<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะจี้สศอ.ทำแผนดึงเน้นอุตฯอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและกลุ่มการแพทย์ลงทุนในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เร่งจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ต่อไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและการแพทย์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก มีการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรมหลักอื่นจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการและการใช้จ่ายภายในประเทศที่ดีขึ้น เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในต่างประเทศยังน่าเป็นห่วง พฤติกรรมการบริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงจากเดิม ผู้บริโภคมีการบริโภคสินค้าคงทนลดลงตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ขณะที่การบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ภาคอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องยกระดับเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อตอบสนองพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน และใช้โอกาสจากวิกฤตในครั้งนี้ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย รองรับอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้การใช้เทคโนโลยีดิจิตอลถูกนำมาใช้ประกอบการทำงานและชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่ ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาด กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเตรียมแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ให้เร็วขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ)&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำงานผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายอัจฉริยะ พร้อมนำข้อมูลการทำงานไปวิเคราะห์และประมวลผลสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทำงานได้รวดเร็ว ยืดหยุ่น และสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มศักยภาพให้อุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์โควิด-19 ในต่างประเทศหลายประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญ รวมทั้งสถานการณ์สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องชะงักลง อุตสาหกรรมบางประเภทขาดชิ้นส่วนการผลิต เกิดปัญหาทางด้านการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มทบทวนแผนการผลิตใหม่และมีความต้องการย้ายฐานการผลิตออกเพื่อกระจายความเสี่ยง นับเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะดึงดูดผู้ให้ประกอบการเข้ามาลงทุน&amp;rdquo;นายทองชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ไทยมีจุดแข็งทางด้านของแรงงานที่มีฝีมือและมีการควบคุมโควิด-19 ที่ดี สอดรับกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมที่จะย้ายเข้ามาใหม่ได้ รวมถึงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) การเตรียมความพร้อมในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77357</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ส่งเสริมลงทุน, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f43ca2b68f3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอปลื้มยอดขอส่งเสริมQ1/62โต12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บีโอไอเผยยอดขอส่งเสริมการลงทุน Q1/62 รวม 387 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 12% มูลค่ารวมทะลุ 1.28 แสนล้านบาท ปลื้มการลงทุนจากของต่างชาติมีมูลค่าเพิ่มกว่า 253% ชี้ญี่ปุ่นคงอันดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค.2562- นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 (ม.ค. &amp;ndash; มีนาคม 2562) ว่า มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 387 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12% มูลค่าเงินลงทุนรวม 128,903 ล้านบาท โดยอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 199 โครงการ คิดเป็น 51% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยมีมูลค่า 58,803 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเภทกิจกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ กิจการบริการและสาธารณูปโภคจำนวน 129 โครงการ คิดเป็น 33% ของจำนวนโครงการทั้งหมด เงินลงทุนรวม 46,888 ล้านบาท กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 81 โครงการ เงินลงทุนรวม 22,259 &amp;nbsp;ล้านบาท กิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 65 โครงการ เงินลงทุนรวม 15,258 ล้านบาท และกิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 52 โครงการ เงินลงทุนรวม 7,365 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ กล่าวว่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ มีจำนวน 245 โครงการ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 84,104 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 253% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ญี่ปุ่น จำนวน 55 โครงการ เงินลงทุน 26,845 ล้านบาท อันดับ 2 &amp;nbsp;จีน จำนวน 38 โครงการ เงินลงทุน 9,072 ล้านบาท และอันดับ 3 สิงคโปร์ จำนวน 29 โครงการ มูลค่า 5,447 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากพิจารณาในด้านโครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็น 29% ของโครงการจากต่างชาติทั้งหมด แต่หากพิจารณาในด้านมูลค่าการลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน คิดเป็น 30% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนรายใหม่ยังคงให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริม โดยมีโครงการลงทุนใหม่จำนวน 208 โครงการ คิดเป็น 54% ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 39,170 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 30% ของเงินลงทุนทั้งหมด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35737</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ส่งเสริมลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1f1c285083.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอปลื้มยอดขอลงทุนไตรมาสแรกทะลุ 2 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอเผยสัญญาณการลงทุนปีนี้มีทิศทางดี ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปี 61 มูลค่าเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท จับตาการยื่นลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโตกว่าปีก่อนที่ 1.7 หมื่นล.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย. 2561 - นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 (ม.ค. &amp;ndash; มี.ค. 2561) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนรวม 333 โครงการ เงินลงทุนรวม 203,630 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อบรรยากาศการลงทุนในปีนี้ โดยมูลค่าดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 28% ของเป้าหมายขอรับส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งปีที่ 720,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมากว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นอกเหนือจากการลงทุนโครงการใหม่ และโครงการขยายของ รายเดิม ในปีนี้น่าจะเห็นทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งก็คือ มีการลงทุนตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตแล้ว 33 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 1,500 ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคเอกชนจำนวนมากยื่นขอลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยในปี 2560 มีมูลค่าสูงกว่า 17,000 ล้านบาท ทำให้บีโอไอมั่นใจว่าในปีนี้ จะมีความสนใจลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและของประเทศไทยไปพร้อมกันด้วย&amp;rdquo; นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7353</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, สงเสริม, ส่งเสริมลงทุน, อุตสาหกรรม, เพิ่มขีดความสามารถ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a842c57d8bf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไออัดสิทธิประโยชน์หนุนใช้ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
บอร์ดบีโอไอ หนุนการใช้ระบบดิจิทัลในการผลิต เพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี ในวงเงิน 50% กระตุ้นการลงทุนในท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรครบวงจร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.61 -นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ด) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2561 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบเพิ่มเติมมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสนับสนุนกิจการที่นำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมาใช้ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลจากโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิม เป็นระยะเวลา 3 ปี ในวงเงิน 50% ของมูลค่าเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงปรับปรุงมาตรการเพื่อความสามารถในการแข่งขันโดยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล โดยจะให้ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 200% ของเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความสามารถด้านดิจิทัล และช่วยเหลือผู้ประกอบการลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานและค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านการเกษตรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร หากยื่นขอรับการส่งเสริมภายในสิ้นปี 2561 จะแบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.หากเป็นผู้ประกอบการไทยขนาดย่อมที่ลงทุนในกิจการด้านการเกษตรตามที่กำหนด จะผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำของโครงการจาก 1 ล้านบาท เหลือ 500,000 บาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และผ่อนปรนให้นำเครื่องจักรใช้แล้วในประเทศมาใช้ในโครงการได้บางส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5-8 ปี ในสัดส่วนไม่เกิน 200% ของมูลค่าเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และ 2.หากเป็นผู้ประกอบการที่สนับสนุนหรือร่วมดำเนินการกับท้องถิ่นลงทุนในกิจการด้านการเกษตรตามที่กำหนด &amp;nbsp;จะต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำของแต่ละโครงการไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 3 ปีจากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิมในสัดส่วนไม่เกิน 100% ของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3132</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, สิทธิประโยชน์, ส่งเสริมลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a842c57d8bf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
