังสามารถอภิปรายได้ พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจกลไกรัฐสภาดี นายสุทินมองโลกในแง่ร้ายเกินไป วิตกจริตเกินเหตุ การแถลงนโยบายต่อสภาเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญ ส.ส.ย่อมสามารถอภิปรายได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้น สภาคงเปิดให้มีการพิจารณากันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทราบถึงนโยบายที่จะสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ตามที่วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านจะกำหนดวันแถลงนโยบายและอภิปรายวันที่ 25-26 ก.ค. ซึ่งมองว่าระยะเวลา 2 วันเพียงพอต่อการแถลงและอภิปรายนโยบายของรัฐบาล เพราะหากผู้อภิปรายอภิปรายในกรอบของนโยบายรัฐบาลเสนอแนะ เพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติและไม่อภิปรายนอกกรอบหรือนอกประเด็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นในหลักการของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของ ส.ว.นั้น จะพิจารณาเนื้อหาของนโยบาย ขณะที่ ส.ว.ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูป หรืออดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อาจนำประเด็นที่เคยศึกษาและเป็นแนวทางร่วมอภิปรายเพื่อให้ข้อเสนอแนะได้ แต่คงไม่ลงรายละเอียดในการปฏิบัติงาน รวมถึงจะไม่อภิปรายที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล&amp;quot; นายพรเพชรกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า ส.ว.จะได้เตรียมตัวอภิปรายนโยบายรัฐบาลผ่านการยื่นเจตจำนงขออภิปราย เบื้องต้นอาจต้องจัดสรรเวลาที่เหมาะสมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องส่วนที่มองว่าการอภิปรายของ ส.ว.เสมือนองครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์นั้น เชื่อว่า ส.ว.ไม่ทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะหน้าที่ของ ส.ว.คือให้ความเห็นและข้อเสนอแนะกับรัฐบาล เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างแท้จริงต่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการวางปฏิทินอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภานั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ส่วนเหตุที่ไม่สามารถนัดประชุมวันที่ 24 ก.ค.ได้นั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ติดภารกิจทางราชการ ดังนั้นในจำนวน 2 วันดังกล่าว จะจัดสรรให้อภิปรายวันละ 15 ชั่วโมง และจะจัดสรรชั่วโมงอภิปรายของแต่ละฝ่ายให้เท่าเทียมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการแชร์ภาพและข้อความในโซเชียลฯ จากกลุ่มเสื้อสี หวังปลุกระดมให้เข้าใจผิดอ้างว่า เป็นคำพูดของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ว่า &amp;ldquo;การอภิปรายนายกฯ เหมือนปัดขาประเทศ หากใครคิดไม่หวังดี แล้วเกิดความวุ่นวาย ผมก็ต้องออกไป ทำงานเพื่อชาติ อย่าบังคับผมจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม&amp;quot; นั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ยืนยันว่า ไม่เคยพูดคำเหล่านี้เลย สื่อมวลชนที่ตามทำข่าวสัมภาษณ์ตนก็รู้ดีว่าตนไม่เคยพูดแบบนี้ สื่อมวลชนอ่านดูก็รู้แล้วว่าเป็นข่าวปลอม ใครจะไปพูดแบบนี้ ตนก็งดที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้หมดหน้าที่ของ คสช.แล้ว ตนก็ทำงานในฐานะ ผบ.ทบ.ในการดูแลพัฒนากองทัพ พัฒนากำลังพล การฝึกศึกษา การแก้ปัญหาภาคใต้ การปรับหลักสูตรการฝึกต่างๆ ทำกองทัพให้ทันสมัย มีงานมากมายที่ตนจะทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การอภิปรายฯ นายกฯ เป็นเรื่องในสภาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย เป็นกระบวนการทางการเมืองในสภา ตามระบอบประชาธิปไตย คงไม่มีใครห้ามใครได้ อย่าเอาผมเข้าไปเกี่ยวข้อง&amp;rdquo; พล.อ.อภิรัชต์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41254</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระชับความเป็นพันธมิตร, รัฐบาลหนุนแก้ รธน., สหรัฐหนุนรัฐบาลตู่, ส่งสารแสดงความยินดี, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3f15340b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
