<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุย &#039;ส่งออกข้าวไทย-ฟื้นตัวเป็นบวก&#039; จุรินทร์ สั่งกรมการค้าฯเจรจาขายต่อเนื่อง คาดทั้งปีเข้าเป้า 6 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.64 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามนโยบายที่มอบกรมการค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล่าสุดการส่งออกข้าวไทยมีสัญญาณดีต่อเนื่อง โดยหลังตั้งแต่มิ.ย.-ก.ค. ยอดส่งออกกลับมาเป็นบวก ส.ค.และก.ย. ก็มีทิศทางดีขึ้น ตามการรายงานของนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มั่นใจว่าตามปีนี้ส่งออกได้ตามเป้า 6 ล้านตัน อย่างไรก็ตามในเดือนล่าสุดนั้นการส่งออกข้าวขยายตัว 7.35%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นผลจากผลผลิตข้าวไทยเพิ่มขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า ทำให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น จากนี้ไปได้เร่งรัดนโยบายกระทรวงพาณิชย์ให้ลุยเจรจาคู่ค้า ติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและผลักดันให้ซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น โดยตลาดหลักที่ไทยส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น เช่น แอฟริกาใต้ จีน เยเมน และอิรัก และชนิดข้าวที่ส่งออกเป็นบวก ได้แก่ ข้าวนึ่ง ข้าวขาว และข้าวกล้อง และคาดว่าแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยจะดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าจะเห็นได้จากสถิติการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศในเดือนสิงหาคม 2564 ที่มีปริมาณสูงถึง 831,260 ตัน เพิ่ม 133.13% และล่าสุดเดือนก.ย.2564 วันที่ 1&amp;ndash;20 มีปริมาณ 631,363 ตัน เพิ่ม 61.78% โดยตัวเลขการขอใบอนุญาตส่งออกข้าวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เขาจึงคาดว่าในปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ตามเป้าที่ปริมาณ 6 ล้านตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ข้าวไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น มาจากราคาข้าวไทยที่ปรับตัวมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาข้าวจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและอินเดีย โดยเฉพาะข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยราคาข้าวไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวปีการผลิต 2564/65 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 4.97% และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากประมาณ 29&amp;ndash;30 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 32&amp;ndash;33 บาทต่อเหรียญสหรัฐตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิ.ย.2564 เป็นต้นมา ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาข้าวไทยกับข้าวจากประเทศคู่แข่งลดลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทางด้านการทำตลาดข้าว กรมฯ ดำเนินการตามนโยบายนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้หลักการ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมมือกับทูตพาณิชย์ในฐานะเซลส์แมนประเทศ จากกรมส่วเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งการเจรจา หารือ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับรูปแบบการทำงานในสถานการณ์โควิด-19 เป็นการนัดประชุมหารือกับคู่ค้าสำคัญผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวและเจรจาซื้อขายข้าวไทย &amp;quot; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ ระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้หารือกับคู่ค้าสำคัญแล้ว เช่น ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก เป็นต้น ซึ่งจากการหารือ ทำให้ได้รับทราบถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยผู้นำเข้าข้าวให้ความเห็นว่า นอกจากปัจจัยด้านราคาที่ข้าวไทยปรับตัวอยู่ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้นแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการนำเข้าข้าวไทย ได้แก่ คุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยที่เหนือกว่าคู่แข่ง รวมทั้งศักยภาพของผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งข้าวคุณภาพดีให้ลูกค้าได้ แม้ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้นำเข้ามีความเชื่อมั่นในการนำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
