<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศค. สั่งธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ช่วยลูกหนี้อ่วมพิษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 2564 นางสาวสภัทร์พร &amp;nbsp;ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้ความร่วมมือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ให้กับลูกหนี้ ประกอบด้วยการลดค่างวด &amp;nbsp;การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การเปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว การพักชำระค่างวด การพักชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และการพักชำระเงินต้นและลดอัตราดอกเบี้ยจำนวนทั้งสิ้น 358 ราย ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้จำนวน 12,021 บัญชี โดยจังหวัดที่ผู้ประกอบธุรกิจให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา (2,567 บัญชี) กรุงเทพมหานคร (1,014 บัญชี)และขอนแก่น (906 บัญชี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 สศค. ได้ออกประกาศ สศค. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (ฉบับที่ 3) ปรับลดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้สำหรับการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกเก็บได้จาก 80 บาท/เดือน/ราย ลงเหลือ 50 บาท/เดือน/ราย เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้เรื่องการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้อัตราใหม่ดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2564 เป็นต้นไป
สำหรับภาพรวมการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2564 มีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ1,004 ราย ใน 75 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (586 ราย)รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง (169 ราย) ภาคเหนือ (131 ราย) ภาคตะวันออก (66 ราย)และภาคใต้ (52 ราย)ตามลำดับทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ที่กระทรวงการคลังได้เปิดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2564ได้มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 952,123 บัญชี รวมเป็นวงเงิน 14,676.98 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 15,415บาทต่อบัญชี ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1)สินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2564มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์สะสมสุทธิทั้งสิ้น889 ราย ใน 74 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 860 รายใน 74 จังหวัดโดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา (79 ราย) กรุงเทพมหานคร (69 ราย) และขอนแก่น (51 ราย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2)สินเชื่อประเภทพิโกพลัส ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2564มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกพลัสสะสมสุทธิทั้งสิ้น 160 รายใน 50 จังหวัด (เพิ่มขึ้น 1 จังหวัด ได้แก่ นครนายก) และมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 144 ราย ใน 45 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ นครราชสีมา (22 ราย) อุดรธานี (10 ราย)อุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร (จังหวัดละ 8 ราย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) ภาพรวมสถานะสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม2564มียอดสินเชื่อคงค้างจำนวนทั้งสิ้น228,163บัญชี คิดเป็นจำนวนเงิน4,495.84ล้านบาทโดยมีสินเชื่อค้างชำระ 1 - 3 เดือน สะสมรวมทั้งสิ้น 29,547 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม666.15ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.82 ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 35,129บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม815.64ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.14ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังคงดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคีแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายซึ่งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,997ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2564 จำนวน 224 รายทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายชื่อผู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่เปิดดำเนินการได้ทางเว็บไซต์ www.1359.go.th และสามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมายได้โดยตรงที่
&amp;bull; สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน1599
&amp;bull; ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
&amp;bull; ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359
