<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษากมธ.ปปช.กางตัวเลขส่งออกหน้ากากอนามัยเดือน มีนาคม 2563 บอกอะไรเรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ปปช.)&amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยเดือน มีนาคม 2563 บอกอะไรเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นตัวเลขที่น่าชื่นชมว่า เรามีการส่งออกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพียง 10 กิโลกรัม ลดจากเดิมที่ส่งออกถึง 22 ตัน หรือลดลง 2,200 เท่า ในขณะที่หน้ากากอนามัยประเภทอื่น ส่งออก 88 ตัน ลดลงจากเดิมที่เคยส่งออกในเดือน ก.พ. 195 ตัน หรือ ลดลงประมาณ 2.2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปลว่า การผลิตหน้ากากอนามัยของโรงงานต่างๆ เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศมากกว่าการส่งออกแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่น่าแปลกใจที่อยู่ดีๆ รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งมาบอกต่อประชาชนว่า กำลังผลิตเพิ่ม จาก 1.2 ล้านชิ้่นต่อวัน เป็น 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน ที่แท้คือไปลดการส่งออกนั่นเอง
ตัวเลขส่งออกที่ลดลงมากดังกล่าว เป็นการชี้ถึงประโยคที่ว่า &amp;quot;โรงงานได้รับการส่งเสริม BOI หน้ากากมีสิทธิบัตร เป็นหน้ากากแบบที่ไทยไม่ใช้ ต้องส่งออกอย่างเดียว&amp;quot; กลายเป็นคำพูดไม่จริง เพราะ ตัวเลขเดือนมีนาคมนั้นเป็นสิ่งยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ตัวเลขเดือน กุมภาพันธ์ ที่มียอดส่งออกหน้ากากทางการแพทย์เดือนเดียวสูงที่สุดถึง 22 ตัน และ หน้ากากอื่นๆสูงที่สุดเดือนเดียว ถึง 195 ตัน ทั้งๆที่ กระทรวงพาณิชย์มีประกาศห้ามส่งออกเกิน 500 ชิ้นตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2563 มีผลบังคับวันที่ 5 ก.พ. 2563 ยังเป็นปริศนาที่ต้องคลี่คลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่า 217 ตัน (22+195) นั้นเป็นการระดมส่งออกในวันที่ 1-4 ก.พ. ก่อนหน้ามีประกาศหรือไม่ หรือเป็นการส่งออกภายหลังวันที่ 4 ก.พ. โดยการอนุญาตของอธิบดีกรมการค้าภายใน ด้วยเหตุผลใด มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้ข้อมูลต่างๆที่ขอจากส่วนราชการยังติดโควิด-19 กันเลยยังรวบรวมไม่เสร็จ คงต้องรอเปิดสภาและให้ กมธ.ชุดท่านเสรีพิศุทธ์ เดินหน้าต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนั้นคงมีข้อเท็จจริงที่มาวิเคราะห์และเล่าให้ฟังครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64204</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมชัย ศรีสุทธิยากร, ส่งออกหน้ากากอนามัย, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181104/image_big_5bdf00a175364.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุดิษฐ์&#039; แนะตัดงบไม่จำเป็นมาใช้เยียวยาปชช.  ลดกู้เงินให้น้อยที่สุด พร้อมเกาะติดแก๊งหากินแมสก์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิดในครั้งนี้ว่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและดำเนินการตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งหมด แม้จะยังไม่ครบทุกข้อก็ตาม แต่ความช่วยเหลือเหล่านี้จะเป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ผ่านวิกฤติในช่วงนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นห่วงก็คือ มาตรการทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อเยียวยาจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า และ จีดีพี ปีนี้จะติดลบอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเงินที่จะนำมาใช้กับมาตรการชดเชยรายได้ให้กับประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลจะขอสินเชื่อเงินกู้แน่นอน ซึ่งหากจำเป็นจะกู้ก็ต้องกู้ ขอเพียงรัฐบาลมีวินัยทางการเงินและกู้ที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อเป็นการลดภาระของลูกหลานในอนาคต แต่ที่สำคัญ อยากเสนอแนะให้รัฐบาลใช้เงินตัวเองก่อน ด้วยการชะลอการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่จำเป็นและโยกเงินเหล่านี้มาใช้ในมาตรการเร่งด่วน เพื่อลดการกู้เงินลงไปให้น้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากดูรายละเอียดของงบประมาณปี 63 จะเห็นว่ามีงบประมาณอยู่หลายหมวดที่เชื่อว่าสามารถเจรจาเพื่อชะลอโครงการออกไปก่อน เช่น โครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหม การสร้างอาคารสถานที่ราชการใหม่ การเช่าซื้อรถประจำตำแหน่งใหม่ งบฝึกศึกษาอบรมในต่างประเทศ เป็นต้น และผมเชื่อว่าหากเอ็กซเรย์ดีๆจะพบงบประมาณอื่นๆอีกหลายหมวดที่ชะลอได้ ดังนั้นถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และรีบเร่งขอชะลอโครงการ รัฐบาลจะสามารถโยกงบมาสนับสนุนมาตรการฉุกเฉินต่างๆได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ หรือกู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น&amp;rdquo;นอ.อนุดิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่าได้เข้าประชุมคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เพื่อร่วมกันสอบสวนกรณีหน้ากากอนามัยขาดตลาดและมีราคาแพง ซึ่งจากการฟังผู้ชี้แจงมาให้ข้อเท็จจริงนั้น พบว่ามีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายก่อนการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นั้น ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปรากฎว่ามีการรีบเร่งส่งออกหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมหาศาลถึง 200 กว่าตัน หรือคิดเป็น 70 กว่าเปอร์เซนต์ของปริมาณส่งออกทั้งหมดของเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คำถามที่สงสัยก็คือ ทำไมอาทิตย์สุดท้ายก่อนประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมที่ต้องขอใบอนุญาตส่งออก บริษัททั้งหลายจึงรีบส่งออกหน้ากากอนามัยปริมาณมหาศาลมากกว่า 200 ตันออกนอกประเทศ เหมือนกับจะทราบล่วงหน้าว่าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะส่งออกเสรีไม่ได้ ทั้งๆที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพิ่งออกมายืนยันเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า ประเทศไทยมีสต็อคหน้ากากอนามัยเพียงพอกับคนทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นความจริงทันทีถ้ามันไม่ถูกส่งออกไป แต่สุดท้ายก็ถูกรีบเร่งส่งออกไปทั้งหมด ทำให้อุปกรณ์พื้นฐานในการป้องกันตัวเองของคนไทยขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นมาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะวันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ มีปริมาณส่งออกหน้ากากอนามัยถึง 135 ตัน หรือคิดเป็นจำนวนหลายร้อยล้านชิ้น ไม่เชื่อว่าหน่วยงานราชการจะไม่ทราบ โดยเฉพาะก่อนประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม หน่วยงานต่างๆต้องประชุมกันอย่างละเอียดถึงความจำเป็นที่ต้องมีหน้ากากอนามัยใช้อย่างเพียงพอภายในประเทศ เมื่อมีปริมาณส่งออกหน้ากากอนามัยสูงผิดปกติตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ทำไมจึงปล่อยไปเรื่อยๆไม่รีบประกาศควบคุม แต่ไปประกาศในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ หลังหน้ากากอนามัย 200 กว่าตัน ถูกส่งออกนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ผมและคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.จะเกาะติดเรื่องนี้ต่อไป และจากข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าคณะกรรมาธิการทุกคนจะร่วมกันกระชากหน้ากากขบวนการหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศในครั้งนี้ออกมาให้ได้&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60990</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, มาตรการเยียวยา, ส่งออกหน้ากากอนามัย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1cc1a0344b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2020 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2020 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;เสนอ4มาตรการรับมือไรัสโควิด-19เตรียมการภาครัฐให้พร้อมก่อนปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20มี.ค.63-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลยังสับสนในการบริหารจัดการประเทศในช่วงวิกฤติ ขนาดจะปิดกรุงเทพหรือไม่ปิดกรุงเทพ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ โฆษกรัฐบาลยังพูดไม่ตรงกัน ต้องแก้กันไปแก้กันมา ขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศปิดสถานบริการต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ไม่ได้มีแผนรองรับว่าจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์บอกว่าการส่งออกหน้ากากอนามัย 5.6 ล้านชิ้นไม่มีจริง แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. พาณิชย์ กลับยอมรับเองว่าได้รับอนุญาตส่งออกถูกต้อง ทั้งที่ต้องถามว่ายังจะให้มีการส่งออกหน้ากากอนามัยกันอยู่อีกหรือ ทั้งๆที่ประชาชนขาดแคลนอย่างหนัก ต้องเข้าแถวซื้อหน้ากากกันยาวเหยียดเหมือนอดีตประเทศโซเวียตรัสเซียเข้าคิวซื้อแบ่งปันสินค้าก่อนที่ประเทศโซเวียตจะล่มสลาย หรือ แม้กระทั่งเรื่องจัดพิธีสวดมนต์ก็ยังสับสน ถึงแม้จะให้คนอยู่นอกอุโบสถก็ไม่ได้แปลว่าจะห้ามการแพร่กระจายของไวรัสได้ สุดท้ายประชาชนคงอยากสวดมนต์ที่บ้านตามศาสนาที่ตนศรัทธา เพื่อขอให้ได้รัฐบาลใหม่ที่ฉลาดและมีการบริหารจัดการประเทศที่ดีกว่ารัฐบาลปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตนี้รัฐบาลควรคิดให้ครบกรอบในหลายด้าน เพื่อรองรับปัญหาให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะต้องอธิบายยาว ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบางควรต้องทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้ รัฐบาล และ กระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธนาคารแห่งประะทศไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% พร้อมเตรียมวงเงินซอฟท์โลน อัตราดอกเบี้ย 0% จำนวน&amp;nbsp; 500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบให้ประคองตัวให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทั้งนี้ สหรัฐเองก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0% เช่นกัน และประกาศอัดฉีดเงินกว่า 7 แสนล้านเหรียญ การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของไทยลงเหลือ 0% เหมือนของสหรัฐ จะช่วยลดภาระของธุรกิจได้มาก และจะลดภาระของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในการช่วยเหลือภาคธุรกิจ อีกทั้งยังทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อช่วยการส่งออก และจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น โดยไม่ต้องห่วงเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่ำมากเหลือเพียง 20 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาเรลเท่านั้น จากสงครามราคาน้ำมันของประเทศซาอุดิอาราเบีย และ ประเทศรัสเซีย อีกทั้งการออกซอฟท์โลน 5 แสนล้านบาท แก่ภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ ที่อัตราดอกเบี้ย 0 % เพื่อประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงาน แบงต์ชาติต้องขอความร่วมมือแกมบังคับจากธนาคารพาณิชย์ให้ลดค่าใช้จ่ายในการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับภาคธุรกิจลงเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐบาลยอมร่วมออกบางส่วนและธนาคารพาณิชย์ควรต้องเฉือนเนื้อตัดกำไรบ้างเพื่อช่วยสนับสนุนด้วย หลังจากปีที่แล้วที่ธนาคารพาณิชย์กำไรถึง 2.7 แสนล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นถึง 30.8%&amp;nbsp; โดยซอฟท์โลนนี้อาจจะต้องให้ยาวไปถึงหลังวิกฤตผ่านไปแล้วด้วย เพื่อให้หน่วยธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้ การที่จะต้องออกนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้สอดคล้องกันเป็นเรื่องจำเป็นในภาวะเช่นนี้ และรัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาลดภาษีหลายด้านเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในภาวะวิกฤตประเทศต้องการมาตรการที่รุนแรงเฉียบพลันและได้ผล ซึ่งจะมาคิดแบบอนุรักษ์นิยมเหมือนในภาวะปกติไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เชื่อว่าในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะต้องประกาศปิดประเทศจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 เหมือนหลายประเทศที่ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และควรเร่งปิดประเทศ แต่ก่อนที่จะปิดประเทศรัฐบาลควรจะต้องเตรียมการในเรื่องต่างๆทุกด้านให้พร้อม โดยเฉพาะการจัดการภาครัฐ ที่จะต้องรีบปรับตัวพัฒนาการเชื่อมต่อออนไลน์เพื่อรองรับการปิดประเทศ ไม่ใช่พอจวนตัวแล้วรีบปิดประเทศโดยไม่ได้สร้างระบบรองรับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจจะยิ่งส่งผลรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเตรียมพร้อมทุกด้านก่อนจะประกาศปิดประเทศ ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติก็เป็นโอกาสดีที่ประเทศนี้จะพัฒนาราชการให้เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประเทศไทยจะได้พัฒนาขึ้นหลังจากวิกฤตนี้&amp;nbsp; โดยในภาวะวิกฤตนี้ก็จะเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันโลกได้เช่นกันถ้ารัฐบาลฉลาดพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สั่งห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะได้รับ BOI หรือ มีลิขสิทธิ์ใดๆ เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีหน้ากากอนามัยใช้ให้เพียงพอ ไม่ต้องไปเข้าคิวรอยาวเหยียดและเสี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัส เหมือนที่ประเทศไต้หวันสั่งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในภาวะวิกฤตนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการเรื่องนี้ได้ และทุกบริษัทต้องเข้าใจและต้องปฏิบัติตาม จะมาอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันไม่ได้ ความจริงคือพลเอกประยุทธ์ได้สั่งการหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากมายที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่กับเรื่องนี้ที่เป็นความจำเป็นของประชาขนกลับไม่สั่งทำหรือคิดไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เร่งการใช้อุปกรณ์ตรวจสอบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบตัวเองได้ ที่ต่างประเทศได้คิดค้น ผลิต และมีจำหน่ายกันแล้ว หรือ ที่ กลุ่มปตท. คิดค้นได้แล้วก็ได้ และมีราคาไม่แพง เพียงชุดละ ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น เพื่อลดความกังวลของประชาชนว่าตนเองจะติดไวรัสโควิท-19 หรือไม่ และหากพบว่าติดไวรัส จะได้เร่งพบแพทย์และกักตัวในทันทีเพื่อทำการรักษา การพบแต่แรกและเร่งเข้ารับการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้มาก รัฐบาลอาจจะใช้อุปกรณ์นี้ในการตรวจประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพราะราคาถูก และไม่ต้องวิ่งไปหาผู้ที่จะป่วยแต่ผู้เสี่ยงที่จะป่วยจะวิ่งมาหาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นี่เป็นเพียง 4 เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรต้องรีบทำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าจะต้องออกนโยบายอะไร เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หมดสมัยแล้วที่จะมีรัฐบาลที่คอยแต่ตั้งรับปัญหา และแก้ปัญหาอย่างล่าช้า ทั้งนี้ หากประเทศไทยจะรอดและพัฒนาต่อไปได้ ประเทศไทยจะต้องมีผู้นำและรัฐบาลที่คิดล่วงหน้าและป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าทำไม่ได้เพราะคิดไม่เป็นในวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ของโลกครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลที่ &amp;ldquo;ทำมากไปและทำเร็วไป&amp;rdquo; (Too much too soon) จะดีกว่า รัฐบาลที่ &amp;ldquo;ทำช้าไปและทำน้อยไป&amp;rdquo; (Too little too late) มากเพราะจะช่วยเหลือชีวิตของประชาชนได้มากกว่า&amp;quot;นายพิชัยกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60332</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ลดดอกเบี้ย, ส่งออกหน้ากากอนามัย, อุปกรณ์ตรวจสอบการติดเชื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59771</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘วิชัย’แจงปมแมสก์ ยันไม่เคยให้ส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อธิบดีกรมการค้าภายในแจงยิบปมหน้ากากอนามัย &amp;nbsp; ยืนยันไม่เคยอนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัยที่ใช้ได้ในประเทศแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2563 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2563 จนถึงปัจจุบัน ห้ามส่งออกหน้ากากอนามัย ภายใต้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ กกร. ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ หน้ากากอนามัยที่ประเทศไทยไม่ใช้ &amp;nbsp;สินค้าที่มีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ โรงงานที่ผลิตได้รับบีโอไอให้ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวต่อว่า รวมถึงหน้ากากเฉพาะที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ถึงจะอนุญาตให้ส่งออกได้ โดยในการพิจารณามีคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ที่ กกร.แต่งตั้งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม และผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้แทนจากกรมการค้าภายใน ร่วมกันพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตส่งออก แต่ละครั้งผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะพิจารณาชนิดและคุณภาพของหน้ากากอนามัย หากปรากฏว่าเป็นสเปกดังกล่าวข้างต้น จึงจะอนุญาตให้ส่งออกได้ แต่หน้ากากอนามัยแบบที่ไทยต้องใช้ ไม่มีการอนุญาตให้ส่งออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น ตามที่มีการเผยแพร่ภาพใบอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ในสื่อโซเชียลมีเดียนั้น เป็นไปตามเงื่อนไขการส่งออกที่กำหนด ซึ่งการที่จะระงับการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าว ไม่มีเหตุผลที่จะนำมาอ้างต่อผู้ขอส่งออก และอาจจะต้องรับผิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น การส่งออกตามกรณีดังกล่าวข้างต้น ขอยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัยที่ใช้ในประเทศอย่างแน่นอน&amp;quot; อธิบดีกรมการค้าภายในระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59771</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ส่งออกหน้ากากอนามัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200314/image_big_5e6cddd844a93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์-กรมศุลฟัดกันเละ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อธิบดีกรมการค้าภายใน&amp;quot; แจ้ง ปอท.เอาผิด &amp;quot;โฆษกกรมศุลกากร&amp;quot; แถลงพาดพิงให้ส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เหตุส่งออกจริงแค่ราว 40 ตัน &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ชี้ฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี &amp;quot;ชัยยุทธ&amp;quot; ลั่นพร้อมสู้คดี ยันแถลงตามข้อเท็จจริง &amp;quot;อัจฉริยะ&amp;quot; หอบหลักฐานยื่น ตร.ล่าขบวนการกักตุนแมสก์ แฉมีนักการเมือง-ที่ปรึกษา รมต.ร่วมเอี่ยว &amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ส่งทนายดำเนินคดีเสี่ยบอย &amp;quot;พท.&amp;quot; เล็งยื่นญัตติเปิดประชุมสภาฯ วิสามัญถกวิกฤติโควิด-19 &amp;quot;ชินวรณ์&amp;quot; กาวใจเคลียร์ &amp;quot;ส.ส.ปชป.&amp;quot; กลุ่มขอถอนตัวร่วมรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) วันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ พร้อมฝ่ายกฎหมาย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.วิพัฒน์ รัชอินทร์ สว. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. ให้ดำเนินคดีนายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีแถลงข่าวระบุมีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตันในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา มูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกดังกล่าวเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการไม่กี่ราย และกรมศุลกากรอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า การส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เป็นไปตามที่กรมศุลกากรแจ้งในแถลงการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นพิกัดจากศุลกากร ซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัย ทั้งผ้าหุ้มเบาะ ผ้าคลุม เป็นต้น และเป็นการส่งออกก่อนมีประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยที่มีผลวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา อีกทั้งการส่งออกโดยปกติใช้มาตรวัดกันเป็นชิ้น ไม่ได้นับเป็นตัน ไม่ทราบว่านายชัยยุทธไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งกรมการค้าภายในห้ามไม่ให้ส่งออกหน้ากากอนามัยสำหรับการแพทย์เด็ดขาด โดยตอนนี้มีโรงงานที่มีกำลังผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า หลังจากวันที่ 4 ก.พ.2563 เมื่อประกาศเป็นสินค้าควบคุมแล้ว และมีมาตรการห้ามส่งออก ก็มีคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาการอนุญาตส่งออก ซึ่งผลการพิจารณา ได้อนุญาตส่งออกรวม 12.7 ล้านชิ้น จากที่ขอมาทั้งหมด 53.6 ล้านชิ้น และที่ให้ส่งออกก็เป็นสเปกพิเศษ คือใช้ทางการแพทย์และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นสินค้าที่มีลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ เอาใช้ในประเทศไม่ได้ และบางโรงงานได้รับบีโอไอ ต้องผลิตส่งออกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเข้าเงื่อนไขตามนี้ ก็พิจารณาให้ส่งออก โดยคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาไป 3 ครั้ง อนุญาตให้ 7 ราย ส่งออกได้รวม 12.7 ล้านชิ้น ถ้าคิดเป็นตันก็ราวๆ 40 ตันเท่านั้น ส่งออกไปยังออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง สหรัฐ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์และเยอรมนี ไม่ได้มากไปกว่านี้ ส่วนหน้ากากอนามัยแบบสีเขียวไม่ได้มีการอนุญาตให้ส่งออกเลย&amp;rdquo; อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชัยกล่าวว่า เหตุที่มาแจ้งความที่ บก.