และยังมีแผนการจัดประชุมหารือกับประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย บังกลาเทศ จีน เป็นต้น รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Think Rice Think Thailand&amp;rdquo; ผ่านช่องทางออนไลน์และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และขอให้ทูตพาณิชย์ในฐานะทีมเซลส์แมนประเทศใช้แนวคิดดังกล่าวในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้เกี่ยวกับข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117888</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, พาณิชย์, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61500c958af93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; เร่งเครื่องส่งออกข้าวปี 64 ตั้งเป้า 6 ล้านตัน 3 ตลาดทั่วโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.64 - ที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย วานนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมทิศทางตลาดข้าวไทยปี 2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ 17 ประเทศ จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) และมีพาณิชย์จังหวัด 20 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference พร้อมกัน ณ ห้องประชุมชั้น 2 สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 10.00 น.นายจุรินทร์ กล่าวว่า นำกระทรวงพาณิชย์มาเยี่ยมสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและการประชุมหารือก็ได้ข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับเป้าการส่งออกและทิศทางตลาดข้าวไทยปี64 คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการกำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2564 ตั้งเป้าไว้ที่ 6 ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออกข้าว 5.7 ล้านตัน มุ่งเน้นตลาดสำคัญ 3 ตลาด คือ 1.ตลาดพรีเมียม 2.ตลาดทั่วไป 3.ตลาดเฉพาะ โดยตลาดพรีเมียมนั้นเน้นข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมไทย ข้าวหอมมะลิตั้งเป้าขยายตัว ร้อยละ 4.8 ข้าวหอมไทยร้อยละ 5.2
ตลาดทั่วไปนั้นเน้นข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยข้าวขาวตั้งเป้าร้อยละ 4.7 ข้าวนึ่งร้อยละ 4.9 ส่วนตลาดเฉพาะ เน้นข้าวเหนียว ข้าวกล้องและข้าวสี โดยข้าวเหนียวตั้งเป้าขยายตัว 3.6% ข้าวกล้องและข้าวสีตั้งเป้าขยายตัว 12.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่า มีตลาดหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จในการสร้างอัตราการขยายตัวได้สูงมาก คือ ตลาดแคนาดา ทีมเซลล์แมนประเทศที่โตรอนโตประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เปิดตลาดข้าว เพิ่มการนำเข้าข้าวไปแคนาดาจากปี 62 &amp;nbsp;คือ 80,000 ตัน เป็น 120,000 ตันในปี 63 เพิ่มขึ้นร้อยละ 21โดยมีกลยุทธ์หลัก เช่น มุ่งเน้นการขายข้าวไทยออนไลน์ไปยังผู้บริโภคและตัวแทนค้าส่งที่สำคัญ ทำประชาสัมพันธ์ข้าวไทยไม่ต้องรับประทานแบบวิถีไทยเท่านั้น สามารถนำไปประยุกต์กับอาหารพื้นถิ่นของแคนาดาได้เช่นทำสลัดข้าว เป็นต้น และทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนสอนทำอาหารในประเทศแคนาดาและโปรโมทข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแคนาดา ประชาสัมพันธ์ว่าข้าวไทยเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ โดยคนแคนาดามีน้ำตาลในเลือดสูงถึงร้อยละ 28 เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นของสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศที่แคนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทิศทางการส่งออกข้าวไทยปี 2564 มี 6 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสำนักงานในต่างประเทศทั้งหมดเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับข้าวไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยใช้ Think Rice Think Thailand ถ้าคิดถึงข้าวต้องคิดถึงประเทศไทย ทุกสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศทั่วโลกใช้ธีมนี้ในการทำประชาสัมพันธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 เร่งรัดเปิดตลาด G to G เชิงรุก ได้กำหนดไว้ทั้งหมด 4 ตลาดใหญ่ ประกอบด้วยอินโดนีเซียไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ MoU กับอินโดนีเซีย เปิดตลาดข้าวอินโดนิเซีย 4 ปีจำนวนไม่เกิน 4,000,000 ตัน อีกตลาดคือตลาดบังกลาเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการทำ MoU ในระบบ G to G กับบังคลาเทศ 5 ปี 5,000,000 ตัน ตลาดอิรักซึ่งเป็นตลาดที่เราประสบปัญหาหลายปีที่ผ่านมาเพราะผู้ส่งออกข้าวไทยรายหนึ่งส่งข้าวด้อยคุณภาพไปทำให้อิรักแบนข้าวไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ประสบความสำเร็จแล้วอิรักเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปประมูลขายข้าวในอิรักได้แล้ว