<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธอส.รับไวรัสโควิดทำหนี้เน่างอก9พันล. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย. 2563 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารในปีนี้ จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ที่ 2.1 แสนล้านบาท โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้เดือนละ 20,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าโครงการบรรเทาผลกระทบลูกค้าจากปัญหาโควิด-19 จาก 10 มาตรการ มีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการแล้ว 5.11 แสนบัญชี วงเงินสินเชื่อ 4.3 แสนล้านบาท เป็นลูกค้าที่เข้ามาตรการที่ 5 พักดอกเบี้ยและเงินต้น 4 เดือน จำนวน 2.36 แสนบัญชี วงเงินสินเชื่อ 1.79 แสนล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มลูกค้าพักหนี้ดังกล่าว เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4,000 ล้านบาท จากกลุ่มที่ชำระหนี้ไม่เต็มงวด โดยหลังจากนี้ธนาคารจะเข้าไปดูประวัติ และปรับสัญญาเงินกู้ให้ เพราะยังถือว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ ส่วนอีก 5,000 ล้านบาท เป็นกลุ่มลูกหนี้ที่ผิดชำระหนี้ โดยได้มอบหมายให้สาขาเร่งเข้าไปติดตามลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป เพราะลูกค้าอาจจะเคยชินกับมาตรการพักหนี้ จึงยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ปกติได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญแล้ว จำนวน 3,500 ล้านบาท และคาดว่าสินปีนี้จะสามารถตั้งสำรองหนี้ได้ 5,300 ล้านบาท ส่วนกำไรในปีนี้อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ เพราะมีสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา เห็นชอบขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือลูกค้าทีได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระยะที่ 2 รวม 3 มาตรการ จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. นี้ ก็จะไปสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค. 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78503</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธอส., หนี้เสีย, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;แบงก์รัฐ&#039;หืดจับแบกหนี้เน่า-ด้อยคุณภาพเฉียด5แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภาพรวมการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในเดือน เม.ย. 2563 ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ พบว่า มีสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5.11 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 2.55% ที่มีสินเชื่ออยู่ 4.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินฝาก อยู่ที่ 5.24 ล้านล้านบาท เติบโต 5.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตจากเดือนก่อนหน้า 1.3% ที่มีเงินฝากอยู่ที่ 5.17 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสะสมสุทธิของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง อยู่ที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลง 53.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีกำไร 5.2 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.57% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีหนี้เสียอยู่ 2.89 แสนล้านบาท และยังมีสินเชื่อด้อยคุณภาพที่หยุดการชำระ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน อยู่ที่ 2.38 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.76% ของสินเชื่อรวม ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งพยายามเร่งปรับโครงสร้างของสินเชื่อด้อยคุณภาพส่วนนี้เพื่อไม่ให้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ระดับ 13.83% ถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงานระยะต่อไป และสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดว่าต้องมีบีไอเอสไม่ต่ำกว่า 8.