<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2019 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2019 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039;นำอนาคตใหม่โหวตค้านพ.ร.ก.โอนกำลังพลและงบประมาณฯ ให้หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.62 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ชี้แจงเหตุผลในการออกพ.ร.ก.นี้ ว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.ก.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่เป็นเวลา 3 เดือน ตราพ.ร.ก.ไปแล้ว 2 ฉบับ ซึ่งทั้งสองฉบับนี้มีปัญหาว่าเป็นพ.ร.ก.ที่เข้าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ เมื่อเรามาพิจารณาถึงเหตุผลในการตราพ.ร.ก.นี้ ตามที่พล.อ.ชาญชัย ได้อภิปรายถึงเหตุผลเท่ากับว่าครม.อ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศ และยืนยันว่านี่เป็นกรณีฉุกเฉิกที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในเรื่องความปลอดภัยของประเทศ ถูกต้องว่าองค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา แต่ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่าฉุกเฉินคือสิ่งที่เป็นไปปัจจุบันทันด่วนและแก้ไขโดยพลัน และคำว่าจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หมายถึงต้องทำทันที ถ้าไม่ทำจะเกิดผลร้ายแรงตามมา และในหมายเหตุท้ายพ.ร.ก.ยืนยันว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และถวายรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฏหมาย แต่ประเด็นคือ ถ้าหากว่าครม.ยืนยันว่าพ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ครม.จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯทราบว่า ณ วันที่ออกพ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ&amp;nbsp; แต่ครม.ไม่ได้ชี้แจงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มีปัญหากับการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษกับอำนาจมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ที่ใช้มา5ปีเศษ ประเภทเปิดปุ๊บติดปั๊บ ตลอด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ที่ใช้อำนาจมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ออกคำสั่งมามากแล้วเกิดความผิดพลาดและออกมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;แก้ไข บางกรณีวันนี้ออกอีกวันเลิก ฉะนั้น ในวันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;ท่านไม่มีมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;อีกแล้ว ไม่มีมนต์วิเศษ และประเภทที่สั่งอะไรแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว ที่สำคัญมีสภาฯแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและครม.ต้องไม่ลืมว่ามีสภาฯแล้ว เขาไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของครม.จึงต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ตนเห็นว่าการตราพ.ร.ก.นี้ เป็นข้อยกเว้นยอมให้อำนาจกับครม. ดังนั้นจึงต้องทำอย่างจำกัดเคร่งครัดตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp;172&amp;nbsp;กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา&amp;nbsp;172&amp;nbsp;เสมือนกับมีอำนาจตามมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;ไม่ได้ และหากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้เท่ากับว่าเรากำหนดสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้เราจะช่วยให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯอยากได้อะไรขี้เกียจรอสภา ไม่อยากชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตราพ.ร.ก. นานวันเข้าการออกพ.ร.ก.จะกลายเป็นสภาพเป็นมาตรา&amp;nbsp;44&amp;nbsp;จำแลง เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้งการแถลงสัตย์ไม่ครบ แถลงนโยบายไม่แจ้งที่มาของงบประมาณ และการออกพ.ร.ก.&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ฉบับ เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงวันนี้ สภาฯจะยินยอมให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือ ตนคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดกันหลายเรื่องเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจน ว่านี่คือการแสดงอาการของโรคพล.อ.ประยุทธ์ คือ โรคไม่แยแสรงรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร และรัฐธรรมนูญไทยก็รับรองต่อเนื่องเรื่อยมา คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยผ่านทางรัฐสภา ครม. และศาล พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำอะไรผิด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดชอบ แต่รัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่&amp;nbsp;3/2562&amp;nbsp;ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ&amp;rdquo; นายปิยบุตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวทิ้งทายว่า พรรคอนาคตใหม่และตนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือการรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ ด้วยเหตุผลที่อภิปรายทั้งหมด เห็นว่าพ.ร.ก.ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามมาตรา&amp;nbsp;172&amp;nbsp;ตนในฐานะส.ส.