<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ดันส่งออก ข้าว-ลำไย พร้อมชวนอินโดนีเซียซื้อสินค้าไทยกว่า 1,860 รายการผ่านช่องทางออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.64 - เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจําประเทศไทย H.E. Mr.Rachmat Budiman เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยวาระนี้มีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายจุรินทร์ ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่า สำหรับภาพรวมระหว่างการค้าไทย อินโดนีเซีย อินโดนิเซียถือว่าเป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 7 ในโลกของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น อียู สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม มูลค่าการค้า 8 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 347,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียที่สำคัญ เช่นรถยนต์และส่วนประกอบ +65.4% เม็ดพลาสติก +74.7% ผลิตภัณฑ์ยาง +97% อาหารสัตว์เลี้ยง +52% ลำไย +91.8% เครื่องดื่ม +30.9 % ยางพารา +27.6% เป็นต้น ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.น้ำมันดิบ +328% 2.เคมีภัณฑ์ +91.6% และ 3.เหล็กกับผลิตภัณฑ์เหล็ก +251%โดยนำเข้ามาเพื่อภาคการผลิตส่งออกต่อไป
&amp;nbsp;ในปี 64 หรือ ช่วง 8 เดือนแรก ไทยยังได้ดุลการค้าอินโดนิเซียอยู่ 3,248 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ตนได้หยิบยกมาหารือแล้วก็แจ้งให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์ต่อไปประกอบด้วย
1. 1.ขอให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่เราพึ่งนำขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม blibli.com ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22 กันยายน 64 &amp;nbsp;ที่ผ่านมา สินค้าทั้งหมดมี 1,863 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นอาหารสุขภาพ ความงามและไลฟ์สไตล์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ตนได้ขอเชิญเอกชนและประชาชนอินโดนิเซียหรือผู้นำเข้ามาร่วมกิจกรรม OBM (Online Business Matching ) ของประเทศไทย อย่างน้อย 2 งานสำคัญช่วงนี้ 1.งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ THAIGROOVE วันที่ 23 ถึง 26 พฤศจิกายนปีนี้ 2.งาน Phuket Gems Fest วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ตนขอให้ท่านทูต ช่วยรีบรับนัดกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาเรื่องข้าวเพื่อจะได้เร่งรัดการส่งออกข้าวไทยไปยังอินโดนีเซียต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตนได้ขอให้ท่านทูตเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไทยที่จะไปประจำที่สำนักงานใหญ่อาเซียนของไทยที่จาการ์ตา
นอกจากนี้การส่งออกลำไยของไทยไปยังอินโดนีเซีย 3-4 ปีนี้ติดขัดปัญหาเรื่องของการออกมาตรการของอินโดนีเซียที่จะต้องมี 1.จีเอพีคือสวนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 2.ต้องมีจีเอสพีซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และ3.จะต้องผ่านความเห็นชอบ 2 กระทรวงของอินโดนีเซีย คือกระทรวงเกษตรและกระทรวงการค้า&amp;nbsp;
ตนได้ขอให้ท่านทูตได้รับทราบข้อมูล เพื่อหาทางคลี่คลายให้ลำไยไทยสามารถไปสนองความต้องการของผู้บริโภคอินโดนิเซียได้มากขึ้น
สุดท้ายในเรื่องการส่งออกแอร์คอนดิชั่นเนอร์จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปีที่แล้วอินโดนิเซียได้ออกมาตรการพิเศษ 2 ข้อ 1.จะต้องมีการยื่นขออนุญาตนำเข้าอินโดนิเซียก่อน 2.จะต้องให้อินโดนิเซียตรวจโรงงานในประเทศไทยก่อนจึงจะส่งออกไปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมกังวลว่าอาจจะขัดกับหลักของ WTO และหลักการของอาเซียนในเรื่องของการสร้างอุปสรรคการค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นต่างๆทั้งหมดนี้ยังสามารถที่จะไปหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commitee:JTC )ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียซึ่งเรามีข้อตกลงกันมาตั้งแต่ปี 54 แต่ยังไม่เคยมีการประชุม จึงเสนอว่าขอให้ร่วมมือกันจัดการ JTC ครั้งแรกขึ้นโดยประเทศไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพ เสนอว่าควรจะเป็นช่วนธันวาคมปีนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหาระหว่างกันด้านการค้าการลงทุนและในเรื่องอื่นๆ ซึ่งตนจะไทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีการค้าอินโดนิเซียต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอินโดนิเซียมี 3-4 ประเด็น ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาหารือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก อินโดนิเซียประสงค์จะส่งออกกุ้งสดมายังประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ขณะนี้มีอุปสรรคอยู่บางประการ ตนรับว่าจะไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมตัวเลขการส่งออกของเราต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง อินโดนิเซียแจ้งว่าขณะนี้ได้มีการออกกฏหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุน มีการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะเชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุน รวมทั้งอินโดนิเซีย สนใจที่จะให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวและทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งเป็นนโยบายของประเทศไทยอยู่แล้วในการจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่ประเทศหนึ่งก็สามารถเดินทางต่อไปยังอีกประเทศหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118001</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์, พาณิชย์, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_6151806d7c85d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ชูส่งออกความหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;ความหวัง ส่งออกไทย ในมรสุมโควิด&amp;rdquo; ว่า ที่ผ่านมา ไทยไม่ได้พึ่งพาเศรษฐกิจขาเดียวในการนำรายได้เข้าประเทศ แต่อย่างน้อยที่สุด 2 ขา คือ การท่องเที่ยว และการส่งออก เมื่อขาหนึ่งเดี้ยง เศรษฐกิจไทยก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อไรอีกขาหนึ่งซ่อมเสร็จ สถานการณ์เอื้ออำนวย จะยิ่งไปโลด โดยก่อนโควิด-19 ท่องเที่ยวทำรายได้เข้าประเทศ 11.33% ของจีดีพี การส่งออกประมาณ 45% รวมเป็น 66% ที่ขับเคลื่อนประเทศ แต่ปัจจุบันท่องเที่ยวเหลือแค่ 1.87% ส่งออกแทนที่จะแย่ไปด้วย แต่เป็น 50.83% ส่งออกบวกท่องเที่ยวกลายเป็น 52% ยังไม่ถึงกับเลวร้าย เป็นตัวเลขที่อยากให้เห็นภาพ ดังนั้น การส่งออกยังคงเป็นความหวังในการฟื้นเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การส่งออกปี 2564 มีการเติบโตชัดเจน เป็นบวกตั้งแต่มี.ค. ที่ 7% เม.ย. บวก 11% พ.ค.บวก 41% และมิ.ย. บวก 43% เป็นนิวไฮต์ใหม่ เดือนก.ค.บวก 20% คาดว่าส.ค.จะบวกน้อยกว่านี้ เพราะผลกระทบโควิด-19 และล็อกดาวน์ กระทบภาคการผลิต โรงงานบางแห่งปิดตัว หรือปิดการผลิตบางส่วน การขนส่งโลจิสติกส์ข้ามจังหวัดข้ามประเทศมีความเข้มงวด แต่เชื่อว่ายังเป็นบวกอยู่ ส่วนภาพรวม 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่ม 16.2% โต 4 เท่าของเป้าที่กำหนดไว้ที่ 4% และทั้งปีก็จะยังเป็นบวกอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการส่งออก ได้ใช้การขับเคลื่อนโดยรัฐหนุน เอกชนนำ เอกชนเป็นพระเอกเป็นกองหน้า ยิงประตู รัฐเป็นกองหลังคอยสนับสนุน และได้ตั้ง กรอ.พาณิชย์ จับมือกันแก้ปัญหาการส่งออก และขับเคลื่อนการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมา ได้แก้ปัญหาเชิงรุกชัดเจน เช่น การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ การเปิดให้เรือใหญ่ขนาด 300-400 เมตรเข้ามาเทียบท่า นำตู้เข้ามาช่วยส่งออก การแก้ไขปัญหาส่งออกรถยนต์ไปเวียดนาม ที่มีการทำข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) ทำให้ไม่ต้องตรวจทุกล็อต การแก้ปัญหาค่าระวางเรือแพง ได้ผลักดันให้ SMEs รวมตัวกันซื้อ แต่ติดปัญหาออเดอร์เป็นความลับ จึงทำไม่ได้ จึงขอให้ช่วยลดค่าธรรมเนียมที่ท่าเรือแทน ซึ่งต้องแก้ต่อไป ส่วนเรือที่เข้ามารับสินค้า หากเอาตู้เข้ามาแล้ววางไว้ที่ท่าเรือในไทย เอาสินค้าไทยขึ้น ทำไม่ได้ หรือประเทศใกล้เคียงอยากเอาของมาขึ้นที่แหลงฉบัง แล้วให้เรือใหญ่มารับ ก็ทำไม่ได้ เพราะติดขัดระเบียบ ก็ต้องหาทางแก้เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องต้นทุนกระป๋องแพง เพราะเหล็กนำเข้าแพง และไทยเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) วิธีแก้ คือ ลดภาษีลง เพื่อให้เข้ามาง่ายขึ้น มาขายในราคาถูกลง ต้นทุนกระป๋องที่ใช้ในการผลิตถูกลง ก็จะแข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งกำลังดำเนินการช่วยเหลืออยู่ เพราะการส่งออกอาหารกระป๋องเกือบ 3% ของยอดส่งออกทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการส่งออก