แต่ยังติดเรื่องความเข้าใจมาตรฐานข้าวขาว 100% ข้าวของเราคือข้าว 5% ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจ และการส่งข้าวไปยังอิรัก ต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย ขณะนี้เราไม่มีสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขลดอุปสรรค ตลาดที่4 คือตลาดจีนที่ได้ทำ MoU ในอดีตและจีนยังมีภาระตาม MoU ที่ต้องนำเข้าข้าวเก่าอีก 300,000 ตัน ตกค้างต้องเดินหน้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 กำหนดร่วมกันในการเจรจา FTA &amp;nbsp;จะต้องหยิบประเด็นขอให้ประเทศนั้นลดภาษีนำเข้าข้าวไปเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจา ทั้ง FTA ระหว่างไทย-เม็กซิโก EU UK หรือประเทศอื่น นำประเด็นในการเจรจาลดอุปสรรคงาน ขั้นตอนและเงื่อนไขอื่นๆในการเจรจาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 4 จับมือร่วมกับกระทรวงอื่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดต้นทุนการส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 5 เร่งรัดขยายช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ออนไลน์ให้ฟรีโดยทีมเซลล์แมนประเทศ เร่งดำเนินการพบปะและจัดกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 6 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงพาณิชย์ในการแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดจะให้มีการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของทุกภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมประกวดโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ข้าวหอม ข้าวนุ่ม และข้าวแข็ง&amp;nbsp;
มุ่งเน้นทั้งกระบวนการปลูก การสี และรสชาติแนะนำพันธ์ุมาเปรียบเทียบกับพันธุ์ปัจจุบันที่มีอยู่ นำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์และขยายตลาดส่งออกเพิ่มขีดความสามารถให้กับข้าวของไทยในตลาดโลกต่อไป&amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายจุรินทร์ ได้ลงนามเซ็นต์ MOU หรือข้อตกลงการค้าข้าวให้กับประเทศอินโดนิเซียตามที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับกระทรวงการค้าแห่งประเทศอินโดนิเซีย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97234</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พาณิชย์, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c0db290060.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97147</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘จุรินทร์’งัด 6 มาตรการดันส่งออกข้าว 6 ล้านตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการนำทีมกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง โดยมีทูตพาณิชย์จาก 17 ประเทศ ที่นำเข้าข้าวไทยและเป็นตลาดสำคัญของข้าวไทย และพาณิชย์จังหวัด 20 จังหวัด ที่เข้าร่วมประชุมผ่านทางออนไลน์ ไปพบปะหารือเรื่อง &amp;ldquo;ทิศทางตลาดข้าวไทยปี 2564 กับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ว่า เป็นการมาเยี่ยมสมาคมฯ และหารือร่วมกันในประเด็นการค้าข้าว โดยมีข้อสรุปในประเด็นเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2564 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 6 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2563 ที่ส่งออกได้ 5.7 ล้านตัน โดยจะมุ่งเน้นใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดพรีเมียม ตลาดทั่วไป และตลาดเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดพรีเมียม ได้เน้นการผลักดันการส่งออกข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมไทย โดยข้าวหอมมะลิตั้งเป้าขยายตัว เพิ่มขึ้น 4.8%&amp;nbsp;ข้าวหอมไทย เพิ่ม 5.2%&amp;nbsp;ตลาดทั่วไป เน้นข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยข้าวขาวตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 4.7%&amp;nbsp;ข้าวนึ่ง เพิ่ม 4.9%&amp;nbsp;ส่วนตลาดเฉพาะ เน้นข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวสี โดยข้าวเหนียวตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 3.6% ข้าวกล้องและข้าวสี เพิ่ม 12.