<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นผู้ตรวจส่งศาลชี้สถานะ&#039;สนช.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศรีสุวรรณ&amp;quot; เตรียมยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีสถานะ &amp;quot;สนช.&amp;quot; ถือเป็น ส.ส.-ส.ว.-ข้าราชการการเมืองหรือไม่ ชี้หากเข้าข่าย 219 ส.ว.ที่โหวตให้นั่ง ป.ป.ช.โดนแน่ &amp;quot;สมชาย&amp;quot; ท้าเอาเก้าอี้ 80 สภาสูงเป็นประกัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติแค่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติงานช่วงปฏิวัติเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ลงคะแนนเห็นชอบให้นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี ด้วยคะแนนเห็นชอบ 219 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 12 เสียง และไม่ออกเสียง 8 เสียง ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 26 &amp;nbsp;พ.ค.ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ &amp;nbsp;พ.ศ.2561 มาตรา 11 (18) บัญญัติไว้ว่า กรรมการ ป.ป.ช.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว.และข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการสรรหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า ป.ป.ช.เคยมีความเห็นว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพราะบัญญัติให้ &amp;nbsp;สนช.ทำหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว. จึงมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบ &amp;nbsp;ป.ป.ช. และต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 263 ได้บัญญัติว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ สนช.ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) &amp;nbsp;พ.ศ.2557 ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิก สนช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่ ส.ส.หรือ ส.ว.ตามลำดับตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สมาชิก สนช.สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อนายสุชาติเคยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เป็นสมาชิก สนช.เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 และพ้นจากตำแหน่ง สนช. ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง เมื่อ พ.ค.62 &amp;nbsp;นับถึงปัจจุบันพ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี เท่ากับพ้นตำแหน่งไม่เกิน 10 ปี จึงน่าจะเป็นการขัดต่อลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าว สมาคมฯ จึงเห็นว่าต้องหาข้อยุติ โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองว่า การที่ ส.ว.ให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.2561 มาตรา 11 (18) เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมาคมฯ จะร้องเอาผิด 219 ส.ว.ที่โหวตให้นายสุชาติเป็น ป.ป.ช.ตามครรลองของกฎหมายต่อไป โดยจะไปยื่นเรื่องในวันที่ 4 มิ.ย.นี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.กล่าวเรื่องนี้ว่า ก่อน ส.ว.จะมีการโหวตในวันที่ 26 พ.ค.ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ แต่ยืนยันว่า สนช.ไม่ใช่ ส.ส.และ ส.ว. เพราะ สนช.ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาระหว่างช่วงปฏิวัติ อีกทั้ง สนช.เป็นองค์ประกอบไม่เหมือน ส.ส.และ ส.ว. เพราะอนุโลมให้ข้าราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้พิพากษามาเป็น สนช.ได้ และถือเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส.และ ส.ว. คือห้ามเป็นข้าราชการ อีกทั้ง สนช.ก็ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมืองด้วย เพราะตำแหน่งนี้คือเลขาธิการนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เลขาฯ ประธานรัฐสภา เป็นต้น แต่ สนช.คือเจ้าหน้าที่รัฐมาทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว.เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชายระบุอีกว่า คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยตีความ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีต สนช.และอดีตปลัดกลาโหมยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ น.ส.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามเพราะเคยเป็น สนช.และพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 10 ปี แต่แตกต่างจากคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. เพราะมีประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนจากองค์กรอิสระ ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายตีความ จึงเห็นว่า สนช.ไม่เป็น ส.ส.และ ส.ว. ขณะที่คณะกรรมการสรรหา กสม.ที่มีนายชวน หลีกภัยเป็นประธานนั้น นายชวนก็ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมในการพิจารณากรณี พล.อ.นิพัทธ์ &amp;nbsp;และ น.ส.จินตนันท์ไม่ผ่านคุณสมบัติ จึงเหลือกรรมการสรรหา 8 คน โดยผู้นำฝ่ายค้านไม่ลงคะแนน &amp;nbsp;ส่วนที่เหลือเป็นนักกฎหมาย 2 คนลงคะแนนว่า สนช.ไม่เป็น ส.ส.และ ส.ว. ที่เหลืออีก 5 คนไม่ใช่นักกฎหมายก็ลงมติว่า สนช.ถือเป็น ส.ส.และ ส.ว.ซึ่งเห็นว่าเป็นการตีความผิด &amp;nbsp;
