<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 18:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 18:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลาเมืองจีนกลับถิ่นญวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt; 
บัสทางไกลข้ามประเทศกับสองหนุ่มโชเฟอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟ้ามืดสนิทพอดีตอนที่ผมกลับออกมาจากอุทยานภูเขาชิงชิ่ว ปวดส้นเท้าและหมดเรี่ยวแรงจะแวะที่ไหนอีก นั่งรถไฟใต้ดิน 2 ต่อไปโผล่ที่สถานี Macun เดินไปยังตึก Nanhu No.6 เข้าร้านสะดวกซื้อ หยิบขนมมาหลายห่อพร้อมด้วยเหล้าจีน 1 ขวดเล็ก นี่คือมื้อค่ำสิ้นคิดของวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 12 เดินเข้า South Face Hostel อาบน้ำเสร็จแล้วหอบขนมและเหล้าจีนขวดขนาด 220 มิลลิลิตรมาที่โต๊ะอาหารรวมของโฮสเทล เด็กวัยรุ่นสองสามคน-แขกประจำของโฮสเทลนั่งทำการบ้านกันอยู่บนโต๊ะ คืนนี้เทรซี่-เจ้าของโฮสเทลนอนค้างที่นี่ เธอนำกับข้าว 4 จานมาวาง เป็นผัดผักทั้งหมด นั่งกินกับข้าวสวย มีเพียงสาววัยรุ่นตัวสูงร่วมแจม เทรซี่หันมาเอ่ยปากชวนผมกินข้าวแล้วเดินเข้าครัวไปหยิบถ้วยและตะเกียบมาให้ ผมเกรงใจคีบตักมานิดๆ หน่อยๆ กินเหมือนนก แต่กินไปกินมารู้สึกว่าอร่อย สองสาวเลิกกินไปแล้วผมก็ยังจิกๆ อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีชายเกาหลีใต้วัยกลางคนเข้ามาสอบถามข้อมูลและขอดูห้องพัก ในโฮสเทลนี้ห้องพักมีแต่แบบนอนรวมหรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;ดอร์ม&amp;rdquo; เขาพูดภาษาจีนกับเทรซี่และพูดภาษาอังกฤษกับผม คงนึกว่านอกจากผมแล้วก็ไม่น่าจะมีใครพูดภาษาอังกฤษได้ เขากำลังหาห้องพักสำหรับวันพรุ่งนี้แต่บ่นว่าที่นี่ห้องนอนแคบไปหน่อย เทรซี่ได้ยินแต่เธอแกล้งฟังไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ภายในตัวรถบัสหนานหนิง-ไห่ฟอง เที่ยวนี้มีผู้โดยสารเพียงหนึ่งสาวจีนและหนึ่งหนุ่มไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาแนะนำตัวว่าชื่อโจเซฟ เป็นคาทอลิกจึงมีชื่อฝรั่ง ผมสงสัยที่เขาพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่ว ก็ได้รับคำตอบว่าทำงานในจีนมาได้ 6 ปี อีกไม่นานจะย้ายไปเวียดนามและคงอยู่ที่นั่นอีกหลายปี ตั้งใจว่าจะเรียนภาษาเวียดนามด้วย โจเซฟให้ข้อมูลว่าเดี๋ยวนี้คนเกาหลีอยู่ในเวียดนามกันเยอะเพราะมีบริษัทเกาหลีมาปักหลักยึดเวียดนามเป็นฐานการผลิตอยู่หลายบริษัท พอรู้ว่าผมกำลังจะเดินทางไปไห่ฟอง เขาบอกว่าบริษัทแอลจีก็อยู่แถวๆ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังโจเซฟกลับออกไปมีสาวจีนคนหนึ่งเดินเข้ามาเช็กอิน เพื่อนของเธอคนหนึ่งเข้ามาก่อนแล้วเมื่อตอนกลางวัน ทั้งคู่จะนั่งรถไฟไปเวียดนาม (ฮานอย) ในวันรุ่งขึ้น ผมนึกว่าคืนนี้จะได้นอนในห้องดอร์มชาย 4 เตียงแต่เพียงผู้เดียวเพราะเพื่อนร่วมห้องเมื่อคืน หนุ่มนักเดินทางจากเดนมาร์กเช็กเอาต์ไปแล้วเมื่อตอนเช้า แต่ราวๆ 5 ทุ่มก็มีหนุ่มจีนหน้าเกาหลีเดินเข้ามาเช็กอิน สาเหตุที่เทรซี่ต้องนอนค้างที่โฮสเทลก็คงเพราะมีแขกมาเช็กอินกลางดึกนี่เอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กวัยรุ่นจีนที่เป็นลูกค้ารายเดือนของโฮสเทลมีอยู่ห้าหกคน พวกเขาชอบเข้ามาสนทนากับผม ทั้งอยากรู้เรื่องราวคนแบกเป้และอยากฝึกภาษาอังกฤษ พวกเขาเรียนจบชั้น ม.ปลายกันแล้ว กำลังเรียนภาษาอังกฤษเสริมทักษะก่อนจะไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เด็กพวกนี้เข้านอนกันดึกมาก ยกเว้นสาวแว่นที่ฝึกภาษาอังกฤษอยู่กับผมได้ถึงประมาณ 4 ทุ่มก็เข้านอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สาวมอเตอร์ไซค์ในเมืองตงชิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ใกล้ชายแดนจีน-เวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราวเที่ยงคืนหนุ่มแว่นผู้ที่กำลังจะไปเรียนด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกลับมาจากร้านเกม พร้อมด้วยเพื่อนอีกคนที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา ตอนหลังเขาพูดออกมาว่า &amp;ldquo;เข้าใจที่พวกคุณคุยกันทั้งหมด แต่ผมชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขออนุญาตพูดถึงเหล้าจีนสักหน่อย ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ตอนเปิดดื่มแล้วจึงได้ถามพวกเด็กวัยรุ่นว่าเหล้านี้เรียกว่าอะไร พวกเขาตอบว่า &amp;ldquo;ไป๋จิ่ว&amp;rdquo; มาหาคำตอบทีหลังจึงทราบว่ามีความหมายตามตัวคือ &amp;ldquo;เหล้าขาว&amp;rdquo; ได้จากการนำข้าวชนิดต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวเหนียว หรือธัญพืช เช่นลูกเดือยไปกลั่น ในจีนมีเหล้าขาวจำนวนมากมายมหาศาลแยกไปตามท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไป๋จิ่วที่เลื่องชื่อมากก็คือ &amp;ldquo;เหมาไถ&amp;rdquo; มาจากเมืองเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ทำจากข้าวฟ่างและข้าวสาลี ส่วนเจ้าไป๋จิ่วที่ผมซื้อมาเห็นทีจะทำจากข้าวเหนียว แอลกอฮอล์ราว 40 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นหอม แต่รสชาติหวานไปนิด จิบได้ครึ่งขวดก็คิดจะเก็บไว้ต่อวันหลัง ทำท่าจะเข้านอนก็ถูกเทรซี่ยั้งไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​หันหลังกลับไปมองอาคารด่านชายแดนตงชิง ขอกล่าว &amp;ldquo;จ้ายเจี้ยนจงกั๋ว&amp;rdquo; ลาก่อนเมืองจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวานตอนบ่ายเธอจะให้ผมเขียนในสมุดเยี่ยมหรือสมุดบันทึกของโฮสเทลอันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแขกทุกคน ผมผัดผ่อนว่าไว้ค่อยเขียนเพราะยังไม่ได้เห็นหรือสัมผัสอะไรเลยในตอนนั้น เธอรู้ว่าพรุ่งนี้เช้าผมก็ไม่อยู่แล้วจึงไม่ลืมหยิบสมุดเยี่ยมออกมาให้เขียน ผมก็เลยต้องเปิดขวดไป๋จิ่วอีกครั้ง นำสมุดไปนั่งเขียนในโซนนั่งเล่น เขียนภาษาไทยไป 1 หน้าเต็มๆ และภาษาอังกฤษไม่กี่บรรทัด มีคีย์เวิร์ดอยู่ที่คำว่า Young spirit, Energy และ Hope (จิตวิญญาณหนุ่มสาว, พลังงาน และความหวัง) เทรซี่บอกว่าเธอชอบคำว่า Hope มาก เธอยังพยายามใช้แอปในมือถือลากไปตามตัวหนังสือในสมุดเพื่ออ่านภาษาไทย แต่แอปไม่ช่วยอะไรเพราะผมเขียนหวัดเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไป๋จิ่วหมดขวดจนได้ ผมเข้านอนประมาณตี 1 ครึ่ง ตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุกตอน 7 โมงเช้า หนุ่มจีนหน้าเกาหลีลุกพร้อมๆ กับผม เขาเป็นชาวกว่างโจว เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยแต่ยังหางานทำไม่ได้ บอกว่านอนไม่หลับ ผมไม่ได้ถามต่อว่านอนไม่หลับทั้งคืนหรือว่าหลับๆ ตื่นๆ กลัวคำตอบจะออกมาว่า &amp;ldquo;หนวกหูเสียงกรนของคุณ&amp;rdquo; เพราะมันก็เป็นไปได้ที่ผมจะกรนหากว่าดื่มเข้าไปจนถึงขีดของมัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเปิดประตูเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่นเจอหนุ่มแว่นนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ แกล้งถามเขาว่าตื่นเช้าหรือ เขาตอบว่ากำลังจะนอนเดี๋ยวนี้แล้วก็เดินเข้าห้องดอร์มอีกห้อง ผมบอกเขาว่ากำลังจะไปแล้ว เผื่อว่าเขาจะขออีเมลไว้สำหรับติดต่อเมื่อต้องการความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาใดๆ ที่เมืองไทย หนุ่มน้อยแค่โบกมือลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อคืนนี้เขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนเรียนจบ ม.ปลายใหม่ๆ เคยเดินทางไปเมืองไทยมาแล้ว อีกทั้งเคยนั่งเรือจากเชียงของล่องน้ำโขงไปจนถึงสี่พันดอนในลาวใต้ ใช้เวลา 3 วัน 3 คืน ถ้าจำไม่ผิดเขาเหมือนจะพูดว่าตั้งต้นตะลุยแม่น้ำโขงที่เชียงรุ่ง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนาด้วยซ้ำ เมื่อมีความมั่นใจสูงและชอบผจญภัยก็คงเอาตัวรอดในเมืองไทยได้สบายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจัดการกับกระเป๋าเป้เสร็จ เข้าห้องน้ำแล้วก็ออกจากโฮสเทล หนุ่มกว่างโจวแบกกระเป๋าตามออกมา เขายังไม่รู้ว่าจะไปไหน ขอแค่ออกมาก่อนเท่านั้น หามื้อเช้ากินแล้วค่อยคิดหาหนทางว่าจะเอาไงต่อ ผมลาเขาบริเวณด้านล่างตึก