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับมาตรการผลักดันการส่งออกข้าวไทยในปี 2564 ได้กำหนดไว้รวม 6 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้งหมด เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับข้าวไทยว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยใช้&amp;nbsp;Think Rice Think Thailand&amp;nbsp;ถ้าคิดถึงข้าว ต้องคิดถึงประเทศไทย ทุกสำนักงานฯ และทีมเซลล์แมน ทั้งในประเทศและทั่วโลก จะใช้ธีมนี้ในการทำประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 เร่งรัดเปิดตลาดการขายข้าวในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) โดยได้กำหนดไว้ทั้งหมด 4 ตลาดใหญ่ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย ที่ไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ลงนามเอ็มโอยูกับอินโดนีเซีย เปิดตลาดข้าวอินโดนิเซีย 4 ปี จำนวน 4 ล้านตัน ตลาดบังกลาเทศ ที่ประชุม ครม. ได้ให้ความเห็นชอบในการทำเอ็มโอยูเป็นเวลา 5 ปี ปริมาณ 5 ล้านตัน ตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยประสบปัญหาหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีผู้ส่งออกข้าวไทยรายหนึ่งส่งข้าวด้อยคุณภาพไปขาย ทำให้อิรักแบนข้าวไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ประสบความสำเร็จแล้ว อิรักเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปประมูลขายข้าวในอิรักได้แล้ว แต่ยังติดเรื่องความเข้าใจมาตรฐานข้าวขาว 100% โดยเข้าใจว่าข้าวขาว 100%&amp;nbsp;ของไทย คือ ข้าวขาว 5% ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจ และการส่งข้าวไปยังอิรัก ต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย ขณะนี้ไทยไม่มีสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขลดอุปสรรค และตลาดจีน ที่ได้ทำเอ็มโอยูในอดีตและจีนยังมีภาระตามเอ็มโอยูที่ต้องนำเข้าข้าวอีก 3 แสนตัน ซึ่งจะต้องเร่งรัดผลักดันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 กำหนดว่าในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) จะต้องหยิบประเด็นขอให้ประเทศคู่เจรจาลดภาษีนำเข้าข้าว ทั้งเอฟทีเอระหว่างไทย-เม็กซิโก ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-สหราชอาณาจักร หรือประเทศอื่นๆ และนำประเด็นการเจรจาลดอุปสรรคการนำเข้าข้าวในกระบวนการขั้นตอน ประเด็น เงื่อนไขอื่นๆ ไว้ในการเจรจาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 4 จับมือร่วมกับกระทรวงอื่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลดต้นทุนการส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 5 เร่งรัดขยายช่องทางการตลาด ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ออนไลน์ และไฮบริด โดยทีมเซลล์แมนประเทศ จะต้องเร่งดำเนินการ และจัดกิจกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 6 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงพาณิชย์ ในการแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ โดยจะจัดกิจกรรมประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของทุกภาคส่วน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวหอม ข้าวนุ่ม และข้าวแข็ง มุ่งเน้นทั้งกระบวนการปลูก การผลิต การสี และรสชาติ เพื่อนำพันธุ์ข้าวที่ประกวดมาเทียบกับปัจจุบันว่าดีกว่าแค่ไหน อย่างไร และจะได้ทำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์และขยายตลาดส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวในตลาดโลกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97147</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาณิชย์, ส่งออกข้าว, เป้าหมายส่งออกข้าวปี 64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b03113e3d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติร่าง MOU ค้าข้าวไทย-อินโดนีเซีย 1 ล้านตันต่อปี มีผลบังคับใช้ 4 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า สืบเนื่องจากเมื่อปี 2549 รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการค้าข้าวกับรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะขายข้าวขาวร้อยละ 15-25 ในปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตันต่อปี โดยฝ่ายไทยมอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนฝ่ายอินโดนีเซียมอบหมายให้รัฐวิสาหกิจ Perum Bulog เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง MOU ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ระหว่างปี พ.ศ.2550 - 2554 และได้มีการต่ออายุ MOU มาแล้ว 1 ครั้ง โดยขยายผลบังคับใช้ออกไประหว่างปี พ.ศ.2555 &amp;ndash; 2559 และต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้แจ้งความประสงค์กับกระทรวงพาณิชย์ ขอต่ออายุ MOU การค้าข้าวฉบับเดิม ที่หมดอายุไปแล้วเมื่อพ.