<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บัญชีกลางอนุมัติส่วนราชการสามารถจัดซื้อชุดตรวจ ATK ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 รับทราบข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 32) ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2564 ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวได้มีการปรับปรุงการบังคับใช้ในบางมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการผ่อนคลายการใช้เส้นทางคมนาคมเพื่อเดินทางข้ามจังหวัด จากเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด รวมทั้งกำหนดมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบังคับใช้ในอนาคต โดยจะเพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตาม &amp;quot;มาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล&amp;quot; (Universal Prevention for COVID - 19) และกำหนดให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบองค์กรหรือหน่วยงานตรวจสอบและกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามมาตรการ &amp;ldquo;มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร&amp;rdquo; (Covid Free Setting) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการผ่อนคลายตามมาตรการดังกล่าวส่งผลให้การปฏิบัติราชการมีแนวโน้มที่จะกลับมาปฏิบัติงานที่ที่ตั้งสำนักงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานตามภารกิจของส่วนราชการ และเพื่อให้ส่วนราชการสามารถเบิกจ่ายค่าชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen test self-test kits) เป็นไปโดยถูกต้อง กระทรวงการคลังจึงอนุมัติเป็นหลักการให้ส่วนราชการเบิกจ่ายค่าชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen test self-test kits) ได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ทั้งนี้ ขอให้ส่วนราชการดำเนินการควบคุมให้มีการเบิกจ่ายค่าชุดตรวจ ATK ให้สอดคล้องกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานจริง และจัดให้มีการติดตามการคัดกรองด้วยชุดตรวจ ATK ดังกล่าวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดซื้อจัดจ้างชุดตรวจ ATK สำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคโควิด-19 คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 115 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2563 เรื่อง การดำเนินการกรณีจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา หรืออุปกรณ์การแพทย์ หรือการจัดจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัส &amp;nbsp;โคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID &amp;ndash; 19)) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคโควิด-19 ในแต่ละครั้งทุกวงเงิน ถือเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ทำข้อตกลงเป็นหนังสือ และวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในการแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่เกี่ยวข้อง โดยให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ &amp;nbsp;โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ตามข้อ 79 วรรคสอง แห่งระเบียบฯ และให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานนั้นดำเนินการไปก่อนแล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และเมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบแล้วให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม และการดำเนินการดังกล่าว หากมีความจำเป็นจะต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 89 (4) โดยให้จ่ายได้ตามเงื่อนไขที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างกำหนด และยกเว้นการวางหลักประกันการรับเงินล่วงหน้าตามระเบียบฯ ข้อ 91 วรรคสอง ดังนั้น หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการตามหนังสือเวียนฉบับดังกล่าวได้&amp;rdquo; อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่องค์การเภสัชกรรมได้แถลงข่าวว่าบริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของบริษัท ออสท์แลนด์ แคปปีตอล จำกัด ผู้ได้รับอนุญาตนำเข้าชุดตรวจ ATK ได้เสนอราคาต่ำสุดและเป็นคู่สัญญากับองค์การเภสัชกรรมนั้น ซึ่งกรณีดังกล่าว อยู่ในข่ายการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรงตามความนัยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตามบัญชีแนบท้ายประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ข้อ 8 ข้างต้น องค์การเภสัชกรรมย่อมสามารถดำเนินการตามข้อบังคับองค์การเภสัชกรรมว่าด้วยการพัสดุเพื่อการผลิตและจำหน่าย พ.ศ. 2561 ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐได้ ดังนั้น จึงไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง &amp;nbsp; &amp;nbsp; และการบริหารพัสดุภาครัฐที่จะพิจารณาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118300</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, จัดซื้อชุดตรวจ ATK, ส่วนราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61551ef1e0e7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำสั่งด่วนที่สุด! ให้ทุกหน่วยงาน ใช้งบ63แทน64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สะท้อนการบริหารจัดการห่วย &amp;quot;สำนักงบประมาณ&amp;quot;&amp;nbsp; ร่อนหนังสือด่วนถึงส่วนราชการ งบปี 64 ใช้ไม่ทัน 1 ต.ค. สั่งขูดใช้จาก 63 ไปก่อน ขณะที่ สถ.ดิ้นตาเหลือก แจงโยกเงินจ่ายเบี้ยสูงอายุ-คนพิการ จบ 22 ก.