ลังเลที่จะชวนไปเปิดหูเปิดตาที่เวียดนาม เขาดูเคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย อาจยังไม่รู้จักตัวเอง หรือกำลังตามหาอะไรบางอย่าง คงจะดีหากเมื่อคืนได้พูดคุยกับเขาบ้าง ผมมาเช็กระเบียบการเข้าประเทศเวียดนามตอนหลังพบว่าคนจีนต้องขอวีซ่าก่อนเข้าเวียดนาม หรือหากจะเข้าแบบ Visa On Arrival ก็ต้องยื่นทางอินเทอร์เน็ตล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน และต้องเข้าทางสนามบิน เท่ากับว่าชวนไปก็ไร้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถไฟใต้ดินวิ่งไม่กี่สถานีถึง Nanning Coach Station เดินขึ้นชั้น 2 ของอาคารผู้โดยสารสถานีขนส่งหลั่งตง เข้าไปรอบริเวณหน้าช่องประตูทางออกที่ 4 มีผู้โดยสารยืนเข้าคิวอยู่หลายคน แต่เห็นว่าเหลือเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนรถออก 9 โมงตรง วางเป้ใบใหญ่ไว้บนเก้าอี้แล้วหิ้วเป้ใบเล็กเข้าห้องน้ำถ่ายท้องอีกรอบ จะไปหวังพึ่งส้วมบนรถบัสไม่ได้ เท่าที่เห็นมารถบัสจีนไม่มีห้องน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกจากห้องน้ำเห็นแถวผู้โดยสารสั้นลงไปนิดเดียว มีคนกำลังโวยวายอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ ผมรอจังหวะดีโชว์พาสปอร์ตและตั๋วขึ้นสูงๆ เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นพาสปอร์ตต่างชาติก็ใส่ใจเป็นพิเศษ โบกมือให้เดินออกนอกประตูไปยังชานชาลาตอนที่เหลือเวลาไม่กี่นาที รถบัสไปเมืองไห่ฟองจอดรออยู่แล้ว ผมจะขอเอาเป้ใบใหญ่ใส่ใต้ท้องรถ โชเฟอร์ชี้ให้แบกขึ้นรถไปได้เลย พอขึ้นไปเห็นผู้โดยสารนั่งรออยู่เพียงคนเดียวจึงเข้าใจว่าเหตุใดไม่ต้องโหลดกระเป๋าให้เสียเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​เหล่าหนุ่มเวียดจอมสำอางกางร่มรอทำธุรกิจบางอย่างบริเวณหน้าอาคารด่านตรวจคนเข้าเมืองหม่องไก๋ ประเทศเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถออก 9 โมงตรง ภายในรถดูสะอาดสะอ้าน เก้าอี้กว้างนั่งสบาย และไม่มีห้องน้ำตามคาด ผู้โดยสารร่วมคันของผมเป็นหญิงสาวชาวจีนวัยยี่สิบต้นๆ อาจจะทำงานอยู่ที่เมืองไห่ฟอง หรือไม่ก็เกาะกัตบา (เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมไม่ไกลจากไห่ฟอง) ฝ่ายโชเฟอร์ก็มีเท่ากับจำนวนผู้โดยสาร ทั้งคู่ผลัดกันทำหน้าที่ คนที่ว่างเดินมาแจกขนมและน้ำเปล่าที่ได้กลายเป็นมื้อเช้าอย่างน่ายินดี มีเตียงนอนอยู่ด้านขวากลางตัวรถ ผมสงสัยว่าอาจมีไว้สำหรับผู้ป่วย ที่ไหนได้ตอนโชเฟอร์มือหนึ่งหมดกะเขาก็มานอนบนเตียงนี้ แม้ว่าจะแค่นอนเล่นโทรศัพท์ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บัสวิ่งลงใต้พุ่งไปยังชายฝั่งอ่าวตังเกี๋ย ผ่านด่านตำรวจทางหลวงแห่งหนึ่ง มีตำรวจขึ้นมาเก็บพาสปอร์ตของผมไป ตรวจสอบอยู่เกือบสิบนาทีก่อนนำมาคืน จากนั้นโชเฟอร์ทั้ง 2 คนแวะเข้าห้องน้ำในปั๊มน้ำมันโดยได้ชวนผมลงไปด้วย แล้วพวกเขาก็ออกจากห้องน้ำมาสูบบุหรี่รอหน้ารถ บัสวิ่งต่อไปอีกสักพักรวมระยะทาง 180 กิโลเมตรก็ถึงด่านชายแดนจีนชื่อ &amp;ldquo;ตงชิง&amp;rdquo; โชเฟอร์ทำมือบอกให้เอาของลงให้หมด และพูดบางอย่างกับสาวจีน น่าจะขอให้ช่วยดูผม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาวจีนเข้าแถวช่องคนจีน ผมเข้าคิวช่องพาสปอร์ตต่างชาติ เห็นมีคนถือใบขาออกนอกประเทศ (Departure Card) ผมไม่มีแต่ก็รู้จะหาที่ไหน ตัดสินใจเข้าคิวไปอย่างนั้น สาวจีนหลุดไปยืนรออยู่หลังด่านเจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว แถวของผมค่อนข้างยาว สักพักมีการเปิดแถวใหม่ ป้าที่อยู่หน้าผมดึงมือให้ไปแถวใหม่กับแกอย่างน่าเอ็นดู แต่มีคนเดินไปก่อนหลายคนแถมยังถูกแซงคิวอีกต่างหากจนแถวที่เราจากมาสั้นกว่า ป้าเป็นคนเวียดนามและคงคิดว่าผมเป็นคนเวียดนามเหมือนแก สาวจีนดูเหมือนจะยืนรอแบบเซ็งๆ เพราะใช้เวลารวมประมาณ 20 นาทีกว่าจะถึงคิวของผม สุดท้ายไม่ต้องใช้ Departure Card ที่อาจเจาะจงใช้เฉพาะชาวเวียดนามเท่านั้น เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ถามว่า &amp;ldquo;มีวีซ่าเข้าเวียดนามหรือยัง?