<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โดนไฟป่าล้อม ออสซี่หลายพันคนหนีตายลงชายหาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ไฟป่าครั้งร้ายแรงของออสเตรเลียที่เผาไหม้มานานหลายเดือนลามเข้าใกล้แหล่งท่องเที่ยวริมทะเลทางตะวัน,ออกเฉียงใต้เมื่อวันอังคาร คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวหลายพันคนติดในวงล้อมหมดทางหนี ต้องอพยพไปปักหลักบนชายหาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้องฟ้ายามบ่ายของวันสิ้นปี 2562 ของออสเตรเลียเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะไฟป่าใกล้เมืองนาวรา รัฐนิวเซาท์เวลส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไฟป่ารุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม โดยวิกฤตการณ์ล่าสุดมีปัจจัยเสริมจากคลื่นความร้อนและลมแรง โดยมีคนสังเวยชีวิตเพิ่มเป็น 12 รายแล้วเมื่้อวันอังคาร ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่แล้ว 18.5 ล้านไร่ หรือขนาดใหญ่กว่าประเทศเบลเยียม และคุกคามเมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นครซิดนีย์และกรุงเมลเบิร์น ซึ่งมีประชากรหลายล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่แนะนำให้ประชาชนราว 100,000 คนอพยพออกจากชุมชน 5 แห่งชานกรุงเมลเบิร์น ขณะที่ไฟป่ากลืนชีวิตอาสาสมัครดับไฟเพิ่มอีก 1 รายระหว่างพยายามดับไฟในเขตชนบทแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงตั้งแต่คืนวันจันทร์ มีทรัพย์สินโดนไฟเผาแล้วหลายสิบแห่ง คนเสียชีวิต 3 คน สูญหายอีก 5 รายในรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย ที่ไฟลามถึงหลายเมืองที่มีคนอาศัยหนาแน่น เช่น เบตแมนส์เบย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หน่วยดับเพลิงเขตชนบทนิวเซาท์เวลส์กล่าวเมื่อวันอังคารว่า บางพื้นที่นั้นไฟโหมรุนแรงมาก กลุ่มควันหนาทึบและสภาพอากาศแห้งแล้งจากไฟป่าก่อให้เกิดพายุสายฟ้าที่รุนแรงจนไม่สามารถบินลาดตระเวนหรือดับไฟป่าทางอากาศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองแมลลาคูตา เมืองชายฝั่งในรัฐวิกตอเรีย กลุ่มควันปกคลุมท้องฟ้าจนมืดหม่นเหมือนกลางคืน เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า ไฟป่าหลายจุดที่ลุกไหม้อยู่ใกล้เคียงกำลังก่อพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและอันตรายจากถ่านคุที่มาตามลม มีคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนช่วงฤดูร้อนติดอยู่ในเมืองนี้ราว 4,000 คน เนื่องจากไม่สามารถอพยพหนีทางบกได้ทัน และอีกจำนวนมากหนีไปหลบภัยบนชายหาดหลายแห่งตลอดแนวชายฝั่งยาว 200 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านบางรายที่มีเรือได้นำเรือออกทะเล บางคนเผยทางโซเชียลมีเดียว่าพวกเขาขึ้นเรือหนี บางคนบอกว่าสวมเสื้อชูชีพเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องหนีลงทะเล ซึ่งเป็นทางรอดสุดท้าย โดยมีรายงานว่าทางการรัฐวิกตอเรียได้เตรียมแผนอพยพทางทะเลหรือทางอากาศแล้ว หากถึงคราวจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่รัฐวิกตอเรียเตือนล่วงหน้าหลายวันที่ผ่านมาให้นักท่องเที่ยวนับแสนคนออกจากพื้นที่นี้ก่อนจะสายเกินไป แต่ยังมีนักท่องเที่ยวเหลืออยู่หลายพันคน ซึ่งตอนนี้หนีไม่ทันแล้ว คำแถลงเมื่อวันอังคารกล่าวว่า เมืองแมลลาคูตาและเมืองติดกันอีก 1 เมืองยังคงถูกตัดขาด แต่ไฟป่าที่เป็นอันตรายถึงชีวิตผ่านพ้นไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายวันมานี้ อุณหภูมิในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียพุ่งแตะ 47 องศาเซลเซียส ส่วนเขตอื่นๆ ทุกแห่งก็มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา ไม่เว้นแม้แต่เกาะแทสเมเนีย วิกฤติไฟป่าครั้งนี้ทำให้ปัญหาโลกร้อนถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายว่าเป็นสาเหตุของฤดูไฟป่าที่รุนแรงขึ้นและยาวนานขึ้นของออสเตรเลีย และทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการรับมือกับภาวะโลกร้อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53594</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐนิวเซาท์เวลส์, รัฐวิกตอเรีย, หนีลงชายหาด, ออสเตรเลีย, แมลลาคูตา, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b18694c409.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
