<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2018 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2018 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนเชียงรายไตวายสูงรองจากกรุงเทพฯ เหตุพฤติกรรมกินแบบคนเมือง แถมซดหนานเฉาเหว่ย-ถั่งเช่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค.61- ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวรณ์ จ.เชียงราย &amp;nbsp;นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) พร้อมผู้บริหาร อภ. ร่วมมอบยาตำราหลวงจำนวน 300 ชุด ผ้าห่มจำนวน 300 ผืน ให้แก่ รพ.สมเด็จพระญาณสังวรณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมการเข้าถึงยาและน้ำยาล้างไตผ่านทางช่องท้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้ประมาณ 1​ แสนคน เป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และต้องรับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง &amp;nbsp;ซึ่งต้องใช้งบในการดูแลรักษากว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15-20% ต่อปี หากไม่มีการแก้ไขคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นกว่า 2 แสนราย และต้องใช้งบกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ อภ.ได้สร้างการเข้าถึงน้ำยาล้างไตผ่านช่องท้อง ส่งถึงบ้านผู้ป่วย ช่วยประหยัดให้รัฐปีละกว่า 2,000 ล้านบาท ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี​ โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ในสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ประมาณ 50,000 ราย แบ่งออกเป็นผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง (CAPD) ประมาณ​ 30,000 ราย โดยมีผู้ป่วยที่ยังคงมีเบิกจ่ายน้ำยาล้างไตทางช่องท้องเดือนละประมาณ 21,000 ราย มีหน่วยให้บริการอยู่ 235 แห่ง และ ผู้ป่วยที่ใช้ฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียมอยู่ประมาณ 20,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวว่า ในส่วนของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ที่ยังคงมีการเบิกจ่ายน้ำยาประจำเดือนอยู่จำนวน &amp;nbsp;21,000 รายนั้น อภ.ได้จัดซื้อจัดหาน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง &amp;nbsp;จากบริษัทผู้ผลิต 2 ราย ซึ่งในการจัดซื้อจัดหาน้ำยาล้างไตทางช่องท้องในปี2561 ที่ผ่านมา อภ.สามารถช่วยรัฐประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาได้กว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับการให้บริการน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ในพื้นที่ภาคเหนือหน่วยล้างไตหน้าท้อง และ ฟอกไตด้วยเครื่อง ภาคเหนือ 8 จังหวัด ประกอบไปด้วย จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง มีหน่วยบริการผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง อยู่ 30 หน่วย มีผู้ป่วยล้างไตหน้าท้องอยู่ ประมาณ 3,102 ราย​ เฉพาะจ.เชียงราย &amp;nbsp;มีหน่วยบริการ ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง มีผู้ป่วยที่ล้างไตหน้าท้องอยู่ &amp;nbsp;677 ราย &amp;nbsp;ใช้น้ำยาล้างไตประมาณเดือนละ 81,240 ถุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปัญจพล กอบพึ่งตน อายุรแพทย์โรคไต รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวว่า การบำบัดทดแทนไตจะต้องมีการผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งห้องผ่าตัดและบุคลากรมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณผู้ป่วยทำให้เกิดความแออัดและรอคิวนาน ในปี 2553 &amp;nbsp;จึงได้หาสถานที่มารองรับการดำเนินการผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งจะต้องไม่ไกลจากผู้ป่วยและแพทย์ที่จะมาดำเนินการ โดยสุดท้ายมาลงตัวที่ รพ.สมเด็จพระญาณสังวรณ์ ทั้งนี้ หลังจากมาดำเนินการใส่สายสวนที่ รพ.แห่งนี้ ปรากฏว่า อัตราการรอคอยลดลง จาก 4 เดือน เหลือเพียง 2 เดือน และเมื่อดำเนินการมาเรื่อยๆ ก็มีการพัฒนาจนเป็นศูนย์ไตเทียมที่เรียกว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีขนาดถึง 40 เตียง และสามารถลดเวลารอคอยลงในปัจจุบันเหลือเพียง 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปัญจพล กล่าวว่า จ.เชียงรายถือว่ามีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังสูงมาก รองจาก กทม.แค่จังหวัดเดียว &amp;nbsp;เพราะ กทม.มีความหลากหลายของประชากร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังจำนวนมาก ก็คล้ายกับจังหวัดที่มีความเจริญอื่นๆ ทั่วไป คือ มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ส่งผลต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่เมื่อไม่มีการควบคุมส่งผลให้กลายเป็นโรคไตวายเรื้อรังไในที่สุด นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังพบว่ามีปัจจัยมาจากการรับประทานสมุนไพรบางชนิด เช่น หนานเฉาเหว่ย ถั่งเช่า เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งแม้จะบอกว่าช่วยลดเบาหวาน บำรุงไต แต่พบว่า สมุนไพรที่บำรุงไตจะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น จึงทำให้ไตทำานหนักขึ้น จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน สวนทางกับยาของผู้ป่วยโรคไตที่จะเข้าไปช่วยทำให้เลือดหนืดขึ้น เพื่อลดการทำงานของไต เหมือนที่พบในครอบครัวหนึ่งที่มารักษาที่ รพ. โดยพบว่า เป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังทั้งพ่อและแม่ จากการสอบถามพบว่ามีการกินหนานเฉาเหว่ย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตวายดีที่สุด ซึ่งในคนปกติขอแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอะไรที่มนุษย์ปกติไม่รับประทาน และควรมาตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะเมื่อพบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะแรกก็จะได้รักษาอย่างรวดเร็ว และชะลอไม่ให้โรคลุกลามได้เพราะแม้แต่คนที่ป่วยเป็นไตวายระยะ 3 ก็ยังสามารถชะลอไม่ให้เป็นระยะสุดท้ายได้ ส่วนคนป่วยโรคไตอยู่แล้วก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องสมุนไพรที่บอกว่าดีต่อไต เพราะทำให้ไตทำงานมากขึ้น จนไตวายเฉียบพลันได้ และระวังเรื่องของอาการซึมเศร้าต่างๆ ซึ่งมีผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบว่าผู้ป่วยไตวายส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตมักมาจากโรคหัวใจ และสุดท้ายคือขอให้มาตามที่แพทย์นัดเสมอ&amp;quot; นพ.