&amp;ldquo;เชื่อว่าต่อไปหากมีการสรรหาองค์กรอิสระอื่นๆ ต่อไป นักกฎหมายต่างๆ ที่อยู่ในกรรมการสรรหาก็จะตีความว่า สนช.ไม่เป็น ส.ส.และ ส.ว. นอกจากนี้ที่ผ่านมา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยวินิจฉัยว่า สนช.ถือเป็น ส.ส.และ ส.ว.ด้วย ทั้งนี้แต่ก็ไม่ปิดกั้นให้ผู้เสียประโยชน์หรือคนที่ยังสงสัยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นกระแสความได้ เพราะ สนช.เป็นองค์กรพิเศษที่ทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว. &amp;nbsp;ผมเรียนตรงๆ วันนี้ผมเป็น ส.ว.และรัฐธรรมนูญ 2560 ก็เขียนห้ามไม่ให้ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญนี้มาเป็น &amp;nbsp;หมายความว่าตั้งแต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา และ ส.ว. 80 คนที่มาจาก สนช.ก็หลุดเก้าอี้เลย หากมีการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วสรุปว่า สนช.เป็น ส.ส.และ ส.ว.ก็ทำให้ทุกคนขาดคุณสมบัติ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้&amp;quot; นายสมชายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปมปัญหาการพิจารณาลักษณะต้องห้ามของคนที่เคยเป็น สนช. แต่พ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 10 ปีไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระนั้น ในขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาและขั้นตอนวุฒิสภาแตกต่างกันเป็นแบบ 2 มาตรฐาน เนื่องมาจากการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์คนละอย่าง อีกทั้งมีลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนผลัดกันเกาหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานแจ้งว่า กรรมการสรรหากรรมการ ป.ป.ช.ที่มีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้ลงมติเมื่อวันที่ 30 ม.ค.เลือกนายสุชาติ และนายณัฐกิจ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ ป.ป.ช.จากผู้สมัคร 8 คน และต่อมาวันที่ 26 พ.ค. ส.ว.ได้ประชุมลับลงมติเห็นชอบให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทำให้หลังจากคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.มีมติเลือกนายสุชาติ พล.อ.นิพัทธ์ได้ตัดสินใจมาสมัครเป็น กสม. ทั้งๆ ที่เคยถูกคณะกรรมการสรรหา กสม.ตัดชื่อออกครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือน ก.ค.62 เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามเพราะพ้นจาก สนช.ไม่ถึง 10 ปี และเมื่อมาสมัครใหม่ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ยืนมติเดิมเมื่อปีที่แล้ว รวมทั้งตัดสิทธิ์ น.ส.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร ผู้สมัครอีกคนเนื่องจากพ้นจาก สนช.ไม่ถึง 10 ปีเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหา กสม.ที่มีความเห็นให้ตัดชื่อ พล.อ.นิพัทธ์ มีจำนวน 10 คน ประกอบด้วย นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา, นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด, นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 3 คน ได้แก่ นางสุนี ไชยรส, &amp;nbsp;นายสมชาย หอมลออ และ ศ.อมรา พงศาพิชญ์, นายถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายฯ, นายสุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข, นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และ ศ.สุริชัย หวันแก้ว อดีตอาจารย์ประจำในสถาบันอุดมศึกษา ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67751</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีสุวรรณ จรรยา, สมชาย แสวงการ, หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200603/image_big_5ed79e252d147.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติโควิด-19 จุดเปลี่ยน ปฏิรูประบบสาธารณสุข    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถอดบทเรียน วิกฤติโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สู่การปฏิรูประบบสาธารณสุข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติสงครามไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มคงที่ในระดับหลักสิบมาได้ร่วมสองสัปดาห์แล้ว แต่หลายฝ่ายก็เห็นตรงกันว่ายังวางใจไม่ได้ ต้องคุมเข้มกันต่อไป ท่ามกลางเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนคลายให้มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บ้าง บนหลักการคือ เป็นการผ่อนปรน ที่ต้องควบคุมการแพร่เชื้อ-การระบาดของโรคโควิดได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์-อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปัจจุบันมีบทบาทการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขภาคประชาสังคม ในฐานะประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มองวิกฤติโควิด-19 ไว้หลายแง่มุมเช่นเห็นว่าในวิกฤติรอบนี้ มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสให้ระบบสาธารณสุขไทย-ประชาชนคนไทย ได้ถอดบทเรียนหลายอย่าง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ภายใต้ทัศนะที่ว่า วิกฤติไวรัสโควิดรอบนี้ไม่น่าจะจบในเวลาอันสั้น แม้ต่อให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มคงที่แล้วก็ตาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นพ.สมศักดิ์ มองว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีการออกมาตรการต่างๆ ที่เข้มข้นเรื่อยๆ ตามสภาพ โดยรวมถือว่ามาถูกทาง แต่ที่ยากคือการทำให้มาตรการที่ออกมามีประสิทธิภาพแต่ได้สมดุล เท่าที่ได้ติดตามฝ่ายต่างๆ ในกลไกรัฐ ก็พยายามมากที่ให้ทุกมาตรการมีสมดุล ด้วยการทำให้มาตรการที่ออกมาเข้มข้น แต่ไม่เป็นการไปฝืนใจ พยายามหาตัวช่วย เพื่อให้มาตรการมันเวิร์ก ที่ต้องยอมรับว่าดีขึ้นเรื่อยๆ มาตรการที่ออกมาเช่น การให้กลุ่มเสี่ยงมาอยู่ใน State Quarantine (การกักกันโรคที่ศูนย์ควบคุมโรคซึ่งหน่วยงานของรัฐจัดตั้งขึ้น) จนถึงการปิดสนามบิน ไม่ให้มีคนเข้า ถือเป็นมาตรการที่ลดความเสี่ยงไปได้ไม่น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม เรื่องโควิด-19 คิดว่าอยู่อีกนาน อย่าไปนึกว่าจะหายไปจากเราง่ายๆ มาตรการต่างๆ ที่ใช้ คงอยู่ต่อไปอีกสักพักใหญ่ และทำให้โจทย์พลิกไปอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ คือคนอาจไม่ได้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคุมสถานการณ์พอได้ แต่คนก็บอก เศรษฐกิจมันแย่แล้ว ทำให้คำถามสำคัญตอนนี้คือ จะผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศใช้ในช่วงนี้เมื่อใด ที่เริ่มมีการถกเถียงกันเยอะขึ้น อย่างเคสที่อู่ฮั่น ประเทศจีน เขาปิดเมืองเป็นเดือน จนคนไข้หายหมดแล้วถึงค่อยเปิดเมือง แต่ก็ยังคงใช้มาตรการต่างๆ อยู่ในการควบคุมดูแล ดังนั้น ช่วงเวลาต่อจากนี้ว่าจะผ่อนคลายหรือลดมาตรการต่างๆ จึงเป็นช่วงที่ยากที่สุดในการตัดสินใจ ว่าจะทำเมื่อไหร่และจะทำแบบไหน&amp;rdquo; อดีตรมช.สาธารณสุขรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้มุมมอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สมศักดิ์-ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวอีกว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลผลักดันออกมา ตัวพิสูจน์ก็คือ จำนวนผู้ติดเชื้อ ซึ่งตัวเลขมันอยู่ที่มาตรการการตรวจ ที่ต้องดูปริมาณคนไข้ คือคนที่ป่วยแล้วมีอาการและป่วยจนเสียชีวิต ตัวเลขของประเทศไทยเวลานี้พบว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวเหมือนหลายประเทศ ที่หมายถึงไทยเราคุมได้พอสมควร การระบาดยังไม่ได้แพร่ไปมาก ที่ถือเป็นข่าวดี แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังต้องตามดูอย่างใกล้ชิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เวลาเราเห็นคนไข้ขึ้นไม่เยอะ ก็จะมีการตีความว่าหมายถึงคนติดเชื้อไม่เยอะ ซึ่งคนติดเชื้อไม่เยอะ ด้านหนึ่งก็เป็นข่าวดี แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นข่าวไม่ค่อยดี มีประเด็นที่ผมว่าทุกคนเห็นตรงกันคือ โรคโควิดยังไงก็ไม่มีทางอยู่ดีๆ หายไป คือพูดง่ายๆ ยังไงก็ต้องมีคนติดเชื้อเยอะ จนกระทั่งภูมิต้านทานในประชากรมันมากพอที่จะช่วยตัดวงจรการส่งต่อ ที่เป็นเรื่องที่คนจะเข้าใจยากพอสมควร อธิบายได้ว่า เช่นยกตัวอย่าง เชื้อโควิดแพร่ได้สองคน คือ คนติดเชื้อหนึ่งคน แพร่ไปได้สองคน โดยในช่วงแรกที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยติดเชื้อเลย มันจะแพร่ด้วยอัตรานี้ แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่มีคนติดเชื้อเยอะพอ อัตราการแพร่เชื้อมันจะลดลง เพราะคนจะมีภูมิต้านทานแล้ว เช่น ผมไปเจอคนที่ไม่เคยติดเชื้อเลยสิบคน สักพักผมไปเจอคนสิบคนเหมือนกัน แต่ว่าในสิบคนนั้นติดเชื้อไปแล้วห้าคน ทำให้โอกาสการส่งต่อเชื้อก็จะลดลง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่โรคมันจะบรรเทาลงไปในที่สุด ถ้ามีคนติดเชื้อมากพอ อันนี้คือธรรมชาติของโรคระบาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า ประเทศอังกฤษก็เคยมีแนวคิดลักษณะข้างต้น? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆ ประเทศในยุโรป อย่างน้อยสองประเทศ อีกประเทศก็เนเธอร์แลนด์ที่ก็โดนต่อว่าเหมือนกันที่พูดเรื่องนี้ แต่จริงๆ ก็ต้อง to be fair กับเขา เพราะเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ไม่ได้ปล่อยให้คนติดเชื้อ แต่ธรรมชาติของการติดเชื้อก็จะเป็นแบบที่บอก ประเด็นก็คือ ประเทศที่พยายามจะไม่ให้การระบาดตัวเลขมันขึ้นเร็ว เพื่อให้ระบบสาธารณสุขรับมือได้ทัน ก็ต้องยอมรับว่าการแพร่เชื้อจะอยู่ยาว ที่ก็จะเป็นข่าวร้ายคือ คนไข้ในโรงพยาบาลไม่ล้น แต่การติดเชื้อก็จะยาว เพราะเราสกัดกั้นไม่ให้คนเจอกัน ส่งต่อเชื้อกัน จึงเกิดคำถามว่า ที่บอกว่าต้องยาว แล้วจะยาวขนาดไหน ในทางปฏิบัติก็อาจต้องมีการทำบางอย่าง เช่น การ test อะไรต่างๆ เช่น เรื่องภูมิต้านทาน ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..ขณะนี้ทุกคนกำลังพยายามหาคำตอบที่ว่า จะผ่อนปรนได้สักแค่ไหน ที่แปลว่าเราอาจไม่ต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนาน มาตรการที่ใช้เข้มข้นก็อาจจะค่อยๆ ลดลง ผมอาจยกตัวอย่างเช่น การห้ามคนออกจากบ้านหลัง 22.00 น. ถึง 04.00 น. เมื่อใช้มาแล้ว ช่วยลดการสัมผัสโรคได้แค่ไหน หากพบว่าไม่เยอะ ก็อาจต้องเลิก แต่อาจไม่จำเป็นต้องเลิก&amp;nbsp; เพราะช่วงสี่ทุ่มถึงตีสี่ก็อาจไม่ได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรมาก คนที่มีธุรกิจในช่วงดังกล่าวที่ประสบความลำบาก ซึ่งถ้ารัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจ ธุรกิจช่วงสี่ทุ่มถึงตีสี่ พูดง่ายๆ เป็นธุรกิจฟุ่มเฟือย ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประชาชน และสร้างโอกาสติดเชื้อเยอะ Spreader ชัดเจน&amp;nbsp; ก็อาจต้องให้ปิดต่อไปอีกยาว หรือสนามมวย และพวกพื้นที่เสี่ยง เช่นที่ทำให้คนไปรวมกลุ่มกันเล่นการพนัน ก็อาจต้องถูกปิด เพราะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร แม้จะเป็นการทำกิจกรรมช่วงกลางวัน ก็อาจต้องปิดต่อไปเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนศูนย์การค้า หากจะเปิดก็ต้องมีมาตรการที่ทำแล้วได้ผลในการลดการแพร่เชื้อ แต่ให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บ้าง ผมเดาว่ารัฐบาลกำลังคิดหามาตรการในการค่อยๆ เพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยใช้หลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าอะไรคือหลักเกณฑ์ที่สำคัญหรือไม่สำคัญ และมีผลต่อการแพร่เชื้อหรือไม่ ซึ่งข้อมูลโดยละเอียดก็ยังบอกไม่ได้ เช่น ปิดโรงเรียน ปิดศูนย์การค้า ปิดตลาด ลดการแพร่เชื้อได้กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจำเป็นต้องมีวิธีการตามสถานการณ์ให้ปรับตัวได้ทัน คือหากลองหย่อนมาตรการลงแล้วผลออกมาไม่ดี ก็ต้องกลับมาเข้มงวดใหม่ บางทีต้องลองผิดลองถูกเหมือนกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- มีการเปรียบเทียบเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างกับเรื่องสาธารณสุข