<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จนท.ชุดปราบโควิดตามตัวได้คาสถานีรถไฟบุรีรัมย์ เจอครบ 3 รายหนีกักโรคที่สุวรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;พ.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ นายแพทย์พิเชษฐ์ พืดขุนทด ผู้แทนจากสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ และนายบรรจง จันทร นายสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง การดำเนินคดีผู้ที่ฝ่าฝืนขัดคำสั่งเจ้าพนักงานในการกักกันตนเอง ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากจังหวัดบุรีรัมย์ได้รับข้อมูลจากสุวรรณภูมิ ว่ามีประชาชนภูมิลำเนาในจังหวัดบุรีรัมย์จำนวน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ราย เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ราย และประเทศกาตาร์&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ราย ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ปฏิเสธการกักตัวตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข โดยได้จับกุมเพิ่มเติม จำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ราย ดังนี้ รายแรกคือ นายประเสริฐ ใจปัน อายุ&amp;nbsp;55&amp;nbsp;ปี อยู่บ้านโคกใหญ่ ต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ จากการตรวจสอบพบว่า นายประเสริฐ ได้เดินทางโดยรถไฟขบวนที่ 71 เที่ยวขึ้น กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ออกจาก กรุงเทพฯ เวลา 10.50 น. จะถึงสถานีรถไฟบุรีรัมย์ เวลา 16.36 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าประสานในเบื้องต้นทั้งญาติและนายประเสริฐ พร้อมเข้ารับการกักตัว โดยได้ประสานศูนย์&amp;nbsp;EOC&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ รอรับตัวที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายที่สอง นายศุภชัย สมศรี อายุ&amp;nbsp;32&amp;nbsp;ปี อยู่ ต.โนนสุวรรณ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ สภ.โนนสุวรรณ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อ.โนนสุวรรณ ได้เข้าตรวจสอบที่บ้านพัก และได้เชิญตัวนายศุภชัย มารายงานตัวที่ศูนย์&amp;nbsp;EOC&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ เพื่อดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวมายังศูนย์กักกันผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ โควิด-19 ภายในสนามแข่งรถของเอกชน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน เนื่องจากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงระบาด ซึ่งนอกจากจะถูกกักตัวเข้มแล้ว ยังจะถูกดำเนินคดีข้อหาหลบหนีการกักตัว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62071</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, จังหวัดบุรีรัมย์, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, หนีกักกันโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8869d01d50f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามจับถึงบ้านหนุ่มบุรีรัมย์วัย 32 หนีกักตัวที่สุวรรณภูมิ ส่งเข้าศูนย์กักกันผู้กระทำผิดพร้อมภรรยา-ญาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.63 - นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;พ.ต.อ.รุทธพล เนาวรัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และนายแพทย์พิเชษฐ์ พืดขุนทด ผู้แทนจากสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวที่บริเวณศูนย์กักกันผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อโควิด-19 เรื่องการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนขัดคำสั่งเจ้าพนักงานในการกักกันตัว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบโควิด-19 ได้ไปติดตามจับกุมตัวนายนิวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ที่บ้านหนองตาแอก ต.ละหานทราย อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในคนไทย 166 ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ปฏิเสธการกักตัวตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับเดินทางกลับบ้านที่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายนิวัฒน์ พร้อมภรรยาและและญาติ ซึ่งเดินทางไปรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยรวม 3 คน มายังศูนย์กักกันผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ โควิด 19 ภายในสนามแข่งรถของเอกชน ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน เนื่องจากเดินทางกลับจาประเทศเสี่ยงระบาด สำหรับนายนิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะถูกกักตัวเข้มแล้ว ยังจะถูกดำเนินคดีข้อหาหลบหนีการกักตัวตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลการตรวจสอบพบว่า คนไทยที่มีภูมิลำเนาจังหวัดบุรีรัมย์ที่หลบหนีการกักตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิในครั้งนี้จำนวน 3 คน เป็นชาว อ.ละหานทราย ซึ่งจับตัวได้แล้ว ส่วนอีก 2 คนคือ เป็นชายชาว อ.กระสัง และชายชาว อ.โนนสุวรรณ ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ว่าฯย้ำว่าจะต้องติดตามตัวมาเข้าสู่กระบวนการกักตัวให้ครบทั้ง 3 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62063</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, ศูนย์กักกันผู้กระทำผิด, หนีกักกันโรค, หลบหนีการกักตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8853f93bc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเล็งปรับศูนย์ EOC สุวรรณภูมิดึงตำรวจ-ฝ่ายความมั่นคงบัญชาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4เม.ย.63-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงสถานการณ์ที่มีผู้โดยสารกว่า 100 คนเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนที่ผ่านมา และปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่กักตัว 14 วัน ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐเตรียมไว้ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และ กพท. ในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

