<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริญญ์ แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการ ปชช. ในยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม #WFH ไม่เวิร์ค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.2564&amp;nbsp;นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงประชาชนที่เดือดร้อนจากการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม (Work from home) ของหน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปรับรูปแบบการทำงานกะทันหันในช่วงวิกฤตโควิด-19 แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทันท่วงที พร้อมจัดสรรงบประมาณปี 65 มาพัฒนา e-Government ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่แท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจว่า ได้รับความความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการที่หน่วยงานของภาครัฐต้องปิดให้บริการ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮมตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด &amp;ndash; 19 ของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพราะขั้นตอนการยื่นเอกสาร การทำธุรกรรม รวมถึงการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น ทำพาสปอร์ต ติดต่อซ่อมระบบไฟฟ้า - ประปา และการขอเอกสารประกอบการทำธุรกิจ เป็นไปอย่างล่าช้ามาก และไม่ได้รับความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่พร้อมทำงานจากบ้าน เพราะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax อินเทอร์เน็ตช้าหรือไม่เสถียร เป็นต้น งานบางตำแหน่งไม่สามารถทำจากที่บ้านได้ รวมทั้งข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การบริการประชาชนเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานภาครัฐเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดี คือช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคลงได้ ช่วยลดรายจ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; และลดรายจ่ายโดยรวมของสำนักงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของดังกล่าวของประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น อาทิ ร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ และค่าโทรศัพท์มือถือราคาประหยัด ติดตั้งฟรี WiFi ให้ครอบคลุม ลดค่าน้ำ-ไฟ และช่วยเหลือในระยะยาวด้วย เพราะเรายังต้องอยู่กับโควิดไปอีกนาน โดยควรจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 มาพัฒนารัฐบาลดิจิตอล e-Government ให้เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. พัฒนาทักษะและสมรรถนะใหม่ให้กําลังคนภาครัฐและประชาชนให้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยได้ ผ่านการเทรนนิ่งรูปแบบต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นำระบบบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขจัดการคอรัปชั่นในกระบวนการทำงานของภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีธรรมาภิบาล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เดินหน้านโยบาย Paperless กับทุกหน่วยงาน แปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล ลด/งดการใช้กระดาษ ลดค่าใช้จ่าย ลดการส่งเอกสารระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และลดภาระของประชาชนที่ต้องเจอกับขั้นตอนมากมายของระบบราชการที่ซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สนับสนุนให้เกิด Digital Lean Management ในหน่วยงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมมาปรับใช้กับการทำงาน&amp;nbsp; เช่น นำหุ่นยนต์ AI มาช่วยงานในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการของหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด เช่น การที่กระทรวงพาณิชย์ปรับหลักสูตรการเทรนนิ่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบออนไลน์ Gen Z CEO และการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรับการบริการหลายด้านให้เป็นออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน เป็นต้น และควรพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;quot;ทางรัฐ&amp;quot; ให้รวมทุกบริการของภาครัฐมมาไว้ในที่เดียว &amp;ldquo;One Stop Service&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. พัฒนาระบบการทำงานของภาครัฐให้สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ รองรับ Remote Working และการเวิร์คฟอร์มโฮมถาวรในอนาคต เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ อย่างที่รัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายแห่งกำลังทำอยู่ตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานและใช้ Big Data เพื่อเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน เช่น ประชาชนที่มีสิทธิ์ควรได้รับการคืนภาษีโดยอัตโนมัติและไม่ต้องยื่นเรื่องขอเอง รวมถึงการเข้าถึงรัฐสวัสดิการที่ควรสะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. พัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย Cyber Security เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการรัฐบาลดิจิตอล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. การปรับ/ตัดกฎหมาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิตอล เช่นการเบิกจ่าย การใช้บัตรประชาชนดิจิตอล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล 2563-2565 ที่ชัดเจนแล้วแต่ยังขาดการบูรณาการในการขับเคลื่อนให้แผนดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุค &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; ที่มาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดจากการเกิดวิกฤติโควิด ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งแผนการขับเคลื่อนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้โดยด่วน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113663</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blockchain, e-Government, Paperless, Work from Home, การทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม, ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล, จัดสรรงบประมาณปี 65, นายปริญญ์ พานิชภักดิ์, พรรคประชาธิปัตย์, พัฒนา e-Government, ยุค 4.0, ระบบบล็อกเชน, หน่วยงานรัฐ, หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย, ห่วงประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611bcf0355758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัญชีกลาง&#039;ลุยปลดล็อกระเบียบจัดซื้อวัคซีนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค. 2564 นายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย) พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่มีเงื่อนไขต้องจัดสรรวัคซีนบางส่วน หรือมีการแบ่งสัดส่วนเพื่อบริจาควัคซีนตามที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กำหนด หรือจากผู้ขายรายอื่นที่กำหนดเงื่อนไขในลักษณะเดียวกันได้ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 203 ข้อ 204 ข้อ 205 และข้อ 215 วรรคหนึ่ง (3) สำหรับการจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หรือผู้ขายรายอื่นที่กำหนดเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปัจจุบันหน่วยงานของรัฐหลายแห่งมีความจำเป็นต้องดำเนินการในการป้องกัน ควบคุม การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด -19 โดยการจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้แก่ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งการดำเนินการจองวัคซีนดังกล่าว ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีเงื่อนไขให้หน่วยงานของรัฐที่จัดซื้อต้องจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มให้แก่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อนำไปจัดสรรบริการฉีดให้ผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่เข้าไม่ถึงการรับวัคซีนหลัก ไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนวัคซีนที่หน่วยงานของรัฐจัดซื้อ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะจัดส่งวัคซีนตามรายชื่อผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนไปยังสถานพยาบาลที่หน่วยงานของรัฐได้ระบุไว้ตามวันเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นหน่วยงานของรัฐไม่ได้ดำเนินการลงทะเบียนเพื่อควบคุมพัสดุ การเบิกจ่ายพัสดุ และการโอนพัสดุที่มีคุณภาพดี ซึ่งยังไม่หมดความจำเป็น จึงเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 203 ข้อ 204 ข้อ 205 และข้อ 215 วรรคหนึ่ง (3)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113439</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบัญชีกลาง, จัดซื้อวัคซีน, ปลดล็อกระเบียบ, หน่วยงานรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6081512fecfd4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคะแนนคุณธรรม-ความโปร่งใสรัฐ &#039;เกรดซี&#039; อื้อ ธอส.คว้าแชมป์  อบต.สะอาด ร้อยเอ็ด ได้ที่โหล่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.63 - &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้จัดงาน ITA DAY 2020 &amp;ndash; Talks and Result Announcement นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีสนทนา และประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. บรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;การประกาศผลการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563: ข้อค้นพบเกี่ยวกับคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ในสายตาของคนไทยทั่วประเทศ&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คะแนน ITA เฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 67.90 คะแนน หรือระดับ C โดยหน่วยงานที่ได้คะแนนสูงสุดคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ 99.60 คะแนน ส่วน อบต.สะอาด ใน จ.