&amp;rdquo; ผมตอบอย่างภูมิใจว่า &amp;ldquo;เราเป็นชาวอาเซียนด้วยกัน ไม่ต้องใช้วีซ่า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ทิวทัศน์ในจังหวัดกว่างนิงห์ขณะนั่งรถบัสผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังอาคารด่านชายแดนของจีนเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเป่ยหลุนในภาษาจีนหรือแม่น้ำกาลองในภาษาเวียดนาม พรมแดนธรรมชาติระหว่างสองชาติมังกร เราเดินเข้าสู่อาคารตรวจคนเข้าเมืองเวียดนาม ชื่อว่าด่าน &amp;ldquo;หม่องไก๋&amp;rdquo; อยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ จุดขวาบนสุดของแผนที่ประเทศ การตรวจสอบหนังสือเดินทางใช้เวลาไม่นานแม้คิวจะยาว และคราวนี้ผมออกไปรอสาวจีนอยู่หลายนาที เห็นหนุ่มเวียดยืนกางร่มถนอมผิวพรรณกันอยู่หลายคน อาจจะขายซิมการ์ดโทรศัพท์ เสนอโรงแรมที่พัก หรือรอทำธุรกิจบางอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราเดินไปขึ้นรถบัสที่ผ่านขั้นตอนออกเมือง-เข้าเมืองมาในจังหวะไม่ห่างกัน ถึงตอนนี้ผมได้เวลาคืนมา 1 ชั่วโมงหลังจากที่เสียไปตอนออกจากเวียดนามที่เมืองหล่าวกายไปยังเมืองเหอโข่วของจีนเมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน มีหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาออกไปทางเวียดนามขึ้นรถมาด้วย เขาแต่งตัวดี ยืนตั้งหลักอยู่พักใหญ่แล้วเดินมาหาผม โชว์ข้อความในมือถือที่แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ (เขาจึงน่าจะเป็นคนจีน) May I have your passport, please? ผมยื่นพาสปอร์ตให้เขาไปอย่างงงๆ โดยไม่รู้วัตถุประสงค์ว่าจะเอาไปทำไม รถวิ่งไปพักใหญ่เจอด่านตำรวจเล็กๆ เขาลงไปที่ด่าน พอกลับขึ้นมาก็นำพาสปอร์ตมาคืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โชเฟอร์แวะจอดให้กินข้าวเที่ยงที่จุดแวะพักแห่งหนึ่ง ผมมีเงินดองเหลืออยู่พอสมควร เดินไปที่ร้านข้าวแกง ในโซนที่ดูคล้ายฟู้ดคอร์ต ชี้กับข้าวหลายอย่างให้แม่ค้าตักราดจนพูนจาน ราคาแค่ 4 หมื่นดอง น้ำเปล่าขวดละ 1 หมื่นดอง รวมแล้วประมาณ 70 บาท ผมรีบกินเพราะหนุ่มจีนหน้าเวียดบอกว่าจอดพักแค่ 20 นาที กินเสร็จเข้าห้องน้ำแล้วเดินไปขึ้นรถ เห็นคู่หูโชเฟอร์ยังนั่งกินไม่เสร็จอยู่ในห้องอาหารที่แยกออกไป และเมื่อรถบัสล้อหมุนอีกครั้ง หนุ่มจีนหน้าเวียดก็หายตัวไปแล้ว ทายว่าเขาน่าจะเป็นนายตรวจของบริษัทเดินรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถนนหนทางในฝั่งเวียดนามแม้จะไม่เลิศหรูดูดีเท่ากับฝั่งจีนแต่ก็ได้มาตรฐาน ผมดูวิวสองฝั่งซ้ายขวาอย่างเพลิดเพลิน กระโจนไปเก้าอี้ตัวไหนก็ได้ตามสบาย ฝั่งขวามือมีภูมิประเทศเป็นแนวภูเขาเตี้ยๆ สลับกับนาข้าว และป่าชายเลน ฝั่งซ้ายคือทะเลและป่าชายเลน รวมถึงเกาะน้อยใหญ่จำนวนมากในทะเล นั่นก็คือเกาะในอ่าวฮาลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะทางจากหนานหนิงถึงไห่ฟองประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 8 ชั่วโมงรถบัสก็ถึงลานจอดรถของสถานีขนส่งเมืองไห่ฟอง สาวจีนที่มาด้วยกันเดินหายเข้าไปในสถานีอย่างรวดเร็ว พี่โชเฟอร์ชี้ให้ผมเดินตามเธอไปแต่ผมไม่มีอะไรจะสอบถามกับเธออยู่แล้วเพราะเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ มีคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเดินเข้ามาถามว่าจะไปไหน ผมตอบว่าขอตั้งหลักก่อนแล้วก็เดินเข้าสถานีไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมบอกเขาว่าจะนั่งแท็กซี่ ให้ดูชื่อโรงแรมที่จองไว้และแผนที่แบบออฟไลน์ในมือถือ อยู่ห่างไป 1.2 กิโลเมตร เขาก็ให้คนขับแท็กซี่เข้ามาคุย แท็กซี่เรียก 1 แสนดอง (ประมาณ 140 บาท) ผมต่อเหลือ 5 หมื่นดอง เสริมไปว่ากิโลกว่าๆ เดินได้สบายๆ เขาว่าถ้า 5 หมื่นดองต้องมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายก็ได้นั่งมอเตอร์ไซค์ของชายคนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรามาถึงหน้าโรงแรมอย่างรวดเร็ว พี่มอเตอร์ไซค์รับเงินไปแล้วยื่นมือมาขอจับ พร้อมส่งยิ้มหวาน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;///// &lt;/p&gt;



 








