<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังสังคม-ชุมชนท้องถิ่นใช้พื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด วิจัยแก้ปัญหา-ลดผลกระทบจากโควิด-19-สร้างวัคซีนทางสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชนเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด (บ้านน้ำคำ&amp;nbsp; อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0cm 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/ สานพลังทางสังคม&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีร่วมมือชุมชนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง เป็นพื้นที่วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งด้านสุขภาพ&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม สร้าง &amp;lsquo;วัคซีนทางสังคม&amp;rsquo; เริ่มกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะใช้ผลการศึกษาวิจัยจากชุมชนต้นแบบเป็นโมเดลขยายผลไปสู่ชุมชนอื่น และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ระลอกใหม่ในปี 2564 ที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; หน่วยงานภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา&amp;nbsp; วิทยาศาสตร์&amp;nbsp; วิจัยและนวัตกรรม&amp;nbsp; โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ตระหนักถึงสภาวะวิกฤตความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดทำ &amp;lsquo;โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม&amp;nbsp; มีการจัดการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนโครงการวิจัยฯ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยการประชุมผ่านระบบ Zoom Meeting&amp;nbsp; มีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สช.&amp;nbsp; สสส.&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ประมาณ 87 คนร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;การประชุมผ่านระบบ Zoom&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;โครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; เบญจทรัพย์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่ฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ว่า 1. เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา &amp;nbsp;ผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ในชุมชน และคนเปราะบาง&amp;nbsp; ในมิติด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ และสังคม 2. เพื่อหนุนเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่ายองค์กรชุมชนในการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วนและระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.เพื่อศึกษาระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ของชุมชนที่เป็นโมเดลต้นแบบและขยายผลไปยังชุมชนอื่น&amp;nbsp; 4. เพื่อเสริมพลังกลไกเครือข่ายชุมชนให้เป็นระบบเครือข่ายความปลอดภัย (Social Safety Net) ในการป้องกันความเสี่ยงของชุมชนเมื่อเกิดสภาวะวิกฤต&amp;nbsp; และ 5. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรองรับสภาวะวิกฤต (Pre-crisis management) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า&amp;nbsp; อ.บุ่งคล้า&amp;nbsp; จ.บึงกาฬ&amp;nbsp; มอบอาหาร-น้ำดื่มให้โรงพยาบาลสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การดำเนินโครงการวิจัยได้เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคม-ธันวาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มกระบวนการตั้งแต่การจัดตั้งกลไก&amp;nbsp; เตรียมทีมงานโครงการ&amp;nbsp; การคัดเลือกจังหวัดเป้าหมาย&amp;nbsp; วางแผนการดำเนินงานร่วมกับกลไกและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; สำรวจปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; การวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อออกแบบแนวทางความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ทั้งในระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; เฉพาะหน้า ระยะฟื้นฟู &amp;nbsp;และพัฒนา&amp;nbsp; การดำเนินกิจกรรมตามแผนงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเชื่อมโยง&amp;nbsp; ประสานความความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก &amp;nbsp;การบูรณาการแผนงาน และ เชื่อมโยงสู่แผนการฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ทั้งในระดับตำบล&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; และจังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิเคราะห์และสรุปบทเรียนผลการดำเนินงานของโครงการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาโครงการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานร่วมกับชุมชน &amp;nbsp;กลไกในพื้นที่ &amp;nbsp;และหน่วยงานในพื้นที่เป้าหมาย&amp;nbsp; เพื่อประเมินผลการดำเนินงานและพัฒนาเป็นแผนหรือนโยบายระดับพื้นที่&amp;nbsp; ตลอดจนจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายการบริหารจัดการเชิงรุกรองรับสภาวะวิกฤตเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ใช้พื้นที่ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัดอีสาน-ใต้เป็นพื้นที่วิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการคัดเลือกจังหวัดที่ดำเนินการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; คณะกรรมการโครงการฯ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งของกลไกเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการประสานความร่วมมือในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถขับเคลื่อนงานโครงการให้บรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด &amp;nbsp;โดยมีจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกวิจัยนำร่อง 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำนาจเจริญ &amp;nbsp;กาฬสินธุ์&amp;nbsp; สุรินทร์&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; และพัทลุง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยในพื้นที่ 5 จังหวัดจะมีทีมวิจัย&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; บ้านมั่นคง&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะวิจัย&amp;nbsp; ทั้งนี้การขับเคลื่อนงานวิจัยครั้งนี้จะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนจน &amp;nbsp;กลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp; รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอนด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยทั้ง 5 จังหวัดมีแผนงานการขับเคลื่อนเบื้องต้นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคำโพน&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ&amp;nbsp; มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุรินทร์ &amp;nbsp;: เตรียมข้อมูลพื้นที่เพื่อวางแผนการทำงาน&amp;nbsp; คัดเลือกชุมชน 5 พื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคลงมติร่วมกัน &amp;nbsp;โดยเลือกพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีต้นทุนในการทำงานอยู่แล้ว &amp;nbsp;ทั้งพื้นที่ชนบทและพื้นที่เมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครราชสีมา &amp;nbsp;: ใช้กลไกสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกหลัก &amp;nbsp;ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายที่มี &amp;nbsp;&amp;nbsp;สร้างทีมนักวิจัยและนักปฏิบัติการ &amp;nbsp;ออกแบบเครื่องมือในการเก็บข้อมูลเพื่อสรุปบทเรียนพื้นที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กาฬสินธุ์ : เตรียมคัดเลือกพื้นที่ตามเกณฑ์ที่ภาคมีข้อตกลงร่วมกัน&amp;nbsp; มีทั้งหมด 5 พื้นที่ &amp;nbsp;5&amp;nbsp; โมเดล&amp;nbsp; มีการวางทีมคณะทำงานโดยเชื่อมโยงการทำงานทั้งในส่วนของท้องที่และท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจเจริญ : วางแผนการทำงานร่วมกับทีมวิชาการในพื้นที่ &amp;nbsp;ทั้งแกนนำขบวนองค์กรชุมชน &amp;nbsp;ผู้แทนจากพื้นที่ทั้งเขตเมืองและชนบท &amp;nbsp;ภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;(พมจ.) มีการนิยามคำว่าชุมชนร่วมกันเพื่อคัดเลือกพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนเมือง และชุมชนชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัทลุง : กำหนดเป้าหมายทำงานเชิงรุก&amp;nbsp; สร้างอาชีพ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพาระบบสาธารณสุข &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งศูนย์พักคอย&amp;nbsp; ใช้สมุนไพรรักษาโควิด &amp;nbsp;ใช้ทุนชุมชนเพื่อสร้างโมเดลในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;โดยใช้กลไกชุมชน ผ่านการระดมทุนและการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป้าหมาย 5 ชุมชน 50 ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการโครงการวิจัยครั้งนี้&amp;nbsp; เป็นงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; รวม 3.3&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นงบสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน-ฟื้นฟู-พัฒนา เช่น&amp;nbsp; การดูแลสุขภาวะในช่วงโควิด&amp;nbsp; การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดรายจ่าย&amp;nbsp; จังหวัดละ 500,000 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยแต่ละจังหวัดจะมีพื้นที่ชุมชนเป้าหมายในการวิจัยอย่างน้อย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นางสาวจันทนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีโจทย์การวิจัยที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1. การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในชุมชน &amp;nbsp;มีผลกระทบต่อคนเปราะบางในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคมอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; 2. การแก้ไขปัญหาวิกฤตในชุมชนเพื่อการดูแลคนเปราะบางเดิม (ก่อนที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่) มีการจัดการอย่างไร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;3.ชุมชนจะมีระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาคนเปราะบางในสภาวะวิกฤตโควิด-19 ในระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ระยะฟื้นฟู&amp;nbsp; ในมิติทางด้านสุขภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ&amp;nbsp; และสังคม ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่อย่างไร&amp;nbsp; และ 4. ชุมชนจะมีการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้พ้นสภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm; margin-top: 0cm;&quot;&gt;นางสาวพรรณทิพย์&amp;nbsp; เพชรมาก&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ในฐานะที่ปรึกษาโครงการเสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; การวิจัยเรื่องโควิดครั้งนี้ &amp;nbsp;ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;แต่เป็นการสร้างระบบของชุมชนเพื่อดูแลช่วยเหลือกันในระยะยาว &amp;nbsp;โดยใช้โอกาสจากงานวิจัยมาหนุนเสริม &amp;nbsp;ใช้ทุนต่างๆ ที่มีในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนมาช่วยเหลือกันในช่วงโควิด&amp;nbsp; หรือมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางเพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด&amp;nbsp; และต้องจัดทำข้อมูลกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน&amp;nbsp; มีปัญหาความต้องการอย่างไร&amp;nbsp; อาจเชื่อมทุนจากภายนอกมาหนุนเสริม&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องเปลี่ยนระบบ&amp;nbsp; ต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุนมาดูแลกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะยาวชุมชนจะสามารถจัดระบบ&amp;nbsp; เพื่อวางแผนพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวมของชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งแผนพัฒนาในด้านต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายนอกเหนือจาก 5 จังหวัดที่วิจัย&amp;nbsp; เพื่อให้พื้นที่อื่นมาเรียนรู้&amp;nbsp; มาแลกเปลี่ยน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่วิจัย&amp;nbsp; แต่ได้รับผลกระทบมาก&amp;nbsp; จะเชื่อมโยงกันอย่างไร&amp;nbsp; เพื่อเกื้อหนุนกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นำสินค้าผลผลิตจากชุมชนมาแลกเปลี่ยนหรือขายราคาถูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้โอกาสจากงานวิจัยไปทำงานให้สอดคล้องกับพื้นที่&amp;nbsp; สามารถตอบคำถามงานวิจัยได้&amp;nbsp; เพราะชุมชนไม่ได้ทำวิจัยเพื่อวิจัย &amp;nbsp;แต่เป็นการทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา และขยายการพัฒนาของชุมชนไปเชื่อมโยงกับระบบที่เกี่ยวข้องต่างๆ&amp;nbsp; ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางสาวพรรณทิพย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่น้องเครือข่ายชุมชน จ.กาญจนบุรี ส่งน้ำใจช่วยเหลือชาวชุมชน กทม.ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;นพ.สำเริง&amp;nbsp; แหยงกระโทก &amp;nbsp;จากจังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp; เสนอความเห็นว่า&amp;nbsp; อยากให้งานวิจัยครั้งนี้เน้นไปที่จุดสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การทำศูนย์พักคอย หรือ CI (Community Isolation) ว่า&amp;nbsp; CI เกิดขึ้นได้อย่างไร &amp;nbsp;ทำอย่างไร &amp;nbsp;มีความสำเร็จอย่างไร &amp;nbsp;หรือไม่สำเร็จ&amp;nbsp; ให้เจาะลึกเพื่อให้เกิดบทเรียนที่ชัดเจน&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครทำวิจัยเรื่องนี้&amp;nbsp; ยังเป็นเรื่องใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้โรงพยาบาลไม่พอ&amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามก็ไม่พอ&amp;nbsp; ดังนั้นชุมชนจึงต้องมาช่วยกันทำ CI เพื่อมาดูแลผู้ป่วยสีเขียวหรือเหลืองอ่อนซึ่งยังมีอาการไม่มาก&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องใช้หมอ&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้พยาบาล&amp;nbsp; ใช้คนในชุมชนมาช่วยกันทำ&amp;nbsp; ดูแลกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; พระ&amp;nbsp; อสม. ชาวบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นการรวมตัวของคนในตำบล&amp;nbsp; จึงอยากให้ทีมวิจัยภาคอีสาน 4 จังหวัดทำวิจัยเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นบทเรียน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นพ.สำเริงเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;ระดมสรรพกำลังสู้โควิด-สร้างวัคซีนทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นุชจรี&amp;nbsp; พันธ์โสม &amp;nbsp;เลขานุการสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลางมีสมาชิก 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังใช้ที่ว่างในชุมชน (ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นทำอาหาร&amp;nbsp; และเป็นแหล่งอาหารสำรองของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ป้องกันการแพร่เชื้อ&amp;nbsp; แจกเจลล้างมือ&amp;nbsp; หน้ากากอนามัย&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; ถือเป็นต้นแบบแห่งหนึ่งในการรับมือกับโควิด&amp;nbsp; โดยใช้ศูนย์เด็กเล็กเป็นศูนย์พักคอยในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนโควิดปีนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมสถานที่พักคอยในชุมชน (Community Isolation) เพื่อรองรับผู้ป่วย&amp;nbsp; โดยจะใช้ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน&amp;nbsp; รองรับได้ผู้ป่วยได้ 10 เตียง&amp;nbsp; และเตรียมห้องประชุมของชุมชนรองรับได้ประมาณ 30 เตียง&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ป่วยไม่มากหรือมีสถานะสีเขียว&amp;nbsp; เราจะให้กักตัวในบ้าน (Home Isolation)&amp;nbsp; แยกตัวออกจากคนในครอบครัว&amp;nbsp; โดยเราจะส่งข้าวกล่องให้ 3 มื้อ&amp;nbsp; และประสานงานกับ สปสช.เพื่อจัดส่งยา&amp;nbsp; เครื่องวัดอ๊อกซิเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อวัดค่าอ๊อกซิเจนในเลือด&amp;nbsp; และรายงานผลทางไลน์ให้ทางศูนย์สาธารณสุขทราบทุกวันเพื่อติดตามอาการและดูแลผู้ป่วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; นุชจรีบอกถึงการดูแลผู้ติดเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดา&amp;nbsp; แต้อารักษ์ &amp;nbsp;รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การทำศูนย์พักคอยในชุมชนหรือ CI หรือศูนย์พักพิงเพื่อจะส่งต่อ&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถจะส่งต่อไปไหนได้แล้วเพราะไม่มีที่จะให้ส่ง&amp;nbsp; แต่ CI จะดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนสามารถทำได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะ พอช.&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เพราะทำเรื่องความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวว่า&amp;nbsp; การทำ CI โดยชุมชนไม่ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์&amp;nbsp; จึงต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; และต้องรีบทำ&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นจะเสียชีวิตอีกมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมี &amp;lsquo;4 อ.&amp;rsquo; ที่ต้องช่วยกันทำ&amp;nbsp; คือ 1. อาการ &amp;nbsp;ดูอาการ &amp;nbsp;การหายใจ&amp;nbsp; ว่าเป็นอย่างไร &amp;nbsp;รักษาตามอาการ &amp;nbsp;และช่วยกันดูแล &amp;nbsp;2.อาหาร &amp;nbsp;3. อาศัย &amp;nbsp;คือศูนย์พักคอยหรือที่พักพิง &amp;nbsp;และ 4. อาศัยฐานทุนที่มีอยู่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าเป็นไปได้อยากให้ สปสช.เชื่อม CI เข้าสู่ระบบและจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์พักคอยชุมชนโดยตรง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อขยายการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนฐานราก&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนที่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ&amp;nbsp; จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำเรื่องนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนกว่าวัคซีนจะมีมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสิ่งที่พวกเราทำนี้&amp;nbsp; ทั้งสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม&amp;nbsp; เป็นวัคซีนทางสังคมที่พวกเราช่วยกันทำได้อย่างดี&amp;nbsp; ต้องสร้างเครือข่าย&amp;nbsp; ต้องทำต่อไป&amp;nbsp; และขยายไปทั่วประเทศ&amp;nbsp; แล้วเราจะไปรอด&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ปรีดาย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; สร้างวัคซีนทางสังคม นำอาหารและสิ่งของจำเป็นมอบให้ครอบครัวที่กักตัวในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ปรีดากล่าวในตอนท้ายว่า ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้จะมีการพูดคุยกับเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ&amp;nbsp; โดยมี&amp;nbsp; สปสช.&amp;nbsp; สสส. พอช.&amp;nbsp; และพี่น้องชุมชน&amp;nbsp; เพื่อกระชับความร่วมมือให้เต็มที่และมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะจะต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันให้มากกว่าโควิดรอบแรก&amp;nbsp; เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์หนักกว่าสงครามโลก&amp;nbsp; เป็น &amp;lsquo;สงครามโรค&amp;rsquo; และหากระบาดระลอก 4 หรือเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่จะอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่านี้&amp;nbsp; ขณะที่ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงต้องช่วยกันยันสมรภูมิในพื้นที่ให้ชัดเจน&amp;nbsp; ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; โดยใช้จุดแข็งของ พอช.และสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; คือมีกำลังคนในพื้นที่&amp;nbsp; มีทีม&amp;nbsp; และมีทุนบางส่วนแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของ สปสช.&amp;nbsp; สสส. และ สช.จะเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องรูปแบบ&amp;nbsp; ความรู้&amp;nbsp; เรื่องการจัดการ&amp;nbsp; การรับมือกับโรคระบาด&amp;nbsp; เพื่อดูแลพี่น้องในชุมชน&amp;nbsp; เป็นการสานพลัง&amp;nbsp; สานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; รวมทั้งการแก้ไขปัญหากฎระเบียบต่างๆ หรืออุปสรรคทางนโยบาย&amp;nbsp; โดย สช.จะช่วยเชื่อมประสานงานทางหน่วยงานนโยบาย&amp;nbsp; เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ&amp;nbsp; เป็นทางรอดของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111736</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 อ., Community Isolation, Zoom Meeting, กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม, กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า, การทำศูนย์พักคอย, กาฬสินธุ์, ชุมชนต้นแบบ 5 จังหวัด, ชุมชนท้องถิ่น, นครราชสีมา, นพ.ปรีดา  แต้อารักษ์, นพ.สำเริง  แหยงกระโทก, นางสาวจันทนา  เบญจทรัพย์, นางสาวพรรณทิพย์  เพชรมาก, บพท., พลังสังคม, พัทลุง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สร้างวัคซีนทางสังคม, สานพลังทางสังคม, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สุรินทร์, หน่วยงานภาคี, อำนาจเจริญ, โครงการวิจัยการสนับสนุนการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210731/image_big_6104fe67111fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2018 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2018 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมญาติชาวเล ‘ทวงมติ ค.ร.ม.9 ปี’ แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เผยคดีพิพาทที่ดินถูกนายทุนฟ้องขับไล่ 27 คดี  133 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พังงา/ เครือข่ายชาวเลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดงาน &amp;lsquo;รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 9&amp;rsquo; ที่บริเวณอนุสรณ์สถานสึนามิ&amp;nbsp; บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp; อ.ตะกั่วป่า&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; ทวงมติ ค.ร.ม.2 มิถุนายน 2553 เพื่อแก้ไขปัญหา 10 ข้อให้แก่กลุ่มชาวเล&amp;nbsp; แต่ผ่านมาแล้ว 9 ปีแล้วยังแก้ปัญหาหลักไม่ได้&amp;nbsp; ชาวเลยังถูกจับในเขตอุทยานทางทะเล&amp;nbsp; ถูกขับไล่ออกจากที่ดิน โดยฟ้องรอ้งรวม 37 คดี&amp;nbsp; และไร้บัตรประชาชนกว่า 400&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ทำให้ขาดสิทธิต่างๆ &amp;nbsp;เตรียมผลักดัน พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; และพิสูจน์สิทธิที่ดินที่นายทุนครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 1-2&amp;nbsp; ธันวาคม 2561 เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; สถาบันวิจัยสังคม&amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร&amp;nbsp; เครือข่ายสิทธิชุมชนคนจนภูเก็ต&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ร่วมกันจัดงาน &amp;lsquo;รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 9&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่อนุสรณ์สถานสึนามิ&amp;nbsp; บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.ตะกั่วป่า&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; โดยมีชาวเลและเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 500 คน&amp;nbsp; ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ&amp;nbsp; การแสดงศิลปะ&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; การเสวนา&amp;nbsp; และนำเสนอปัญหาต่างๆ ของชาวเล&amp;nbsp; โดยมีนายพงษ์ศักดิ์&amp;nbsp; คารวานนท์&amp;nbsp; รองผู้ว่าฯ จ.พังงาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายนิรันดร์&amp;nbsp; หยังปาน&amp;nbsp; คณะกรรมการเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; ชาวเลในประเทศไทยมี 3 กลุ่ม&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ชาวมอแกน&amp;nbsp; มอแกลน&amp;nbsp; และอูรักลาโว้ย&amp;nbsp; รวมประมาณ&amp;nbsp; 14,000 คน&amp;nbsp; อาศัยอยู่ริมชายทะเลด้านฝั่งอันดามันและเกาะต่างๆ&amp;nbsp; ใน&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp; และสตูล&amp;nbsp; รวม 44 ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวเลอยู่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ ริมทะเลมานานหลายร้อยปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตชาวเลมักจะไม่ได้เรียนหนังสือ&amp;nbsp; เพราะต้องร่อนเร่ออกหาปลา&amp;nbsp; หรือเมื่อตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งแล้ว&amp;nbsp; แต่ไม่รู้สิทธิในการแจ้งการครอบครองที่ดินตามกฎหมายที่ดิน&amp;nbsp; เพราะถือว่าที่ดินและทะเลเป็นของส่วนรวม&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 นายทุนและเอกชนกว้านซื้อที่ดินริมทะเลเพื่อสร้างโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยวจึงอ้างสิทธิครอบครอง&amp;nbsp; ทำให้เกิดข้อพิพาท&amp;nbsp; ชาวเลถูกฟ้องขับไล่&amp;nbsp; หรือถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อเข้าไปในเขตอุทยานฯ ทางทะเล&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายนิรันดร์ยกตัวอย่างปัญหา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาต่างๆ ชาวเลจึงร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; ต่อมาคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน&amp;nbsp; 2553 เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ปัญหาต่างๆ ให้แก่ชาวเล&amp;nbsp; จำนวน 10 ข้อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.การสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยด้วยการจัดทำโฉนดชุมชนเพื่อเป็นเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาวเล&amp;nbsp; โดยให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิที่อยู่อาศัยชุมชนชาวเลเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมงตามเกาะต่างๆ และเข้าไปหากินในเขตอุทยานฯ เขตอนุรักษ์ทางทะเล&amp;nbsp; โดยใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้านได้&amp;nbsp; รวมทั้งกันเขตพื้นที่จอดเรือ&amp;nbsp; พื้นที่เข้า-ออก&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาทับซ้อนกับพื้นที่ท่องเที่ยว&amp;nbsp; ทำให้เกิดความขัดแย้ง&amp;nbsp; 3.การช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพื่อฟื้นฟูชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากการประมง&amp;nbsp; การดำน้ำหาปลา&amp;nbsp; 4.การแก้ปัญหาสัญชาติในกลุ่มชาวเลที่ยังไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาวด้วยการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมแก่กลุ่มชาวเล (รวมทั้งชาวกะเหรี่ยง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางฉลวย&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ชาวเลอูรักลาโว้ย&amp;nbsp; เกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; กล่าวแสดงความรู้สึกว่า&amp;nbsp; ชาวอูรักลาโว้ยหวังว่าเมื่อมีมติ ค.ร.ม. ปี 2553 แล้ว&amp;nbsp; ชีวิตของพวกเราจะดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ชาวเลยังถูกอุทยานฯ จับกุมเมื่อเข้าไปหาปลา&amp;nbsp; โดนนายทุนฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดินที่พวกเราอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรษ&amp;nbsp; บางพื้นที่ถูกกรมเจ้าท่าขับไล่&amp;nbsp; และชาวเลอีกหลายร้อยยังไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; ทำให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะนับพันคน&amp;nbsp; กว่า 300หลังคาเรือน&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยและสุสานบรรพบุรุษ&amp;nbsp; เพราะถูกเอกชนฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดิน 4 &amp;nbsp;คดี&amp;nbsp; เพื่อเอาที่ดินไปขายทำเรื่องท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถูกอุทยานประกาศเขตทับที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และยังถูกจำกัดเขตหากินทางทะเล&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่พวกเราชาวเลเป็นผู้บุกเบิกที่อยู่อาศัยริมทะเล&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่กันมานานก่อนที่จะมีประกาศเขตอุทยานฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางฉลวยบอกเล่าปัญหาของชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แบ่งกลุ่มพูดคุยปัญหาชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายนิรันดร์&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ตัวแทนชาวเลจากเกาะลันตา&amp;nbsp; จ.กระบี่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สิ่งที่ชาวเลอยากจะได้&amp;nbsp; คือกฎหมายหรือร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; เพราะชาวเลอาศัยอยู่มานานก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; แต่เดี๋ยวนี้ปรากฏว่าอุทยานฯ&amp;nbsp; อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวได้&amp;nbsp; แต่ไม่ให้ชาวเลเข้าไปหาปลา&amp;nbsp; ทั้งที่ชาวเลทำประมงแบบพื้นบ้านเพื่อหากินเลี้ยงครอบครัว&amp;nbsp; และไม่ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็อยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวเลมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางปรีดา&amp;nbsp; คงแป้น&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มติ ค.