<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คมนาคม&#039;คลอดแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในช่วงหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม&amp;nbsp; เปิดเผยว่าได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ติดตามสถานการณ์ช่วงหน้าฝนอย่างใกล้ชิด โดยเตรียมความพร้อมและใช้การปฏิบัติตามแผนบรรเทาสาธารณภัยอย่างเคร่งครัด และมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้รายงานการดำเนินการมายังกระทรวงฯ ทันที เมื่อเกิดสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคมจัดแบ่งพื้นที่เพื่อกำกับดูแล ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และส่งผลกระทบกับการเดินทางของประชาชนน้อยที่สุด

ทั้งนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานไปศึกษาและเก็บข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต มาถอดบทเรียนและประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมป้องกันสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเสนอขอรับการจัดสรรงบกลาง นำมาดำเนินการฟื้นฟูถนนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัย

สำหรับโครงสร้างการประสานสั่งการพิจารณาจากการจัดระดับความรุนแรงในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2558 อุทกภัยน้ำท่วมจะเป็นสาธารณภัยขนาดกลาง ซึ่งมีศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดจะรายงานสภาพเหตุการณ์ให้กระทรวงคมนาคม ในขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการโดยจัดตั้งศูนย์ Command Center ภัยพิบัติกระทรวงคมนาคมเป็นศูนย์บัญชาการ ประสานสั่งการ รับแจ้งเหตุ ประสานข้อมูล/การสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก

นอกจากนี้ต้องรายงานเสนอผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นการรองรับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการเดินทาง โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตั้งแต่&amp;nbsp; ขั้นเตรียมพร้อม (ป้องกันก่อนเกิดภัย) การดำเนินการ (รับมือขณะเกิดภัย) และการฟื้นฟูซ่อมแซม (หลังเกิดภัย) และจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการเตรียมการดังกล่าว อาทิ

กรมทางหลวง (ทล.)เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร สะพานเบลีย์ (สะพานเหล็ก) และจัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทาง โปรดใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

กรมทางหลวงชนบท(ทช.) เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร สะพานเบลีย์ (สะพานเหล็ก) เตรียมความพร้อมเข้าดำเนินการถมวัสดุเชื่อมเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางในการสัญจรได้โดยเร็วกรณีประชาชนเข้าที่พักอาศัยไม่ได้จัดรถบรรทุกไว้ให้บริการรับส่งประชาชนในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งตั้งเต็นท์บริการประชาชนที่ประสบอุทกภัย แจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ที่จำเป็นให้กับผู้ประสบภัย

การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ระดมบุคลากรและแรงงานที่ประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไข&amp;nbsp; ปัญหา อุปสรรค ให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จัดตั้งศูนย์ประสานงานประจำส่วนกลาง และในพื้นที่ประสบภัย ประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจ้าท่า(จท.) สนับสนุนยานพาหนะรถยนต์และเรือเข้าพื้นที่พร้อมให้การช่วยเหลือ หรือตามที่จังหวัดร้องขอ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและขนย้ายสิ่งของที่จำเป็น รวมทั้งสนับสนุนถุงยังชีพ อาหาร เครื่องดื่ม ช่วยเหลือ