ด้วยการตั้งทีมเซลส์แมนจังหวัดและเซลส์แมนประเทศ และในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังมีกิจกรรมอีกอย่างน้อย 130 กิจกรรม ที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะจะมีผลกระทบต่อการส่งออก คือ การกีดกันการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษีจะรุนแรงขึ้น และมีรายการเพิ่มขึ้น เช่น ด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม เป็นต้น และที่มาใหม่ต่อไปนี้ สินค้าและประเทศไหนผลิตให้เกิดคาร์บอนทำโลกร้อน จะเก็บภาษีคาร์บอน โดยสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มแล้วภายใน 2 ปี จะเก็บภาษีคาร์บอนนำเข้าสินค้าไปยังอียูในสินค้า 5 รายการ ได้แก่ 1.เหล็ก 2.อะลูมิเนียม 3.ซีเมนต์ 4.ไฟฟ้า 5.ปุ๋ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ต้องติดตามสถานการณ์โลก อย่างสหรัฐฯ กับอังกฤษ และออสเตรเลีย จับมือกันตั้งไตรภาคีเพื่อความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก มีนัยสำคัญ คือ สหรัฐฯ จะช่วยออสเตรเลียผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเดิมออสเตรเลียซื้อจากฝรั่งเศส จึงต้องติดตามต่อไป เพราะมีการเอาการเมืองมามัดติดกับการค้า โดยไทยต้องวางจุดยืนว่าจะอยู่ตรงไหน ซึ่งได้แสดงท่าทีไปว่าต้องจับมือกับอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง รวมทั้งต้องศึกษาความตกลงและกติกาการค้าให้ลึก ทั้ง FTA Mini FTA และ RCEP เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้า และต้องติดตามใกล้ชิดกรณีจีนขอสมัครเป็นสมาชิก CPTPP เพราะอาจกระทบไทย จากการที่จีนเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทย เมื่อจีนปรับมาตรฐานการส่งออก สินค้าไปจีนต้องภายใต้มาตรฐานใหม่ ต้องติดตาม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117552</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกระทรวงพาณิชย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d5ad5db2dce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; เผยไทม์ไลน์ &#039;เจาะตลาด&#039; ขยายการค้าไทย-ไห่หนาน นำการค้าไทยลุยตลาดจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.64 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ลงนาม MOU ด้านการค้ากับมณฑลไห่หนาน ประเทศจีน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น MOU ฉบับประวัติศาสตร์ และเป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับระดับมณฑลของจีน ตามนโยบายการเร่งรัดการเจรจาการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยกับไห่หนานในช่วงปลายปี 2564 ในรูปแบบของการจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ หรือ Online Business Matching: OBM และวิธีการส่งเฉพาะสินค้าตัวอย่างไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ หรือ Mirror &amp;amp; Mirror โดยจะเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และก้าวข้ามขีดจำกัดในยุค New Normal &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ สำหรับในปี 2565 ยังมีแผนกิจกรรมที่จะสร้างโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกันอีกมาก ทั้งการจัดงาน Top Thai Brand ไห่หนาน ซึ่งจะเป็นการยกทัพสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกของไทยไปร่วมจัดแสดงในงาน Hainan Expo อีกครั้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมธุรกิจบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไทยมีโอกาสผลักดันทั้งสินค้าและบริการเชิงสุขภาพเข้าไปให้บริการในไห่หนาน อาทิ การนวดแผนไทย สปา ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย และการให้บริการสุขภาพแบบองค์รวม &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุด้วยว่าหลังจากที่รัฐบาลจีนได้มีนโยบายและประกาศให้มณฑลไห่หนานเป็นเมืองท่าการค้าเสรีเชื่อมโยงประเทศที่อยู่ในแนวหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ยิ่งกระตุ้นให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับมณฑลไห่หนานมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของประเทศไทยได้เริ่มมีสินค้าไทยเข้าไปขยายตลาดในมณฑลไห่หนานแล้ว สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทย - ไห่หนาน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 มีมูลค่ารวม 3,623 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปไห่หนาน 2,482 