ปอท. เพราะเป็นหน่วยที่ครอบคลุมเรื่องสื่อคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยวันนี้มาแจ้งความนายชัยยุทธในนามของกรมการค้าภายใน เพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้องค์กร และเหตุนี้ก็มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของโฆษกกับกรม ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กรกันเอง&amp;quot; อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้มีข่าวดีหลังจากที่ได้เข้าไปบริหารจัดการหน้ากากอนามัยทุกชิ้น ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.2563 เพราะได้ข้อความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าสเปกพิเศษให้ช่วยผลิตหน้ากากอนามัยที่ไทยจำเป็นต้องใช้ และมีหลายรายให้ความร่วมมือปรับไลน์การผลิต ทำให้ตัวเลขยอดรวมที่ผลิตได้ต่อวัน 1.2 ล้านชิ้น ขยับเพิ่มเป็น 1.56 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งได้มีการจัดสรรไปให้กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนชิ้นต่อวัน และหากต้องการเพิ่มก็จะลดสัดส่วนในส่วนของกรมลงมา&amp;quot; นายวิชัยกล่าว&amp;nbsp;
พณ.ชี้ฟ้องป้องศักดิ์ศรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ได้เห็นข่าวโฆษกกรมศุลกากรก็ตกใจ เพราะคำแถลงที่ปรากฏออกมาบอกมีการส่งออกหน้ากากอนามัยไป 330 ตัน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ตนจึงเร่งตรวจสอบว่าอธิบดีกรมการค้าภายในได้อนุมัติไปตามนั้นจริงหรือไม่ และข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะผู้ที่จะอนุมัติให้ส่งออกได้มีเพียงอธิบดีกรมการค้าภายในเท่านั้น ก็ได้รับคำชี้แจงตั้งแต่ประกาศเป็นสินค้าควบคุม และตนได้เคยมีนโยบายไปแล้วว่าไม่มีนโยบายอนุญาตให้ส่งออก รวมทั้งในทางปฏิบัติจะต้องเป็นไปตามประกาศ หากจะมีการส่งออกจะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งหน้ากากอนามัยที่จำเป็นต้องใช้ในประเทศเราไม่ให้ส่งออก ยกเว้นการผลิตหน้ากากอนามัยภายใต้ข้อผูกพันทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เราเอามาขายในประเทศไม่ได้ เท่าที่รับทราบท่านไปแจ้งความร้องทุกข์เพราะทำให้ท่านได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้โทรศัพท์มาพูดคุยหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่มี ไม่ได้โทรศัพท์มา แต่ตนได้โทรศัพท์ไปประสานกับเลขานุการกรมศุลกากรเมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง ซึ่งแจ้งมาว่าคำแถลงของกรมศุลกากรยืนยันว่าในช่วงหลังมีการประกาศหน้ากากอนามัยให้เป็นสินค้าควบคุม ก็มีการส่งออกน้อยมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าหากนายอุตตมมาขอให้ถอนฟ้องจะถอนฟ้องหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจไปสั่งการท่าน เพราะอธิบดีกรมการค้าภายในไปแจ้งความในฐานะที่ทำให้เสียหาย เราจะไปใช้ดุลยพินิจแล้วบอกว่าไม่เสียหายอย่างนั้นไม่ได้ เพราะท่านต้องรักษาสิทธิ์และปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง ขอให้ท่านมาตอบเรื่องนี้แทน ตนจะไปตอบแทนคงไม่เหมาะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอถามว่า การฟ้องร้องกันระหว่างรัฐกับรัฐ จะทำให้เกิดความเสียหายในอนาคตตามมาหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ขอให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นผู้แถลงว่าไปร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีใด แต่เท่าที่ตนทราบว่าเป็นกรณีของท่านกับโฆษกกรมศุลกากร ไม่ใช่หน่วยงานรัฐต่อหน่วยงานรัฐ หรือเป็นกรณีอื่นก็ได้ ขอให้ท่านเป็นคนมาพูดเองดีที่สุด ตนตอบแทนจะทำให้คลาดเคลื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์กล่าวถึงกรณีจะมีการทบทวนเรื่องการแถลงข่าวหรือไม่เพราะตอนนี้ประชาชนสับสนข้อมูลว่า ก็เป็นเรื่องจริง ตอนนี้การให้ข้อมูลอะไรจากหน่วยงานภาครัฐต้องตรวจสอบให้รอบคอบชัดเจนแล้วจึงแถลง เพราะสถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ รวมถึงโซเชียลมีเดียไปเร็วมาก ถ้าคลาดเคลื่อนจะกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจได้ต้องใช้เวลา จนผู้เสียหายได้รับความเสียหายในวงกว้าง การให้ข่าวอะไรจึงต้องระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้สั่งให้นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร เร่งทำความเข้าใจกับกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน เรื่องการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน ที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คิดว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานรัฐด้วยกัน อาจมีความผิดพลาดกันบ้าง ก็ต้องขออภัยกัน ซึ่งข้าราชการกำลังดำเนินการทำความเข้าใจกันอยู่ เป็นเรื่องของความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ได้ตั้งใจ โดยหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยลดลงอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ต้องทำความเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตัวเลขส่งออก 330 ตัน ในเดือน ม.ค.และ ก.พ. เป็นจำนวนหน้ากากอนามัยเท่าไร ใครเป็นผู้ส่งออก ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูว่าระเบียบเป็นอย่างไร และก็ให้ทางกรมศุลกากรชี้แจงข้อเท็จจริงมากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องสร้างความเข้าใจ เกิดปัญหาเคลียร์กันให้ได้&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
