<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หญิงชาวจีนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายแรกในไทย เล่าประสบการณ์เฉียดตาย ชื่นชมจนท.การแพทย์ไทยดูแลดีมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ม.ค.63- เว็บไซต์ cjrbapp.cjn.cn/ ประเทศจีน เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นางหลี่เหว่ยอายุ 61 ปี (ที่เป็นนามแฝง) &amp;nbsp;หญิงนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ 2019 &amp;nbsp;รายแรกที่พบในประเทศไทย และทางการไทยได้รักษาหาย จนกลับประเทศ ล่าสุดนางหลี่เหว่ย ได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหลังกลับจากประเทศไทย และออกจากโรงพยาบาลโรคปอดเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ &amp;nbsp;29 ม.ค.เวลา 16.00น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หลี่เหว่ยเล่าว่า ก่อนได้รับการรักษา เธอได้รับการวินิจฉัยในประเทศไทย และการประเมินที่เข้มงวดมาก ก่อนสรุปว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวชาวจีนรายนี้ อาศัยอยู่ในเขต Qiaokou เธอเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมและกลับไปที่อู่ฮั่นหลังได้รับรักษาจนหาย เป็นเวลา 22 วัน ซึ่งเธอให้สัมภาษณ์สื่อจีนว่า เป็น &amp;quot;ช่วงเวลาแห่งชีวิตและความตาย&amp;quot; ที่น่าจดจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการแรกเริ่มป่วย นางหลี่เหว่ยเล่าว่า เธอถูกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก่อนที่จะเห็นถนนในกรุงเทพฯ โดยในวันที่ &amp;nbsp;6 และ 7 มกราคม ก่อนถึงเมืองไทย ก็รู้สึกหนาวจริง ๆ และก่อนมาเมืองไทย ได้ไปในที่ชุมชน มีอุณหภูมิร่างกาย 36.3 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น จึงเคลียร์กระเป๋าเดินทางและรู้สึกมีความสุขที่จะได้เดินทางมาประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 8.30 น. ของวันที่ 8 มกราคม เธอมาถึงประเทศไทย โดยมีเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ทั้งหมด 6 คน รวมถึงลูกสะใภ้หลานชายวัย 6 ขวบ ตามกำหนดการทัวร์ จะกลับบ้านในวันที่ 12 ม.ค. ส่วนการวัดอุณหภูมิที่สนามบินอู่ฮั่นในเช้าวันนั้น นางหลีเหว่ยเล่าว่า ปกติดี และมีความรู้สึกความอยากอาหารมาก หิวทันทีที่ขึ้นเครื่องบิน &amp;nbsp;เธอกินไข่ลวกและขนมปัง 3 แผ่นหลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มกินก๋วยเตี๋ยวกล่องใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เวลา 12:30 น. เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เธอรู้สึกมีความสุขมาก แต่อยู่ในอารมณ์นี้ไม่นาน เธอบอกว่าเหมือนมันจะถูกกระแทกร่วงลงด้านล่าง เมื่อเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบินสุวรรณภูมิพบว่าเธอมีไข้ อุณหภูมิ &amp;nbsp;38.5 องศาเซลเซียส แต่เธอไม่ได้กังวลใจ ว่าเป็นโรคปอดบวม &amp;nbsp; แต่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องที่ถูกกักตัว และคิดว่าสนามบินประสาทมาก และขอให้เธอลงทะเบียนและให้กรุ๊ปทัวร์ที่มากับเธอทั้งกลุ่มรออยู่ด้วย จนกระทั่งบ่ายสามโมง รถพยาบาลพาเธอไปที่โรงพยาบาลโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหลี่เหว่ย เล่าว่า เธอและครอบครัวอาลาะวาดในรถพยาบาล ไม่พอใจเพราะยังไม่ได้เห็นถนนในกรุงเทพเลย และรู้สึกโดดเดี่ยวมาก &amp;nbsp;เธอไม่รู้ภาษาอื่น และไม่ชินกับอาหารในไทย ต้องร้องไห้ในโรงพยาบาล แต่เข้าโรงพยาบาลรักษาตัวสักพัก เธอบอกว่าก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ผ่าน WeChat และได้เรียนรู้เกี่ยวกับโรคปอดบวมจากการติดเชื้อ โคโรนาสายพันธุ์ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฉันกลัวตาย ฉันกลัวว่าจะต้องจากไปและร้องไห้มาก ฉันได้รับการฉีดยามากกว่า 20 ชั่วโมงทันทีที่ฉันเข้าโรงพยาบาลและทำการทดสอบหลายครั้งแพทย์และพยาบาลจะให้อาหารและยาตามปกติ และตรวจสอบอุณหภูมิของฉันทุกวันฉันไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหลยกเว้นไข้&amp;quot;นางหลีเหว่ยเล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากการรักษาเป็นเวลาหลายวันอาการของเธอก็ดีขึ้น ในวันที่ 11 ม.ค. ทันใดนั้นแพทย์โรงพยาบาลก็บอกข่าวดีว่า สามารถออกจากโรงพยาบาล &amp;nbsp;สามารถกลับประเทศพร้อมครอบครัวและกลุ่มได้ในวันที่ 12 ม.ค.