ความเป็นความตายของคน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเราไม่ค่อยให้ค่ากับเรื่องสุขภาพ แต่ให้ค่ากับเงินมากกว่า เช่น บางคนทำงานหนัก ไม่ยอมพักผ่อน เพราะจะได้มีเงิน แต่สถานการณ์โควิดในครั้งนี้บอกอะไรเรา ก็บอกเราว่า สุขภาพสำคัญกว่าเงิน เพราะหากไม่มีชีวิต จะเอาไปทำอะไร ถือเป็นจุดเตือนสำคัญ เพราะทุกคนกลัวว่าตัวเองต้องเป็นคนตาย เลยไม่มีใครยอมเสี่ยง เวลาที่คนทำงานหนัก ไม่พักผ่อน ยังไม่เห็นเรื่องการตาย เพราะเป็นเรื่องของผลการสะสม แต่ครั้งนี้เห็นกันชัดๆ ว่าตายทุกวัน ตายกันเยอะ คนรวยก็ยังตายกัน ทำให้คนกลัว ส่วนหากจะถามว่า หลังจากนี้มนุษย์จะกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากกว่าเงินหรือไม่ ก็เป็นคำถามที่ไม่มีใครกล้าให้คำตอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทุกคนก็หวังว่าวิกฤติครั้งนี้จะทำให้ประเทศและปัจเจก หวนกลับมาคิดเรื่องนี้ใหม่ และอาจไปถึงเรื่องการหาเงินแบบใหม่ เศรษฐกิจแบบใหม่ เช่นเรื่องหลัก เศรษฐกิจพอเพียง เราก็ต้องมาพิจารณากันแล้วว่า ต่อไปนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรที่ไม่จำเป็น รัฐบาลก็ไม่ต้องให้ลำดับความสำคัญในการให้กลับมาแบบเดิมเร็ว แต่ก็จะมีคำถามตามมาว่า พื้นที่ตรงนั้นก็มีคนทำมาหากินจำนวนไม่น้อย แล้วจะให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลุ่มอื่นได้อย่างไร ที่ก็คือ นอกจากดูเรื่องลำดับความสำคัญแล้ว ยังต้องดูด้วยว่าจะเข้าไปช่วยคนที่เดือดร้อนอย่างไร ให้เขามีรายได้ มีชีวิตไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีก sector ผมเชื่อและหวังว่า ต่อไปนี้นโยบายประเทศต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของประชาชนให้มากขึ้น รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพที่เป็นปัญหาเรื้อรังด้วย เช่น เรื่องโรคไม่ติดต่อ เพราะการที่คนเป็นโรคไม่ติดต่อ เป็นการลดกำลังการผลิตของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เมื่อถาม นพ.สมศักดิ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีในกระทรวงสาธารณสุขและอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข ถึงความพร้อมของระบบสาธารณสุขประเทศไทยในการรับมือกับโรคระบาด อย่างเช่น หากอนาคตเกิดมีคนติดเชื้อพุ่งขึ้นจำนวนมาก ระบบบริการสาธารณสุขของไทยรับมือได้เต็มที่แค่ไหน คำถามดังกล่าว นพ.สมศักดิ์ ให้ข้อมูลและความเห็นว่า ถ้าให้ประเมินเร็วๆ หากไปถึงจุดที่มันแย่ลงจริงๆ แม้ตอนนี้เราอาจสบายใจที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเริ่มมีตัวเลขขึ้นช้าๆ แต่หากต่อไปคุมกันไม่ดี แล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อเกิดกลับพุ่งขึ้นมาเร็ว เราก็อาจเจอปัญหาเหมือนกับอีกหลายประเทศก็คือ คนไข้ล้นโรงพยาบาล ถามว่าประเทศไทยมีโอกาสจะเจอกับสถานการณ์แบบนั้นหรือไม่ ยังเป็นคำถามใหญ่ที่เรายังไม่วางใจ เพราะก็ยังมีโอกาสที่คนจำนวนมากจะติดเชื้อพร้อมๆ กันก็ยังเกิดขึ้นได้ ถ้าหากย่อหย่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..ส่วนการเตรียมรับมือหากคนไข้มีจำนวนมาก ก็คิดว่าไม่มีประเทศไหนออกแบบไว้ให้มีบุคลากรเผื่อเอาไว้ อย่าง ตอนนี้ที่มีคนคุยกัน หากมีคนติดเชื้อ 100 คน จะเสียชีวิต 1 คน ซึ่งคนติดเชื้อก็อาจไม่มีอาการ ตัวเลขอาจอยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์ หรือบางคนบอกว่าอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอมีอาการแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์จะมีอาการเบา ส่วนอีก 15 เปอร์เซ็นต์จะมีอาการไม่ค่อยเบา ส่วนอีก 5 เปอร์เซ็นต์ พวกมีอาการหนักและเสี่ยงเสียชีวิต ซึ่งจะมี 1 เปอร์เซ็นต์ที่ตาย ซึ่งถ้าคนไทยติดเชื้อ 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรประมาณ 67 ล้านคน หากคิดง่ายๆ ค่าเฉลี่ยสักประมาณ 12 ล้านคน ซึ่งถ้า 1 เปอร์เซ็นต์ของ 12 ล้าน ก็ 1 แสน 2 หมื่นคน โดยหากคนไทย 20 เปอร์เซ็นต์ ติดเชื้อทั้งหมดภายใน 1 ปี แล้วต้องเสียชีวิตหนึ่งเปอร์เซ็นต์ 1 เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ 1 แสน 2 หมื่นคน โดยพบว่าปัจจุบัน คนไทย เสียชีวิต ปีละประมาณ 5 แสนคน โดยเสียชีวิตด้วยความรุนแรงแตกต่างกัน บางคนก็นอน รพ.นาน แต่บางคนก็ไม่ได้นอน รพ. แต่ 1 แสน 2 หมื่นคนคือผู้อาจเสียชีวิต ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏว่า กว่าจะเสียชีวิตสู้กันเกิน 10 วันทั้งนั้น ที่ก็คือ คนไทยก็จะเสียชีวิต เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 ใน 4 จากที่เสียชีวิตกันปีละประมาณ 480,000-500,000 คน และจะมีคนเสียชีวิตเพิ่มอีกปีละเกือบ 1 แสน 2 หมื่นคนจากโรคเดียว ซึ่งในทางปฏิบัติก็อาจไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่อันนี้คิดแบบง่ายๆ เพราะบางคนที่อาจจะเสียชีวิตจากโรคอื่นก็อาจมาเสียชีวิตจากโรคนี้แทน แต่ที่แน่ๆ 1 แสน 2 หมื่น กินเตียงนานมาก เพราะต้องการเตียงดูแล ที่เขาก็มีวิธีคำนวณจำนวนวันที่ต้องใช้เตียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภาระมันคงเยอะ ก็ต้องมีการปรับตัว ซึ่งการจะปรับตัวได้ &amp;quot;คน&amp;quot; จะเป็นข้อจำกัด การเพิ่มเตียงคนไข้-เพิ่มห้องปลอดเชื้อคงไม่ยาก แต่คน (บุคลากรทางการแพทย์) จะเป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะเพิ่มคนทำได้ยาก เพราะอย่างหลายประเทศก็เริ่มเห็นมีการเกณฑ์หมอที่ไม่ได้เป็นหมอโรคปอดไปรักษาโรคปอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- มองว่า หากถึงขั้นวิกฤติหนักสุดจริงๆ สำหรับประเทศไทยจะเจอกับอะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิกฤติหนักสุดก็คือ จะอยู่ในสภาพคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากถามว่าเราสบายใจได้หรือยังว่าเราพ้นจุดนั้นมาแล้ว ซึ่งหากดูจากตัวเลขเราก็ยังมั่นใจไม่ได้ เพราะตัวเลขปัจจุบันยังบอกว่าเรายังติดเชื้อไม่เยอะ ก็แปลว่าเรายังมีเหลือคนติดเชื้อเยอะ ก็เป็นมุมมองของผมในเรื่องโอกาสจะเกิดการติดเชื้อสูงจนภาระมันจะรับไม่ไหว ซึ่งผมก็คิดว่ายังมีโอกาสอยู่ แต่หากว่ามาตรการที่เราทำแล้วออกมาดีโดยไม่ได้ย่อหย่อนเร็ว ไม่ประมาท ค่อยเป็นค่อยไป ถ้าจะเปิดอะไรต่างๆ ก็ค่อยๆ เปิด เราก็อาจไม่เจอกับสถานการณ์แบบนั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สมศักดิ์-ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มองประเด็นเรื่องวิกฤติโควิด-19 กับระบบสาธารณสุขประเทศไทยว่า เหตุการณ์โควิด-19 ครั้งนี้มันตั้งโจทย์สำคัญทางสาธารณสุขให้กับเรา คือ ทำอย่างไรต้องไม่ให้ระบบบริการสาธารณสุขมันล่ม ซึ่งการแก้ปัญหาไม่ให้ระบบบริการมันล่ม นอกจากการไปเพิ่มความสามารถแล้วยังนำไปสู่การหาวิธีให้บริการแบบใหม่ พูดง่ายๆ คนไข้เดิมก็หาวิธีการแบบใหม่ ส่วนคนไข้ใหม่ก็หาวิธีการสู้กับโรคให้ได้ ซึ่งในส่วนของคนไข้เดิมที่ต้องหาวิธีการแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มันนำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า การตั้งคำถามที่สำคัญ คืออะไรที่เรียกว่าสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านดูแลตัวเองได้ อะไรที่ทำให้เขาต้องมาสถานบริการทางสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สถานการณ์เวลานี้มันทำให้เราต้องมาเริ่มคิดเรื่องพวกนี้ จากเดิมที่ไม่ค่อยคิดกันมากในเรื่องเหล่านี้ คือ คนไข้ก็บอก จะให้มาดูแลตัวเองทำไม หากไปพบหมอได้ก็จะเดินทางไป กับประเด็นที่สองคือเรื่อง หน่วยบริการ ในระดับโครงสร้างที่มีหลายระดับต้องช่วยกัน จากที่เคยใช้วิธีการแบบ &amp;quot;ส่งต่อคนไข้&amp;quot; ที่ระบบส่งต่อดูแลคนไข้พบว่าไม่ค่อยสมูธเท่าไหร่ เพราะมันสะท้อนวิธีการจัดการกับคนไข้ในและคนไข้นอก ที่กำลังเป็นโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรไม่ให้คนไข้นอกก็ไม่มาก คนไข้ในก็ไม่เยอะ จะได้มีเตียงเผื่อไว้รับคนไข้อาการหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หลังจากสถานการณ์เวลานี้ ต่อไปนี้คงทำให้หน่วยบริการสาธารณสุขของเราจะต้องออกมาคิดเรื่องพวกนี้ เช่น คนไข้ที่เคยต้องเดินทางไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศูนย์ ซึ่งประเทศไทยมีแค่ประมาณ 14-15 แห่ง ไม่ได้มีทุกจังหวัด คนจำนวนหนึ่งก็จะวิ่งไปโรงพยาบาลศูนย์ โดยที่ก็ยังมีโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน แต่รอบนี้โรคมันระบาดทำให้คนไข้หนักจะไปอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ ก็ทำให้คนไข้จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ป่วยโควิดฯ ก็ไม่อยากไปที่โรงพยาบาลศูนย์แล้ว แพทย์ก็บอกว่าก็ดี เพราะไม่อยากให้มาตั้งนานแล้ว รอบนี้ก็เลยเป็นโอกาสที่จะได้จัดความสัมพันธ์ใหม่ แต่โอกาสแบบนี้ มันต้องไม่เกิดจากความกลัว แต่ต้องอยู่บนความเชื่อมั่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ-อดีต รมช.สาธารณสุข ย้ำว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะได้ออกแบบระบบให้ประชาชนไปรับบริการสาธารณสุขที่ใกล้บ้านที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยความเชื่อมั่น หากเราแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า เช่น คนไข้กลัว ไม่อยากมาโรงพยาบาลศูนย์ ก็เลยบอกไม่ต้องมา จะส่งยาไปให้ แล้วก็รอๆ ไป อาการดีขึ้นค่อยมาเจอกัน คนไข้ก็จะอยู่ในสภาพที่กังวลมากว่าจะได้การบริการทางสาธารณสุขที่ดีหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ยังได้ไปเจอหมอที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปเจอแล้ว ก็เป็นโอกาสที่จะได้บอกกับคนไข้ว่า ทุกอย่างยังดีอยู่เพราะการตรวจต่างๆ เช่น ตรวจเลือด ความดันก็ยังตรวจได้ คนไข้จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล และหลายโรคก็สามารถปรับพฤติกรรมได้ เช่น โรคเบาหวาน ก็ปรับพฤติกรรมการกิน คนไข้จะได้ไม่ต้องเดินทางมาทั้งที่ รพ.เล็กหรือ รพ.ใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ จึงทำให้ได้มีโอกาสคิดทบทวนหลายเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเรื่องของสาธารณสุข จากสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็จะทำให้มีการคิดใหม่ในเรื่องพฤติกรรมการดูแลตัวเอง ที่น่าจะทำให้มีโอกาสทำให้เข้มข้นขึ้นและมีคุณภาพ และเรื่องความร่วมมือในหน่วยบริการสาธารณสุขในระดับต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นได้ว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพดี ทำให้ประชาชนไม่ต้องมีภาระมาก ไม่ต้องเดินทางไกล มันคือโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;- สามารถใช้วิกฤติโควิด-19 นำมาสู่การปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศไทยได้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช่ ต้องใช้อีกคำว่า &amp;quot;มาปรับความสัมพันธ์ใหม่&amp;quot; ระหว่างชาวบ้านกับหน่วยบริการ และปรับความสัมพันธ์ใหม่ระหว่าง หน่วยบริการสาธารณสุขด้วยกันเอง ตั้งแต่ระดับตำบล-อำเภอ ขึ้นไปจนถึงระดับจังหวัด พวกโรงพยาบาลศูนย์เวลานี้จึงถือเป็นโอกาสที่จะมาออกแบบความสัมพันธ์ใหม่เพื่อทำให้เกิดคุณภาพ ประชาชนเกิดความมั่นใจในการรับบริการสาธารณสุข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;เหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องถือเป็นโอกาสสำคัญในการที่จะปรับเรื่องต่างๆ อย่างน้อย 3 เรื่อง 1.วิธีการให้การบริการทางสาธารณสุข เพื่อจะได้ไม่ต้องลำบากกับทุกฝ่ายที่ใช้ทรัพยากรมาก ชาวบ้านก็ลำบาก 2.