ศ. 2559 เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียมีความต้องการที่จะสำรองข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อเป็นโอกาสให้รัฐบาลอินโดนีเซียพิจารณานำเข้าข้าวจากไทย และเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวไทยไปตลาดอินโดนีเซีย รวมถึงเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ &amp;nbsp;ครม. จึงมีมติอนุมัติการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการค้าแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งร่าง MOU ฉบับนี้ มีสาระสำคัญเหมือนกับฉบับเดิม โดยสรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพาณิชย์ ตกลงที่จะขายข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวขาวร้อยละ 15 - 25 ให้แก่กระทรวงการค้าอินโดนีเซีย ในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์การผลิตของทั้งสองประเทศและระดับราคาในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ เป็นหน่วยงานภาครัฐของไทยเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนกระทรวงการค้าอินโดนีเซีย มอบหมายให้รัฐวิสหกิจ Perum Bulog เป็นผู้ดำเนินการ หากเกิดกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคี ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นภายใต้ MOU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหาข้อยุติโดยการหารือและเจรจาอย่างฉันมิตร และเมื่อมีการลงนาม MOU แล้ว จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี นับแต่วันที่ลงนาม ยกเว้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดากล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมา กรมการค้าระหว่างประเทศได้ทำสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับรัฐวิสาหกิจ Perum Bulog ของรัฐบาลอินโดนีเซีย ภายใต้ MOU ฉบับเดิม ที่สิ้นสุดไปแล้วเมื่อ พ.ศ.2559 รวมทั้งสิ้น 4 สัญญา มีปริมาณข้าวรวม 925,000 ตัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95511</URL_LINK>
                <HASHTAG>มติครม., รัชดา ธนาดิเรก, ส่งออกข้าว, อินโดนีเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60473cc908331.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกข้าวปี64ให้ได้6ล้านตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดการประชุมผ่านระบบ Zoom ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับเป้าการส่งออกข้าวไทยในปี 2564 โดยเห็นชอบร่วมกันในการกำหนดเป้าการส่งออกข้าวไทยที่ปริมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพราะยังมีผลกระทบต่อการส่งออกข้าว ทั้งเงินบาทแข็งค่า ทำให้ข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดียและเวียดนาม มีปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการ และผู้นำเข้าหลายประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กำลังซื้อลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งออกข้าวเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กรมฯ จะเดินหน้ากิจกรรมเพื่อสนับสนุนการขยายตลาดข้าวไทย โดยจะเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563-67 ที่จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามที่ตลาดต้องการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จะเร่งปรับปรุงกฎ ระเบียบให้เอื้อต่อการส่งออกข้าว และเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทยให้เป็นที่รู้จักและต้องการเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทย จะปรับรูปแบบจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์มากขึ้น เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าเดิมและหากลุ่มลูกค้าใหม่ โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการ เช่น การหารือกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ กับฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อิรัก บังกลาเทศ เป็นต้น และหารือกับประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น เวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การผลิตและตลาดข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะจัดทำทำสื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทยเพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยร่วมมือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่เป็นตลาดเป้าหมายในการส่งออกข้าวของไทย และจัดกิจกรรมต่อยอดข้าวหอมมะลิไทยที่ได้เเชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2563 (World&amp;rsquo;s Best Rice 2020) เพื่อแนะนำข้าวหอมมะลิไทยดียังไง ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการส่งออกข้าวไทยในปี 2563 ที่ผ่านมา มีปริมาณรวม 5.72 ล้านตัน ลดลง 24.54% มูลค่า 3,727 เหรียญสหรัฐ ลดลง 11.41% คิดเป็นเงินบาท 