เธอบอกว่า ตื่นเต้นมากจนน้ำตาไหล ขอบคุณทีมแพทย์ แต่เพียง 10 นาทีต่อมาโรงพยาบาลก็บอกว่า ยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล เธอรู้สึกกลัวมาก คร่ำครวญบนเตียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้กำลังใจ &amp;nbsp;เมื่อเธอสงบลง &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่โรงพยาบาล ก็อำนวยความสะดวกสบายอย่างมาก และดูแลเรื่องอาหารประจำวันของเธอมากขึ้น โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าเธอไม่ค่อยกินอะไร ก็ให้ล่ามมาแปลถามว่าอยากกินอะไร เธอบอกว่าอยากกินข้าวต้ม &amp;nbsp;ทางโรงพยาบาลก็ทำโจ๊กมาให้กิน &amp;nbsp;เธอเล่าอีกว่าเจ้าหน้าที่ดูแลดีมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเจ้าหน้าที่สถานฑูตจีนในไทยมาเยี่ยมเธออีก และพูดคุยกับเธอผ่านลำโพง เพื่อขอให้เธอรักษาตัวต่อ ถ้าหายป่วย จะได้กลับไปจีนทันที ที่อาการดีขึ้น &amp;nbsp;ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจมากขึ้น &amp;nbsp;เริ่มสบายใจขึ้น นอนหลับ และกินได้ &amp;nbsp;ทำให้อาการของเธอดีขึ้นเป็นลำดับ และในวันที่ 18 ม.ค. ได้รับการแจ้งว่าเธอสามารถกลับบ้านได้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการเดินทางกลับประเทศจีน นางหลีเหว่ย เล่าว่า เดินทางในเที่ยวบินตอนเที่ยงคืนของวันที่ 18 ม.ค. และเธอฉันถูกจัดเรียงในแถวสุดท้ายของผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่อง และต้องสวมหน้ากาก แถวหน้าของที่นั่งข้างหน้าเธอบนเครื่องบินโดยสารว่างเปล่าทั้งหมด เป็นการแยกเธอออกจากผู้โดยสารคนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ฉันเข้าใจว่าฉันติดเชื้ออ คืนนี้ฉันตื่นเต้นมากจนฉันไม่ได้หลับตา ฉันไม่ได้หลับเลย บางทีฉันก็ตื่นเต้นเกินไป ฉันคอยมองออกไปนอกหน้าต่างหวังว่าจะได้มาที่หวู่ฮั่นในไม่ช้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางหลี่เหว่ย เล่าอีกว่า เครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิมาถึงสนามบินเทียนเหอ เวลา 7 โมงเช้าของวันที่ 19 มกราคม &amp;nbsp; เธอรู้สึกสบายใจจริงๆ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นสนามบินบ้านตนเอง อุณหภูมิของเธอ ณ สนามบิตอนนั้น คือ 36.6 องศาเซลเซียส ถือว่าปกติ แต่สนามบินก็ส่งรถพยาบาล &amp;nbsp;เพื่อพาเธอไปที่โรงพยาบาลปอดหวู่ฮั่นโดยตรง &amp;nbsp;เธอได้ทำ CT, การทดสอบกรดนิวคลีอิกและการทดสอบเลือดในวันเดียวกันหลังจาก CT และการทดสอบเลือด แพทย์แนะนำให้เธอกลับบ้านและสังเกตอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการทดสอบกรดนิวคลีอิกออกมา โดยเธอได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลปอดบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับการทดสอบกรดนิวคลีอิก และขอให้เธอตรวจสอบ หลังจากการตรวจทาน ก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลอีกครั้งแจ้งให้ฉันทราบว่าการทดสอบกรดนิวคลีอิกนั้นเป็นบวกและต้องเข้าโรงพยาบาลทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอบอกว่า คราวนี้ไม่กลัว และสบายใจมาก เพราะอยู่ในประเทศของเธอ เมืองของเธอ และคนที่เธอรัก รีบถอดเสื้อผ้าและไปโรงพยาบาล &amp;nbsp;หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง ณ โรงพยาบาลหวู่ฮั่นปอดได้รับยาต้านไวรัส โดยการสูดดมออกซิเจนและการรักษาด้วยการสนับสนุนทางโภชนาการมีการทำ CTสแกน ซึ่งผล &amp;nbsp;แสดงว่ารอยโรคในปอดมีการปรับตัว อย่างมีนัยสำคัญ และการทดสอบกรดนิวคลีอิก โดยทีมผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินและปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ฉันเก่งที่สุดในวอร์ดผู้ป่วยหลายคนอิจฉาฉัน เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่นี่ดูแลฉันเป็นอย่างดีและอาหารอร่อยฉันมีความอยากอาหารทุกวัน มันดีทั้งหมด ฉันอ้วนขึ้น 5 ปอนด์ตั้งแต่ฉันกลับมา &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลาประมาณ 4 โมงเย็นของวันที่ 29 ม.ค. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลปอดหวู่ฮั่นหลี่เหว่ยวัย 61 ปีเดินออกจากแผนกกักบริเวณ เธอถือกระเป๋าสองใบออกไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55893</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, หญิงจีนติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในไทย, เว็บไซต์ cjrbapp.cjn.cn/</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e32ac1aaf0f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