</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กว่างนิงห์, จีน-เวียดนาม, ด่านชายแดนตงชิง, ท่องเที่ยว, ลาเมืองจีนกลับถิ่นญวน, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, หนานหนิง, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, ไห่ฟอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 07:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะเลสาบหนานหูและวัยรุ่นหนานหนิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ข้ามสะพานไปยังโซนพักผ่อนหย่อนใจของอุทยานทะเลสาบหนานหู เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บนระเบียงที่พัก South Face Hostel ชั้น 12 ของตึก Nanhu No.6 ในเขตชิงซิว เมืองหนานหนิง วงสนทนาเริ่มขึ้นในเวลาราวๆ เที่ยงวัน ผมและท็อป น้องคนไทยที่เพิ่งรู้จักกันนั่งอยู่เป็นสองคนแรก ท็อปเคยมาเรียนภาษาจีนอยู่ 1 ปี จากนั้นกลับเมืองไทยไปสมัครงาน บริษัทก็ส่งมาประจำที่นี่สมใจ ทำงานมาได้อีก 1 ปี ภาษาจีนคล่องแคล่วอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็สารภาพว่าหากสนทนากันในหัวข้อเฉพาะ หรือประเด็นลึกๆ มันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชายชาวจีนวัยประมาณ 50 ปี แขกในโฮสเทลสนทนากับท็อปอย่างออกรส แกหันมาคุยภาษาจีนกับผมเป็นระยะ คงคิดว่าผมพูดจีนได้ ท็อปสอนให้ผมเรียกแกว่า &amp;ldquo;จางเกอ&amp;rdquo; แปลว่า &amp;ldquo;พี่จาง&amp;rdquo; เป็นเจ้าของยิมออกกำลังกายแห่งหนึ่ง รูปร่างยังดูฟิตเปรี๊ยะ ไม่มีไขมันส่วนเกิน เย็นนี้จางเกอจะเดินทางโดยรถไฟจีนไปยังชายแดนจีน-เวียดนาม แล้วจากนั้นก็เดินทางโดยรถไฟเวียดนามต่อไปยังฮานอย หรือที่คนจีนเรียก &amp;ldquo;เหอเหน่ย&amp;rdquo; จางเกอขอวีแช้ตผมไป เพราะไม่กี่วันข้างหน้าเราทั้งคู่อาจจะอยู่ที่ฮานอยในช่วงเวลาเดียวกัน หากต้องเจอกันจริงๆ คงต้องพึ่งแอปแปลภาษาสถานเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กวัยรุ่นจำนวนหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหน ทราบในคืนวันนั้นว่าพวกเขาเป็นแขกถาวรของที่นี่ เช่าห้องดอร์มไว้แบบรายเดือน พวกเขาเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว แต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยในทันที กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อเมืองนอก ท็อปบอกผมว่าเด็กพวกนี้ตื่นตอนบ่าย เพราะเข้านอนตอนเช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ทะเลสาบหนานหูและกลุ่มตึกสูงในเมืองหนานหนิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้หญิงเจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่อเทรซี่เข้ามาในโฮสเทลช่วงบ่ายเช่นกัน เธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก คงเคยไปเรียนเมืองนอกมาก่อน ดูๆ ไปคล้ายเป็นผู้ปกครองเด็กพวกนี้ บางวันเธอนอนค้างที่โฮสเทล บางวันก็กลับไปนอนบ้าน ท็อปอาศัยสถานะแขกประจำต่อราคาค่าที่นอนให้ผมจากคืนละ 60 หยวนในคืนแรก เหลือคืนต่อไป 50 หยวน หากว่าผมจะพักต่อ เธอก็ตกลง เข้าใจว่านี่เป็นราคาของคนจีนและลูกค้าประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนุ่มไทยจากไปในเวลาบ่าย 2 ครึ่ง เขาเดินทางไปอีกเมือง อยู่ห่างจากหนานหนิงประมาณ 1 ชั่วโมง ผมผละจากวงสนทนาเพื่ออาบน้ำและงีบเอาแรง ตื่นตอนเย็นออกไปนั่งริมระเบียง มองเห็นอุทยานทะเลสาบหนานหูอยู่ใกล้ๆ ถามโน่นนี่กับเทรซี่นิดหน่อยแล้วลงจากตึกเดินมุ่งทิศใต้ไปบนถนน Yuanhu South ลอดซุ้มประตูเข้าสู่อุทยาน สังเกตเห็นว่ามีคนปิ้งไส้กรอกขายอยู่หลายเจ้า เป็นไปได้ว่าเป็นของขายดีสำหรับช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทะเลสาบหนานหูนี้ในอดีตเป็นลำห้วยที่เชื่อมกับแม่น้ำยง เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งเมื่อยามฝนตกหนัก จึงมีการขุดลอกจนกลายเป็นทะเลสาบในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-ค.ศ.907) กระทั่งปี ค.