โดยปลัดกระทรวงคมนาคมระบุว่า จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (EOC) ในส่วนของพื้นที่การคัดกรองด้านใน เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุข และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย เจ้าของพื้นที่ คือ สามารถจัดการดูแลพื้นที่ได้ แต่เมื่อออกมาด้านนอก ซึ่งจะต้องมีการนำผู้โดยสารไปกักตัวตามมาตรการนั้น จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารฝ่ายความมั่นคง เข้ามาบัญชาการเหตุการณ์

&amp;quot;โดยส่วนตัวเห็นว่า ศูนย์ EOC จำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการ ให้มีการประสานความร่วมมือมากขึ้น และให้มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เพื่อการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย เกิดผลในทางปฏิบัติชัดเจนยิ่งขึ้น&amp;quot;นายชัยวัฒน์กล่าว

โดยปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า สถานการณ์การป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ และมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หน่วยงานภาครัฐขอเน้นย้ำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้โดยสารที่เดินทาง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันการระบาดประสบผลสำเร็จ

ส่วนประเด็นที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. มีการออกประกาศไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์ จากต่างประเทศเดินทางเข้าไทยจนถึงวันที่ 6 เมษายนนี้ หรือ 3 วัน โดยแนวปฏิบัติหลังจากครบกำหนด จะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ประกาศของ กพท.ที่ออกมา ได้ก็เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างการเดินทางซึ่งถือว่าเป็นผู้โดยสารที่ค้างท่อ แต่ทั้งหมดก็ต้องเข้ามาตรการการกัดตัว 14 วัน ส่วนหลังจากนี้ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ โดยสถานทูตในต่างประเทศ ไม่ได้มีการออกเอกสารรับรองให้เดินทาง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2563 ในระหว่างนี้ก็เชื่อว่าจะไม่มีเที่ยวบินหรือผู้โดยสารที่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยจากต้นทางได้อยู่แล้ว

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า หลังจากที่ กพท.ได้ออกประกาศห้ามเที่ยวบินจากต่างประเทศทั่วโลกบินเข้าไทย ระหว่างวันที่ 4 &amp;ndash; 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหลังเที่ยงคืนที่ที่ผ่านมา มี 1 เที่ยวบินจากอิหร่านบินมาถึงประเทศไทยช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเที่ยวบินสุดท้าย แต่ผู้โดยสารทุกคนถูกนำไปกักตัว 14 วัน และหลังจากนี้จะไม่มีสายการบินใดบินเข้ามาอีก ยกเว้นเที่ยวบินเปล่านที่มีการประสานจากประเทศต้นทางขอเข้ามาขนผู้โดยสารของประเทศนั้นกลับออกจากไทย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้า และบางส่วนเป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้า หรือคาร์โก้

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายจุฬา กล่าวว่า ทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้จะต้องมีการประเมินผลหลังจากประกาศห้ามเที่ยวบินเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 3 วัน ก่อน ส่วนจะต่อหรือขยายเวลาการสั่งห้ามหรือไม่อย่างไร ต้องรอผลการประเมินในช่วงนี้ก่อน

