<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.หั่นดบ.เหลือ0.5% ต่ำสุดในประวัติการณ์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์! กนง.เสียงแตกหั่นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 0.50% ต่อปี &amp;nbsp;หลังประเมินเศรษฐกิจไทยหดตัวแรงกว่าที่คาด ส่งออก-ท่องเที่ยวทรุดหนัก ห่วงค่าบาทกลับมาแข็งโป๊ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% &amp;nbsp;ต่อปี จาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิมตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาด และผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสอดประสานกับมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ ขณะที่กรรมการ 3 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ และเร่งรัดประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ได้ประกาศไปแล้ว คณะกรรมการโดยรวมเห็นว่าควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น และเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้าเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามากกว่าคาด ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ จากการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นและมาตรการควบคุมการระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มาตรการการเงินการคลังจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวได้ คณะกรรมการเห็นว่า มาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ยังมีความจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ SMEs เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรักษาศักยภาพการเจริญเติบโตในระยะต่อไป สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่คาดตามราคาพลังงานที่ลดลงเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการจะติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจต่างประเทศและการระบาดของโควิด-19 ในต่างประเทศ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมและโอกาสที่การระบาดในประเทศอาจกลับมา รวมทั้งประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านภาวะการเงิน ตลาดการเงินมีเสถียรภาพหลัง ธปท.ออกมาตรการดูแลเสถียรภาพตลาดการเงิน &amp;nbsp;รวมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง และอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ที่ซื้อขายในตลาดรองผันผวนน้อยลง ตลาดตราสารหนี้กลับมาทำหน้าที่ได้เป็นปกติมากขึ้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการให้ติดตามสถานการณ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนในตราสารหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสินเชื่อขยายตัวโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงบ้าง &amp;nbsp;สภาพคล่องในระบบการเงินในภาพรวมยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดีต้องดูแลให้สภาพคล่องกระจายตัวไปสู่ภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา และการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF fee) เป็นการชั่วคราว ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกาและเงินสกุลภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง แต่ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือน หลังมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องของภาครัฐทยอยสิ้นสุดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการเห็นว่า สถาบันการเงินจึงต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงเร่งรัดการให้สินเชื่อผ่านโครงการต่างๆ ที่ได้ออกมาก่อนหน้า และให้ ธปท.ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเตรียมแนวทางรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้อยลงกว่าที่คาด รวมถึงดูแลสภาพคล่องและกลไกการทำงานของระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและสามารถทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าคณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความเพียงพอของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ลดดอกเบี้ย, ส่งออก-ท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หั่นดอกเบี้ย, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec536a75aac8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกบอนด์‘เราไม่ทิ้งกัน’5หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ใจหล่นตาตุ่ม! &amp;quot;สมคิด&amp;quot; ยอมรับสภาพ เศรษฐกิจไตรมาสสองน่าเป็นห่วง ไม่ต้องพูดถึงการส่งออก-ท่องเที่ยวในวิกฤตการณ์แบบนี้ คลังเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วน &amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; จี้เกษตรกรเร่งแจ้งบัญชีเงินฝาก รับเงินเยียวยาก่อน 13 พ.ค.นี้ โอน 5 พันบาทแรกวันที่ 15 พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมการหารือมาตรการเยียวยาเกษตรกร ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2563 ไม่ดี ส่วนในไตรมาส 2/2563 ก็ยังน่าเป็นห่วง เป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องภาคการส่งออก การท่องเที่ยวในวิกฤตการณ์แบบนี้เลย ดังนั้นจึงเหลือเพียงเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อยากให้มีงบประมาณที่สามารถทำให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นในการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวว่า แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 1 ปีข้างหน้า มีแกนหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างสมดุลกับเศรษฐกิจภายนอก โดยการเชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต การตลาด การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ให้เดินหน้าไปพร้อมกัน 2.การสร้างดิจิทัลในการพัฒนาประเทศ และ 3.ด้านการต่างประเทศ การผลักดันเป็นศูนย์กลาง โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วิกฤติในขณะนี้เป็นโอกาสในสร้างความเข้มแข็งของทั้ง 3 แกนหลักขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขณะนี้เป็นวิกฤติ แต่ครั้งนี้เราต้องถือเป็นโอกาสสำคัญ ประเทศไทย มีเวลาไม่มาก จึงได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ไปคิดโครงการเพื่อดูแลเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ภายในปลายเดือน พ.