<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตร..เดินหน้า พัฒนาเกษตรเชิงพื้นที่ ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง ขับเคลื่อนตามความต้องการของเกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; จัดงานแถลงข่าวการขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ระดับเขตที่ 1 ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารงานส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2563 ณ แปลงใหญ่หมากเหลือง ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ นายสมโชค&amp;nbsp; ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมด้วย นายสมเดช&amp;nbsp; คงกระพันธุ์&amp;nbsp; เกษตรจังหวัดปทุมธานี และนายสุขุม&amp;nbsp; ไตลังคะ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักปลอดภัยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ 953,660 ไร่ ประชากรจำนวนกว่า 1,163,604 คน แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ มีพื้นที่ทำการเกษตร 333,143 ไร่ เกษตรกร 20,814 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานีมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางจังหวัด ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือฝั่งตะวันออก ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี บางส่วน อ.ลำลูกกา อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง และอ.ธัญบุรี&amp;nbsp; ฝังตะวันตก ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี บางส่วน อ.ลาดหลุมแก้ว และอ.สามโคก&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนใหญ่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก พื้นที่ประมาณ 265,062 ไร่ รองลงมาเป็นพืชสวน เช่น พืชผักชนิดต่าง ๆ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะพร้าวอ่อน และไม้ผลอื่น ๆ เนื่องจาก ทำเลที่ตั้งของ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดปทุมธานี อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัย และความเจริญอย่างทั่วถึงทั้งจังหวัด อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าส่งสินค้าทางการเกษตรประเภทพืชผักและผลไม้ ขนาดใหญ่ของประเทศ ได้แก่ ตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดผลไม้เกรดคัดพิเศษ ที่ตลาดไอยรา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้สามารถรองรับ ผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังทำให้ประชากรส่วนหนึ่งยังคงยึดอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก และมีศักยภาพในการผลิต พร้อมที่จะรับการพัฒนาและร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ทำอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมโชค&amp;nbsp; ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท) เผยว่า เมื่อปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ขึ้น เพื่อพัฒนาการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเกษตรกร โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรรุ่นใหม่ มีบทบาทในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน และพัฒนารูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ให้มีการ บูรณาการ การทำงานซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงระบบการทำงานและโครงสร้างการส่งเสริมการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมโดยกำหนดให้ดำเนินการนำร่องจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ 6 เขต ทั่วประเทศและใช้กลไกของแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนและ Young Smart Farmer&amp;nbsp; ในการขับเคลื่อนงาน ในส่วนของ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้กำหนดให้แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นจุดนำร่องเมื่อปี 2562 สืบเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว มีศักยภาพในการผลิตผักปลอดภัย มีตลาดรองรับที่แน่นอน รวมทั้งมีผู้นำกลุ่มเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้เป็นอย่างดี จึงได้นำมาเป็นจุดต้นแบบในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเดช&amp;nbsp; คงกระพันธุ์&amp;nbsp; เกษตรจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้รับนโยบายจาก กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท แล้วได้ดำเนินการโดย ใช้หลักคิดเชิงพื้นที่ จัดเวทีชุมชน 3 ครั้ง เพื่อให้ทราบบริบทของพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกร อย่างแท้จริง เพื่อถ่ายทอดความรู้ ตามความเหมาะสม และความต้องการใน&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหา ของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่นวัสดุอุปกรณ์ให้น้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตซึ่งเดิมจะใช้เรือลาก ไปตามร่องสวน&amp;nbsp; ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกผักแบบหว่าน เป็นแบบเพาะกล้า เพื่อลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ที่มีความเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาจุดรวบรวมสินค้าให้ มีคุณภาพ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการดำเนินงาน ดังกล่าว ทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลดลง จากเดิมประมาณ 25% ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 1.2 ตันต่อไร่เป็น 1.5 ตันต่อไร่ ทำให้มีผลผลิตส่งจำหน่ายที่ตลาด อย่างต่อเนื่องและยังสามารถเชื่อมโยงตลาดที่อยู่ใกล้เคียงได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังสร้างอาชีพในชุมชน โดยการเพาะกล้าผักขาย