ไม่สามารถลงมติอนุมัติพ.ร.ก.นี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.อ.ชัยชาญ&amp;nbsp; ชี้แจงว่า กระทรวงกลาโหมมีภาระกิจตามที่กฎหมายกำหนด โดยกองทัพบพกำหนดให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นหน่วยทหารหลักที่มีภาระกิจโดยตรงในการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อันเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งที่ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ&amp;nbsp; สำหรับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์นั้น เดิมขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม ต่อมาได้ปรับเป็นส่วนราชการในพระองค์ มีหน้าที่ในการวางแผน ดำเนินการประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุมกำกับดูแลและปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ พระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี รัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลอื่น รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชพิธีรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน&amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติภาระกิจในการพิทักษ์รักษาปกป้องตลอดจนสนับสนุนภาระกิจของสถาบันกษัตริย์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะการถวายความปลอดภัยต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะต้องไม่มีข้อบกพร่องเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับโอนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์จึงต้องดำเนินการโอนอัตราทั้งสองหน่วยไปเพื่อให้หน่วยมีความพร้อมทุกด้าน ตอลดเวลา&amp;nbsp; มีการจัดอัตรากำลังพลที่เหมาะสม โดยเร็วที่สุด อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการต้องมีหมุนเวียนกำลังพลต่างๆตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ และมีการฝึกเพิ่มพูลความรู้ความสามารถของกำลังพลให้มีความพร้อมอยู่เสมอ&amp;nbsp; และต้องไม่มีข้อบกพร่องโดยเด็ดขาด และให้สอดคล้องกับการบริการจัดการเรื่องงบประมาณให้สอดคล้องงบปี 63 จึงถือเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;พล.อ.ชัยชาญ ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ชาติและความเป้นมาไม่เหมือนประเทศอื่น ที่เรายืนยาวมาถึงวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ หากไม่มีสถาบันนี้ก็คงไม่มีพวกเรามาถึงวันนี้ แต่ด้วยวิวัฒนาการของประเทสและโลกทำให้ระบบสถาบันกษัตริย์มีความเปลี่ยนแปลงไป จนมาเป็นสถาบันระบบประมุขชองระบอบประชาธิปไตย ของไทย&amp;nbsp; ดังนั้นความเป็นราชอาณาจักรไทยไม่สามารถแบ่งแยกออกได้ระหว่างความมั่นคงของประเทศกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน อะไรที่กระทบสถาบันกษัตริย์ก็เท่ากับกระทบความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นการถวายความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์จึงเปรียบเหมือนการถวายความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ&amp;nbsp; ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศที่ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนในเมื่อความปลอดภัยของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วน&amp;nbsp; อะไรที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ต่างกัน&amp;nbsp; ส่วนอะไรถือเป็นเร่งด่วนหรือไม่เราควรให้อำนาจฝ่ายบริหารพิจารณา&amp;nbsp; เราในฐานะสภาผู้แทนฯควรพิจารณาว่าเหตุผลนั้นเห็นด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละท่าน หากไม่เห็นด้วยก็ใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับผมเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและให้การรับรอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายพีระพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่มีมติชอบด้วยคะแนน374&amp;nbsp;ต่อ 70&amp;nbsp; เสียง งดออกเสียง2 เสียง และจะได้ส่งต่อให้วุฒิสภาอนุมัติจากพ.ร.ก.เป็นพ.ร.บ. ในวันที่&amp;nbsp;20 ต.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการลงมติว่า ส.ส.ที่ไม่อนุมัติมาจากพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด ขณะที่งดออกเสียง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เสียง ได้แก่ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางส่วนได้ลงมติเห็นด้วย&amp;nbsp;คือน.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า&amp;nbsp;พ.ร.ก.ดังกล่าว&amp;nbsp;มีทั้งสิ้น&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มาตรา โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฏหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่&amp;nbsp;1 มหาดเล็กราชวังลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์&amp;nbsp; ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48224</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปิยบุตร แสงกนกกุล, พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพล, หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191017/image_big_5da7f6e4e60dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