ศ.1972 ได้เลื่อนสถานะเป็นอุทยาน หากมองจากบนฟ้าจะเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยที่ด้านกว้างค่อนข้างสั้น จนภาพออกมาคล้ายกับไม้บรรทัด ด้านยาวจะอยู่ทางทิศเหนือและใต้ ฝั่งเหนือยาว 3,560 เมตร ฝั่งใต้ยาว 3,685 เมตร ฝั่งตะวันออกกว้าง 400 เมตร ฝั่งตะวันตกกว้าง 330 เมตร มีเส้นทางทัวร์ไว้วิ่งหรือปั่นจักรยานรอบทะเลสาบ 8,170 เมตร พร้อมชมสะพานข้ามฝั่งทะเลสาบ 7 สะพาน ส่วนพื้นที่สวนและลานกิจกรรมต่างๆ มีประมาณ 900 ตารางเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเดินข้ามสะพานโค้งที่มีช่องวงกลมด้านล่างสะพาน&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ช่องไปฝั่งทิศใต้ มีขั้นบันไดให้ขึ้นไปยังลานกว้าง ตรงกลางคืออนุสาวรีย์สีแดงเรียกว่า &amp;ldquo;อนุสาวรีย์วีรชนไป่เซ่อ&amp;rdquo; สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการพลีชีพของชาวจ้วงในเมืองไป่เซ่อเมื่อปีค.ศ.&amp;nbsp;1929&amp;nbsp;พวกเขาสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ในการต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐจีนของพรรคชาตินิยมจีนหรือก๊กมินตั๋งที่นำโดยจอมพลเจียงไคเช็กในเวลานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไป่เซ่อเป็นเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง อยู่ห่างจากหนานหนิงกว่า&amp;nbsp;200&amp;nbsp;กิโลเมตร เติ้งเสี่ยวผิงในวัย&amp;nbsp;25&amp;nbsp;ปีจัดตั้งสมาชิกในเมืองนี้ได้หลายพันคนในการเดินทางมาเยือนเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.&amp;nbsp;1929&amp;nbsp;จนเกิดมีกองทหารขึ้น พวกเขาประกาศตัวเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจีนคณะชาติ เริ่มต้นในวันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ธันวาคมปีเดียวกัน ทว่าการต่อสู้ไม่เป็นไปดังหวัง มีคนต้องพลีชีพจำนวนมาก แต่ก็ยังมีผู้รอดชีวิตจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมในการเดินทัพทางไกลปีค.ศ.&amp;nbsp;1934&amp;nbsp;หรือที่เรียกว่า&amp;nbsp;Long March&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามไป่เซ่อได้กลายเป็นฐานการปฏิวัติแห่งหนึ่งในเวลาต่อมา กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์โดยการนำของประธานเหมาเจ๋อตุงเอาชนะและขับไล่จีนคณะชาติของเจียงไคเช็กจนต้องหนีไปยังเกาะไต้หวันในปี ค.ศ.&amp;nbsp;1949&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ฐานของอนุสาวรีย์วีรชนไป่เซอมีตัวอักษรที่เขียนไว้โดยอดีตประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงในพิธีเปิดเมื่อวันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ธันวาคม ค.ศ.&amp;nbsp;1981&amp;nbsp;วันครบรอบ&amp;nbsp;52&amp;nbsp;ปีของเหตุการณ์ แปลได้ว่า &amp;ldquo;เหล่าวีรบุรุษจะไม่มีวันถูกลืมเลือน&amp;rdquo; จากนั้นทุกๆ ปีจะมีการจัดงานรำลึกวีรกรรมขึ้น ส่วนที่ด้านหลังของอนุสาวรีย์คือพิพิธภัณฑ์การลุกฮือแห่งไป่เซ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ทันที่จะหาคำตอบว่าเวลาเย็นเยี่ยงนี้พิพิธภัณฑ์ปิดไปหรือยังก็ต้องมีสิ่งมาเบี่ยงเบนความสนใจ กลุ่มสตรีผู้สูงอายุในชุดโทนสีแดงแบ่งออกเป็น&amp;nbsp;2กลุ่มร้องเพลงตอบโต้กันแบบท่อนต่อท่อนหรือเพลงต่อเพลงผมก็ไม่แน่ใจ เมื่อพิจารณาภาพที่เห็นอยู่นานเกือบชั่วโมงก็พอสรุปได้ว่าคงจะเป็นการพบปะในโอกาสพิเศษหรือการนัดรวมญาติของชาวจ้วง พวกเขาน่าจะมาจากคนละเมืองกัน ถึงตอนจะลาก็ครวญเพลงอาลัยกันเนิ่นนาน ฝ่ายหนึ่งเดินไปก่อน อีกฝ่ายที่เดินตามก็ตั้งแถวหน้ากระดานร้องเพลงพร้อมกันขึ้นมา ผมรู้สึกว่าไพเราะน่าฟังอย่างกับคณะประสานเสียงมืออาชีพ ฝ่ายที่เดินล่วงไปก่อนสักสิบเมตรหันหน้ากลับมาฟังอย่างตั้งใจให้อีกฝ่ายร้องจบ จากนั้นก็ถึงคราวฝ่ายตัวเองตั้งแถวหน้ากระดานประสานบทเพลงกลับไปบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายนำหน้าร้องเสร็จก็หันกลับเดินต่อ ไม่ถึงนาทีหรอก ฝ่ายตามหลังร้องขึ้นมาอีก แล้วอีกฝ่ายก็ต้องร้องแก้กลับไป เป็นภาพที่ดำเนินอยู่อย่างไม่จบสิ้น