<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทอน’อ้างประเทศลำบาก ตัดงบราชการในพระองค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ขอตัดงบ &amp;quot;ราชการในพระองค์&amp;quot; 13% เพราะประเทศกำลังยากลำบาก เก็บภาษีไม่เข้าเป้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอัตราน่าใจหาย ประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับการอยู่บ้านต่อสู้โควิดทำให้รายได้ลดลงต้องอยู่อย่างยากลำบาก ข้องใจส่วนราชการในพระองค์ไม่ต้องมีเอกสาร ไม่ต้องมาชี้แจงต่อ กมธ. ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมได้ ยันพระมหากษัตริย์ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างสมพระเกียรติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่รัฐสภา (เกียกกาย) ในการประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 เป็นการพิจารณางบประมาณส่วนราชการในพระองค์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp; ประธานคณะก้าวหน้า ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. ซึ่งเป็นสัดส่วนพรรคก้าวไกลร่วมซักถามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตามปกติในการพิจารณาของที่ประชุมจะมีการถ่ายทอดสดให้ผู้ที่มาชี้แจงคนอื่นๆ ที่อยู่ภายนอกห้องประชุมได้รับชมรับฟังด้วย แต่ในการพิจารณางบประมาณส่วนราชการในพระองค์ กลับมีการตัดเสียงออก ให้เห็นเพียงแต่ภาพผ่านหน้าจอทีวีเท่านั้น โดยเริ่มต้นนายธนาธรได้ขอให้สำนักงบประมาณช่วยชี้แจงว่าทำไมงบประมาณส่วนราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมาก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงบฯ ชี้แจงว่า ที่วงเงินเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากรของหน่วยงานที่รับโอนมาตาม พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งนายธนาธรเห็นต่างในกรณีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวว่า งบที่เพิ่มขึ้นนี้ตอนแรกคิดว่างบที่เพิ่มขึ้นมาจากในส่วนนั้น คือแบกรับมาจากกระทรวงกลาโหมตาม พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ เพราะงบของกองทัพบกเองก็ลดลง แต่พอไปดูเอกสารของกระทรวงกลาโหม ก็พบว่ามีการโอนแต่บุคลากร กระทรวงกลาโหมยังถืองบประมาณตรงนี้ไว้อยู่ ปีละประมาณ 1,200 ล้านบาท ดังนั้นถ้าตามนี้หมายความว่างบที่เพิ่มขึ้นเกิดจากส่วนราชการในพระองค์เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าพระองค์ท่านไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดงบประมาณ แต่เป็นหน่วยงานนำเสนอขึ้นมาเอง ผมอยากถามผู้บริหารหน่วยงานว่า การนำเสนองบประมาณเพิ่มขึ้นปีละ 16.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศกำลังยากลำบาก เก็บภาษีไม่เข้าเป้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอัตราน่าใจหาย ประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับการอยู่บ้านต่อสู้โควิด ทำให้รายได้ลดลง ต้องอยู่อย่างยากลำบาก การที่ท่านเพิ่มงบประมาณ 16.8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเหมาะสมหรือไม่ การนำเสนองบประมาณเช่นนี้ทำให้พระองค์ท่านเสื่อมเสียพระเกียรติหรือไม่ ที่มากไปกว่านั้น และเหตุผลที่ตนต้องตั้งคำถามก็คือ งบประมาณส่วนงานในพระองค์เพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจและเพิ่มไม่หยุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายธนาธรได้ขอแสดงสไลด์ต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นสไลด์ที่ให้รายละเอียดเปรียบเทียบงบประมาณส่วนราชการในพระองค์แต่ละปีงบประมาณ โดยยึดมาจากเอกสารงบประมาณปี 2561-2564&amp;nbsp; โดยนายธนาธรกล่าวด้วยว่า งบประมาณส่วนราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าตกใจมาก และเพิ่มขึ้นทุกปี เฉพาะปีนี้ปีเดียว เพิ่มขึ้น 16.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งบภาพรวมเพิ่มขึ้น 3.1 เปอร์เซ็นต์ และถ้าเทียบจากปีแรกคือปี 2561 จนถึงแผนปี 2567 เพิ่มขึ้น 67 เปอร์เซ็นต์ใน&amp;nbsp; 6 ปี ซึ่งเติบโตเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ เติบโตเร็วกว่าจีดีพี เติบโตเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของงบประมาณโดยภาพรวม และที่สำคัญคือมีการเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ถ้าเราปิดชื่อหน่วยงานเอาไว้ก่อน แล้วมีหน่วยรับงบประมาณหนึ่งนำเสนองบประมาณแบบนี้ให้กับ กมธ.