<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้มะกันล่าสุด: $22,000,000,000,000</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเป็นประเทศอื่น การมีหนี้สาธารณะระดับนี้ก็เข้าข่าย &amp;quot;หนี้สินล้นพ้นตัว&amp;quot; แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เพราะสหรัฐฯ เป็นพี่เบิ้มใหญ่ สามารถพิมพ์เงินเองโดยไม่ต้องมีทองมากองเอาไว้เพื่อรับรองความมั่นคงของสถานะการเงินของตนเอง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงกู้เงินอย่างไม่บันยะบันยัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดระดับหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่อีกครั้ง คือมากกว่า $22 &amp;nbsp;ล้านล้านดอลลาร์ ตามการเปิดเผยของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2017 หนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ &amp;nbsp;ได้เพิ่มขึ้นจากระดับ $19.95 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 22.01 ล้านล้านดอลลาร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะทรัมป์ลดภาษีให้ธุรกิจใหญ่ๆ เพื่อเอาใจนายทุน ทำให้รายได้ของรัฐหดตัวลง &amp;nbsp;ก็ต้องสร้างหนี้เพื่อประคองเศรษฐกิจของตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเป็นเพราะนโยบายลดภาษีของทรัมป์ มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ การอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมทั้งในส่วนของการใช้จ่ายภายในประเทศ และงบประมาณด้านการทหาร Make America Great Again ของทรัมป์ คือการสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างไม่ลดละอีกด้านหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกอย่างมีราคาของมันเอง ทรัมป์ต้องการสร้างความนิยมชมชื่นทางการเมืองก็ต้องออกนโยบายเอาใจทั้งระดับเศรษฐีและรากหญ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดคนที่ต้องควักกระเป๋าก็หนีไม่พ้นประชาชนทั้งหลายนี่แหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องสงสัยว่าหากวิเคราะห์ตัวเลขทั้งหมดแล้วก็จะเห็นภาพชัดว่า ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอเมริกันทั้งระยะกลางและระยะยาวอย่างปฏิเสธไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะดอกเบี้ยที่เกิดจากหนี้ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์นี้ก็ทำให้รัฐบาลที่วอชิงตันมีต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอย้ำว่าดอกเบี้ยตก 1,000 ล้านเหรียญหรือเท่ากับ 32,000 ล้านบาทต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเฉพาะดอกเบี้ย ไม่คิดเงินต้นที่เพิ่มขึ้นทุกปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้สิ่งที่จะตามมาก็คือการขาดดุลงบประมาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานงบประมาณของรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินไว้ว่า เฉพาะปีนี้อเมริกาจะขาดดุลงบประมาณอีกประมาณ 897,000 ล้านดอลลาร์ และจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเกษียณการทำงานของคนอเมริกันที่เกิดในยุคเบบี้บูม หรือคนที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่วันนี้มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนกลุ่มนี้ตายกันน้อยลง เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพตัวเองที่ดีขึ้นมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวเรื่องปริมาณหนี้สาธารณะของสหรัฐพอกพูนผ่านหลัก 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ &amp;nbsp;700 ล้านล้านบาทมีขึ้นขณะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านนโยบายการค้าของอเมริกากำลังเจรจารอบใหม่กับจีนที่กรุงปักกิ่ง เพื่อหาทางลงจากการเผชิญหน้าทางการค้าที่ยืดเยื้อมากว่าปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อประเทศจีนก็จับตาตัวเลขชุดนี้อย่างใจจดใจจ่อ หนังสือพิมพ์ทางการที่ปักกิ่งอ้างรายงานข่าวต่างประเทศว่าระทรวงการคลังของสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า ปริมาณหนี้สาธารณะของประเทศนับตั้งแต่ปี &amp;nbsp;1993 ถึง ณ วันที่ 13 ก.พ.ปีนี้ ทะยานสู่ระดับ 22.01 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 689.3 ล้านล้านบาท ) เป็นครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิเคราะห์จีนดีดลูกคิดแล้วประกาศว่า ยอดหนี้มะกันสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี ) ตลอดทั้งปีที่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีนักวิเคราะห์มองว่านี่เป็น &amp;quot;ความเสี่ยงครั้งใหญ่หลวง&amp;quot; ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งคุณภาพชีวิตของชาวอเมริกันทุกคนก็จะถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนจับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะรายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงที่คณะผู้แทนเจรจาการค้าของสหรัฐ นำโดยนายโรเบิร์ต ไลธิเซอร์ และนายสตีฟ มนูชิน รมว.กระทรวงการคลัง เยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อพบหารือกับนายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพบปะกันรอบใหม่นี้เป็นการต่อยอดจากการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นั่น สี จิ้นผิงและทรัมป์ประกาศ &amp;quot;เห็นชอบร่วมกันในหลักการ&amp;quot; ให้ระงับการตั้งกำแพงภาษีต่อกันเป็นเวลา &amp;quot;90 วัน&amp;quot; นับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา แล้วใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการเจรจากัน &amp;quot;อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันนี้ยังต้องจับตาว่าสองยักษ์ใหญ่จะต่อรองกันได้มากน้อยเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แน่ๆ คือสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศหนี้สินสูงสุดของโลก ขณะที่จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดเช่นกัน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29727</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุทธิชัย หยุ่น, หนี้มะกันล่าสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c7002521d086.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