ทำให้คุณภาพของผักที่ปลูกจากการเพาะกล้าแทนการหว่านเมล็ด นั้น มีการเติบโตสม่ำเสมอลดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชผัก ลดแรงงานในการให้น้ำเนื่องจากปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตผักให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่อยู่ใกล้เคียง อีกด้วย การดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่ แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก ส่งผลให้ สมาชิกกลุ่มและชาวชุมชน ได้รับประโยชน์ในการพัฒนาการประกอบอาชีพที่ทำอยู่เป็นอย่างมาก โดย นายสุขุม&amp;nbsp; ไตลังคะ เกษตรกรผู้นำกลุ่มฯ เปิดเผยว่า กลุ่มได้มี การร่วมกันคิดวิเคราะห์ศักยภาพของกลุ่มและชุมชนตลอดจนปัญหาในการผลิตผักของสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และกำหนดเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่ม ร่วมกันโดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัด ธกส. บริษัทผู้รับซื้อผลผลิตตลอดจนเกษตรกรเครือข่าย ทั้งจากอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียงร่วมให้คำแนะนำสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ และงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวทำให้สมาชิกกลุ่มได้รับความรู้เพิ่มขึ้นสามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาการผลิตพืชผักของตนเองได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และตลาดนอกจากนั้นยังมีการพัฒนาต่อยอดกิจกรรม การผลิตทั้งเรื่องการเพาะกล้าผักเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์แทนการใช้เรือรดน้ำช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการรดน้ำผักลงได้เป็นอย่างมากซึ่งสมาชิกกลุ่มมีความพึงพอใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท เผยว่า จากการดำเนินงานในปี 2562 ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ซึ่งใน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2563 จะเป็นการดำเนินการต่อเนื่องในจุดนำร่องและดำเนินการใหม่ใน 9 จังหวัดภาคกลาง อย่างน้อยจังหวัดละ 1 จุด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี กรุงเทพฯ และปทุมธานี โดยแนวทางการดำเนินงานปี 2563 ประกอบด้วย 1) พัฒนาการเกษตรโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area - based) กำหนดขอบเขตชัดเจน นำข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืช (Zoning) ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้เกษตรกรบริหารพื้นที่ของตนได้อย่างเหมาะสม 2) ใช้เวทีชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เพื่อให้เกิดแผนพัฒนาการเกษตรที่เกิดจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง 3) ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม บูรณาการงาน &amp;amp; งบประมาณ จากทุกภาคส่วน และ 4) พัฒนาต่อยอดโดยใช้กลไกการพัฒนาที่มีอยู่แล้ว ทำงานบนฐานข้อมูล เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่ และขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ เช่น ระบบการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่&amp;nbsp; Young Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; โดยเป้าหมายการพัฒนางาน คือ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชน มีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของตนเองตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนา ให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร จะประสบผลสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องเกษตร ต้องอาศัยความร่วมมือของพี่น้องเกษตรกร อาศัยการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง โดยแนวทางการพัฒนาจะต้องเกิดจากความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก ถ้าทำได้เช่นนี้ ผมเชื่อมั่นว่าทุกจุดดำเนินการของพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ในปี 2563 จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; ผอ.สสก.1 กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58926</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรูญศักดิ์ สิงหเดช ฃ, จังหวัดปทุมธานี, พัฒนาเกษตรเชิงพื้นที่, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e60701d55012.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยผลการดำเนินงานโครงการสร้างมูลค่าจากไร่นาฯ ตอบโจทย์ช่วยลดปัญหาการเผาและรักษาสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการดำเนินงานโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ช่วยเกษตรกรรู้รักสามัคคี ทำเกษตรแบบลดต้นทุน ตอบโจทย์ลดปัญหาการเผาและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ &amp;ldquo;โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพุทธศักราช 2562 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 &amp;ndash; เดือนพฤษภาคม 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการเศษวัสดุการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่และชุมชน ลดการเผา ลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศ รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตและพลังงานชีวมวล พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร จำนวน 26,460 ราย ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง ร่วมกับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ซึ่งมีผู้นำเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ความคืบหน้าการดำเนินงานขณะนี้ (เดือนสิงหาคม 2562) ได้จัดประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์โครงการฯ ใน ศพก. และ ศดปช.