กรมศุลฯ ยันแจงตามจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ได้รับทราบการแจ้งความแล้ว ซึ่งส่วนตัวก็พร้อมร่วมมือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการกฎหมาย ที่ผ่านมาในการแถลงข่าวของกรมศุลกากรได้บันทึกวิดีโอช่วงการตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับข้อมูลสถานการณ์ส่งออกนำเข้าหน้ากากอนามัยตามปกติ ยืนยันว่าไม่ได้มีถ้อยคำหรือเจตนาอะไรที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์เสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้ไปทบทวนสิ่งที่ได้ชี้แจง เห็นว่าไม่ได้มีประเด็นกล่าวหากรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการชี้แจงข้อมูลตามปกติ ตามข้อเท็จจริง จึงไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร ถ้ามีโอกาสก็จะขอพบกับอธิบดีกรมการค้าภายในเพื่อชี้แจงในเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป เพราะหลังการให้ข้อมูลการส่งออกหน้ากากอนามัยที่คลาดเคลื่อน เมื่อกรมศุลกากรรับทราบก็ได้รีบทำเอกสารชี้แจงแก้ไขออกมาทันทีในวันเดียวกัน&amp;quot; นายชัยยุทธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกรมศุลกากรกล่าวว่า ในส่วนข้อมูลการนำเข้าส่งออกหน้ากากอนามัยที่แท้จริงเป็นอย่างไร ตอนนี้กรมศุลกากรกำลังเร่งจัดทำแยกรายละเอียดข้อมูลอยู่ เนื่องจากพิกัดการส่งออกสินค้าหน้ากากอนามัยมีสินค้าประเภทอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ชุดผ้าหุ้มเบาะ เชือกผูกรองเท้า ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุม สายคล้องคอทำด้วยผ้าทอ จึงอาจต้องใช้เวลาพิจารณาอยู่บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัยมามอบให้ พล.ต อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกักตุน และเกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกหน้ากากอนามัยจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า เอกสารที่นำมาทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าหน้ากากอนามัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงกับนักการเมืองหลายกลุ่ม โดยมีหญิงสาวที่เป็นปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นคนรับส่วนต่างจากบริษัทที่มีการส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ และมีข้อมูลว่า 14 บริษัทเอกชนเกี่ยวข้องกับการหายไปของหน้ากากอนามัยจำนวนมาก และข้อมูลขบวนการขายหน้ากากออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมีข้อมูลว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองหนึ่งในรัฐบาล จับมือกับอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล&amp;quot; นายอัจฉริยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายจุรินทร์ออกมาแถลงข่าวยืนยันมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกกว่า 200 ล้านชิ้น และสามารถผลิตได้กว่า 100 ล้านชิ้นต่อเดือน เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนตัวเลขกำลังการผลิตเหลือเพียง 36 ล้านชิ้นต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจำนวนหน้ากากอนามัยที่หายไปสอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกที่กรมศุลกากรมีการแถลงไปเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการให้ข้อมูลขัดแย้งกันของหน่วยงานรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า หลังจากรับข้อมูลจากนายอัจฉริยะจะนำหลักฐานที่ได้ไปทำการสืบสวนต่อ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็จะประสานกับนายอัจฉริยะโดยตรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองทัพบก พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีเพจ CSI LA โพสต์ภาพใบเสร็จการซื้อหน้ากากอนามัย 1 ชิ้นราคา 59 บาท ที่ร้านสวัสดิการกลาง กองทัพบก ถ.พระราม 6 เขตพญาไท ว่าจากการตรวจสอบแล้วพบเป็นการเข้าใจผิด เรื่องการเรียกหน่วยนับของสินค้า ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วคือ ราคา 59 บาทต่อแพ็ก ซึ่งประกอบด้วยหน้ากากแบบผ้าจำนวน 2 ชิ้น และหน้ากากอนามัยแบบหนา จำนวน 2 ชิ้น รวม 4 ชิ้น ไม่ใช่ราคาต่อชิ้น โดยขณะนี้ทางร้านสวัสดิการกลางกองทัพบกได้ทำการปรับแก้การเรียกหน่วยนับดังกล่าวเป็นแพ็กให้ตรงกับจำนวนสินค้าที่จำหน่ายเรียบร้อยแล้ว
พท.ยื่นเปิดประชุมสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายบุญชัย บุญกูล ทนายความของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความที่สน.วัดพระยาไกร เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อนายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย เป็นผู้ต้องหาในข้อหานำเข้าสู่ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. เพื่อให้ข้อมูลกรณีปรากฏภาพถ่ายร่วมเฟรมอยู่ในเฟซบุ๊กของนายศรสุวีร์ โดยก่อนหน้านี้ นายพันธ์ยศได้ออกมายอมรับว่าเป็นเจ้าของสถานที่ย่านหนองแขมที่นายศรสุวีร์ไลฟ์สดเรื่องหน้ากากอนามัยกว่า 10,000 ชิ้นจริง แต่ไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการไลฟ์สดดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. แถลงหลังประชุม ส.ส.พรรคเป็นกรณีพิเศษ เพื่อหารือถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของนักศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยจะดำเนินการขอความคิดเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท. กล่าวว่า ปัญหาวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงมากขึ้น พรรคจึงขอเรียกร้องยกระดับการแก้ไขปัญหาให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อรองรับการระบาดที่เพิ่มขึ้น แก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยอย่างมีประสิทธิภาพและไร้ทุจริต พร้อมทั้งดำเนินการกับบุคคลที่หาผลประโยชน์จากการทุจริตหน้ากากอนามัย ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการยื่นเรื่องให้คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค และคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรค พท.