ร้อยเอ็ด ได้ 28.16 คะแนน โดยมีหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ หรือได้คะแนนเกิน 80 คะแนนขึ้นไปเพียงร้อยละ 13.19 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปีนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเข้าร่วมประเมิน ITA รวมถึงมีบุคคลเข้าเป็นผู้ประเมินกว่า 1.3 ล้านคน เป็นสัญญาณที่ดีของการเข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านการทุจริตของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี 2565 จะให้ทุกหน่วยงานได้คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ถือเป็นเป้าหมายที่ยาก และท้าทายอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้พบว่ามีหน่วยงานรัฐได้คะแนนประเมินค่อนข้างต่ำ และยังมีถึง 499 หน่วยงานได้คะแนนระดับต่ำ หรือ F โดยเฉลี่ยคือ หน่วยงานส่วนกลางค่าประเมินจะอยู่ในระดับกลางถึงสูง แต่หน่วยงานระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่นจะได้ค่าประเมินระดับกลางลงไปต่ำ ขณะที่หน่วยงานของรัฐมีจุดอ่อนเรื่องการเปิดเผยข้อมูล การพัฒนาเรื่อง e-Service มีหน่วยงานที่พัฒนาได้เพียง 1,522 แห่งเท่านั้น ขณะที่หน่วยงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถให้บริการแบบ e-Service ได้ ขณะเดียวกัน ข้อค้นพบด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐในสายตาคนไทย พบว่า พฤติกรรมการรับสินบนมีแนวโน้มลดลง หน่วยงานภาครัฐเคร่งครัดต่อการเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกต้อง ส่วนการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และสร้างการรับรู้ด้านการใช้จ่ายงบประมาณยังไม่มากพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า พฤติกรรมการเททรัพย์สินของข้าราชการไปเป็นของส่วนตัวตอนนี้มีแนวโน้มลดลง แต่เจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มั่นใจในการจัดการเรื่องร้องเรียนทุจริตภายในหน่วยงาน เรื่องนี้เป็นปัญหา แม้ ป.ป.ช. จะมีมาตรการกันพยาน หรือมาตรการการจ่ายเงินให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสทุจริต ซึ่งศาลปกครองเคยมีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. จ่ายเงินให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสทุจริตได้แล้ว ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ไม่กล้าจ่ายเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้นหวังว่ามาตรการต่าง ๆ จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีความเชื่อถือมากขึ้น อย่างไรก็ดี ป.ป.ช. จะเสนอผลการประเมินให้แก่คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบต่อไป คิดว่าผู้นำประเทศคงสนใจ และอาจตกใจเหมือนกันที่คะแนนยังอยู่ในระดับต่ำ โดยตนจะนำผลการประเมิน ITA เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับการประเมิน และการเปิดเผยข้อมูลอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78860</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, ปปช., หน่วยงานรัฐ, โปร่งใส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f4909b2c40ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2020 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2020 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลชี้รัฐบาลดูแลเด็กยากจน ทำให้ยังมีโอกาสได้เรียนต่อในช่วงโควิดระบาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.2563 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เปิดใจเด็กยากจนช่วงลำบากโควิด-19 โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 553 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 เมษายน - 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเด็กยากจนพิเศษช่วงลำบากโควิด-19 มีจำนวนมากถึง 732,843 คนทั่วประเทศโดยในขณะนี้ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.6 ได้รับความช่วยเหลือเรื่อง ปากท้อง ค่าครองชีพ อาหารการกินในชีวิตประจำวัน รองลงมาคือร้อยละ 43.9 ระบุได้รับอุปกรณ์การเรียน ร้อยละ 23.7 ระบุพ่อแม่ได้รับเงินช่วยเหลือ มีงานทำพัฒนาอาชีพ และร้อยละ 20.5 ระบุค่าเดินทางและอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ถ้าไม่มีความช่วยเหลือดูแลจากหน่วยงานรัฐเข้ามาตอนนี้จะทำให้เกิดความทุกข์ยากมากน้อยเพียงไร ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.4 ระบุจะทุกข์ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 19.6 จะทุกข์ค่อนข้างน้อยถึงไม่ทุกข์เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐในตอนนี้ โอกาสที่จะเรียนต่อเป็นอย่างไร ผลสำรวจพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.4 ระบุเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียนต่อ ในขณะที่ร้อยละ 33.6ระบุเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 53.2 ของเด็กยากจนพิเศษระบุความช่วยเหลือดูแลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะที่ร้อยละ 46.8 ระบุเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ น่าปลื้มที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ของเด็กยากจนพิเศษตั้งใจจะช่วยเหลือดูแลผู้อื่นต่อไปให้มากที่สุดถ้าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชี้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เด็กยากจนพิเศษจะเรียนต่อถ้าไม่มีหน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือตอนนี้ หน่วยงานรัฐต่างๆสามารถใช้ช่องทางของกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเข้าถึงพวกเขาได้อย่างเร่งด่วนโดยไม่ต้องรอให้พวกเขาร้องขอเพราะเสียงของพวกเขาไม่ได้ดังเหมือนเสียงของคนในโลกโซเชียลที่กำลังใช้โซเชียลมีเดียห่ำหั่นทำลายกันมากกว่าสร้างสรรค์ ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมเห็นพ้องต้องกันเร่งพิสูจน์ตัวตนเด็กเหล่านี้ด้วย &amp;ldquo;ความเป็นคนไทยที่เสมอภาค&amp;rdquo; มากกว่าพิสูจน์กันด้วยความยากจน ผลที่ตามมาคือ เราจะสามารถรักษาอนาคตที่ดีของชาติเอาไว้ได้หลายแสนรายกระจายเป็นพลังบวกที่สำคัญของสังคมอยู่ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, หน่วยงานรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eae5cd6101f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2020 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองหนุนชักเอือม &#039;ดร.เสรี&#039; อัดหน่วยงานรับมือจัดการ โควิด-19 ขาดเอกภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.63 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า เป็นหน่วยงานที่ต้องร่วมมือกันจัดการเรื่อง COVIT 19 หากมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ทำไมไม่คุยกันภายในเพื่อสะสางให้เป็นเอกภาพล่ะคะ จะออกมาแถลงหรือให้สัมภาษณ์สื่อเพื่ออะไรคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ประชาชนแตกตื่นกังวลการจัดการของภาครัฐ แล้วก่นด่าภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี แล้วก็บอกว่ารัฐบาลเฮงซวย จบลงด้วยข้อความว่า &amp;quot;นายกรัฐมนตรีต้องลาออก&amp;quot; ตกลงการจัดการเรื่องโรคระบาดกับการไล่นายกรัฐมนตรี อะไรคือวาระแห่งชาติที่สำคัญกว่ากันคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการคือ
Joint planning วางแผนร่วมกัน
Joint solution แก้ปัญหาด้วยกัน
Joint issue management จัดการกับประเด็นต่างๆร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณลักษณะที่สำคัญคือ
Synergistic รวมพลัง
Coherent สอดประสานกัน
Consistent คงเส้นคงวา
Frictionless ปราศจากความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำแบบนี้ให้ประชาชนอุ่นใจได้ไหมคะ จะออกมาแถลงหรือให้สัมภาษณ์ให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจในการจัดการของภาครัฐที่มีความขัดแย้งไปเพื่ออะไรคะ ไม่เข้าใจเรื่องจิตวิทยามวลชนบ้างเหรอคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, หน่วยงานรัฐ, โควิด-19, ไวรัสโคโรน่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d3838b03413c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2019 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะ 2.5 พันล้าน หน่วยงานรัฐทำถนนยางพารา 1.7พันกิโลเมตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.62- พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ โดยอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพบกดำเนินโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เป็นจำนวน 670 เส้นทาง ระยะทางรวม1,744.138 กิโลเมตร ปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 17,435.040 ตัน งบประมาณรวมทั้งสิน 2,568,783,400บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณถึงวันทำการสุดท้ายของเดือนก.ย. 2562 แล้ว วงเงิน1,645,216,100 บาท ให้กองบัญชาการกองทัพไทย และกองทัพบกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินโครงการสนับสนุนการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถนนยางพารา, มติครม., ยางพารา, หน่วยงานรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190709/image_big_5d246d50d32cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 21:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครองแนะ&#039;ป้าทุบรถ&#039;ยื่นคำร้องใหม่หากพบหน่วยงานรัฐละเลยมีโทษตามกฎหมาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.61- นายวัชระ ชอบแต่ง &amp;nbsp;รองโฆษกศาลปกครอง ชี้แจงคดี น.ส.บุญศรี แสงหยกตระการ และพวกรวม 4 คนซึ่งพักอาศัยในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ย่านสวนหลวง ร.9 ยื่นฟ้องผู้ว่าฯ กทม. , ผอ.เขตประเวศ , สำนักงานเขตประเวศ และกรุงเทพมหานคร ต่อศาลปกครองกลาง เรื่องละเลยต่อหน้าที่ปล่อยให้มีการดำเนินกิจการตลาดนัดข้างบ้านจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญ กระทั่งภายหลังมีการทุบรถกระบะที่มาจอดบริเวณหน้าบ้านว่า คดีฟ้องร้องดังกล่าวปรากฏข้อมูลในคดีของศาลปกครองกลาง ที่ น.ส.