ร.ม.ที่ออกมาในปี 2553&amp;nbsp; มีเนื้อหาให้แก้ไขปัญหาของชาวเลทั้งระยะเร่งด่วน&amp;nbsp; และระยะยาว&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมา&amp;nbsp; 9 &amp;nbsp;ปี&amp;nbsp; ยังไม่ได้ทำอะไรเลย&amp;nbsp; โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พื้นที่ทางจิตวิญญาณ&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ชาวเลจึงต้องประสบกับปัญหาต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงต้องมีการยกระดับมติ ค.ร.ม.ให้เป็นกฎหมาย&amp;nbsp; โดยการเสนอเป็น พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้มีกฎหมายและมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวเลควรมีสิทธิ์เข้าไปใช้พื้นที่หน้าชายหาดเพื่อหาปลา&amp;nbsp; ไม่ใช่เฉพาะนายทุน&amp;nbsp; นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ใช้งบประมาณในการโปรโมทพื้นที่ชายฝั่งอันดามันปีหนึ่งเป็นเงินมหาศาล&amp;nbsp; ควรจะนำเอางบประมาณสัก 20 เปอร์เซ็นต์มาสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชนและวัฒนธรรมของชาวเล&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวเลได้รับประโยชน์&amp;nbsp; ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และที่ผ่านมาธุรกิจเหล่านี้ได้ยึดครองพื้นที่จิตวิญาณ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สุสาน&amp;nbsp; พื้นที่พิธีกรรม&amp;nbsp; ของชาวเลโดยมีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; แต่ชาวเลที่อยู่มานานกลับถูกขับไล่&amp;nbsp; ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลและคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเล&amp;nbsp; และให้ชาวเลสามารถปรับตัวอยู่กับการท่องเที่ยวได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิชุมชนไทกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิริยะ&amp;nbsp; แต้มแก้ว&amp;nbsp; ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.มีนโยบายสนับสนุนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; ซึ่งก็รวมถึงพี่น้องชุมชนชาวเลด้วย&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมา พอช.ได้มีบันทึกข้อตกลงร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยในเขตป่าชายเลนในพื้นภาคใต้ โดยเริ่มจากจังหวัดสตูล&amp;nbsp; โดยมีการสำรวจเขตที่ดินป่าชายเลนกับชุมชนให้ชัดเจน&amp;nbsp; เพื่อกันเขตชุมชนออกจากพื้นที่ป่าชายเลน&amp;nbsp; และให้ชุมชนดูแลป่าชายเลน&amp;nbsp; หากชุมชนสามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้&amp;nbsp; พอช.ก็จะสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ชุมชนมอแกน&amp;nbsp; บ้านแหลมสัก&amp;nbsp; จ.กระบี่ และจะดำเนินการต่อเนื่องในชุมชนอื่นๆ&amp;nbsp; ในจังหวัดกระบี่และระนองในปีงบประมาณ 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายอำเภอตะกั่วป่ารับมอบข้อเสนอแก้ไขปัญหาชาวเล.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การจัดงาน &amp;ldquo;รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 9&amp;rdquo;&amp;nbsp; นี้&amp;nbsp; ชาวเลได้รวบรวมปัญหาต่างๆ พบว่ายังมีข้อติดขัดทั้งนโยบายและการปฏิบัติ ดังนี้ 1.ชาวเลจำนวน 28 แห่งที่อาศัยอยู่ในที่ดินรัฐ &amp;nbsp;ยังไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมทั้งถูกเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน 4 ชุมชน &amp;nbsp;กว่า 200 ครอบครัว ถูกฟ้องร้องขับไล่ที่&amp;nbsp; 2.พื้นที่ทางจิตวิญญาณที่ชาวเลใช้เป็นสุสานฝังศพและพื้นที่พิธีกรรม จำนวน 23 แห่ง &amp;nbsp;ถูกเบียดขับบุกรุกโดยกลุ่มทุน (รวมชาวเลถูกฟ้อง 27 คดี,ราไวย์&amp;nbsp; จ.ภูเก็ต 23 คดี,เกาะหลีเป๊ะ &amp;nbsp;จ.สตูล 4 คดี&amp;nbsp; รวมผู้ถูกฟ้อง 133 คน)&amp;nbsp; 3.ชาวเล 441 คน ไม่มีบัตรประชาชน &amp;nbsp;ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานจากรัฐและเป็นช่องทางการเอารัดเอาเปรียบจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;4.ชาวเลบางแห่งไม่สามารถทำการประมง ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมได้ &amp;nbsp;เนื่องจากขัดกับกฎหมายของอุทยานฯ และทำให้ชาวเลถูกจับกุม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง ๆ ที่ได้มีการหารือจนนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกับอุทยานฯ 8 แห่งแล้วก็ตาม &amp;nbsp;5.วัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวเลถูกทำลายโดยนโยบายการพัฒนาที่มุ่งเน้นด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;6.