ในเวลานั้นนอกจากผมแล้วก็คิดว่าไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติอีก ทว่าแม้แต่ชาวจีนด้วยกันก็ให้ความสนใจ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ หลายคนยิ้มหัวให้กับความน่ารักของคุณป้าคุณยายทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายที่ยืนยันได้ว่าชาวจ้วงนั้นมีบรรพบุรุษร่วมกับชาวไทและลาวมาตั้งแต่เกือบ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;พันปีก่อน มีความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ภาษาพูดก็อยู่ในตระกูลเดียวกัน การนับเลขและการใช้คำเรียกชื่อบางอย่างตรงกันน่าเหลือเชื่อ เพียงแต่ว่าหากให้มานั่งพูดคุยกันในเวลานี้คงไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันชาวจ้วงอาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงมากกว่า&amp;nbsp;14ล้านคน หรือประมาณ&amp;nbsp;32&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในมณฑลนี้ (ชาวจีนฮั่นเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่&amp;nbsp;62&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์) และชาวจ้วงถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ที่สุดหรือมีจำนวนมากที่สุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
อนุสาวรีย์วีรชนไป่เซ่อ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลจีนคณะชาติสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่ผงาดง้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินข้ามสะพานกลับไปอีกฝั่ง ซื้อไส้กรอกปิ้งไม้ละ 5 หยวน มองดูในตู้แช่ไม่เห็นเบียร์ก็กินไส้กรอกกับน้ำเปล่า จากนั้นเดินไปยังทิศตะวันตกบนทางเท้าริมทะเลสาบ หันกลับมามองเห็นผู้สูงวัยอารมณ์ดียังคงปะทะประชันบทเพลงกันอยู่กลางสะพาน ไม่รู้ว่าสิ้นคืนนี้บรรดาผู้อาวุโสจะออกพ้นจากอุทยานหรือไม่ แต่ถึงจะไม่รีบร้อนก็ไม่เป็นไรเพราะอุทยานทะเลสาบหนานหูเปิดตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอุทยานแห่งนี้ยังมีสวยกล้วยไม้จัดแสดงไว้นานาพรรณ เป็นสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่แห่งแรกในเมืองหนานหนิงตั้งแต่ปี ค.ศ.1973 รวมถึงสวนบอนไซในพื้นที่ 7.5 ไร่ เปิดในปี ค.ศ.1987 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง นอกจากนี้บริเวณทางเท้ารอบทะเลสาบที่ทำไว้อย่างดียังแยกเอาไว้ 4 โซนน่าสนใจ ได้แก่ โซนพื้นที่สีเขียวที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม, โซนพักผ่อนหย่อนใจเหมาะกับการทำกิจกรรมครอบครัว ซึ่งรวมถึงพื้นที่พิพิธภัณฑ์การลุกฮือไป่เซ่อ, โซนกีฬาและวัฒนธรรม ออกแบบให้สะท้อนวัฒนธรรมชาวจ้วง และโซนชมวิวที่จัดไว้ยาวถึง 1,600 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
คณะประสานเสียงรุ่นใหญ่ร้องเพลงร่ำลากันอย่างไม่รู้จบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ visitorourchina.com ให้ข้อมูลว่าเวลากลางคืนมีการแสดงภาพยนตร์กลางน้ำซึ่งใช้ม่านน้ำเป็นจอ เทคนิคแสงสีเสียงระดับสูงทำให้ภาพออกมาเป็น 3 มิติตื่นตา ไฮไลต์คือการนำภาพของผู้ชมไปขึ้นจอม่านน้ำกลางทะเลสาบที่ยาวถึง 330 เมตรให้ได้ดูภาพตัวเองอย่างภูมิอกภูมิใจ รัฐบาลเมืองหนานหนิงได้ลงทุนในโครงการนี้ไปมากกว่า 26 ล้านหยวน เริ่มจัดโชว์ตั้งแต่ปี ค.ศ.2003&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีป้ายลูกศรชี้ไปทางทิศตะวันตก เขียนว่า Bar Street ผมเดินตามไปแต่ไม่เจอ ออกจากอุทยานเดินไปบนถนนใหญ่ชื่อ Xinghu ไปทางทิศตะวันตกเหมือนเดิมด้วยยังมีความหวังว่าจะเจอบาร์สตรีทที่ว่า เสี่ยงเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยหนึ่ง แวะซื้อเบียร์ชิงเต่าในซูเปอร์มาร์เก็ตมา 1 กระป๋อง ราคากระป๋องละ 4.3 หยวน เมื่อไม่มีวี่แววของย่านดื่มกินก็เดินกลับออกมาหน้าปากซอย เจอร้านอาหารที่กินง่ายและเหมาะสมกับคนพูดจีนไม่ได้ แต่ละอย่างปรุงสุกใหม่อยู่ในถ้วยเรียบร้อยแล้ว ผมเลือกหยิบกับข้าว 3 อย่างใส่ถาดขึ้นไปกินบนชั้น 2 ทั้งหมดแค่ 21 หยวน หรือถ้วยละ 7 หยวน ข้าวสวย ข้าวต้ม และน้ำซุปฟรีไม่อั้น เห็นเด็กวัยรุ่นลงไปเติมข้าวคนละสองสามถ้วย ส่วนผมไม่ต้องเติมก็อิ่มแปล้ในราคาไม่ถึง 100 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