เรื่องกลไกนโยบายสาธารณะ ก็จะเป็นโอกาสในการสร้างและกำหนดกลไกนโยบายในการสร้างความรู้ และบริหารนโยบายอย่างมีส่วนร่วม 3.คือ เป็นโอกาสที่เราน่าจะมาทบทวนเรื่องระบบเศรษฐกิจและรูปแบบเศรษฐกิจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เพราะอย่างในบทความของ World Economic Forum เขาตั้งคำถามเลยว่า วิกฤติโควิด-19 ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่า ระบบเศรษฐกิจแปลว่าอะไร โดยเขาบอกว่าเราไปให้ความสำคัญกับมูลค่าเงิน-ทองมากเกิน ทั้งที่เงินทองที่ได้มา อาจไม่ได้ส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมเลย อย่างคนที่มีหน้าที่ อยู่ตรงกลาง มีรายได้มาก แต่ชาวนาที่ผลิตอาหาร กลับมีรายได้ต่ำ ทั้งที่อาหารมีความสำคัญ และคนที่ทำงานด้านสาธารณสุขก็ไม่มีใครอยากทำ เพราะยากลำบาก เงินเดือนก็ไม่สูง ทุกคนก็อยากไปทำงานเงินเดือนสูงกันหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มันจึงเห็นชัดว่าต่อไปรัฐต้องเข้ามาดูแลให้ระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ มีความหมายอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยตอนนี้ต้องกลับมาคิดว่าเป็นโอกาสที่จะกลับมาคิดเรื่องรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศผลิตอาหาร ซึ่งอาหารสำคัญที่สุด แต่ที่ผ่านมาเราได้ส่งเสริมดีพอหรือยัง จนไม่ใช่ว่าอนาคตจะเป็น sector ที่หายไปเลย ทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดึงโปรย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1หน้า 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..เรื่องโควิด-19 คิดว่าอยู่อีกนาน อย่าไปนึกว่าจะหายไปจากเราง่ายๆ มาตรการต่างๆ ที่ใช้ คงอยู่ต่อไปอีกสักพักใหญ่...ต่อไปนี้นโยบายประเทศต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของประชาชนให้มากขึ้น..เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสในการสำคัญที่จะปรับเรื่องต่างๆ อย่างน้อย สามเรื่อง 1.วิธีการให้การบริการทางสาธารณสุข 2.เรื่องกลไกนโยบายสาธารณะ 3.ทบทวนเรื่องระบบเศรษฐกิจและรูปแบบเศรษฐกิจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63551</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์, หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200418/image_big_5e9af02845f20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563</HEADLINE>
                <CONTENT></CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56756</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200209/image_big_5e40207c888fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวแปลงเพศตกโรงแรมดับเชื่อฆาตกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาวแปลงเพศดิ่งชั้น 7 โรงแรมดังเป็นศพ หนุ่มตุรกีที่อยู่ด้วยกันอ้างผู้ตายขโมยเงินระหว่างตัวเองอาบน้ำ จึงออกมาต่อว่าจนอีกฝ่ายฆ่าตัวตาย แต่พ่อแม่และเพื่อนสนิทชี้พิรุธ เชื่อถูกฆาตกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 23.10 น. วันที่ 7 มกราคมนี้ ร.ต.ท.พงศธร โพธิ์ทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.ป่าตอง รับแจ้งจากศูนย์วิทยุป่าตองว่ามีคนตกจากที่สูงเสียชีวิต ที่โรงแรมนารายาภูเก็ต ดีวาน่า ถนนราษฎร์อุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.เจษฎา แสงสุรีย์ รอง ผกก.สอบสวน, พ.ต.ท.นฤบดินทร์ ปังหลีเส็น รอง ผกก.สส. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต บริเวณข้างโรงแรมพบศพนายอภิญโญ แก้วขาว อายุ 28 ปี ที่อยู่ 84 หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา เป็นสาวแปลงเพศ สภาพนอนคว่ำหน้า สวมเสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้นสีดำ สภาพคอหัก หน้าตาเละ เจ้าหน้าที่จึงนำศพชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลป่าตอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่เกิดเหตุพบนายรามาซาน อัคพินาร์ (RAMAZAN AKPINA) สัญชาติตุรกี และ น.ส.ปริศนา (สงวนนามสกุล) เพื่อนสาว สอบสวนได้ความว่า ผู้ตายเปิดห้องอยู่บริเวณชั้น 7 ห้องหมายเลข 1711 อยู่กับนายรามาซาน และทราบว่าผู้ตายได้กระโดดลงมาจากห้องหมายเลข 1709 ซึ่งเป็นห้องของนางสาวปริศนาที่อยู่กับชาวตุรกีอีก 1 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบไม่พบร่องรอยการรื้อค้นในห้องแต่อย่างใด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรามาซาน อัคพินาร์ ให้การว่า เดินทางมาเที่ยวซอยบางลา ต.ป่าตอง กับเพื่อนชาวตุรกีอีก 1 คน โดยตนได้พบกับผู้ตาย ส่วนเพื่อนได้พบกับผู้หญิงอีก 1 คน จากนั้นนัดเปิดห้องที่เกิดเหตุ ขณะที่ตนเข้าไปอาบน้ำได้ยินเสียงเหมือนผู้ตายรื้อกระเป๋าและใช้คีย์การ์ดเปิดออกจากห้องเหมือนจะหลบหนี ตนจึงวิ่งออกมาจากห้องน้ำและต่อว่าผู้ตาย จากนั้นผู้ตายได้เคาะประตูห้องของเพื่อนตนที่อยู่ติดกัน และเข้าไปภายในห้องเพื่อคุยกับหญิงสาวชาวไทย ในระหว่างนั้นเพื่อนชาวตุรกีได้เดินลงมาที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง ทำให้ในห้องดังกล่าวมีตนและหญิงสาวชาวไทยและผู้ตายรวม 3 คน ผู้ตายก็เดินไปเดินมาในห้อง ก่อนจะเปิดประตูห้องด้านหลัง แล้วหันมาจับมือกับหญิงสาวที่อยู่ในห้อง บอกว่า &amp;ldquo;พี่ไปก่อน&amp;rdquo; แล้วเดินไปที่ระเบียงกระโดดลงมาเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายทวี แก้วขาว อายุ 64 ปี และนางอำพัน แก้วขาว อายุ 62 ปี พ่อแม่นายอภิญโญผู้ตาย เข้าพบ พ.ต.ท.เจษฎา แสงสุรีย์ รอง ผกก.สอบสวน สภ.