ยังมีมติให้เปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และติดตามตรวจสอบการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ของรัฐบาล เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์และเผยแพร่ข้อมูลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้ และสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล โดยจะดำเนินการเปิดศูนย์ภายในสัปดาห์หน้า&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช หนึ่งในคณะทำงานของคณะอนาคตใหม่ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นสื่อมาก่อน วิกฤติในขณะนี้ที่ครอบคลุมในหลายประเด็น สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐต้องมีฐานข้อมูลที่เป็นจริงเดียวกัน และมีการแสดงตัวเลขจำนวนผู้ป่วยที่ถูกต้อง การแถลงของหน่วยงานต่างๆ ไม่ควรทำให้สังคมและประชาชนเกิดความสับสน ต้องมีการอัพเดตตัวเลขแบบเรียลไทม์ เพราะยิ่งข้อมูลที่ออกมามีความสับสนมากเท่าไร ยิ่งทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยสับสนและสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนมากขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การให้ข้อมูลในหลายๆ เรื่องของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีปัญหาในการจัดการวิกฤติและไม่มีความสามารถ ทั้งที่สถานการณ์ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อทั้งประเทศกำลังสู้กับวิกฤติเดียว แต่ก็ยังมีปัญหาในการจัดการในหลายๆ เรื่อง&amp;quot; น.ส.พรรณิการ์กล่าว
อย่าใช้โควิดโยงการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและสนับสนุนการบริการของหน่วยบริการในการดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่ จึงขอวิงวอนทุกฝ่ายหยุดใช้สถานการณ์สร้างความขัดแย้งทางการเมือง และหันมาร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในภาวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพยายามทุ่มทุกสรรพกำลังเพื่อแก้ปัญหาอยู่นั้น ตนอยากเรียกร้องให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อเป็นกำลังใจให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยรัฐมนตรีที่มีจากแต่ละพรรค รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการประชุมของ ส.ส.พรรคที่ลงมติเห็นด้วยไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส และมีจุดยืนเห็นด้วยให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อไป จำนวน 24 คน มีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช และประธานวิปพรรค เป็นประธาน ร่วมกับ ส.ส. อาทิ นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์, นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง, พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา, น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี, นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชินวรณ์แถลงว่า พวกเราทุกคนเห็นว่าขอให้เพื่อนสมาชิกแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบมติของพรรค เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาในการประสานงานกับพรรครัฐบาลได้ ส่วนข้อเสนอกรณีการปรับ ครม.และการเมืองต่างๆ แม้พรรคจะมีประชาธิปไตยสูง ถ้ามีส่วนเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ขอให้สมาชิกระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ใช่จำกัดสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในฐานะ ส.ส.อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกทั้งหมดในการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่จะกระทบกับพรรค แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกคนมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน จึงอยากให้ทุกคนร่วมมือ ตลอดระยะเวลาที่พรรคผ่านร้อนผ่านหนาว ทุกคนก็มีความรับผิดชอบและยึดอุดมการณ์พรรค&amp;quot; นายชินวรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่านายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ออกมาระบุจะมีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ลาออกอีก นายชินวรณ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และที่ประชุมวันนี้ก็ไม่ได้พูดคุยในประเด็นดังกล่าว &amp;nbsp;อีกทั้งไม่ควรมีใครมาคาดการณ์ กก.บห.พรรคจะลาออก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ปกป้องศักดิ์ศรี, ส่งออกหน้ากากอนามัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โฆษกกรมศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e6a41dbd950c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 12:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 12:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039; หอบหลักฐานแฉขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย มีทั้งนักการเมือง-ที่ปรึกษารมต.กินส่วนต่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.63 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย มามอบให้ พล.