ล้านบาท และไทยนำเข้าจากไห่หนาน 1,142 ล้านบาท เป็นเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการทำข้อตกลงนี้ เป็นนโยบายการค้ายุคใหม่ของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเมื่อ 20 สิงหาคม 2564 นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางการค้าไทย-ไห่หนาน ระหว่างนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายเฉิน ซี อธิบดีกรมพาณิชย์ไห่หนาน ผ่านระบบทางไกล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; การลงนาม MOU เมื่อเดือนก่อนจะเป็นกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการค้าและการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ให้แนวทางไว้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็น Mini-FTA ฉบับแรกที่ไทยทำกับมณฑลในประเทศจีน ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์ว่าให้ทำความตกลงการค้าฉบับเล็ก หรือจะเรียกว่า Mini-FTA ก็ได้ โดยทำกับรัฐต่าง ๆ ที่บางรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหรือมีจำนวนประชาชนมากกว่าประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยไห่หนานเป็นตัวอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับประเทศจีน และยังมีแผนที่จะเดินหน้าทำกับมณฑลอื่น ๆ ของจีนเพิ่มขึ้น เช่น มณฑลกานชู ที่มีชาวมุสลิมอยู่มาก เพื่อเป็นลู่ทางในการส่งเสริมการค้าสินค้าฮาลาลของไทย รวมถึงมณฑลอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นโอกาส ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านจุรินทร์ &amp;quot; รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางสาวสุภาวดี แย้มกมล &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาความร่วมมือนั้น ทางรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ให้ไว้ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและมาตรการสนับสนุน SMEs เช่น การลงทุน การจัดตั้งตัวแทนการค้าร่วมกัน 2. ส่งเสริมเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของ SMEs เช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ &amp;nbsp;พัฒนาสินค้า ขยายโอกาสสู่ตลาดที่สาม 3. อำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางการค้า เข่น งานสัมมนา งานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ คณะผู้แทนการค้า เป็นต้น 4.ด้านการมุ่งขยายมูลค่าการค้าใน 3 สินค้าหลัก ประกอบด้วย สินค้าทางด้านการเกษตร สินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม 5. ส่งเสริมความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และจับคู่ธุรกิจออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และที่เมืองไห่หนานนั้นมี นางสาวอรนุช วรรณภิญโญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว พร้อมทีมเซลล์แมนประเทศ หรือทีมทูตพาณิชย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ดำเนินการประสานงานในพื้นที่ โดยทางฝ่ายไทยมี สำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 ประสานดำเนินงานตามพันธกิจนี้ &amp;quot; นางสาวสุภาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116891</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, ส่งออก, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_6142bc9789045.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 20:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4 สิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมความนิยม เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ แน่นอนว่ามีผู้ประกอบการหลายท่านจำเป็นต้องสต๊อกและขนส่งสินค้าเพื่อกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ หรือส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าให้สดใหม่ ไม่เสียหายจนขาดทุน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกใช้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อการันตีว่าสินค้านั้นจะถูกจัดส่งไปถึงปลายทางโดยไม่เน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพ ในบทความนี้ เราจะพาไปดู 4 สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับบริการดังกล่าว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบก่อนเลือกใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1. เลือกใช้บริการตามระดับอุณหภูมิที่ต้องการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การขนส่งควบคุมอุณหภูมินั้นเป็นบริการที่รองรับสินค้าหลากหลายรูปแบบที่อาจจะมีข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น สินค้าบางอย่างต้องแช่เย็น บางอย่างต้องแช่แข็ง ในขณะที่บางอย่างไม่ต้องแช่แต่เก็บในที่ที่ร้อนเกินไปไม่ได้ จึงต้องมีการจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม และขนส่งด้วยรถที่มีอุณหภูมิเท่ากัน เพื่อไม่ให้สินค้าเสียหายระหว่างทาง โดยปกติแล้วมีตัวเลือก ดังนี้&lt;/p&gt;