ป่าตอง ไม่เชื่อว่าลูกจะฆ่าตัวตาย เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรม เพราะที่ผ่านมาลูกไม่เคยมีความเครียดอะไร ก่อนตายในวันเกิดเหตุเวลา 21.30 น. ลูกก็ยังโอนเงินให้แม่ 3,000 บาท โดยลูกไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คอยช่วยเหลือครอบครัว เป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นที่รักของญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ไม่เชื่อว่าจะขโมยเงินนักท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เพื่อนสนิทของผู้ตายก็บอกว่า ไม่เชื่อผู้ตายจะฆ่าตัวตาย เพราะผู้ตายเป็นคนรักตัวเอง กลัวความสูง และไม่มีความเครียด แถมผู้หญิงที่อยู่ในห้องเกิดเหตุก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และที่ทราบข่าวว่าผู้ตายไปจับมือแล้วพูดว่า พี่ไปก่อนนะ นั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ซึ่งอยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และทำคดีให้กระจ่าง เพื่อความสบายใจของทั้ง 2 ฝ่าย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวี แก้วขาว, พ.ต.ท.เจษฎา แสงสุรีย์, ร.ต.ท.พงศธร โพธิ์ทอง, รามาซาน อัคพินาร์, หนังสือพิมพืไทยโพสต์, อำพัน แก้วขาว, โรงแรมนารายาภูเก็ต ดีวาน่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200108/image_big_5e15d6de118cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งยาเผาสาว น้องผัวตัวการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แก๊งค้ายาในหมู่บ้านรุมซ้อมสาวใหญ่วัย 50 ปี จุดไฟเผาคาขนำอาการปางตาย แค้นแอบนำยาไอซ์ไปเผาทิ้ง ตำรวจเผยรู้ตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นเป็นน้องชายของสามีผู้เสียหาย เผยขณะนี้ยังให้การไม่ได้ ต้องนอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดสงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุหญิงสาวคนหนึ่งถูกรุมซ้อมและจุดไฟเผาอย่างโหดเหี้ยมจากการเข้าไปรู้เห็นเรื่องยาเสพติดและแอบนำไปเผาทิ้ง สร้างความโกรธแค้นให้กับแกงค้ายา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ขนำภายในซอยถนนสายบ้านต้นหยี หมู่ 11 บ้านโคกเมา ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือนางมาลัย ชุมประมาณ อายุ 50 ปี หรือจอย ขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้การได้ โดยถูกไฟเผาบริเวณใบหน้าและลำตัวจนผิวหนังพุพอง ยังอยู่ในห้องปลอดเชื้อ และตามร่างกายมีร่องรอยถูกซ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีนี้จาก ร.ต.อ.สมชาย แซ่จิ๋ว รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางกล่ำ เจ้าของคดี โดยเปิดเผยว่า คดีนี้ตำรวจได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลหาดใหญ่เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 1 ธันวาคม จึงได้ไปดูคนเจ็บที่โรงพยาบาลทันที แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถสอบปากคำได้เนื่องจากอยู่ในห้องปลอดเชื้อ รวมทั้งได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุแล้วเช่นกัน และรู้ตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้วซึ่งมี 4-5 คน เป็นวัยรุ่นที่อาศัยอยู่รอบๆ จุดเกิดเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและเรียกตัวมาสอบสวน ส่วนสาเหตุบอกได้เพียงว่ามาจากเรื่องยาเสพติด ส่วนรายละเอียดในเชิงลึกยังไม่ขอเปิดเผย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุและสอบถามชาวบ้านในพื้นที่บ้านโคกเมา พบว่าที่เกิดเหตุเป็นขนำสภาพเก่า สร้างด้วยไม้มุงด้วยสังกะสี ภายในขนำยังมีร่องรอยถูกไฟไหม้ทั้งที่นอนหมอนมุ้งและเสื้อผ้า และภายในอยู่ในสภาพรกรุงรัง ไม่มีใครอยู่ จากการสอบถามชาวบ้านรอบๆ จุดเกิดเหตุกลับพบพิรุธ เพราะต่างปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์เผาเกิดขึ้นและปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางคนที่พอจะทราบเรื่องนี้ต่างยืนยันว่าเกิดเหตุขึ้นจริง โดยเล่าว่า ในคืนเกิดเหตุช่วงตี 2 ได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทจากภายในขนำและเกิดไฟไหม้ขึ้น ซึ่งนางมาลัยได้วิ่งหนีลงจากขนำไปเกือบ 1 กิโลเมตร ไปนอนอยู่ท้ายรถกระบะของชาวบ้านคนหนึ่ง กระทั่งเวลา 6 โมงเช้า เจ้าของบ้านออกมาเห็นนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพที่ถูกไฟไหม้และทรมาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่นางมาลัยถูกซ้อมและถูกจุดไฟเผานั้น มีรายงานว่ามาจากเรื่องยาเสพติด เนื่องจากนางมาลัยได้พบเห็นการนำยาไอซ์มาซุกซ่อนไว้แถวบ้านเพื่อเตรียมขายต่อ แต่นางมาลัยได้แอบนำยาไอซ์ซึ่งมีน้ำหนัก 3 ขีดไปเผาทิ้ง สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ค้ายาเป็นอย่างมาก จึงนำมาซ้อมที่ขนำเพื่อให้ชดใช้ค่ายาไอซ์ แต่น่าจะมีอาการเมายาจึงราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่ก่อเหตุ ทราบว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในละแวกขนำของนางมาลัย และหนึ่งในนั้นเป็นน้องชายของสามี ขณะเกิดเหตุ รวมถึงหลังเกิดเหตุจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งหรือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของนางมาลัย ชาวบ้านบอกว่าน่าสงสารมาก เป็นคนจังหวัดพะเยา มีฐานะยากจน ลูกๆ สี่คนแยกย้ายไปมีครอบครัวหมดแล้ว นางมาลัยอยู่บ้านเลี้ยงหลานเพียงลำพัง เพราะสามีติดคุกคดียาเสพติด บางวันก็เดินเก็บของเก่าขายประทังชีวิต.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51801</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาลัย ชุมประมาณ, ร.ต.อ.สมชาย แซ่จิ๋ว, หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191204/image_big_5de7b7bdb24c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 01 ธันวาคม 2562</HEADLINE>