ชาวเลยังไม่ได้รับบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ขาดการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;รวมทั้งการสนับสนุนภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวเลอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนข้อเสนอถึงรัฐบาลมี&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ข้อ&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;1.เพื่อทำให้ประเด็นปัญหาของชาวเลตามมติ ค.ร.ม. วันที่ 2 มิถุนายน 2553&amp;nbsp;ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;มีส่วนร่วมและความเข้าใจที่ดีต่อกันจากทุกภาคส่วน &amp;nbsp;จึงควรให้มีคณะทำงานด้านแก้ไขปัญหาชาติพันธุ์ชาวเลใน 5 จังหวัด โดยมีองค์ประกอบจากภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้มีหน้าที่ในการร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา รวมทั้งติดตาม &amp;nbsp;สรุปบทเรียน &amp;nbsp;และประมวลปัญหาที่ติดขัดคั่งค้างเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงโครงสร้างและนโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2.ในการติดตามผลการแก้ไขปัญหาชาวเลในภาพรวม&amp;nbsp; ควรจัดตั้งกลไกคณะกรรมการระดับชาติเพื่อติดตามและหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; และพิจารณาขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งต้องการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับกระทรวง และปัญหาที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างกฎหมายและนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3.เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อชุมชนชาวเลในทุก ๆ ด้าน &amp;nbsp;จึงเห็นควรให้รัฐมีนโยบายเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล &amp;nbsp;โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ชุมชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ&amp;nbsp; เพื่อที่จะถอดบทเรียนและขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 &amp;nbsp;โดยมีงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุน&amp;nbsp; เพราะเมื่อชุมชนมีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและการทำมาหากินแล้ว รัฐก็จะประหยัดงบประมาณในการจัดหาความช่วยเหลือและสวัสดิการเพื่อคนกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 แล้ว แต่ยังพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่ได้รับรู้และเข้าใจเรื่องนี้เท่าที่ควร&amp;nbsp; เกิดข้อจำกัดในการทำงาน จึงควรจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องความสำคัญและหลักปฏิบัติในมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 &amp;nbsp;และมีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อเสนอของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลฯ ระบุตอนท้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับการร่าง &amp;ldquo;พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ขณะนี้คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิตอยู่ในระหว่างการร่าง&amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมจะครอบคลุมพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยของชุมชน&amp;nbsp; พื้นที่ทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งพื้นที่ทางจิตวิญญาณ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถานที่ประกอบพิธีกรรม&amp;nbsp; สุสาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และหากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ที่มีการโต้แย้งเรื่องสิทธิ์ที่ดิน&amp;nbsp; ควรจะมีการตรวจสอบ&amp;nbsp; พิสูจน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และคุ้มครองสิทธิ์&amp;nbsp; โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมชุมชน&amp;nbsp; และเอกสารสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นหลักฐานเดียวที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องสิทธิ์ในที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้การร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามแผนงานของเครือข่ายชาวเลและหน่วยงานภาคีจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.เสนอต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; และกระทรวงท่องเที่ยวฯ&amp;nbsp; รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; เพื่อให้ช่วยผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โรงแรมสร้างใหม่ในพื้นที่เดิมที่ชาวเลเคยอยู่อาศัยที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23286</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ตะกั่วป่า, จ.พังงา, ชาวเล, รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 9’, หน่วยงานภาคี, เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181202/image_big_5c03c579c367f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