แหล่งข่าวจาก ศบค.กล่าวว่า การประกาศสั่งห้ามเที่ยวบินบินเข้าประเทศไทย เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นการประเมินแผนการรับมือกับการที่จะกำหนดให้ผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากต่างประเทศจะต้องถูกกักตัวไว้ในสถานที่ที่ภาครัฐกำหนดเป็นเวลา 14 วัน หากกำหนดเป็นช่วงเวลานานๆ เช่น 15 วันหรือ 30 วัน จะเกิดปัญหาการอั้นของผู้โดยสารและทะลักกลับมาในคราวเดียวกันจำนวนมาก ส่งผลต่อการรับมือกับสถานที่ในการกักตัวจะควบคุมได้ยาก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า หลังจากนี้อาจต้องประสานกับกระทรวงการต่างประเทศในการกำหนดจำนวนผู้โดยที่จะบินกลับเข้าไทยในแต่ละรอบเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่จะรองรับการกักตัวด้วย

&amp;ldquo; หลังจากนี้ผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำเป็นจะต้องมีการกักตัวไว้ก่อน 14 วัน เนื่องจากข้อมูลกรมควบคุมโรตกระบุชัดเจนว่า ผู้ติดเชื้อมาจากกลุ่มที่กลับจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นกาทรจะควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อจึงต้องเริ่มที่กลุ่มนี้ ส่วนมาตรการที่จะออกมาจะประเมินกับสถานการณ์ในแต่ละวันประกอบการตัดสินใจด้วย &amp;ldquo; แหล่งข่าวกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62059</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, สนามบินสุวรรณภูมิ, หนีกักกันโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e884d87abed7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาให้หนัก คนแอฟริกาใต้ติดเชื้อหนีกักกันโรคโดนข้อหาพยายามฆ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนีกักกันต้องเจอแบบนี้ ตำรวจแอฟริกาใต้ตั้งข้อหาชาย 2 คนฐานพยายามฆ่า หลังจากถูกพบว่าติดเชื้อโควิด-19 แต่หนีการกักกันโรคออกมาทำงานและพบปะผู้คน ทำให้คนอื่นๆ ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลิมโปโปของแอฟริกาใต้พ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคให้ผู้ที่เดินทางมาจากเมืองเกาเต็งเมื่อวันพุธ ก่อนหน้าเริ่มมาตรการล็อกดาวประเทศ 21 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 อ้างคำกล่าวของเบกี เซเล รัฐมนตรีกระทรวงตำรวจของสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ที่เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ เกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่กำลังจะบังคับใช้ ว่าหากประชาชนทำผิดกฎข้อบังคับ พวกเขาอาจถูกลงโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีผู้นี้เตือนว่า มี 2 คนถูกตั้งข้อหาแล้ว ฐานจงใจเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่างๆ ทั้งที่ถูกบอกว่าไม่ให้ทำเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายแรกเป็นเจ้าของร้านตัดผม วัย 52 ปี ถูกตรวจพบติดเชื้อไวรัสโคโรนาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม และได้รับคำสั่งให้กักกันโรคอย่างน้อย 14 วัน วิช ไนดู โฆษกสำนักงานตำรวจเผยว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแจ้งเตือนเมื่อวันอังคารว่าเห็นชายคนนี้อยู่ในละแวกเมืองเลดีสมิธ จังหวัดควาซูลู-นาทาล และเขายังดำเนินกิจการร้านของเขาตามปกติ ทั้งที่แพทย์สั่งแล้วว่าไม่ให้ทำ ชายคนนี้ถูกจับกุมและส่งเข้าโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่สองที่ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า เป็นนักท่องเที่ยวชายที่ติดโควิด-19 ขณะพักผ่อนที่อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ เขาไม่ทำตามคำสั่งที่ให้เก็บตัวอยู่ในโรงแรม แต่ออกมาท่องเที่ยวในเมืองเซนต์ลูเซียที่อยู่ใกล้กัน และมีปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซา ประกาศล็อกดาวน์ประเทศนาน 21 วัน&amp;nbsp;ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 6 เท่าตัวในเวลาแค่ 8 วัน โดยถึงวันพฤหัสบดี แอฟริกาใต้มีผู้ติดเชื้อที่ตรวจยืนยันแล้ว 709 ราย