&amp;bull; ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) โทร.025753344&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118701</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์, รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615a7ad17b901.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 08:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเผยคืบหน้าแก้หนี้นอกระบบ จับมือพิโก้ไฟแนนซ์พักชำระเงินต้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย.64 -&amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดเจ้าหนี้โหด และเข้าช่วยเหลือเรื่องเจรจาแก้หนี้ประชาชน รัฐบาลยังได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกมาตรการเพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และลดความจำเป็นของลูกหนี้ที่จะถูกผลักไปเป็นหนี้นอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ (ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับของ สศค. ให้ประชาชนทั้งผู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเข้าถึงแหล่งเงินทุน) เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด19 ให้กับลูกหนี้ ประกอบด้วยการลดค่างวด การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การเปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว การพักชำระค่างวด การพักชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และการพักชำระเงินต้นและลดอัตราดอกเบี้ย โดยในเดือน มิ.ย. 64 มีผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์แจ้งเข้าร่วมมาตรการ จำนวนทั้งสิ้น 288 ราย คิดเป็นจำนวนบัญชีที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งสิ้น 9,807 บัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เมื่อวานนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เริ่มการผ่อนเกณฑ์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;สินเชื่อลูกหนี้รายย่อย&amp;rdquo; แบ่งเป็น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล เพื่อบรรเทาภาระการจ่ายหนี้ รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกหนี้เป็นการชั่วคราว ประกอบด้วย 1) ขยายเพดานวงเงิน &amp;ldquo;บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล&amp;rdquo; กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท เป็น 2 เท่าของรายได้ จากเดิม 1.5 เท่า และไม่จำกัดจำนวนผู้ปล่อยสินเชื่อ จากเดิมไม่เกิน 3 ราย 2) คงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ถูกปรับลดลงในช่วงการแพร่ระบาดก่อนหน้าเหลือร้อยละ 5 ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2565 3) ขยายเพดานวงเงิน &amp;ldquo;สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล&amp;rdquo; เป็น 40,000 บาทต่อราย จากเดิม 20,000 บาทต่อราย และขยายเวลาการชำระคืนจากเดิมไม่เกิน 6 เดือน เป็น 12 เดือน โดยทั้ง 3 มาตรการ มีผลจนถึงสิ้นปี 65&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่งของภาคีแก้หนี้นอกระบบ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย นับตั้งแต่ต.ค. 59 จนถึงสิ้นเดือนก.ค. 64 มีการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,773 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนมิ.ย.จำนวน 177 ราย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมายได้โดยตรงที่
&amp;bull; สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 &amp;nbsp;
&amp;bull; ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
&amp;bull; ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359
&amp;bull; ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) &amp;nbsp;โทร. 0 2575 3344&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในระดับต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อผู้มีรายได้น้อย ผู้ที่มีรายได้ไม่มั่นคงหรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะได้เข้าถึงแหล่งทุน โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งการกู้หนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม และนายกฯยังได้ติดตามการปราบปรามเจ้าหนี้ผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันพบธุรกิจปล่อยกู้ออนไลน์ คิดดอกเบี้ยโหด ทวงหนี้ผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางตำรวจได้เข้าจับกุมและดำเนินการเอาผิดทั้งกระบวนการ อีกทั้ง เมื่อ เม.ย ที่ผ่านมา ได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 เพื่อไม่ให้มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมแล้วด้วย&amp;rdquo; นางสาวรัชดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115571</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก, หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5f83e174.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หนี้นอกระบบ&#039;กู้ง่ายแต่จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่จบ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ไม่แน่ชัดว่จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้และการจ้างงานของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ที่ถูกบริษัทยกเลิกสัญญาจ้างไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ขาดสภาพคล่องกระทันหัน จนอาจจะต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2564 เท่ากับ 14.