ครบแล้วทั้ง 882 ศูนย์ คิดเป็น 100% สำหรับการอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร ครั้งที่ 1 เป็นการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการของชุมชน และจัดทำแผน ดำเนินการไปแล้วกว่า 65% ครั้งที่ 2 เน้นให้ความรู้และดำเนินการตามแผน ดำเนินการแล้วประมาณ 60% โดยกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่ามีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การจัดทำฐานเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยจัดทำกองปุ๋ยหมัก ณ ศพก. และ ศดปช. หรือศูนย์เครือข่าย จำนวน 1,533 จุด ได้ปริมาณปุ๋ย 5,729 ตัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. การจัดการเศษวัสดุการเกษตร จำนวน 708 จุด เช่น การจัดทำปุ๋ยหมัก ได้แก่ การไถกลบตอซัง การผลิตปุ๋ยหมัก การผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง การทำน้ำหมักชีวภาพ จำนวน 579 จุด การผลิตเป็นอาหารสัตว์ ได้แก่ ฟางข้าวอัดก้อน จำนวน 21 จุด ใช้เป็นวัสดุสำหรับการเกษตรอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุเพาะเห็ด และวัสดุปลูกพืช จำนวน 90 จุด ใช้เป็นวัสดุสำหรับแปรรูป หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ได้แก่ วัสดุโครงสร้างโต๊ะ เก้าอี้ กระดาษใยสับปะรด ไม้กวาดทางมะพร้าว และกระดาษฟางข้าว จำนวน 6 จุด และใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้แก่ เตาเผาถ่านไบโอชาร์ไร้ควัน จำนวน 12 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3. การเชื่อมโยงตลาดในการจัดซื้อวัสดุการเกษตร ชนิดของวัสดุการเกษตรที่รับซื้อ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ปุ๋ยหมัก ดำเนินการ 2 จุด ปริมาณ 10 ตัน ราคา 20,000 บาท มีศูนย์ข้าวชุมชนเป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ดินปลูก ดำเนินการ 1 จุด ปริมาณ 4 ตัน ราคา 10,000 บาท มีร้านขายต้นไม้เป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ปุ๋ยคอก ดำเนินการ 1 จุด ปริมาณ 2.25 ตัน ราคา 1,250 บาท มีเกษตรกรผู้ปลูกผักเป็นผู้รับซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานโครงการฯ จนกระทั่งสิ้นสุดระยะเวลา กรมส่งเสริมการเกษตรมั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้น จากการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตรซึ่งสร้างปัญหาหมอกควัน มลพิษทางอากาศ ก่อให้เกิดผลดีใน 5 ด้าน ได้แก่ อากาศดี ดินดี รายได้ดี&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมดี และมีสุขภาพดี ถือเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในไร่นาของตนเอง สามารถลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ และเมื่อชุมชนได้มีส่วนร่วมดำเนินการกิจกรรมร่วมกันจะก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน นับเป็นกิจกรรมการทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อร่วมกันเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44561</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสำราญ สาราบรรณ์, สิ่งแวดล้อม, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d677c40ac022.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าวโพดหลังนาทยอยเก็บผลผลิต สร้างกำไรงามแก่เกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตดี สร้างกำไรงามให้แก่เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุประมาณ 120 วัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ สนับสนุนมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรในการลดรอบการปลูกข้าว อันเป็นการสร้างสมดุลอุปสงค์ อุปทาน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ในบางพื้นที่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562&amp;nbsp; และเพื่อให้การขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพ ได้ราคาดี จึงจำเป็นต้องมีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดแห้งสนิท ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักร พร้อมทั้งควรระวังและหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนตกทันที เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง หากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและมีการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในด้านการตลาด จากการวางแผนก่อนการผลิตเพื่อหาตลาดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และสำหรับพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ ได้ประสานหน่วยงานภาคเอกชนตั้งจุดรับซื้อแล้ว 32 จุด ทำให้เกษตรกรมีแหล่งขายผลผลิตที่แน่ชัด ไม่ไกลจากแปลงปลูก ป้องกันปัญหาที่เกษตรกรจะหาแหล่งขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัด จึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลตอบรับของเกษตรกรที่นำผลผลิตออกจำหน่ายแล้วโดยตรง พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ เพราะขายได้กำไรดีกว่าข้าวนาปรัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ในราคา 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้นที่ 14.5% เกษตรกรก็จะมีรายได้ประมาณ 8,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ไม่เกิน 5,000 ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบแล้วรายได้และกำไรที่เกษตรกรจะได้รับมากกว่าการทำนาปรังอย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทต่อไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32515</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ สาราบรรณ์, พลังประชารัฐ, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dd3fb3ca28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