จักรยานให้เช่ามีอยู่ทั่วเมืองหนานหนิง ส่วนมอเตอร์ไซค์ที่ชาวเมืองใช้กันก็ล้วนเป็นแบบไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคิดเรื่องตามหาบาร์สตรีทหมดไป สิ่งที่จำเป็นมากกว่าเวลานี้คือถุงเท้า เพราะที่ใส่อยู่เป็นถุงเท้าสะอาดคู่สุดท้าย ฟ้ามืดลงไปสักพักแล้ว ผมเดินไปทางทิศตะวันตกต่ออีกหน่อย เลี้ยวขวาที่สี่แยก เดินขึ้นเหนือไปบนถนน Gucheng จนเจอสี่แยกใหญ่ถัดมา มีห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่จึงเข้าไปหาร้านขายถุงเท้า หาอยู่นานก็ไม่เจอ ออกมาเจอวางขายอยู่นอกห้าง เขียนไว้คู่ละ 10 หยวน แต่พอผมจะซื้อเจ๊คนขายพลิกให้ดูป้ายราคา ระบุ 60 หยวน ผมจึงไม่ซื้อเพราะแพงไป จากนั้นเดินต่อไปทางทิศตะวันออกบนถนน Minzu ลองแวะร้านขายเครื่องเขียน ไม่มีถุงเท้าขาย กระทั่งถึงสี่แยกตรงสถานีรถไฟใต้ดิน Macun เลี้ยวขวาเข้าถนน Yuanhu South เดินเข้าตึก Nanhu No.6 เท่ากับผมเดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส ด้านละ 1 กิโลฯ รวมเป็น 4 กิโลฯ ยังไม่นับตอนที่เดินในอุทยานทะเลสาบ สุดท้ายตอนเข้าไปซื้อเบียร์ในมินิมาร์ทด้านล่างตึกเจอถุงเท้าวางขายอยู่คู่ละ 12 หยวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดินเข้าที่พักเจอกับหนุ่มวัยรุ่นหน้ามน ลูกค้ารายเดือนของโฮสเทล เขาถ่อมตัวว่าพูดอังกฤษไม่เก่ง แต่ความจริงดีทีเดียว บอกผมว่าหากมีอะไรสงสัยให้ถามเขาได้ ตอนผมเข้าไปอาบน้ำเขาเดาถูกว่าผมมีปัญหาในการเปิดก๊อกน้ำอุ่น เขาเคาะประตู ผมต้องรีบคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่ง หนุ่มน้อยเข้ามาสาธิตการใช้งาน เปิดน้ำกระเซ็นจนเปียกมะล่อกมะแล่กไปด้วยกันทั้งคู่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่สอนตั้งแต่ก่อนจะอาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ผู้เขียนเดินหาร้านขายถุงเท้าแต่เจอร้านขายแมว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างผมนั่งดื่มเบียร์อยู่ที่โต๊ะกินข้าว มีวัยรุ่นสาวสวมแว่นเข้ามาคุย เธอกะจะฝึกภาษาอังกฤษ แต่คุยไม่ค่อยรู้เรื่องและเขินอายปนประหม่าไม่กล้าพูดเพราะกลัวพูดผิด สาวตัวสูงที่เดินไปเดินมาทนไม่ได้ ตะโกนพูดบางคำกับเธออย่างเป็นกันเอง เมื่อได้คุยกันก็ทำให้รู้ว่าสาวตัวสูงพูดภาษาอังกฤษได้ดี ผมถามสาวแว่นว่าเพื่อนเธอจะไปเรียนที่ไหน ได้รับคำตอบว่าสาวตัวสูงทำงานแล้ว ส่วนตัวสาวแว่นเองยังไม่ได้ตัดสินใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนุ่มแว่นกลับมาจากร้านเกมเข้าร่วมวงสนทนา เขาคือคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีที่สุดในกลุ่มเด็กเหล่านี้ กำลังจะไปเรียนด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ถามผมเรื่องราคามอเตอร์ไซค์และกฎระเบียบการขับขี่ที่เมืองไทย ฝ่ายหนุ่มหน้ามนก็กำลังเรียนภาษาอังกฤษ มีเป้าหมายจะไปเรียนต่อด้านดนตรีที่มาเลเซีย เขาสั่งซื้อไก่ทอดมากินเป็นมื้อค่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กพวกนี้ไม่ค่อยออกไปกินข้าวข้างนอก ใช้วิธีสั่งทางแอปให้มอเตอร์ไซค์มาส่ง ตอนหลังผมสังเกตตามร้านอาหารพบว่าหลายร้านที่ไม่ถึงกับใหญ่โตหรูหราจะจัดโต๊ะนั่งกินในร้านไว้ไม่มาก คงเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะดื่มเบียร์หมดและปลีกตัวเข้านอน ผมเห็นภาพหนุ่มหน้ามนดูสนิทสนมและคล้ายจะแอบคลอเคลียอยู่กับสาวตัวสูง ทั้งคู่น่าจะเป็นแฟนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โล่งใจเหลือเกินที่หนุ่มหน้ามนเป็นชายทั้งแท่ง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62077</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลสาบหนานหู, ท่องเที่ยวจีน, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, หนานหนิง, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