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีที่ 90.5% โดยก่อนการระบาดของโควิด สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 79.8% และเมื่อมาดูข้อมูลเชิงลึกจะพบว่าโครงสร้างของหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งเป็นหนี้ระยะสั้นและดอกเบี้ยแพงมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด อีกอย่างคือภาระการชำระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนไทยสูงมาก โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดพบว่า ณ สิ้นปี 2563 ประมาณ 1 ใน 4 ของครัวเรือนไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักงานสถิติการคลัง ระบุว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการของรัฐที่มีหนี้นอกระบบ ณ เดือนมิถุนายน 2564 จำนวนมากถึง 1,300,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 10%ของจำนวนผู้ที่พึ่งพิงสวัสดิการจากรัฐทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจในเดือนมิถุนายน ของ &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ที่พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 3.76%ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.47% นับเป็นข้อมูลที่สะท้อนสถานะทางการเงินของประชาชนเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดที่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้น อย่าง &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; เข้ามาควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งมาตรการดังกล่าวกลายเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมผู้ที่ตกงาน แรงงานที่รายได้ลดน้อยลง แม้ที่ผ่านมาจะพยายามเข้าถึงสินเชื่อในระบบ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทำให้ท้ายที่สุดทางออกหนึ่งที่กลายเป็นตัวเลือกแบบเสียไม่ได้ นั่นคือ &amp;ldquo;เงินกู้นอกระบบ&amp;rdquo; ด้วยสภาพแวดล้อมที่กดดัน เพราะแทบทุกธุรกิจ รวมไปถึงแรงงานในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้เหมือนจะไม่มีสภาพคล่องหลงเหลือเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจแล้ว จึงต้องการนำเงินจากช่องทางต่าง ๆ เข้ามาเสริม เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตส่วนตัว หรือแม้กระทั่งเดินหน้าธุรกิจของตัวเองได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะเงินกู้นอกระบบเข้าถึงได้ง่าย ทำให้เงินกู้นอกระบบมีความน่ากลัวแอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของดอกเบี้ยที่สูงมาก โดยบางกรณีเมื่อคำนวนออกมาแล้ว ผู้ที่กู้เงินนอกระบบจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 60%ถึง 2,000%ต่อปี นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก!เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบที่กำหนดไว้ให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 36%ต่อปี ทั้งยังไม่มีสัญญากู้ยืม หรืออาจจะมีสัญญากู้ยืมแต่ไม่ได้กรอกข้อมูลการชำระหนี้ที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้กู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องดอกเบี้ยที่สูงเกินความเป็นจริงแล้ว อีกความน่ากลัวของการกู้หนี้นอกระบบก็ คือ วิธีการทวงถามหนี้แบบผิดกฎหมาย ซึ่งถ้าผู้กู้หนี้นอกระบบไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด จะถูกทวงถามหนี้ด้วยการบังคับข่มขู่ การประจาน และอาจถึงขั้นทำร้ายร่ายกาย หรือทำลายทรัพย์สินของผู้กู้ รวมไปถึงคนรอบข้างได้ ดังนั้น จึงยังไม่ควรรีบตอบรับข้อเสนอเงินกู้ประเภท กู้ง่าย ได้ไว ไม่ตรวจเครดิตบูโร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์เงินกู้ออนไลน์ รวมไปถึงแอปพลิเคชันเงินด่วนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคนที่หลงกลข้อเสนอที่ดึงดูดใจ และก้าวเข้าไปอยู่ในวงจรของหนี้นอกระบบแล้ว ขอแนะนำว่าอย่าแก้ปัญหาด้วยการกู้วนจากแหล่งเงินกู้นอกระบบเพื่อมาชำระหนี้ เนื่องจากจะไม่สามารถทำให้หลุดผลจากวงจรหนี้ได้ ทางออกของปัญหานี้คือ จะต้องเร่งปิดหนี้ให้เร็ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่รับปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบ เช่น ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), ศูนย์ดำรงธรรม ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมของกระทรวงยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในกรณีประชาชนที่เดือดร้อนต้องการสภาพคล่องยังพอมีรายได้สามารถใช้บริการเงินกู้พิโกไฟแนนต์ พิโกพลัส หรือนาโนไฟแนนต์ได้ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการเงินกู้ในระบบที่เปิดดำเนินการอยู่ผ่านทาง เว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และเว็ปไซต์กระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ นอกจากนี้ยังมีแหล่งเงินกู้พิเศษของภาครัฐ เช่น สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ของธนาคารออมสิน ก็นับเป็นอีกแหล่งเงินกู้ที่น่าสนใจเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาดังกล่าว คือ การฝึกมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด โดยควบคุมการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และหารายได้เสริมจากงานที่ถนัดหรืองานอดิเรก เพื่อมาจ่ายชำระหนี้เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยประคองสถานการณ์หนี้ให้ดีขึ้นได้ รวมถึงไม่กู้ยืมหนี้เพิ่มเติมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112045</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดการหนี้นอกระบบ, หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae4b9a408c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดีสำหรับคนมีหนี้นอกระบบ ธ.ก.ส.จัด3โครงการช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เมษายน2564 นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนว่างงาน รวมทั้งเกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้ตามปกติ ทำให้รายได้ลดลงหรือไม่มีรายได้ จนนำไปสู่ปัญหาการกู้เงินนอกระบบ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนที่ประสบปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส. จึงได้ออกมาตรการจัดการหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;อย่างยั่งยืน จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน สำหรับชำระหนี้นอกระบบที่เกิดจากเกษตรกรลูกค้า คู่สมรส บุตร บิดามารดาของเกษตรกรลูกค้าหรือของคู่สมรสซึ่งอยู่ในอุปการะของเกษตรกรลูกค้า วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท เว้นแต่กรณีมีวัตถุประสงค์ในการสงวนที่ดินทำกินที่ลูกหนี้ใช้ที่ดินในการจำนองไม่เกินรายละ 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ 10 ปี สูงสุดไม่เกิน 12 ปี พร้อมรับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิตรายละไม่เกิน 100,000 บาท และการคืนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 30 ของดอกเบี้ยที่ชำระหนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) โครงการสินเชื่อชำระดีมีวงเงิน Smart Cash สำหรับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ที่ชำระหนี้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดและมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการก่อหนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกระบบของลูกค้า โดยสนับสนุนเงินเครดิตหมุนเวียนผ่านบัตร ATM ตามต้นเงินกู้ที่ได้รับชำระหนี้ตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR + (0 ถึง 3) ต่อปี ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 12 เดือนนับจากวันกู้ นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่านการคุ้มครองสินเชื่อกรณีเสียชีวิต รายละไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรลูกค้าที่มีความต้องการสินเชื่อสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อได้ผ่านช่องทาง LINE Official BAAC Family&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3) โครงการสินเชื่ออาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับลูกค้าผู้กู้สินเชื่อตามโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการประกอบอาชีพเสริม โดยผ่านการฝึกอบรมความรู้หรือทักษะจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี ในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 7 เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR เท่ากับร้อยละ 6.50) ระยะเวลาชำระหนี้ไม่เกิน 10 ปี ระยะเวลาโครงการตั้งแต่บัดนี้ &amp;ndash; 31 มีนาคม 2566&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนารัตน์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้การแก้ไขหนี้นอกระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักความรู้นำ สินเชื่อตาม ธ.ก.ส. จึงได้สนับสนุนให้ลูกค้าผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้ารับการอบรมเสริมสร้างความรู้ การพัฒนาทักษะอาชีพต่าง ๆ กับศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธ.ก.ส. ศูนย์เรียนรู้ 459 รวมถึงศูนย์พัฒนาความรู้ พัฒนาอาชีพของส่วนงานอื่น ๆ เพื่อเติมเต็มศักยภาพของลูกค้า สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพหรือปรับเปลี่ยนการผลิต ทำให้เกษตรกรและบุคคลในครัวเรือนก้าวผ่านวิกฤต สามารถสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบกับ ธ.ก.ส. จำนวน 50,634 ราย เป็นเงิน 5,085 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดโครงการฯ ได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ Call Center 02 555 0555&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100737</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนารัตน์ งามวลัยรัตน์, ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60862de54a3cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 23:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับ3โจรงัดATM อ้างหาเงินใช้หนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตำรวจรวบแล้ว! 3 คนร้ายตัดตู้ ATM ที่กบินทร์บุรีพร้อมกวาดเงิน 7 แสนบาท พร้อมคุมตัวทำแผน สารภาพตกงานช่วงโควิด หาเงินใช้หนี้นอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หน้า สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี, พ.