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การดูแลหนี้เสียและสินเชื่อด้อยคุณภาพ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเร่งดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกหนี้และสถานะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ โดยตอนนี้ทุกสถาบันการเงินมีมาตรการช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คาดว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐส่วนใหญ่จะขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ให้ลูกค้าถึงสิ้นปี 2563 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการพักหนี้แบบอัตโนมัติเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถชำระหนี้กลับมาชำระหนี้ในระบบตามปกติ รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะได้รับทราบข้อมูลด้วยว่าลูกหนี้ที่ขอพักชำระหนี้ต่อมีปัญหาการชำระหนี้อย่างไร เพื่อที่ระหว่างการพักหนี้จะได้เข้าไปช่วยแก้ไขผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72779</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลดำเนินงาน, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, หนี้ด้อยคุณภาพ, หนี้เสีย, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c539d0d9fbfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ตอกย้ำปัญหา หนี้สินครัวเรือนหนักหน่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติโควิด-19 ทำให้เราเรียนรู้อะไรหลายอย่างที่จะต้องนำมาแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้วิถีชีวิตคนไทยดำดิ่งสู่ &amp;ldquo;หนี้สินล้นพ้นตัว&amp;rdquo; ที่เป็นวิกฤติของจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรารู้จักคำว่า NPL หรือ &amp;ldquo;หนี้เสีย&amp;rdquo; ในระดับธุรกิจมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เราไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับ &amp;ldquo;หนี้เสียครัวเรือน&amp;rdquo; ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติแถลงเมื่อเร็วๆ นี้ว่าหนี้เสียครัวเรือนปีนี้อาจแตะ 1 ล้านล้านบาท ก็ทำให้เราต้องมาทบทวนประเด็นนี้อย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรายงานบอกว่า ไตรมาส 1/63 หนี้เสียครัวเรือนทะยาน 9.5 แสนล้าน คิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย 8.1%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อมูลที่ว่ากลุ่มคนอายุ 30-45 ปี มีภาระหนี้หนักทั้ง &amp;lsquo;หนี้บ้าน-รถยนต์-สินเชื่อบุคคล-บัตรเครดิต&amp;rsquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเจอกับการขาดรายได้อย่างเฉียบพลันอันเกิดจากโรคระบาดที่เรียกว่า Income shock จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่มหนึ่งคือ คนอายุน้อยกว่า 22 ปี ที่กู้เงินซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและแถมเป็นหนี้เสียสูงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมอ่านรายงานของคุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) แถลงสถานะหนี้มุมมองไตรมาสแรกของปีนี้ ณ สิ้นเดือนมีนาคมแล้วน่าเป็นกังวลไม่น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณสุรพลให้ตัวเลขว่า หนี้เสีย (NPL) ของครัวเรือนผู้บริโภคตามฐานข้อมูลของเครดิตบูโร มีจำนวน 9.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีหนี้เสีย 7.7 แสนล้านบาท และคิดเป็น 8.1% ของหนี้ตามฐานข้อมูลเครดิตบูโรที่มีทั้งหมด 11.7 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเกิดการ lockdown เพราะโรคระบาด หนี้เสียก็พุ่งทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเมินว่า ผลกระทบของโควิด-19 และการปิดเมืองที่เริ่มขึ้นในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะทำให้หนี้เสียของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านล้านบาทในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย 2 หลัก หรือมากกว่า 10%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นชัดคือข้อมูลสิ้นสุดไตรมาสแรกยังไม่ได้แสดงผลกระทบจากโควิด-19 อย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเพราะมาตรการปิดเมืองมาเข้มข้นในเดือนเมษายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้น ผมเชื่อว่าในปีนี้เราได้เห็นหนี้เสียเกิน 1 ล้านล้านบาทแน่ หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้เสียเป็น 2 หลัก&amp;rdquo; คุณสุรพลบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ชะลอหนี้เสียตรงนี้คือ การเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR : Debt Restructure) ให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (TDR)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดหนักสุด เพราะรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และมีหนี้สินสะสมเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนมีรายได้สูงกว่าจะไม่มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณสุรพลรายงานว่า ลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เพราะรายจ่ายลดไม่ได้ แต่รายได้หายไปหรือไม่แน่นอนจากสภาพการทำงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่แหละที่เรียกว่าภาวะ Income shock ของแรงงาน 11.9 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสำรวจพบด้วยว่า ในช่วงไตรมาสแรกกลุ่มคน