ปัญจพล กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24430</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ถั่งเช่า, นพ.ปัญจพล กอบพึ่งตน, พฤติกรรมการกินแบบคนเมือง, หนานเฉาเหว่ย, โรคไตคนเชียงราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181217/image_big_5c1762dbbc2b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน&quot;หนานเฉาเหว่ย&quot;แฝงภัย พบผู้ป่วยเบาหวานกินติดต่อหลายวันเกิดอาการเกือบหมดสติน้ำตาลในเลือดต่ำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61-จากกระแสแชร์กันในโลกโซเชียลถึงสรรพคุณสมุนไพร&amp;quot;หนานเฉาเหว่ย&amp;quot; หรือ&amp;quot;ป่าช้าเหงา&amp;quot; ว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตและไขมันในเลือดได้ดี &amp;nbsp;ทำให้มีผู้นำไปต้มรับประทาน ล่าสุด ได้มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันรับประทานหนานเฉาเหว่ยติดต่อกันหลายวัน และเกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำเกือบหมดสติ &amp;nbsp;ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ &amp;nbsp;เภสัชกรชำนาญการ ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร &amp;nbsp;กล่าวเตือนว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบผู้ป่วยเพศชาย อายุ 64 ปี &amp;nbsp;มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ เข้ารับการรักษาด้วยอาการน้ำตาลตกมีระดับน้ำตาลในเลือดเหลือเพียง 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากเดิมที่เคยมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยผู้ป่วยมาด้วยอาการหน้ามืด เหนื่อยมากขึ้น เหงื่อออก ใจสั่น อ่อนแรง แต่ยังไม่หมดสติ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าผู้ป่วยได้รับประทานป่าช้าเหงา จากคำแนะนำของเพื่อนว่าช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด แต่ไม่รู้วิธีการรับประทาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภญ.อาสาฬา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้นำใบป่าช้าเหงาจำนวน 10 ใบต้มกับน้ำ 1 กาใน ประมาณ 1 ลิตร ใช้เวลาในการเคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง และเริ่มรับประทานเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นเวลา 7 วัน โดยรับประทานเช้าและเย็นครั้งละ 1 แก้ว และหยุดรับประทาน 7 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มดื่มอีกครั้งในวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยในวันที่เกิดเหตุ ผู้ป่วยได้ฉีดยาเบาหวานมื้อเช้า พร้อมทั้งรับประทานยาเบาหวานก่อนอาหาร ร่วมกับจิบน้ำป่าช้าเหงาไปประมาณ 3 แก้วกาแฟ และกินข้าวเช้าตามปกติ และมีอาการน้ำตาลตกประมาณเที่ยงกว่า จึงเรียกญาติที่มาพบเหตุการณ์ให้ช่วยนำส่ง รพ. ซึ่งช่วงที่รับประทานผู้ป่วยรู้สึกปัสสาวะบ่อย ขาที่เคยบวมยุบลง ค่าความดันโลหิตปกติตัวบนปกติจะอยู่ประมาณ 170 มิลลิเมตรปรอท ก็เหลือเพียง 110 มิลลิเมตรปรอท เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภญ.อาสาฬา กล่าวต่อว่า ขอฝากเตือนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อย่างความดัน เบาหวาน ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งเป็นหลัก &amp;nbsp; ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนรับประทานสมุนไพร เนื่องจากปัจจัยในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ส่วนขนาดรับประทานป่าช้าเหงาที่แนะนำ เช่น ใช้เป็นอาหารโดย รองกระทงห่อหมกแทนใบยอ ยำดอกขจรใส่ดอกป่าช้าเหงา ซึ่งคนพื้นบ้านนิยมกินช่วงเปลี่ยนฤดู ปลายฝนต้นหนาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เจ็บป่วย โดยจะนำใบป่าช้าเหงามาลวกน้ำร้อนก่อนรับประทาน เพื่อลดความขมและลดฤทธิ์ยา &amp;nbsp;กรณีกินเป็นยา เช่น เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือกินบำรุงร่างกาย แนะนำกินวันละ 1-2 ใบ 2-3 วันกินที กินบ้างหยุดบ้าง ไม่แนะนำให้กินทุกวัน หรือกินต่อเนื่อง เพราะเป็นยาเย็น อาจทำให้ตับเย็น ร่างกายเย็น ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ท้องอืดง่าย มือเท้าเย็น อ่อนเปลี้ยเพลียแรง แล ะห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กินยาละลายลิ่มเลือดชื่อวาร์ฟาริน เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยา ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับและไต เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยในการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว สำหรับผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตได้ดีอยู่แล้วด้วยยาแผนปัจจุบัน ไม่แนะนำให้กินป่าช้าเหงา เพราะสมุนไพรไม่ได้ทำให้โรคดังกล่าวหายขาดและอาจเสริมฤทธิ์ยาแผนปัจจุบันจนเกิดอันตราย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18373</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิษสมุนไพร, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร, หนานเฉาเหว่ย, เตือนภัยหนานเฉาเหว่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba99155e3610.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