ต.อ.มาโนช กันเกลา ผกก.สภ.กบินทร์บุรี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหารวม 3 คน ประกอบด้วย นายสมนึก จันทร์โฉม นายธนจิตต์ โพธิลา และนายนพรัตน์ ทองชื่น ได้ใช้แก๊สตัดด้านหลังตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนจะเอาธนบัตรที่บรรจุด้านในจำนวน 758,900 บาท หลบหนีไป เหตุเกิดกลางดึกวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่หน้าตลาดไทยประคอง ต.กบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี คนร้ายใช้ถนน 304 (กบินทร์บุรี-ศรีมาโพธิ) มุ่งหน้าเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้นใช้เส้นทางถนน 331 เลี้ยวขวาที่แยกหนองปรือ ขึ้นมอเตอร์เวย์ถนนหมายเลข 7มุ่งหน้า จ.สมุทรปราการ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เทคโนโลยีในการสืบสวนจนทราบว่าคนร้ายก่อเหตุคือ นายสมนึก จันทร์โฉม จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับนายสมนึก ลงวันที่ 5 ก.พ.64 ข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยกระทำการอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์สิน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เพื่อหลบหนีหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยได้กระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และทราบโดยใช้เทคโนโลยีทางการสืบสวนจนทราบว่า นายสมนึกได้เดินทางไปที่ จ.ลำปาง จึงเดินทางไปจับกุมได้ที่ห้างสรรพสินค้าที่จังหวัดลำปาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบปากคำนายสมนึกให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับนายธนจิตต์และนายนพรัตน์ ใช้แก๊สตัดตู้&amp;nbsp;ATM&amp;nbsp;ของธนาคารไทยพาณิชย์ที่บริเวณหน้าตลาดไทยประคองจริง ได้เงินสดไปประมาณ 7 แสนบาท จากนั้นเดินทางไปที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อจะนำอุปกรณ์ไปเก็บที่บ้านแม่ แล้วเดินทางไปดูงานที่จะรับทำบริเวณใกล้กับวัดด่านสำโรง จ.สมุทรปราการ ส่วนนายนพรัตน์จะเดินทางกลับบ้านที่ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จึงได้ขอแยกทางใช้รถประจำทาง ส่วนนายสมนึกและนายธนจิตต์ได้เดินทางไปที่ จ. ลำปาง ต่อมาศาลได้อนุมัติหมายจับบุคคลทั้งสองในข้อหาเช่นเดียวกันกับนายสมนึก และสามารถจับกุมตัวทั้งสองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยภายหลังการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำคนร้ายทั้งสามพร้อมรถกระบะไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ แสดงขั้นตอนการตัดตู้เอทีเอ็ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสมนึก จันทร์โฉม กล่าวหลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุทำงานเป็นช่างแอร์ วางระบบแอร์ตามห้างสะดวกซื้อต่างๆ รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ แต่ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 เกิดว่างงาน ประกอบกับเป็นหนี้นอกระบบกว่า 360,000 บาท หาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้ ทำเรื่องขอกู้เงินธนาคารต่างๆ ไม่ผ่าน จึงได้นำญาติๆ มางัดตู้เอทีเอ็มหน้าห้าง CJ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92301</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมตัวทำแผน, งัดตู้ ATM, ตกงานช่วงโควิด, ตัดตู้ ATM, หนี้นอกระบบ, หาเงินใช้หนี้นอกระบบ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ใช้หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210207/image_big_601fdc038dce7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฆ่าโหดหมกร่องสวนปาล์มส่อเอี่ยวปมหนี้นอกระบบ-ยาเสพติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค.63- จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายฆ่าโหด น.ส.เหลือง พระชะนะ อายุ 38 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ที่บ้านพรุใหญ่ ม.4 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา โดยพบศพถูกคนร้ายฆ่าโหดหมกร่องน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน ไม่ไกลจากบ้านที่มาเช่าอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน &amp;nbsp;ทั้งนี้บรรยากาศโดยทั่วไปชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;เพราะในพื้นที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ขณะที่ตำรวจสืบสวนลงพื้นที่หาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อล่าตัวคนร้ายรายนี้อย่างต่อเนื่อง และสามารถติดต่อญาติของผู้ตายซึ่งเป็นพ่อกำลังเดินทางมาจากจังหวัดชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญยัง บุญขันธ์ อายุ 73 &amp;nbsp;ปี &amp;nbsp;อดีต ผญบ.