Gen Y มีภาระการผ่อนชำระค่างวดสินเชื่อรถยนต์ค่อนข้างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้มีอายุไม่เกิน 22 ปี มีหนี้ซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสินเชื่อรถยนต์กลุ่มนี้กลายเป็นหนี้เสียสูงเสียด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินเชื่อบ้านก็น่าห่วงเหมือนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานนี้บอกว่า ลูกหนี้จำนวนมากที่เข้าไปขอปรับโครงสร้างหนี้บ้าน เพราะผ่อนไม่ไหว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หนี้กลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุดคือ กลุ่มที่กู้บ้าน และมีปัญหาเรื่องผ่อนบ้าน กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มอายุน้อยกู้ซื้อรถ&amp;rdquo; คุณสุรพลบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถิติอีกชุดที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกหนี้ของครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกจะพบว่า กลุ่มคนที่มีอายุ 20-22 ปี (Gen Z) มีหนี้สิน 2.5 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้เสีย 1,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย 5%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มคนที่มีอายุ 23-39 ปี (Gen Y) มีหนี้สิน 4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสีย 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย 6.8%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มคนที่มีอายุ 40-54 ปี (Gen X) มีหนี้สิน 3.7 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสีย 2.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.4% เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าพิจารณาหนี้สินครัวเรือนจำแนกตามอายุ พบว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุ 30 ปี เป็นช่วงที่จำนวนคนมีสินเชื่อรถยนต์มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุ 38 ปี เป็นช่วงที่จำนวนคนมีสินเชื่อส่วนบุคคลมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อายุ 40 ปี เป็นช่วงที่มีจำนวนคนมีสินเชื่อบ้านมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอายุ 40 ปี เป็นช่วงที่มีจำนวนคนมีบัตรเครดิตมากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเห็นได้ชัดว่า คนที่มีอายุ 30 ปลายๆ แต่ไม่เกิน 45 ปี เป็นกลุ่มที่มีภาระหนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคนกลุ่มนี้ทำงานในระบบ แต่เจอภาวะ Income shock ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณสุรพลบอกว่าพอเกิดโควิดก็ทำให้ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค.63 สถาบันการเงินต่างๆ ขอตรวจข้อมูลลูกค้าเก่าว่าสถานะหนี้ยังดีอยู่หรือไม่ มีหนี้ที่อื่นเพิ่มหรือไม่ เข้มข้นมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีจำนวนการขอ 15.91 ล้านครั้ง และในเดือน เม.ย. มีการขอตรวจข้อมูลอีก 10 ล้านครั้ง ทำให้ทั้งปีนี้คาดว่าจะมีการขอตรวจข้อมูล 70 ล้านครั้ง เทียบกับปีที่แล้วที่มีการขอตรวจข้อมูล 54.9 ล้านครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเมื่อ &amp;ldquo;น้ำลดตอผุด&amp;rdquo; ทำให้เราเห็นปัญหา &amp;ldquo;หนี้สินครัวเรือน&amp;rdquo; ของคนทำงานสูงจนน่าเป็นห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งเจอวิกฤติโรคระบาดก็ยิ่งทำให้ปัญหาเด่นชัดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิด แต่โควิด-19 มาส่องให้ชัด และทำให้เราต้องลงมือแก้ที่ต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, สุรพล โอภาสเสถียร, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ห่วงสถานะหนี้เสีย ไตรมาส3‘ตกงาน’ยังพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คนยังตกงานต่อเนื่อง เหตุภัยธรรมชาติและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สภาพัฒน์รับห่วงหนี้เอ็นพีแอล ชี้แทบทุกสินเชื่อพาเหรดเข้าข่ายเสี่ยงสูง ซูเปอร์โพลโต้หมวดเจี๊ยบไม่ได้รับงานเหมือนนักการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ประจำปี 2562 ว่าผู้มีงานทำลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยภาคเกษตรมีการจ้างงานลดลง 1.8% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 จากปัญหาภัยธรรมชาติ ส่วนการจ้างงานภาคนอกเกษตรลดลง 2.3% ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการหดตัวของการส่งออก โดยสาขาที่จ้างงานลดลง ได้แก่ การผลิต การขายส่ง/ขายปลีก และก่อสร้าง ขณะที่โรงแรม/ภัตตาคาร และการขนส่ง/เก็บสินค้ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อัตราการว่างงานในไตรมาส 3 เท่ากับ 1.04% หรือมีจำนวน 