บุญศรี กับพวกที่พักอาศัยในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ร่วมกันยื่นฟ้องผู้ว่าฯ กทม. , เขตประเวศ และพวก รวม 2 สำนวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนวนแรก ยื่นฟ้องเมื่อปี 2553 &amp;nbsp; โดยครั้งแรกศาลปกครองกลาง ที่เป็นศาลปกครองชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราว และคำพิพากษาให้ผู้ว่าฯ กทม. และเขตประเวศ ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 , พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ดำเนินการใดๆ ในการจัดระเบียบตลาดให้เกิดความเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ แต่ขณะนั้นหน่วยงานรัฐผู้ถูกฟ้อง ก็ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด แล้วในปี 2556 ศาลปกครองสูงสุด จึงได้มีคำพิพากษายกย้อนคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้นใหม่ ด้วยการให้ศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่โดยเรียกเจ้าของตลาดนัด 2 แห่ง ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาจจะต้องถูกบังคับตามคำสั่ง ให้มาเข้าร่วมในคดีด้วยเพื่อจะได้ข้อเท็จจริงตามฟ้องได้ครบถ้วน ดังนั้นคดีนี้จึงยังไม่ถือว่ามีคำสั่งหรือคำพิพากษาใดๆ โดยคดีเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่มาตั้งแต่ ปี 2556 และจนถึงปัจจุบันนี้คดียังไม่มีคำพิพากษาเพราะยังอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนชั้นพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีที่ 2 นั้น น.ส.บุญศรี กับพวก ก็ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในปี 2555 เนื่องจากขณะนั้นมีตลาดนัดสร้างเพิ่มมาอีก ซึ่งขณะนั้นศาลได้เปิดแผนกคดีสิ่งแวดล้อมแล้วจึงอยู่ในกลุ่มคดีสิ่งแวดล้อม โดยผู้ฟ้องก็ขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นก็มีคำสั่งให้ผู้ว่าฯ กทม. และเขตประเวศ ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สาธารณสุขฯ ดูแลจัดการไม่ให้ผู้ใดสร้างความเดือดร้อนรำคาญกับผู้ฟ้องไว้เช่นกัน ส่วนเนื้อหาคดีหลักนั้นก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระ &amp;nbsp; อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาคดีฟ้องการอนุญาตตั้งตลาดรอบหมู่บ้านโดยมิชอบอีกว่า ปัจจุบันเนื้อหาคดีหลักทั้ง 2 สำนวน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลางที่เป็นศาลชั้นต้น โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าไปมาก แต่คู่กรณียังยื่นข้อโต้แย้งประเด็นยิบย่อยเล็กๆน้อยๆ &amp;nbsp;จึงทำให้ข้อเท็จจริงคดียังไม่นิ่งพอที่ศาลจะมีคำพิพากษา ดังนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ขณะนั้นถือว่า น.ส.บุญศรี กับพวก ได้รับความคุ้มครองตามคำสั่งวิธีการชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นในสำนวนที่ 2 อยู่ ที่การดำเนินกิจการตลาดต้องไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ &amp;nbsp;ซึ่งศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐดูแล ส่วนกิจการตลาดก็ยังดำเนินไปได้เพราะศาลยังไม่มีคำสั่งทางคดีว่าการอนุญาตให้สร้างตลาดนั้นชอบ หรือไม่ชอบเพียงใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นปัญหาขณะนั้นทางออก ก็คือ เมื่อ น.ส.บุญศรี กับพวก ผู้ฟ้อง เห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ศาลสั่งตามวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วน หรือละเลย ย่อหย่อน ล่าช้า ก็สามารถที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายคดีปกครอง ยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ในการขอให้ศาลบังคับวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ตามกฎหมายใหม่ที่ศาลปกครองได้แก้ไขเกี่ยวกับอำนาจของศาลในการไต่สวนเพื่อบังคับคดีที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งหากยื่นคำร้องเข้ามาศาลก็จะได้ใช้อำนาจที่มีตามกฎหมายในการเรียกหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบและเกี่ยวกับเรื่องนี้มาไต่สวนว่าดำเนินการครบถ้วน ตามที่ศาลสั่งไว้ไม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากละเลยก็ชอบที่ศาลจะมีคำสั่งตักเตือน หรือปรับหน่วยงานรัฐที่ละเลยได้ หรือการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษวินัยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยเรื่องนี้จะต้องคู่กรณีที่ยื่นเข้ามาให้ศาลพิจารณา มิใช่เรื่องที่ศาลจะหยิบยกมาเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกศาลปกครอง กล่าวอีกว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ในแง่ของสังคม คงทำให้ได้เรียนรู้ถึงการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันโดยไม่ละเมิดสิทธิที่แต่ละฝ่ายมี &amp;nbsp; ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่ ก็ต้องยึดหลักที่ถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติไว้เป็นขั้นตอนให้ครบถ้วน &amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เกิดเป็นข้อพิพาทละเมิดสิทธิต่อกันในภายหลัง &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามลักษณะของการฟ้องคดีเกี่ยวกับการควบคุมอาคาร และการสร้างความเดือดร้อนรำคาญนั้น ก็มีไม่น้อยในศาลปกครอง ซึ่งศาลก็ต้องพิจารณาข้อมูลรอบด้านให้ครบถ้วน เพื่อคุ้มครองสิทธิทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3535</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้าทุบรถ, ละเลย, ศาลปกครอง, หน่วยงานรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180220/image_big_5a8c2d6617b39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