ย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2563 สำนักงบประมาณได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ถึงหน่วยงานราชการทั้งหมดทั่วประเทศ เรื่องการใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2564 ไม่ทันวันที่ 1 ต.ค.2563 ดังนั้นให้หน่วยงานต่างๆ เบิกจ่ายงบประมาณโดยใช้กรอบของงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไปพลางก่อน โดยการเบิกจ่ายจะได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของงบประมาณที่ตั้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล 6.23 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ยืนยันว่างบประมาณ 2564 ใช้ไม่ทันกำหนด 1 ต.ค.2563 จะไม่กระทบกับการเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการและพนักงาน รวมถึงโครงการลงทุนเก่าที่ก่อหนี้ผูกพันมาจากงบประมาณปีก่อนหน้า แต่การลงทุนโครงการใหม่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ จนกว่างบประมาณจะมีผลบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2564 จำนวน 6.23 แสนล้านบาท ก็ยังทำไม่ได้เช่นกัน จนกว่า พ.ร.บ.งบประมาณจะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวไม่กระทบกับเงินคงคลังของประเทศที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากได้มีการกู้เงินมาเติมไว้รองรับการเบิกจ่ายในช่วงบประมาณ 2564 ล่าช้าออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินคงคลังของประเทศไม่มีปัญหาถังแตก เนื่องจากมีรายได้และมีเงินกู้ชดเชยขาดดุลปี 2563 จำนวน 4.69 แสนล้านบาท และมีการขอกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท กรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ก็ได้มีการกู้เงินส่วนนี้มาเตรียมรองรับการเบิกจ่าย ไม่มีปัญหาสะดุด หรือไม่มีปัญหาถังแตกรัฐบาล หรือปัญหารัฐบาลไม่มีเงินอย่างที่สังคมวิตกกังวลกันอยู่&amp;quot; รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2564 ขณะนี้ยังอยู่การพิจารณาวาระที่ 2 ชั้นของกรรมาธิการ ซึ่งยังไม่เสร็จ หลังจากนี้ต้องเสนอให้สภาพิจารณาในวาระ 3 ที่ยังคาดไม่ได้ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า จากกรณีที่เมื่อวันที่ 8 ก.ย.63 กรมบัญชีกลางได้ประกาศเลื่อนการโอนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการประจำเดือน ก.ย.63 ตามกำหนดเดิมภายในวันที่ 10 ก.ย.ออกไปก่อน เนื่องจากกรมบัญชีกลางไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิรับเงินและโอนเข้าบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ภายในกำหนด เนื่องจากติดขัดขั้นตอนเรื่องการจัดสรรงบประมาณไป-กลับ ระหว่างกรมบัญชีกลาง (บช.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จนเกิดกระแสข่าวว่างบประมาณไม่เพียงพอ หรือรัฐบาลถังแตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สถ.เตรียมโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากรายการอื่นมาจ่ายเป็นเงินเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุและคนพิการแล้ว โดยจะเร่งรัดจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 22 ก.ย.63 นี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา สถ.แจ้งเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด สรุปรายละเอียดประกอบการโอนเงินจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. งบเงินอุดหนุน เงินอุดหนุนทั่วไป งวดที่ 4 (เดือนกันยายน 2563)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 6,949,343 ราย 7,766 อปท. วงเงินรวม 4,866,832,800 บาท และโครงการสนับสนุนการเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคมให้แก่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพความพิการ 1,850,944 ราย 7,770 อปท. วงเงินรวม 1,480,755,200 บาท โดยคาดว่าเตรียมโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณส่วนอื่นมาเป็นงบอุดหนุนทั้ง 2 โครงการ วงเงินรวม 6,347,588,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77337</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณรายจ่ายปี, สำนักงบประมาณ, ส่วนราชการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เบี้ยคนพิการ, เบี้ยสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e97bb079.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47097</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 09:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนารักษ์” เตรียมไล่บี้ส่วนราชการใช้ที่ราชฯผิดวัตถุประสงค์ หาเงินเชิงพาณิชย์ต้องส่งเข้าคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค. 2562 นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในฐานะอธิบดีกรมธนารักษ์คนใหม่ ได้ตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;15,000&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;ล้านบาท โดยจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ราชพัสดุที่ให้หน่วยงานราชการ แต่นำไปใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ใช้พื้นที่เพื่อเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีทั้งการเปิดสถานีบริการน้ำมัน เปิดร้านสวัสดิการ ร้านกาแฟและให้เช่าช่วงต่อในอัตราสูง ซึ่งหน่วยงานราชการดังกล่าวไม่เคยนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐ ซึ่งกรมฯ จะสั่งการให้ธนารักษ์พื้นที่ลงไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้และติดตามความคืบหน้าผ่านศูนย์ข้อมูลที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ โดยจะสำรวจให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกรมธนารักษ์ให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พื้นที่ราชพัสดุมีทั้งหมด&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ล้านไร่ ต้องไปสำรวจว่าแต่ละหน่วยงานใช้พื้นที่วัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด แต่ในเบื้องต้น มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ บางแห่งไปทำเป็นปั้มน้ำมันขนาดใหญ่ แต่ไม่เคยส่งรายได้เข้ารัฐเลย เก็บไว้เองทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง หรืออย่างเช่น กรมควบคุมโรค ปกติต้องจ่ายค่าเช่าที่ราชพัสดุให้กรมธนารักษ์เดือนละ&amp;nbsp;600&amp;nbsp;บาท แต่เอาไปให้เช่าช่วงต่อเดือนละ&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;บาท แต่เงินจ่ายเราแค่&amp;nbsp;600&amp;nbsp;บาทที่เหลือเขาเก็บไว้เอง ก็ไม่ถูก จริงๆ ต้องให้เรา&amp;nbsp;25,000&amp;nbsp;บาท ก็ต้องเข้าไปดูตรงนี้ อุดช่องโหว่ตรงนี้&amp;rdquo;นายยุทธนา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เกณฑ์การจัดเก็บรายได้ที่ราชพัสดุของหน่วยงานราชการนั้น หากหน่วยงานราชการนำพื้นที่ไปใช้ในเชิงพาณิชย์จะต้องเแบ่งสัดส่วนรายได้เข้ารัฐ&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของรายได้ที่ได้รับ และเก็บไว้บริหารจัดการเองในหน่วยงาน&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐได้รายได้ดังกล่าวไปทั้งหมด&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;โดยไม่ส่งเงินเข้ารัฐ ส่วนอัตราค่าเช่าของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลังจากมี พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;บังคับใช้นั้น จะมีการจัดเก็บค่าเช่า จากเดิมที่ยกเว้นค่าเช่าให้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งว่ามีรายได้มากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาคำนวณการคิดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ เตรียมส่งหนังสือไปยังทุกหน่วยงานราชการ ให้จัดสรรพื้นที่ให้ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและทำกิจกรรมในระดับตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด เพื่อดำเนินงานตามโครงการประชารัฐสร้างไทยของรัฐบาล ที่ไม่ต้องใช้งบประมาณและทำได้เลย โดยจะเป็นการเปิดพื้นที่ใช้สอยแบบหมุนเวียนเพื่อให้ประชนได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งตั้งเป้าภายในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จะให้ประชาชนมีพื้นที่ดังกล่าวให้ไดทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การลงทุนในพื้นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์นั้น จะสานต่อโครงการที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้อย่างต่อเนื่อง โดยภายใน&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนคิดเป็นมูลค่า&amp;nbsp;60,000-70,000&amp;nbsp;ล้านบาท อาทิ พื้นที่ราชพัสดุศูนย์ประชุมสิริกิติ์ วงเงินลงทุน&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;ล้านบาท ที่ขณะนี้เริ่มก่อสร้างแล้ว จะแล้วเสร็จ ในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ซึ่งจะต้องทันต่อการประชุมเอเปกที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี,&amp;nbsp;ที่ดินบริเวณหมอชิต วงเงินลงทุน&amp;nbsp;26,000&amp;nbsp;ล้านบาท จะเร่งเจรจากับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยุติข้อปัญหาด้านการออกแบบก่อนลงนามทำสัญญาในเดือน ก.ค.2563&amp;nbsp;หลังจากที่มีปัญหามานาน และไม่สามารถเดินหน้าโครงการได้,&amp;nbsp;โรงแรมร้อยชักสาม วงเงินลงทุน&amp;nbsp;1,600&amp;nbsp;ล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเร็วๆ นี้,&amp;nbsp;ศูนย์ราชการโซน&amp;nbsp;C&amp;nbsp;วงเงินลงทุน&amp;nbsp;30,000&amp;nbsp;ล้านบาท ที่ได้ผู้ออกแบบโครงการแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้าง ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47097</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, ที่ราชพัสดุ, ส่วนราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d9406312d9cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยอะ!ขอเกินกรอบงบฯ63 ‘ครม.’ตีกลับไปทำมาใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.โยนส่วนราชการเกลี่ยขอใช้งบปี 2563 หลังพบคำขอสูงลิ่ว 5.09 ล้านล้านบาท จากกรอบงบประมาณรายจ่ายแค่ 3.2 ล้านล้านบาท &amp;ldquo;ศึกษาธิการ-มหาดไทย&amp;rdquo; แชมป์ขอใช้เงินสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามที่สำนักงบประมาณรายงานเกี่ยวกับรายละเอียดคำขอ และจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 ให้เป็นไปตามแนวทางการจัดทำงบประมาณ โดยพบว่า ส่วนราชการได้ส่งคำของบประมาณทั้งสิ้น 5.09 ล้านล้านบาท จากกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท โดยเป็นงบกลาง 5.18 แสนล้านบาท พร้อมทั้งได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงและส่วนราชการทั้งหมด กลับไปปรับรายละเอียดแผนการใช้งบประมาณให้เหมาะสม โดยในเดือน ต.