3.94 แสนคน สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและปัญหาภัยธรรมชาติ การว่างงานเพิ่มขึ้นทั้งผู้ที่เคยทำงานและไม่เคยทำงานมาก่อน โดยผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 8.4% ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 3% ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้จบการศึกษาใหม่เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน&amp;rdquo; นายทศพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มการจ้างงานในไตรมาสสุดท้าย คาดว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ปรากฏผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากนัก เนื่องจากตัวเลขการสำรวจภาวะการมีงานทำของประชากรเดือน ต.ค. &amp;nbsp;อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% หรือคิดเป็นผู้ว่างงาน 3.55 แสนคน แม้ว่ากำลังแรงงานและผู้มีงานทำจะลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่ามีการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มทำงานบ้านที่เข้าสู่กำลังแรงงานเป็นครั้งคราวตามฤดูกาล โดยผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน 19.2 ล้านคนเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;5.1% ประกอบกับโครงสร้างตลาดแรงงานไทยมีความยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบสามารถย้ายไปทำงานนอกระบบได้ง่าย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาพัฒน์มองว่าประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญกับตลาดแรงงาน คือ 1.การติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิด และการติดตามตรวจสอบให้แรงงานได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด 2.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแรงงาน และ 3.มาตรการในการเพิ่ม/ปรับเปลี่ยนทักษะแรงงาน ให้สามารถทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม หรือเปลี่ยนไปประกอบอาชีพใหม่ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 ปี 2562 มีมูลค่า 13.08 ล้านล้านบาท ขยายตัว &amp;nbsp;5.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 78.7% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) &amp;nbsp;เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวลงเร็วกว่าหนี้สินครัวเรือน โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 7.8% ชะลอลงจากในไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ชะลอลง 10.2% ขณะที่สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัว 11.8% เป็นผลจากการขยายตัวของทั้งสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอื่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาพรวมคุณภาพสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อหลายประเภทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเอ็นพีแอลเพื่อการอุปโภคบริโภคมีมูลค่า 133,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 2.81% ต่อสินเชื่อรวม เอ็นพีแอลที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 3.49% เพิ่มขึ้นจากในไตรมาสก่อน เอ็นพีแอลสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ &amp;nbsp;1.86% และเอ็นพีแอลสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.65% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มหนี้สินครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังปี 2562 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งแรกของปี &amp;nbsp;แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพียังคงเพิ่มขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอตัวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเสนอผลโพลดัชนีผลงานรัฐบาลยังเป็นที่นิยมว่า เป็นเรื่องการสำรวจของโพล ซึ่งผลโพลจะดีหรือไม่ดีรัฐบาลก็ต้องทำงานอยู่แล้ว และยืนยันว่าแม้ผลสำรวจจะออกมาเป็นทางบวกก็ไม่ทำให้รัฐบาลเหลิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวถึงกรณี ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาสงสัยการทำงานของซูเปอร์โพลว่า ซูเปอร์โพลเคยผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถสำรวจได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ โดยผลโพลทำนายผลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญประกาศก่อนล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนวันลงประชามติ ซึ่งคาดเคลื่อนไม่ถึง 1% จนทำให้คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ทั่วโลกได้เห็นความสามารถและความน่าเชื่อถือของโพลที่ทำโดยคนไทย