115,915 ล้านบาท ลดลง 11.23% โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ แอฟริกาใต้ อันดับ 1 ส่งออกปริมาณ 672,777 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 11.75% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด สหรัฐฯ อันดับ 2 ปริมาณ 672,183 ตัน สัดส่วน 11.74% เบนินอันดับ 3 ปริมาณ 476,290 ตัน สัดส่วน 8.32% จีน อันดับ 4 ปริมาณ 381,363 สัดส่วน 6.66% และอังโกลา อันดับ 5 ปริมาณ 347,292 สัดส่วน 6.07%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่ทำให้การส่งออกในปี 2563 ลดลง มาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่ง , จีน ซึ่งเดิมเป็นประเทศผู้นำเข้า ได้กลายมาเป็นผู้ส่งออก และส่งออกไปแย่งตลาดไทยในแอฟริกาที่เป็นตลาดหลักของไทย , ข้าวไทยไม่มีพันธุ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเท่าที่ควร โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นนุ่ม และช่วงปลายปี มีปัญหาขนส่ง ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอันดับการส่งออกข้าวของโลกในปี 2563 อินเดีย อันดับ 1 ส่งออกปริมาณ 14 ล้านตัน เวียดนาม อันดับ 2 ปริมาณ 6.3 ล้านตัน ไทย อันดับ 3 ปริมาณ 5.72 ล้านตัน ปากีสถาน อันดับ 4 ปริมาณ 4 ล้านตัน และสหรัฐฯ อันดับ 5 ปริมาณ 3.05 ล้านตัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีรติ รัชโน, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171230/5a4724b42840b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงบาทแข็ง-ภัยแล้ง ฉุดส่งออกข้าวไทยวูบ ครึ่งปีลดไปแล้ว 19% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค. 2562 ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน และค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ประมาณ 5% และแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยแพงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่น่าเป็นห่วงจากภาวะภัยแล้งอาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดลง และทำให้ราคาสูงขึ้น ส่วนตลาดข้าวหอมภายในประเทศขยายตัวมากขึ้นและมีผู้ประกอบการในตลาดมากขึ้น ทำให้เหลือข้าวที่สามารถส่งออกได้ลงดลงและส่งผลให้ราคาข้าวหอมยังคงอยู่ในระดับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่จีนมีปริมาณสต๊อกข้าวปริมาณมาก ทำให้ความต้องการนำเข้าลดลง ขณะเดียวกันยังมีการระบายข้าวเก่าในสต๊อกที่เก็บสำรองไว้ออกมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อุปทานข้าวในตลาดมีมากขึ้น ขณะที่ข้าวบางส่วนถูกส่งออกไปยังตลาดแอฟริกา ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในแอฟริกา ส่วนประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญมีการปรับนโยบายในการนำเข้าข้าวจากประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์มีการปรับนโยบายการนำเข้าข้าวโดยให้เอกชนมีบทบาทในการนำเข้ามากยิ่งขึ้น ทางด้านอินโดนีเซียยังคงมีสต๊อกข้าวจำนวนมาก ทำให้มีแนวโน้มที่ลดการนำเข้าลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สมาคมจึงได้ปรับการคาดการณ์ปริมาณส่งออกข้าวของไทยในปี 2562 นี้อยู่ที่ 9 ล้านตัน มูลค่า 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเงินบาทอยู่ที่ 145,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยจะมีปริมาณการส่งออกในปีนี้อยู่ที่ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นค่าเงินบาทอยู่ที่ 155,000 ล้านบาท สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.) มีอัตราการส่งออกหดตัวลดลง 19.6% หรือมีปริมาณการส่งออกที่ 4.36 ล้านตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปี 2563 สมาคมคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีการส่งออกข้าวอยู่ที่ประมาณ 9.7 ล้านตัน เติบโต 5.43% อินเดีย 12 ล้านตัน ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยคาดว่าจะมีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน ปากีสถาน 4 ล้านตัน ลดลง 2.44% จีน 3.5 ล้านตัน เติบโตเพิ่มขึ้น 16.67% สหรัฐ 3.18 ล้านตัน เติบโต 5.83% เมียนมา 2.6 ล้านตัน ลดลง 7.14% และ กัมพูชา 1.3 ล้านตัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41904</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190725/image_big_5d391b72693c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์” รับข้าวไทยราคาแพง ทำส่งออกลดลง 15%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เมษายน 2562 &amp;nbsp;นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมประชุมคณะทำงานพิจารณาการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล เพื่อเปิดระบายข้าวสารในส่วนที่เหลือ และยังไม่เคยนำออกมาประมูล รวม 41,000 ตัน แบ่งเป็นข้าวดีสำหรับคนบริโภค ประมาณ 13,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวที่เหลือจากการขายให้กับกรมราชทัณฑ์ และข้าวเสื่อมสำหรับเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกประมาณ 28,000 ตัน คาดว่า จะออกประกาศเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูล (ทีโออาร์) ได้ในช่วงต้นเดือนพ.