<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเผยการลงทุนจากต่างประเทศยังโตเปิดยอดขอรับส่งเสริมช่วง 6 เดือนโครงการเพิ่ม 7% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2563 น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) รวมทั้งสิ้น 754 โครงการ เพิ่มขึ้น 7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 703 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 158,890 ล้านบาท ลดลง 17%&amp;nbsp;จากปีก่อนที่สามารถทำมูลค่ารวม 190,330 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และในช่วงเดียวกันของปี 2562 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยื่นขอรับการส่งเสริม ซึ่งเป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) 225 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,480 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 371 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 83,140 ล้านบาท คิดเป็น 52%&amp;nbsp;ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีการยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 52 โครงการ เพิ่มขึ้น 174%&amp;nbsp;มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ยอดคำขอรับการส่งเสริมในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่บอร์ดบีโอไอเห็นชอบเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างรวดเร็ว รองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งจากสถิติการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปีนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่ามีนักลงทุนรายใหม่สนใจขอรับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการใหม่ถึง 366 โครงการ คิดเป็น 49%&amp;nbsp;ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด เงินลงทุนรวม 42,520 ล้านบาท คิดเป็น 27%&amp;nbsp;ของเงินลงทุนทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;rdquo;นางสาวดวงใจกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;ทั้งนี้จำแนกตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 28,250 ล้านบาท รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร มูลค่า 15,300 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 13,510 ล้านบาท อุตสาหกรรมการแพทย์ 13,070 ล้านบาท และอุตสาหกรรมปิโตรและเคมีภัณฑ์ 4,380 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)&amp;nbsp;6 เดือน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 459 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5%&amp;nbsp;มูลค่าเงินลงทุนรวม 75,902 ล้านบาท ลดลง 34%&amp;nbsp;เพราะโควิด-19 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 99 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสูงสุดที่ 22,636 ล้านบาท คิดเป็น 30%&amp;nbsp;ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ตามด้วยจีน 95 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,461 ล้านบาท และสิงคโปร์ 55 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 10,624 ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73683</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bf3b85b0ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ถก &#039;บีโอไอ&#039; ต้องมีมาตรการจูงใจในสภาวะวิกฤต หนุนเกษตรชีวมวลลดปัญหาฝุ่น PM 2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ.63 - ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามว่า วันอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปตามที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ระบุ คือระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ.ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมฯ โดยกล่าวก่อนเปิดการประชุมว่า การค้าการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญวันนี้ต้องปรับรูปแบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น มีมาตรการแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อใช้ประโยชน์ในสภาวะวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งเรื่องการย้ายฐานการผลิต ทั้งเรื่องการสนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ เช่นเกษตรชีวมวล เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM 2.5 ไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยต้องเริ่มกันตั้งแต่เวลานี้และขอให้ทางบีโอไอกำหนดมาตรการเฉพาะขึ้นมาสำหรับสิ่งที่ประเทศต้องการและนักลงทุนต้องการ เพื่อส่งเสริมการลงทุนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56433</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190715/image_big_5d2c1b6158f9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 09:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 09:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตสาหกรรมดิจิทัลมาแรง บีโอไออนุมัติ &#039;ทรู&#039;ตั้งดิจิทัล พาร์คแห่งแรกในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอ เผยอุตสาหกรรมดิจิทัลขยายตัวสูง สามไตรมาสปี 2561 มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ล่าสุดไฟเขียว &amp;ldquo;ทรู&amp;rdquo; ลงทุน 1,580 ล้านบาท ตั้งดิจิทัล พาร์คแห่งแรกในประเทศ เดินหน้ารับนโยบายไทยแลนด์ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ย. 2561 นักลงทุนให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 135 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 12,740 ล้านบาท เงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 405% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2,524 ล้านบาท กิจการที่มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนมาก เช่น กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ การให้บริการแพลตฟอร์มด้านดิจิทัล คลาวด์เซอร์วิส และศูนย์บ่มเพาะด้านนวัตกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มดิจิทัล เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความสนใจลงทุนในประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม&amp;rdquo; นายนฤตม์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนฤตม์ กล่าวว่า ล่าสุดคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยังได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด ซึ่งนับเป็นกิจการดิจิทัล พาร์ค