ต อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกักตุน และเกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก หน้ากากอนามัยจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า เอกสารที่นำมาทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าหน้ากากอนามัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงกับนักการเมืองหลายกลุ่ม โดยมีหญิงสาวที่เป็นปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นคนรับส่วนต่างจากบริษัทที่มีการส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ และมีข้อมูลว่า 14 บริษัทเอกชนเกี่ยวข้องกับการหายไปของหน้ากากอนามัยจำนวนมาก และข้อมูลขวนการขายหน้ากากออนไลน์ ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้ผมมีข้อมูลว่ามีพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองหนึ่งในรัฐบาล จับมือกับอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายอัจฉริยะ ยังตั้งข้อสังเกตว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมต.กระทรวงพานิชย์ ออกมาแถลงข่าวยืนยันว่ามีหน้ากากอนามัยในสต๊อกกว่า 200 ล้านชิ้น และสามารถผลิตได้กว่า 100 ล้านชิ้นต่อเดือน เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนตัวเลขกำลังการผลิตเเหลือเพียง 36 ล้านชิ้นต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งจำนวนหน้ากากอนามัยที่หายไปสอดคล้องกับตัวเลขการส่งออกที่กรมศุลกากรมีการแถลงไปเมื่อวานนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นการให้ข้อมูลขัดแย้งกันของหน่วยงานรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากรับข้อมูลจากนายอัจฉริยะ&amp;nbsp;ก็จะนำหลักฐานที่ได้ไปทำการสืบสวนต่อ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็จะประสานกับนายอัจฉริยะโดยตรง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59570</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนหน้ากากอนามัย, นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์, ส่งออกหน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69ca19dc35a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2020 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2020 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิบดีกรมการค้าภายใน&#039; แจ้งความเอาผิด &#039;โฆษกกรมศุลกากร&#039; หมิ่นประมาทแถลงส่งออกแมสก์ 330 ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค.63 - &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน(คน.) พร้อมฝ่ายกฎหมาย แจ้งความกับ พ.ต.ท.วิพัฒน์ รัชอินทร์ สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.,ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปรัชญา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีต่อนายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากรในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากรณีแถลงข่าวว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตันในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลค่า 160 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกดังกล่าว เป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการไม่กี่ราย และกรมศุลกากรอนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวว่า การส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน เป็นไปตามที่กรมศุลกากร แจ้งในแถลงการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นพิกัดจากศุลกากรซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัย ทั้งผ้าหุ้มเบาะ ผ้าคลุม เป็นต้น และเป็นการส่งออกก่อนมีประกาศควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยที่มีผลวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีกทั้งการส่งออกโดยปกติใช้มาตรวัดกันเป็นชิ้น ไม่ได้นับเป็นตัน ไม่ทราบว่านายชัยยุทธไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งกรมการค้าภายใน ห้ามไม่ให้ส่งออกหน้ากากอนามัยสำหรับการแพทย์เด็ดขาด โดยตอนนี้มีโรงงานที่มีกำลังผลิตได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวต่อมา ตั้งแต่มีคำสั่งควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ขอส่งออก 53 ล้านชิ้น ซึ่งสั่งห้ามส่งออก 41 ล้านชิ้น แต่ที่อนุญาตส่งออกได้มีจำนวน 12 ล้านชิ้น คือของที่ยึดไม่ได้ หรือไม่สามารถป้องกันเชื้อโควิด 19 ได้ หรือสินค้ามีลิขสิทธิ์หากเอามาใช้ โรงงานจะโดนฟ้อง ยืนยันว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและมีกรรมการตรวจรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย กล่าวยืนยันว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีข่าวดีเรื่องหน้ากากอนามัย เพราะโรงงานเริ่มปรับไลน์การผลิตให้มีกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 1.2 ล้านชิ้นเป็น 1.3-1.4 ล้านชิ้น ซึ่งจะเพียงพอสำหรับบุคคลที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ โดยเฉพาะแพทย์และผู้ป่วย ส่วนคนปกติแนะนำให้ใช้หน้ากากผ้าทดแทน ส่วนเหตุผลที่ตนมาแจ้งความที่ บก.ปอท.เพราะเป็นหน่วยที่ครอบคลุมเรื่องสื่อคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยวันนี้ตนมาแจ้งความนายชัยยุทธ ในนามของกรมการค้าภายในเพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีให้องค์กร และเหตุนี้ก็มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของโฆษกกับกรมฯ ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กรกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ก่อนพิจารณาประกอบพยานหลักฐานแล้วรายงานส่งผู้บังคับบัญชาสั่งการต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, ส่งออกหน้ากากอนามัย, โฆษกกรมศุลกากร, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200312/image_big_5e69bf9e85441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