มากที่สุดในทวีป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการล็อกดาวน์ของแอฟริกาใต้จะบังคับให้ประชาชนอยู่ในเคหสถาน แต่จะอนุญาตให้ออกนอกบ้านได้เฉพาะกิจธุระ &amp;quot;จำเป็น&amp;quot; เช่น การซื้อของอุปโภคบริโภค, ไปร้านขายยา หรือพบแพทย์ โดยรัฐบาลจัดกำลังทหารทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของตำรวจเมื่อวันพุธกล่าวว่า วิธีที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาคือ จงอยู่บ้าน &amp;quot;เป็นเพราะพฤติกรรมดื้อรั้นแท้เทียวที่ทำให้ต้องล็อกดาวน์กันทั้งประเทศ&amp;quot; คำแถลงกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61014</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งข้อหาพยายามฆ่า, หนีกักกันโรค, แอฟริกาใต้, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c62cdbb1ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 21:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 21:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชายไต้หวันหนีกักตัว โดนโทษปรับกว่าล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ชายชาวไต้หวันหนีการกักตัวภายหลังเดินทางกลับจากอาเซียน โดนจับได้ว่าไปเที่ยวไนต์คลับ ตำรวจลงโทษปรับเป็นเงินสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.08 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดสแกนตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารภายในสถานีรถไฟใต้ดินกรุงไทเปของไต้หวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคมว่า ตำรวจไต้หวันพบชายคนดังกล่าวที่ข่าวไม่เปิดเผยชื่อ เที่ยวไนต์คลับแห่งหนึ่งในกรุงไทเปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชายคนนี้เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของไต้หวัน เขาต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้าน 14 วัน ตำรวจจึงสั่งปรับเขา 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นโทษปรับสูงสุด เนื่องจากการที่เขาออกมาเที่ยวกลางคืนเช่นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่มีประสงค์ร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โหว โหย่ว อี้ นายกเทศมนตรีนครนิวไทเป กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันจันทร์ว่า บุคคลที่ต้องกักตัวเองแต่ถูกจับได้ว่าออกไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากและไม่มีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี จะต้องถูกส่งตัวไปที่อาคารป้องกันการแพร่ระบาดโรคกลาง และโดนปรับ 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โดยไม่มีการลงโทษสถานเบา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รัฐบาลไต้หวันดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดการเข้าประเทศของผู้เดินทางมาจากพื้นที่ติดเชื้อไวรัส และเผยแพร่คำแนะนำทางการแพทย์ที่ชัดเจนในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้ ทำให้ประชาชนนำไปปฏิบัติตามอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแพร่ระบาดโรคกลางก่อนที่เมืองอู่ฮั่นจะปิดเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไต้หวันมีผู้ติดไวรัสโควิด-19 เพียง 195 ราย และเสียชีวิต 2 คน อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้ มาจากผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันไต้หวันมีคำสั่งห้ามชาวต่างชาติเข้าและประชาชนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศมาไต้หวันจะต้องกักตัวเอง 2 สัปดาห์ ระหว่างการกักตัวเองที่บ้าน จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามผ่านทางจีพีเอสของโทรศัพท์และระบบการส่งข้อความ ผู้ที่หนีการกักตัวจะมีสัญญาณแจ้งไปให้ตำรวจทราบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60677</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับเงิน 1 ล้าน, หนีกักกันโรค, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e78cce231689.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