แห่งแรกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ โดยบริษัทลงทุนกว่า 1,580 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจดิจิทัล บนพื้นที่กว่า 41,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องทดลองทางด้านเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกอบรม พื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจ ศูนย์บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส และบริการพื้นที่สำหรับสถานศึกษาเพื่อการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการลงทุนของบริษัท ทรู จะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมให้เกิดชุมชนเทคโนโลยีและระบบนิเวศในการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ อีกทั้งจะเป็นสถานที่บ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล และศูนย์กลางสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบาย &amp;ldquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rdquo; และจะเป็นแหล่งสำคัญในการพัฒนาระบบดิจิทัลต่างๆในสมาร์ทซิตี้อีกด้วย&amp;quot;นายนฤตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นปี บีโอไอได้ทยอยอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการกลุ่มดิจิทัลแล้วจำนวนมาก เช่น กลุ่มกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการองค์กร ซอฟต์แวร์ด้านมัลติมีเดียและแอนิเมชันและซอฟต์แวร์ที่ฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งเป็นระบบการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล และทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัล พาร์ค, ทรู ดิจิทัล พาร์ค, นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์, บีโอไอ, รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ส่งเสริมการลงทุน, อุตสาหกรรมดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c11c077ee0dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอหนุนเอกชนลงทุน 3 จังหวัดภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอหนุนเอกชนลงทุน 3 จังหวัดภาคใต้รับโครงการเมืองต้นแบบ &amp;ldquo;สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; ย้ำจุดยืนดึงการลงทุนของภาคเอกชน สร้างรายได้ เผยไฟเขียวโรงแรม หนุนการท่องเที่ยว ขณะที่บริษัทหนองจิกพัฒนา ลงทุนผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว คาดดันยอดใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ กว่า 500 ล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศกสรรค์ เรืองโวหาร ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการโรงแรม และกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว โดยทั้ง 2 กิจการตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนภายใต้โครงการเมืองต้นแบบ &amp;ldquo;สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; ของรัฐบาลที่มุ่งสร้างงานสร้างรายได้ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลมีนโยบายโครงการเมืองต้นแบบในพื้นที่ 3 อำเภอ ใน 3 จังหวัด คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส บีโอไอจีงให้สิทธิประโยชน์เป็นพิเศษมากกว่าการลงทุนชายแดนใต้ปกติ การลงทุนของทั้ง 2 กิจการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ ช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนรายอื่นให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนต่อไป&amp;rdquo; นายเศกสรรค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กิจการโรงแรมเป็นของกลุ่มนักลงทุนจากมาเลเซีย เงินลงทุน 120 ล้านบาท เป็นโรงแรมแบบทันสมัยสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัว หรือกลุ่มที่เข้าพักเพื่อประชุม สัมมนา ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่แล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ของที่ระลึก ขนส่ง รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เป็นโครงการลงทุนของบริษัท หนองจิกพัฒนา จำกัด โดยจะผลิตน้ำกะทิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว รวมถึงใช้ประโยชน์จากกะลามะพร้าว ผิวมะพร้าว กากมะพร้าว และใยมะพร้าว เป็นต้น เงินลงทุนรวม 500 ล้านบาท โครงการนี้จะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน อเมริกา และยุโรป ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้แพ้นมวัว หรือกลุ่มผู้บริโภคนมจากพืชที่เป็นออร์แกนิค หันมาให้ความสนใจบริโภคน้ำกะทิกันมากขึ้น โดยวัตถุดิบที่ เป็นมะพร้าวผล และเนื้อมะพร้าว โครงการจะรับซื้อจากชุมชนในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวได้ไม่น้อยกว่าปีละ 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศกสรรค์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้นโยบายของบีโอไอ ประกอบด้วย 2 มาตรการ คือ1.มาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ คลอบคลุม 4 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา และ 2.มาตรการเมืองต้นแบบ &amp;ldquo;สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;rdquo; คลอบคลุมพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 2 มาตรการจะได้รับสิทธิและประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ไม่จำกัดวงเงิน และลดหย่อน 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นต้น แต่หากลงทุนในพื้นที่เมืองต้นแบบจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าการลงทุนตามมาตรการชายแดนใต้ เช่น ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่ผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 10 ปี จากปกติ 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้นักลงทุนสามารถยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้ง 2 มาตรการได้ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ทั้งระบบ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ซึ่งล่าสุดได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมทั้ง 3 พื้นที่โครงการเมืองต้นแบบ เพื่อทำหน้าที่ให้บริการเบ็ดเสร็จด้านกำลังคนโดยมี 2 กลุ่ม เป้าหมาย คือ กลุ่มนักลงทุนที่ต้องการแรงงานในพื้นที่ และกลุ่มแรงงานที่ต้องการฝึกอบรม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22773</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 จังหวัดภาคใต้, บีโอไอ, สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน, ส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfb6e09461be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