                <CONTENT></CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51484</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพืไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191130/image_big_5de27c380bc84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กู้รถไฟไทย-จีน ใช้เงินสกุลUS เซ็นสัญญาสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจ ย้ำทุกฝ่ายดูแลคนรายได้น้อย-ปานกลาง เร่งรัดเบิกจ่ายงบท้องถิ่น จ่อคลอดมาตรการกระตุ้นเพิ่ม ประคองจีดีพีไม่ให้หลุดกรอบ ไฟเขียวเงินกู้รถไฟไทย-จีนใช้ดอลลาร์สหรัฐ ตั้งเป้าเซ็นสัญญาปลายปีนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องพิจารณาในกรอบกว้างด้วย นอกเหนือจากกิจกรรมที่มีอยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อเดินหน้าไปทั้งการสร้างความเข้มแข็ง การดูแลผู้มีรายได้น้อย หรือผู้มีรายได้ปานกลาง และต้องทำในทุกมิติ ซึ่งได้ให้แนวทางไปแล้วว่า คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีที่มาจากหลายส่วนและหลายพรรคการเมือง จึงย้ำทุกครั้งว่าการทำงานทุกครั้งอยู่ในกรอบของรัฐบาล ซึ่งทุกหน่วยงานต้องนำนโยบาย คำสั่งการ หรือมติของที่ประชุมไปขับเคลื่อน นอกเหนือจากงานประจำของส่วนราชการและกระทรวงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ข้อสำคัญอีกอย่างคือ สังคมรอความหวัง รอสิ่งที่รัฐบาลทำ จึงอย่าลืมว่าสิ่งที่ต้องทำวันนี้ต้องทำคู่ขนานกันไป ทั้งเรื่องในปัจจุบันที่เป็นปัญหาความเดือดร้อน รวมถึงการสร้างอนาคตไปด้วยกัน ทั้งด้านการเกษตร การลงทุนและอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้จ่ายโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายระดับล่างให้มากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการ ครม.เศรษฐกิจ แถลงว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เกี่ยวกับแผนการเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจ ช่วงสุดท้ายของปี 62 ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายวงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีก 115,552 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของกลุ่ม บมจ.ปตท. และบริษัทลูกกว่า 67,000 ล้านบาท รวมทั้งยังมอบหมายให้กระทรวงต่างๆ หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ปี 62 ขยายตัวสูงกว่าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินไว้ที่ 2.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลรายงานภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 ปี 62 แม้จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 62 แต่ไม่สามารถขยายตัวได้ตามคาดไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากปัญหาสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ปัญหาเบร็กซิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ช่วงที่เหลือ 5 สัปดาห์นี้ จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมทั้งยังเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดบางจุดในหลายพื้นที่ให้เบิกจ่ายได้ตามแผน ซึ่งจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง&amp;quot; นายกอบศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานการประชุมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ทั้งการผลักดันรัฐวิสาหกิจเร่งลงทุน หากพบว่าอุปสรรคจุดใดที่ทำให้การเบิกจ่ายงบล่าช้าก็ต้องเร่งแก้ไข เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ล่าช้า รถไฟทางคู่นครปฐม-ชุมพร โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง รถไฟสายสีแดงอ่อน ระบบขนส่งทางรางในกรุงเทพฯ รวมทั้งยังสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมาตรการขับเคลื่อนการลงทุนจากในประเทศเพิ่มเติม นอกเหนือจากการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงานจากการกระทรวงคมนาคม และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับโครงการรถไฟไทย-จีน หรือรถไฟความเร็วสูง ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท ในส่วนของสัญญา 2.3 ซึ่งเป็นงานระบบ วงเงิน 50,633 ล้านบาท จะให้กู้เงินในรูปของดอลลาร์สหรัฐ แทนการกู้เงินในรูปของเงินบาท เนื่องจากประเมินว่าคุ้มค่ามากกว่า แต่จะต้องไปหารือร่วมกับรัฐบาลจีนอีกครั้ง เพราะไม่ได้สรุปว่าจะมีการกู้เงินจากแหล่งใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบสกุลเงินที่จะใช้ในการกู้เงินเพื่อชำระค่าใช้จ่ายในสัญญา 2.3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร มูลค่าสัญญา 50,633.5 ล้านบาท ในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาทแล้ว โดยเห็นควรให้กู้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพราะสามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ามากำกับการเบิกจ่ายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งเงินกู้ที่จะกู้ในส่วนสัญญา 2.3 แบ่งสัดส่วนเป็นแหล่งเงินกู้ในประเทศ 85% และต่างประเทศ 15% มีดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 1.5-1.6% และจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 26 พ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือประสานไปยังนายนิ่ง จี๋เจ๋อ รองประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เพื่อนัดประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 28 เพื่อสรุปผลการหารือ และเร่งดำเนินการลงนามสัญญา 2.3 ภายในปีนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, ครม.เศรษฐกิจ, ดูแลคนรายได้น้อย-ปานกลาง, รถไฟไทย-จีน, หนังสือพิมพืไทยโพสต์, เร่งรัดเบิกจ่ายงบท้องถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191122/image_big_5dd7f2e225b63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