&amp;ldquo;ความเป็นกลางนั้นตั้งแต่ซูเปอร์โพลเปิดทำงานมากว่า 4 ปี ไม่มีใครรับเงินเดือนและค่าตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เลย และไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ธุรกิจครอบครัวเหมือนบรรดานักการเมืองบางคน&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดลระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51104</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงานพุ่ง, สถานะหนี้เสีย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนี้เสีย, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddbe0e5b03df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว.จ่อโละขายหนี้เน่า 8,000 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ. 2562 นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ( ธพว. ) เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ในปี 2562 ธนาคารตั้งเป้าหมายบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.44 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 14% ของยอดสินเชื่อรวม ให้ลดลงเหลือที่ระดับต่ำกว่า 10%&amp;nbsp; ภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 20 ก.พ. มีมติเห็นชอบให้ธนาคารนำหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 3,000 ล้านบาทออกมาขายให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี ที่สนใจในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งภาพรวมหนี้

เอ็นพีแอลของธนาคารในปัจจุบันมี 1.44 หมื่นล้านบาท แยกเป็นหนี้ที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท และหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อปล่อยใหม่ 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีเอ็นพีแอล 4,000 ล้านบาท

สำหรับหนี้เอ็นพีแอลที่เกิดก่อนปี 2558 แบ่งเป็นรายใหญ่ 8,000 ล้านบาท รายเล็ก 6,000 ล้านบาท ในลูกหนี้รายใหญ่ 8,000 ล้านบาท มีลูกหนี้คิดเป็นวงเงินราว 2,000 ล้านบาท ที่อยู่กระบวนการประกาศขายของกรมบังคับคดีแล้ว ส่วนลูกหนี้ที่เหลืออีก 6,000 ล้านบาท จะเอามาขายในเดือนมีนาคมและช่วงหลังจากนี้ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ถือว่าเป็นลูกหนี้สินเชื่ออยู่ในระบบมานาน ผ่านการปรับโครงสร้างนี้มาหลายรอบ รวมระยะเวลาเกิน 15 ปี ถือเป็นไปตามเกณฑ์ที่ต้องนำออกมาขาย ซึ่งพบว่าลูกหนี้หลายรายไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ บางกิจการหยุดไปแล้ว แต่หลักประกันยังมีอยู่จึงตัดสินใจเปิดขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์

&amp;quot; ในครั้งนี้จะนำลูกหนี้รายใหญ่ที่เกิดก่อนปี 2558 จำนวน 6,000 ล้านบาท และรายเล็กอีกออกมาขายในปี 2562 ซึ่งจะมีการเปิดจำหน่ายเอ็นพีแอลอีกหลายครั้ง มีเป้าหมายรวมคือ 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ลดหนี้เอ็นพีแอลได้เหลือที่ระดับต่ำกว่า 10 % ให้ได้ &amp;quot;นายมงคลกล่าว

สำหรับผลดำเนินงานนับตั้งแต่ปี 2558 - 2561 พบว่าเอ็นพีแอลของลูกหนี้ที่ปล่อยใหม่ อยู่ที่ระดับต่ำเพียงแค่ 4.11%&amp;nbsp; ทั้งนี้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่ธนาคารได้รับมอบนโยบายมาคือการปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยมีวงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย ซึ่งค่าเฉลี่ยการปล่อยสินเชื่อในช่วงปี 2561 ลดลงเหลือ 1.72 ล้านบาทต่อราย สะท้อนว่าธนาคารต้องการช่วยเหลือคนตัวเล็ก ซึ่งถือว่าลดลงมากเทียบจากปี 2552 - 2557 ที่มีวงเงินปล่อยกู่ต่อรายไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีค่าเฉลี่ยปล่อยกู้ที่ 3.04 ล้านบาทต่อราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธพว., มงคล ลีลาธรรม, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa32ea3ed2cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี61 แบงก์โกยกำไร 2 แสนล.ธปท.แนะเข้มปล่อยกู้บ้าน-รถ เหตุหนี้เสียพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.พ. 2562 นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 ขยายตัว 6% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยายตัว 4.4% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 คาดว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะขยายตัวได้ในระดับ 6-7% ดีขึ้นจากปี 2561 และเป็นการขยายตัวในทุกกลุ่มสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อธุรกิจ ขยายตัว 4.4% โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ไม่รวมธุรกิจการเงิน ขยายตัว 4.1% ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี ขยายตัว 4.5% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่ 9.4% มาจาก สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัว 7.8% โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2561 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.7 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี เป็นผลมาจากการระบายอสังหาริมทรัพย์ก่อนมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (แอลทีวี) จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ขยายตัว 12.