ค.2562 จะมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย 2563 ให้ ครม. พิจารณา และคาดว่าจะสามารถเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาได้ภายในปลายปีนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในช่วงต้นปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการจัดทำงบประมาณ ให้คำนึงถึงประมาณการรายรับและฐานะทางการคลังของประเทศ ความจำเป็นในการดำเนินภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายสำคัญของรัฐบาล ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านกลไกบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ มิติกระทรวง/หน่วยงาน มิติบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ และมิติบูรณาการเชิงพื้นที่ โดยได้พิจารณาถึงความจำเป็น เร่งด่วน ความครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ศักยภาพของหน่วยงาน ความพร้อมในการดำเนินงานและขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง วงเงิน 4.28 แสนล้านบาท คิดเป็น 13.4% ของงบประมาณรายจ่าย 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 3.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 11.8% ของงบประมาณรายจ่าย 3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ วงเงิน 5.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 17.9% ของงบประมาณรายจ่าย 4.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม วงเงิน 7.66 แสนล้านบาท คิดเป็น 23.9% ของงบประมาณรายจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วงเงิน 1.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของงบประมาณรายจ่าย 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ วงเงิน 5.04 แสนล้านบาท คิดเป็น 15.8% ของงบประมาณรายจ่าย และ 7. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ วงเงิน 4.31 แสนล้านบาท คิดเป็น 13.5% ของงบประมาณรายจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พบว่าส่วนราชการที่มีคำขอใช้งบประมาณสูงที่สุด ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 3.68 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 3.53 แสนล้านบาท, กระทรวงการคลัง วงเงิน 2.49 แสนล้านบาท, กระทรวงกลาโหม วงเงิน 2.33 แสนล้านบาท, รายจ่ายทุนหมุนเวียน วงเงิน 1.89 แสนล้านบาท, กระทรวงคมนาคม วงเงิน 1.78 แสนล้านบาท, &amp;nbsp;รัฐวิสาหกิจ วงเงิน 1.56 แสนล้านบาท, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท, กระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 1.38 แสนล้านบาท และส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมของนายกรัฐมนตรี วงเงิน 1.32 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงสร้างงบประมาณปี 2563 พบว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 17.9% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทจากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแบ่งเป็น งบรายจ่ายประจำ วงเงิน 2.39 ล้านล้านบาท คิดเป็น 74.8% ต่องบประมาณ เพิ่มขึ้น 1.19 แสนล้านบาทจากปีก่อน, รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 6.27 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ต่องบประมาณ, รายจ่ายลงทุน วงเงิน 6.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 20.5% ของงบประมาณ เพิ่มขึ้น 6.66 พันล้านบาทจากปีก่อน และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ วงเงิน 8.91 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของงบประมาณ เพิ่มขึ้น 1.09 หมื่นล้านบาทจากปีก่อน โดยคาดว่าจะมีรายได้ 2.73 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15.3% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 1.81 แสนล้านบาทจากปีก่อน และเป็นวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 4.69 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.6% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้น 1.9 หมื่นล้านบาทจากปีก่อน โดยกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ วงเงิน 7.11 แสนล้านบาท ภายใต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 17.83 ล้านล้านบาท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44955</URL_LINK>
                <HASHTAG>5.09 ล้านล้านบาท, งบปี 2563, มหาดไทย, รอบงบประมาณรายจ่าย, ศึกษาธิการ, ส่วนราชการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190903/image_big_5d6e82ac312f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2019 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดกฎหมายตำรวจ3ฉบับรวด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.2562 &amp;ndash; ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงและประกาศที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 ฉบับรวด โดยในราชกิจจานุเบกษาฉบับกฤษฎีกา ประเภท ก. มี 2 เรื่องประกอบด้วย กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2562 (ดูรายละเอียด http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/012/T_0001.PDF) และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2562 (ดูรายละเอียด &amp;nbsp;http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/012/T_0006.PDF)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฉบับประกาศและงานทั่วไป ประเภท ง.มีประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหน่วยงานและเขตอำนาจการรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่การปกครองของส่วนราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2562 (ดูรายละเอียด &amp;nbsp;
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/024/T_0001.PDF)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27596</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, ประกาศ, ราชกิจจานุเบกษา, สตช., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ส่วนราชการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