โดยไม่มีคำอธิบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเชื่อว่าเราคงเห็นว่าไม่เหมาะสมและคงเสนอตัดตามสมควร ผมยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งผมเชื่อว่าพระองค์ท่านไม่ได้ทำงบประมาณ หากแต่เป็นผู้บริหารในส่วนราชการในพระองค์เป็นผู้ทำ การให้งบประมาณหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ มีแต่จะทำให้พระองค์เสื่อมเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศและประชาชนย่ำแย่ยากลำบาก ดังนั้นผมอยากได้รายละเอียด ช่วยชี้แจงรายละเอียดในเอกสาร เพราะผมคิดว่าถ้าเราได้รายละเอียดจะทำให้เราช่วยส่วนราชการในพระองค์พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ช่วยรับรองและชี้แจงต่อสาธารณะได้ว่างบประมาณเหมาะสม หรือมิเช่นนั้นขอให้ทางหน่วยงานปรับลดลง โดยให้เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ร้อยละ 3.1 เท่ากับภาพรวม ถ้าเป็นจำนวนเงินคือเพิ่มขึ้น 243 ล้านบาท จากปีที่แล้ว หรือลดลง 873 ล้านบาทจากงบประมาณปี 2564 ที่ขอมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวอีกว่า เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ ในสภาวะวิกฤติ เมื่อทุกหน่วยงานพยายามตัดลดงบประมาณ เมื่อพี่น้องประชาชนและข้าราชการต่างก็ร่วมมือร่วมใจกันเสียสละ อดทน ต่อสู้ไปด้วยกัน หากส่วนราชการในพระองค์ยอมตัดงบประมาณลง ย่อมทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สูงเด่นขึ้น เพราะเมื่อประชาชนมองมาก็จะเห็นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานคณะก้าวหน้าบอกว่า ยังกังวลในเรื่องหลักการ การที่ส่วนราชการในพระองค์ไม่ต้องมีเอกสาร ไม่ต้องมาชี้แจงต่อ กมธ.นั้น ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการใช้งบประมาณได้ เห็นว่าผิดหลักการในการทำงาน เพราะเงินไม่ว่าจะไปที่หน่วยงานไหนก็มาจากภาษีประชาชน ดังนั้นอยากให้ กมธ.ปรับการทำงานให้ส่วนราชการในพระองค์นำเสนอในกระบวนการปกติ เพื่อเงินที่มาจากภาษีประชาชนจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยงานได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในปีต่อๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการซักถามของธนาธร ทางสำนักงบประมาณได้ชี้แจงด้วยวาจาว่า มีการโอนจากกระทรวงกลาโหมไปส่วนราชการในพระองค์จริง และงบประมาณที่เป็นของส่วนราชการในพระองค์เดิมลดลงในปี 2564 ประมาณ 80 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรได้ขอเอกสารชี้แจงงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์ไป ซึ่งสำนักงบประมาณบอกว่าที่ผ่านมาไม่มีทำ แต่จะจัดทำให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ในส่วนของกระทรวงกลาโหม พบว่ามีการจัดทำงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับภาวะการเงินการคลังของประเทศและไม่สะท้อนบริบทของสังคมไทย กองทัพยังคงมีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ควรมีการจัดซื้ออาวุธในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การจัดซื้ออาวุธไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ รถถัง เครื่องบิน รวมไปถึงครุภัณฑ์ รวมไปถึงการซ่อมรถยนต์ที่เป็นส่วนกำลังบำรุง มีข้อกังขามากมาย โดยเฉพาะในปีนี้มีกรณีการจัดซื้อกระสุนปืนนัดละ 5,000 บาท ไม่รู้เป็นกระสุนทองคำหรือเปล่า ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ มีการสอบถามจนออกมายอมรับในที่สุดว่าเอกสารผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพิจารณางบประมาณของหน่วยรับงบประมาณคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงด้วยตัวนั้น นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคนี้เป็นยุคที่ประชาชนถูกคุกคามเป็นอย่างมาก อีกทั้งตั้งคำถามไปยังตำรวจด้วยว่า ถ้าประชาชนถูกฟ้องด้วยมาตรา 116 กลับกันหากประชาชนจะฟ้องมาตรา 157 ต่อตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่บ้าง ควรจะฟ้องใครถึงจะเกิดความยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ชี้แจงว่า ในส่วนของมาตรา 116 พ.ร.บ.ความสะอาด ตนจะรับข้อสังเกตไปดำเนินการแก้ไข พร้อมขอให้กรรมาธิการพิจารณาไม่ตัดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศกำลังยากลำบาก, รายได้ลดลง, ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้สาธารณะเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e85f23d4a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