ค.2563 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อกรรมการกลั่นกรองโครงการที่จะเสนอขอใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท (คณะกรรมการ 10 ปลัด) ประกาศหลักเกณฑ์ จะได้เสนอโครงการเพื่อให้เดินหน้าได้ทันที เพราะเดือนหน้าต้องมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยโครงการจะต้องเดินหน้าได้ทันที&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิดกล่าวอีกว่า โครงการที่จะออกมาจะต้องคิดในเชิงปฏิบัติมากกว่าเชิงทฤษฎี เพราะเกษตรกรมีทั้งที่อยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว และแรงงานที่กลับสู่ชนบท ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีโครงการอบรม เพื่อให้แรงงานที่กลับสู่ชนบทได้รู้ว่าทำเกษตรอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องชี้แจงให้ได้ว่าการอบรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นคนที่กลับชนบทซึ่งไม่เคยทำเกษตรเลยจะทำได้อย่างไร ต้องออกแบบเป็นขั้นบันได ว่าขั้นแรกแต่ละจังหวัดจะจัดอบรมที่ไหน กี่คน อบรมอะไร และจ้างมาอบรมด้วย นี่คือหนทางที่สร้างให้เขามีรายได้ขึ้นมา เพราะเจตนาดั้งเดิมคือให้คนมีรายได้ มีงาน โดยโครงการอบรมไม่จำเป็นต้องเป็นด้านเกษตรอย่างเดียว มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจชุมชน เรื่องเทคโนโลยี ให้เขารอบรู้ในการอบรมแต่ละเรื่อง เรียกว่าจ้างมาเรียน และขั้นต่อไป คนที่อบรมแล้วจะมีโอกาสเข้าไปทำเกษตร เรื่องสินเชื่อก็ต้องตามมา ธ.ก.ส.ต้องเข้าไปรองรับเรื่องนี้ และประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือ&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ ที่กรมประชาสัมพันธ์ ประชาชนยังเดินทางมาร้องเรียนเงินเยียวยา 5,000 บาทอย่างต่อเนื่อง แต่บรรยากาศเริ่มบางตาเมื่อเทียบกับหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนได้เดินทางมาร้องเรียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่งผลให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกทั้งการให้คำแนะนำและคำปรึกษา รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และรถสุขาเคลื่อนที่คอยให้บริการประชาชน โดยคาดว่ามีผู้เดินทางมาไม่ถึง 2,000 ราย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมว.การคลัง ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่รับเรื่องร้องเรียน โดยระบุว่า ขณะนี้มีประชาชนผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์จำนวน 13.4 ล้านคน จ่ายเงินเยียวยาไปแล้ว 11 ล้านคน และจะจ่ายให้ครบภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่าคนที่มาร้องเรียนที่กรมประชาสัมพันธ์ว่าลงทะเบียนไม่สำเร็จ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 1.7 ล้านคน โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มนี้แล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกระบวนการทบทวนสิทธิ์รับเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือน ระบบจะเปิดบริการไปจนถึงในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์จะเปิดพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนมาร้องเรียนได้จนถึงวันที่ 15 พ.ค.นี้ &amp;nbsp;ในส่วนของประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดที่มีความประสงค์จะร้องเรียนสิทธิ์มาตรการเยียวยา 5,000 บาท สามารถยื่นเรื่องได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดได้ทั่วประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังยืนยันว่า หลังจากดำเนินการในส่วนของมาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาทเสร็จสิ้นแล้ว ยังคงต้องหามาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ได้รับการดูแล เช่น กลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งขณะนี้ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยว่า คลังเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; ในปีงบประมาณ 2563 แบบไร้ใบตราสาร (Scripless) โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบและแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามแผนงานโครงการของรัฐบาล ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน &amp;nbsp;1 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะเริ่มจำหน่ายในวันที่ 14 พ.ค.2563 เวลา 08.30 น. วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได รุ่นอายุ 5 ปี เฉลี่ย 2.40% และรุ่นอายุ 10 ปี เฉลี่ย 3.00% ต่อปี โดยคาดว่าจะขายหมดก่อนวันที่ 14 พ.ค. และกระทรวงการคลังพร้อมที่จะเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; รุ่น 2 ในช่วงที่เวลาที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; จะจำหน่ายขั้นต่ำหน่วยละ 1 พันบาท แบ่งออกเป็น 3 ช่วง โดยสัปดาห์ที่ 1 จำหน่ายให้ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แบบจำกัดวงเงิน 2 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคาร สัปดาห์ที่ 2 จำหน่ายให้ประชาชนรายย่อย และสัปดาห์ที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.เป็นต้นไป เปิดให้ประชาชนทั่วไปและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไรเข้าซื้อได้แบบไม่จำกัดวงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรที่ไม่มีบัญชีของ ธ.ก.ส. ได้แจ้งบัญชีเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารอื่นๆ ผ่านเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com ที่เปิดให้แจ้งเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 20.00 น. แล้วจำนวน 2 แสนราย ยังเหลือเกษตรกรในระบบที่ใช้บัญชีธนาคารอื่นแต่ยังไม่ได้แจ้งอีกกว่า 2 แสนราย โดย ธ.ก.ส.ขอให้มาแจ้งบัญชีภายในวันที่ 13 พ.ค.นี้ เพื่อให้ ธ.ก.ส.นำข้อมูลไปตรวจสอบในระบบธนาคาร และสามารถโอนเงินได้ทันตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65416</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์, สภาพเศรษฐกิจ, ส่งออก-ท่องเที่ยว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เราไม่ทิ้งกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb556d35ebea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