	แช่เย็น อุณหภูมิประมาณ 20 ถึง 0 องศาเซลเซียส สำหรับขนส่งของสด อาหาร หรือยาบางประเภทที่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ต้องแช่แข็ง
	แช่แข็ง ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เหมาะกับสินค้าที่ต้องการเก็บนาน การขนส่งที่ควบคุมอุณหภูมิแช่แข็งไว้จะช่วยรักษาคุณภาพของสินค้าได้ดี
	อุณหภูมิห้อง เหมาะกับสินค้าอย่างยา อาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อไม่ให้ผิวสัมผัสเปลี่ยนหรือเกิดปฏิกิริยา


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. เลือกขนาดยานพาหนะในการขนส่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนใหญ่แล้วบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิจะมียานพาหนะหลากหลายขนาดให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของขนาดและจำนวนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นรถ 4 ล้อ 6 ล้อ ไปจนถึง 10 ล้อ เพื่อให้ตอบโจทย์กับทุกกลุ่มธุรกิจมากที่สุด ซึ่งรถนั้นก็จะได้รับการออกแบบมาให้มีระบบต่าง ๆ เหมาะกับการขนส่งสินค้าประเภทเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3. มีระบบติดตามค่าอุณหภูมิตลอดการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นจะรักษาคุณภาพและความสดใหม่ได้จนถึงปลายทาง บนรถขนส่งจะมีการติดตั้ง GPS พร้อมระบบตรวจจับและติดตามอุณหภูมิเพื่อให้มั่นใจว่า ตลอดทางตั้งแต่นำสินค้าออกจากห้องเย็นไปจนถึงปลายทาง อุณหภูมิจะไม่มีตก เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหายขณะขนส่งซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ต้องเสียไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4. นวัตกรรมการขนส่งควบคุมอุณหภูมิแบบไม่ต้องใช้น้ำแข็งแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีทางเลือกในการขนส่งสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็งที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะไม่ใช่น้ำแข็งแห้งใส่กล่องโฟม แต่มาจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์อื่นที่เหมาะสมแทน อย่างบริการ COOL TA-Q-BIN ที่ทาง SCG เริ่มนำมาให้บริการแล้วนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลดี ๆ ทั้ง 4 เรื่องเกี่ยวกับการขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่เรานำมาฝาก หวังว่าผู้ประกอบการจะเลือกใช้บริการขนส่งที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งตัวเองและลูกค้ามากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116837</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งควบคุมอุณหภูมิ, ขนส่งสินค้า, ผู้ประกอบการ, รักษาคุณภาพของสินค้า, สต๊อก, สินค้าอุปโภคและบริโภค, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141f6c989082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุนไพรไทยมาแรงหลังโควิด พาณิชย์ชี้โอกาสส่งออกสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ก.ย. 2564 นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาสนใจและนิยมการดูแลรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้ สารเคมี ทำให้สมุนไพรกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ภาคธุรกิจในกลุ่ม HEALTH &amp;amp; WELNESS ทั่วโลกกำลังต้องการ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจ HEALTH &amp;amp; WELNESS ที่นำสมุนไพรไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สปา จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 166 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของสินค้าสมุนไพร และต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ HEALTH &amp;amp; WELNESS ของไทยที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม HEALTH &amp;amp; WELNESS ผ่านการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model ด้วยการการอบรมให้ความรู้ การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การสร้างคุณค่าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ ผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์&amp;rdquo; นายเอกฉัตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ จัดขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;THE NEW ERA OF THAI HERB, Next Image and New Opportunities for Your Brand&amp;rdquo; มีผู้ประกอบการสมุนไพรไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมการให้คำแนะนำในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำนวน &amp;nbsp;31 ราย โดยมุ่งเน้นตลาดกลุ่มของขวัญ ของฝาก และของที่ระลึกในช่วงเทศกาล โดยมี 10 แบรนด์ที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ STERLING ยาสีฟันที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยอย่างขมิ้นนำมาผสมผสานกับมังคุดและน้ำมันมะพร้าว, G&amp;amp;T ORGANIC แฮร์โทนิคที่มีส่วนผสมหลักจากว่านหางจระเข้ มะหาด ดอกอัญชัน, PINMISA แชมพูที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยรวม 20 ชนิด, NAROES แชมพูที่มีสารสกัดจากมะคําดีควาย บอระเพ็ด มะรุม ใบย่านาง และสะเดา, SAKUNA ผลิตภัณฑ์สำหรับ ผิวหน้าที่มีสารสกัดจากรังไหมสายพันธุ์หลืองไพโรจน์, MADAME ESTHER สบู่สำหรับผิวกายที่มาจากสารสกัดใบพลู, &amp;nbsp;PATOM ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายจากกุหลาบมอญอินทรีย์, KHUNPHAT HERBAL ผลิตภัณฑ์อโรมากลิ่นตะไคร้, AROM ผลิตภัณฑ์อโรมาที่มีส่วนผสมและกลิ่นจากสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน กลิ่นมะลิ และ TEVADA JAI DEE BRAND น้ำมันนวดสมุนไพรที่มาจากสมุนไพรไทยนานาชนิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยกลุ่มของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก ที่ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากการเข้าร่วมโครงการ ทั้ง 31 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แบรนด์ จะถูกนำมาจัดแสดง ณ FACTOPIA ถ.รัตนาธิเบศร์ ภายใต้กิจกรรม &amp;ldquo;Shift to the New Market&amp;rdquo; กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ (Buyers) นักธุรกิจ &amp;nbsp;สื่อมวลชน และผู้สนใจ ได้เข้าชมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิง (Live Streaming) เพื่อเปิดโอกาสทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116773</URL_LINK>
                <HASHTAG>)กระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, สมุนไพรไทย, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_61417978dafff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 20:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาหารไทย&#039; โตสวนทางโควิด 7 เดือนส่งออกมูลค่า 6 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทยใน 5 เดือนหลังยังจะโตแกร่งสวนทางโควิด-19 โดยคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้น 5% การส่งออกเพิ่มขึ้น 11% มูลค่า 427,300 ล้านบาท ทั้งปีประเมินว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้น 4.5% การส่งออกจะมีมูลค่า 1,050,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากปี 2563 สำหรับปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วง 5 เดือนหลัง มองว่ามาจากความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่มีแนวโน้มขยายตัวหลังการกลับมาเปิดเมือง ทำให้สินค้าที่มีช่องทางจำหน่ายในธุรกิจบริการร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม จัดเลี้ยง (HORECA) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่าขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2564 ได้พลิกกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังจากหดตัวลงในปีก่อน โดยการผลิตที่วัดจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เพิ่มขึ้น 2.9% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่ภาคธุรกิจใช้มาตรการบับเบิล แอนด์ ซีล เพื่อควบคุมความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาดในโรงงาน ทำให้โรงงานส่วนใหญ่สามารถเดินสายการผลิตได้ตามปกติ ประกอบกับปริมาณวัตถุดิบภาคเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ส่งผลทำให้ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรวัตถุดิบมีเพียงพอกับความต้องการของโรงงานแปรรูป โดยเฉพาะอ้อย มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ต่างๆ จำพวกสับปะรด และข้าวโพดหวาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกพบว่า มีมูลค่า 622,700 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากสัดส่วนผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้ประชาชนสามารถออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน ธุรกิจบริการร้านอาหารต่างๆ มีการฟื้นตัว โดยการส่งออกไปจีนขยายตัวเพิ่มขึ้น 40% เนื่องจากมีความต้องการสินค้าจำนวนมากเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปก็มีสัญญาณการฟื้นตัวเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง จำพวกกุ้ง ปลา ปลาหมึก สับปะรดกระป๋อง ที่มีการขยายตัวตามช่องทางจำหน่ายในธุรกิจบริการร้านอาหารที่กำลังฟื้นตัว ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความต้องการที่ถูกอั้นไว้ในช่วงที่ออกนอกบ้านไม่ได้และร้านอาหารถูกปิดเป็นเวลาหลายเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามอยากจะแนะผู้ประกอบการปรับมาตรการบับเบิล แอนด์ ซีลและแฟคตอรี่ ไอซูเลชั่น ให้เหมาะสมกับขนาดกิจการเพื่อรับมือการแพร่ระบาดในโรงงาน พร้อมกับการสื่อสารให้กับแรงงานและชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลที่ไม่หยุดประกอบกิจการ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จะเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและให้คำแนะนำ เพื่อให้โรงงานทุกขนาดสามารถดำเนินมาตรการได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถฝ่าฟันวิกฤตและรักษาสถานภาพโรงงานทั้งในด้านการผลิตและส่งออก เพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารสามารถทำรายได้จากการส่งออกและเป็นภาคส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116081</URL_LINK>
                <HASHTAG>ส่งออก, อาหารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138b400967b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เตือนส่งออก &#039;มัน&#039; ไปจีน เข้มงวดป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศที่ขนส่งมันสำปะหลังจากไทยไปจีน ควรมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือของตนปราศจากเชื้อโควิด-19 เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง หลังจากที่ได้รับแจ้งข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ณ ท่าเรือปลายทางของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือใหญ่เดินทะเลที่ขนส่งสินค้ามันสำปะหลังจากไทยไปจีน ที่ไม่มีใบรับรองการตรวจโควิด-19 อาจถูกปฏิเสธให้เรือเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางของจีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางการป้องกันปัญหา กรมฯ ได้ประสานภาคเอกชน หากพบการติดเชื้อของพนักงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อออก และดำเนินการภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal) โดยเคร่งครัด รวมทั้งให้พนักงานมีการตรวจสอบการติดเชื้อโดยวิธี ATK (Antigen Test Kit) เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกจะปลอดจากเชื้อโควิด-19 เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรต้องเพิ่มความเข้มงวดการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของกระบวนการส่งออก
ทั้งนี้ ในส่วนของเรือใหญ่เดินทะเลที่ลูกค้าปลายทางเป็นผู้จัดหามาเองนั้น กรมฯ แนะนำให้ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศมีมาตรการรองรับ เพื่อให้ประเทศปลายทางมั่นใจได้ว่าพนักงานบนเรือปราศจากการติดเชื้อโควิด-19 ในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังทุกตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน เพื่อป้องกันการถูกปฏิเสธการเทียบท่า ณ เมืองปลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกสินค้ามันสำปะหลังรวม 6.361 ล้านตัน มูลค่า 2,330.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 43% และ 48% ตามลำดับ เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกรวม 4.441 ล้านตัน มูลค่า 1,573.38 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115374</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ผู้ประกอบการเดินเรือระหว่างประเทศ, มันสำปะหลัง, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077ea4f39b85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