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ในปี 2561 สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.93% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 2.91% มียอดเอ็นพีแอลคงค้างอยู่ที่ 4.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 1.4 หมื่นล้านบาท โดย ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเอ็นพีแอลในกลุ่มที่อยู่อาศัยและกลุ่มรถยนต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ 3.25% และ 1.66% จึงอยากให้สถาบันการเงินพิจารณาภาระหนี้ต่อการกู้ให้รัดกุม โดยธปท.จะเข้าไปดูแต่ก็ยังไม่มีมาตรการควบคุมอะไรออกมาเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2561 ธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 2.07 แสนล้านบาท ขยายตัว 10.8% จากปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยตามสินเชื่อที่ขยายตัว และลดค่าใช้จ่ายในการกันสำรอง โดยธนาคารยังมีเงินสำรองในระดับสูงที่ 6.68 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 193.3%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29248</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ปี2561, สมชาย เลิศลาภวศิน, หนี้เสีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190216/image_big_5c677fffc5502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธ.ก.ส. จ่อทบทวนเป้าหมายเอ็นพีแอลใหม่ หลังมีโครงการพักชำระหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธ.ก.ส. จ่อทบทวนเป้าหมายหนี้เสียทั้งปี จากเดิมตั้งไว้ที่ 4% หลังคลอดมาตรการพักหนี้ ทำสถานะลูกหนี้หยุดชำระเงินต้น ทำแก้ปัญหาหนี้เสียได้ไม่เต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. อาจต้องทบทวนเรื่องเป้าหมายการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ใหม่ ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส. &amp;nbsp;มีหนี้เสียราว 5.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.3 % ของยอดสินเชื่อรวม โดยตั้งเป้าหมายในปีบัญชี 2561 (1 เม.ย. 2561-31 มี.ค. 2562) ตั้งควบคุมเอ็นพีแอล ไม่เกิน 4% ซึ่ง ธ.ก.ส. จะใช้กลยุทธ์ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ พักหนี้ และมาตรการเชิงรุกคือการสร้างฝึกอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร มีความสามารถในการหารายได้เอามาชำระหนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากรัฐบาลเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย ที่มีหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาทแรกเป็นเวลา 3 ปี จากการประเมินเบื้องต้นพบว่ามีลูกหนี้เข้าข่ายได้รับสิทธิมากกว่า 3.8 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6 - 7 แสนล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะมีลูกหนี้มากกว่า 80 % ที่ได้รับสิทธิ์แสดงความประสงค์ขอเข้าโครงการพักหนี้ครั้งนี้ คิดเป็นมูลหนี้ไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลจากมาตรการพักหนี้ จะทำให้สถานะลูกหนี้หยุดชำระเงินต้น แต่ยังคงให้ชำระดอกเบี้ย เท่ากับจะมีลูกหนี้ในกลุ่มที่เคยเป็นเอ็นพีแอลก่อนหน้านี้ จะได้หยุดชำระเงินต้น ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ นอกจากลูกหนี้ ต้องการกลับมาปรับโครงสร้างหนี้ตามปกติเอง ทำให้การแก้หนี้ในกลุ่มลูกหนี้ส่วนนี้เข้าสักษณะหนี้ไม่เพิ่ม แต่หนี้ก็ไม่ลดด้วย ส่งผลต่อภาพรวมการแก้หนี้เอ็นพีแอลปีนี้ อาจไม่สามารถปรับลดลงมาอยู๋ที่ระดับ 4 % ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมสถานการณ์หนี้เอ็นพีแอล ในช่วงครึ่งปีแรกถือว่าปกติ ไม่เห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นที่รุนแรง ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงของการลงทุน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกหนี้ชาวไร่ เช่น สัปปะรด และผลไม้ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หลังประสบปัญหาราคาตกต่ำจากปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธ.ก.ส., พักชำระหนี้, หนี้เสีย, เอ็นพีแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180413/image_big_5ad0180376169.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