ค.2562 และน่าจะระบายให้แล้วเสร็จ พร้อมนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาอนุมัติได้ภายในสิ้นเดือนพ.ค.2562 ตามที่ นบข. ได้ให้หลักการไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าวสำหรับการบริโภคกว่าหมื่นตัน เป็นข้าวที่เหลือจากการขายให้กับกรมราชทัณฑ์ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งประมาณพันกว่าตัน เป็นข้าวที่เหลือจากการขายของรัฐบาลชุดก่อนแล้วผู้ชนะประมูลมารับมอบไม่หมด ซึ่งยังไม่เคยนำออกมาประมูลเลย ส่วนข้าวเข้าอุตสาหกรรม ก็ยังไม่เคยเปิดประมูลเช่นกัน เพราะมีการย้ายคลังเก็บ จึงให้ผู้รับผิดชอบไปเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน เมื่อเคลียร์ได้แล้วก็เอามาเปิดประมูลในครั้งนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่า จะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก ทั้งข้าวดี และข้าวเข้าอุตสาหกรรม เพราะขณะนี้ราคาข้าวของไทยสูงมาก จากผลผลิตข้าวนาปรังลดลง ประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ชนิดอื่นสูงขึ้นด้วย ดังนั้น การประมูลเพื่อนำข้าวในสต๊อกไปใช้ ทั้งเพื่อการบริโภคและทำอาหารสัตว์ จะทำให้มีต้นทุนต่ำลง แต่เชื่อว่า ราคาประมูลน่าจะไม่สูงมากนัก เพราะเป็นการขายตามสภาพ และเป็นข้าวที่เก็บมาหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมนัสนิตย์กล่าวว่า ส่วนข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่เปิดประมูลไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้ชนะประมูลไม่มารับมอบ เพราะอ้างปัญหาคุณภาพ และบางรายค้างชำระเงิน ขณะนี้เหลือประมาณกว่า 100,000 ตัน จากก่อนหน้านี้มีมากถึงกว่า 300,000 ตัน เพราะองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้พยายามแก้ปัญหาให้กับผู้ชนะประมูล เพื่อให้มารับมอบข้าวให้ได้ และล่าสุด นบข.ได้สั่งการให้ทั้ง 2 หน่วยงานไปเร่งแก้ปัญหาให้เสร็จโดยเร็ว แต่เชื่อว่า น่าจะนำข้าวส่วนนี้ออกมาประมูลไม่ทันเดือนพ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยตามใบอนุญาตส่งออกที่ผู้ส่งออกมาขออนุญาตจากกรมฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 เม.ย.2562 ส่งออกได้แล้ว 2.75 ล้านตัน ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ส่งออกได้ 3.23 ล้านตัน มูลค่า 1,429 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 11.71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 1,619 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 500 กว่าเหรียญสหรัฐ ขณะที่ราคาส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับสูง โดยข้าวขาว 5% ตันละ 416-417 เหรียญสหรัฐ ข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต 2560/61 ตันละ 1,155-1,158 เหรียญสหรัฐ ส่วนปีการผลิต 2561/62 ตันละ 1,139-1,141 เหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค. จนถึงขณะนี้ ไทยมีคำสั่งซื้อข้าวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่คึกคักมากนัก เพราะราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่งมาก จากผลผลิตข้าวไทยลดลง ประเทศผู้ซื้อจึงซื้อเฉพาะที่จำเป็น ไม่ได้ซื้อไปกักตุนเหมือนที่ผ่านๆ มา ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่ต้นปีลดลง 15% แล้ว และยังมีแนวโน้มที่ราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นได้อีก แต่ไม่น่าจะมากกว่าในช่วงนี้มากนัก เพราะถ้ายิ่งราคาแพงก็จะยิ่งขายยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับรัฐบาลจีน จากที่ทำสัญญาซื้อขายไปแล้ว 1 ล้านตัน ล่าสุดได้ส่งมอบให้จีนแล้ว 700,000 ตัน หรือ 7 ล๊อตๆ ละ 100,000 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขายล๊อตที่ 8 อีก 100,000 ตัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34345</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าต่างประเทศ, คณะทำงานพิจารณาการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล, มนัสนิตย์ จิรวัฒน์, ส่งออกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180519/image_big_5aff610f4060f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