ม.4 &amp;nbsp;กล่าวว่าผู้ตายเป็นคนต่างถิ่น เข้ามาเช่าบ้านในหมู่บ้านได้ประมาณ 1 ปี ก่อนหน้าที่ก็เช่าบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง มีอาชีพออกจับปูเปรี้ยว(ปูที่ใช้ทำปูเค็ม)ในตอนกลางคืน กลางวันก็ไม่ค่อยออกมาสุงสิงกับใคร ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มอาชีพเดียวกัน ก่อนหน้านี้มีสามีเป็นชาวต่างด้าว แต่ตอนนี้อยู่คนเดียวไม่ทราบว่าไปไหน และทราบว่าผู้ตายมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ และเคยมีเรื่องทะเลาะกับเจ้าหนี้มาแล้ว ขณะที่บางส่วนก็บอกว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติดด้วย ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่จึงอยากให้ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว และคาดว่าต้องเป็นคนที่รู้จักกับคนตายอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73880</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าหมกสวนปาล์ม, พังงา, ยาเสพติด, สภ.ตะกั่วทุ่ง, หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2f96406c080.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2020 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2020 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039;ฝากทีมศก.ชุดใหม่ช่วยรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุนอย่าแบ่งชนชั้นจนพึ่งหนี้นอกระบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ก.ค.63-นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง เสียงสะท้อนที่เข้ามาส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะตีบตันโดยเฉพาะสำหรับคนหาเช้ากินค่ำและผู้ประกอบการรายย่อยหลายธุรกิจ ที่ไม่มีรายได้เลยตั้งแต่ช่วงล็อคดาวน์ ถึงแม้วันนี้จะคลายล็อคแล้ว แต่รายได้ของพวกเขายังคงไม่กลับคืนมาเหมือนภาวะปกติ หลายคนกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้แตกต่างจากธุรกิจรายใหญ่ที่รัฐมีนโยบายให้ธนาคารออกเงินกู้ดอกเบียต่ำไปอุ้มได้ ประชาชนไม่รู้จะบากหน้าไปพึ่งใคร สุดท้ายก็ต้องพึ่งหนี้นอกระบบซึ่งตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นแล้วจำนวนมาก หากไม่เร่งหาช่องทางช่วยเหลือเกรงว่าต่อไปจะยิ่งพัวพันจนจากปัญหาเศรษฐกิจก็กลายเป็นปัญหาสังคมและอาชญากรรมที่แก้ได้ยากมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจชุดเก่าบริหารเศรษฐกิจในลักษณะแบ่งชนชั้น ธุรกิจระดับบนช่วยหมด แต่ระดับล่างปล่อยให้ดิ้นรนต่อสู้กันไปเอง ได้ข่าวแว่วมาว่ารัฐบาลกำลังมีทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ แม้ว่าหัวหน้าทีมจะเป็นคนเดิมก็ตาม ยังไงผมก็ขอฝากให้ทีมใหม่นี้ดูแลปัญหาของคนหาเช้ากินค่ำและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย อย่าทำเฉยเหมือนไม่รู้ว่ามีปัญหานี้อยู่แล้วปล่อยให้ธุรกิจสีเทาเฟื่องฟูหนี้นอกระบบงอกงามเพราะเรื่องนี้นอกจากเป็นการท้าทายอำนาจรัฐแล้ว ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย&amp;nbsp; นายกรัฐตรีคงต้องเร่งเจรจานำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ได้แล้ว อย่ายื้อกันไปกว่านี้ประชาชนเดือดร้อน &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอ นายณัฐชา ระบุว่า ลำดับแรกคงต้องฝากให้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลตระหนักก่อนว่าปัญหานี้มีอยู่จริง เพื่อนำไปสู่กระบวนการเรียกหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมกันขบคิดและออกมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น ธนาคารเอกชน กองทุนต่างๆรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ตนคิดว่ามาตรการที่ออกมาจะต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนในระบบให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือการเข้าไปดูแลหนี้สินต่างๆให้ เพื่อประคับประคองไปได้จนกว่าจะผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ ที่ผ่านมา ธุรกิจเกรดเอรัฐช่วยไปแล้วตั้งแต่ต้นจนเขาแข็งแรงมากขึ้นแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ควรหันมาดูคนข้างล่างบ้าง เพราะสิ่งสิ่งที่ประชาชนต้องแบกรับตอนนี้ &amp;quot;ต้นนิ่ง ดอกลอย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากสนับสนุนให้ทำคือ การเปิดช่องให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาสามารถยื่นล้มละลายเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้โดยสมัครใจ และควรเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสปรับสภาพให้แข็งแรงขึ้นเหมือนกับที่การบินไทยได้โอกาส เรื่องนี้ยังจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เพราะช่วยลดความเสี่ยงการล้มละลายของลูกหนี้รายย่อยที่ถ้าปล่อยต่อไปเรื่อยๆแบบนี้คาดว่าจะล้มละลายกันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71728</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกดาวน์, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ทีมเศรษฐกิจ, หนี้นอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191123/image_big_5dd8d6c11c082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