กรมท่าอากาศยาน(ทย.) เตรียมแผนรองรับสถานการณ์เพื่อให้ท่าอากาศยานยังสามารถเปิดให้บริการได้&amp;nbsp; โดยเร่งสร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คันกั้นน้ำรอบพื้นที่ท่าอากาศยานและสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่สู่ลำน้ำสาธารณะ สำหรับกรณีที่สถานการณ์อยู่ในภาวะวิกฤติจะเร่งขนย้าย อพยพ ผู้ประสบอุทกภัยในท่าอากาศยาน เพื่อเคลื่อนย้ายออกอากาศยานสู่พื้นที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงชั่วคราว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106229</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ภัยพิบัติ, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c5c6a7e687c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ใช้สมุนไพรรับมือโรคหน้าฝน” รู้ละเอียดเสริมภูมิคุ้มกันถูกวิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประโยชน์ของสมุนไพรไทยนั้นมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ประกอบกับปีนี้หน้าฝนมาเร็ว ดังนั้นการประยุกต์สมุนไพรที่เป็นภูมิปัญญาของไทยมาใช้ดูแลสุขภาพ ก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่สนใจ เนื่องจากสรรพคุณของสมุนไพรนั้น สารมารถใช้เป็นตัวช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ หรือเสริมภูมคุ้มกันโรค และใช้เป็นยารักษาโรคได้ในคราวเดียวกัน ที่สำคัญต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่า&amp;nbsp; สรรพคุณของสมุนไพรไทยนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.เราใช้สมุนไพรไทยเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ที่รู้กันว่าเป็นการเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย ส่วนอันที่ 2.เราใช้สมุนไพรไทยเพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง เพื่อบรรเทาอาการของโรคนั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มจากการใช้ &amp;ldquo;สมุนไพรไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; ในช่วงหน้าฝนที่มักจะทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน หรือแพทย์แผนไทยนั้น สมุนไพรที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่สำคัญมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์แอนตี้บอดี้ หรือ ออกฤทธิ์ต่อเม็ดเลือดขาวให้ทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีนั้น คือ สมุนไพรกลุ่ม &amp;ldquo;ขิง, ข่า, ตะไคร้&amp;rdquo; และเรายังพบอีกว่าถ้าปรุงสมุนไพรเหล่านี้ ให้อยู่ในรูปแบบของอาหาร เช่น เครื่องแกง ใส่ในเมนูต้มยำต่างๆ จะช่วยชูรสชาติอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้น และเสริมภูมคุ้มกันป้องกันโรคได้ในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เรายังพบว่าในสมุนไพรไทยอย่าง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขิง&amp;rdquo; ที่เป็นพืชตระกูลเดียวกับ &amp;ldquo;ขมิ้นชัน และ &amp;ldquo;กระชาย&amp;rdquo; ที่ไม่เพียงช่วยเสริมภูมคุ้มกันให้ร่างกาย แต่ใน &amp;ldquo;ขิง&amp;rdquo; ยังเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และยังช่วยย่อยทำให้ขับถ่ายได้ดี หรือ แม้แต่พืชสมุนไพรอย่าง &amp;ldquo;ใบแมงลัก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ใบกระเพา&amp;rdquo; ยังช่วยเพิ่มการขยับตัวให้กับลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำได้ดีเช่นกัน และที่ลืมไม่ได้นั้นผักพื้นบ้าน ที่อยู่ในรูปแบบของสมุนไพรไทยอย่าง &amp;ldquo;ขี้เหล็ก&amp;rdquo; ก็มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นในช่วงฤดูฝนอย่างนี้ ดังนั้นถ้าเราบริโภคสมุนไพรที่มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแบบสลับหมุนเวียน ก็จะช่วยลดอาการเจ็บป่วยในช่วงหน้าฝนได้ โดยเฉพาะโรคหวัดและอาการเจ็บคอต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การบริโภคสมุนไพรไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ลำดับต่อมา คือ &amp;ldquo;กลุ่มยาสมุนไพรตรีผลา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่ ใช้กันในกลุ่มอายุรเวทของอินเดีย และแพทย์แผนไทยของเรา ซึ่งตัวยาดังกล่าวประกอบไปด้วย สมอไทย ,สมอภิเภก ,มะขามป้อม ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และช่วยชะลอวัยไปด้วย ที่สำคัญยังช่วยแก้ไอ ทั้งนี้จะใช้โดยการต้มเป็นน้ำดื่มตรีผลาเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในช่วงที่มีโรคโควิด-19 กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ การดูแลสุขภาพด้วยการนำเอาแพทย์แผนไทยมาประยุกต์เพื่อดูแลสุขภาพ และเสริมสร้างภูมคุ้มกันให้ร่างกาย ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งดีกว่าไม่ดูแลสุขภาพ ยกตัวอย่างการที่เราดื่มน้ำขิง หรือน้ำกระชาย ที่กำลังได้รับนิยมนั้น สิ่งสำคัญหมออยากแนะนำว่า หากเราจะคาดหวังให้น้ำสมุนไพรทั้งสองชนิดป้องกันโรคโควิด-19 โดยตรง อาจจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นติดง่าย ดังนั้นการปฏิบัติตามคำแนะนำ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ทั้งการเลือกบริโภคสมุนไพรดังกล่าวในรูปแบบของอาหาร เช่น เครื่องแกง จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อให้ร่างกายแข็งและทำให้เจ็บป่วยได้ยากขึ้น ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีมากว่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย บอกอีกว่า &amp;ldquo; สำหรับการใช้สมุนไพรไทยเพื่อรักษาโรค จากอาการเจ็บป่วยแล้ว อาทิ ผู้ที่มีอาการไข้จากโรคหวัด ซึ่งสมุนไพรไทยที่ใช้นั้นเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่ช่วยลดอาการไข้ หรือเป็นยาลดไข้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหวัดในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดดเด่นและเป็นที่รู้จักอย่าง &amp;ldquo;ยาเขียว (ใบพิมเสน, ใบผักกระโฉม, ใบหมากผู้,ใบมะระ, ใบสะเดาฯลฯ)&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ยาจันทร์ลีลา (โกศสอ,โกศเขมา,โกศจุฬาลัมพา,แก่นจันทร์ขาว ,แก่นจันทร์แดง ลูกกระดอม เถาบอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก) &amp;rdquo; กระทั่ง &amp;ldquo;ยา 5 ราก (คนทา,ชิงชี่,ย่านาง ,เท้ายายม่อม,มะเดื่ออุทุมพร&amp;rdquo; ซึ่งตัวยาสมุนไพรลดไข้ในบัญชียาหลักแห่งชาติดังกล่าวนั้น จะอยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่สามารถกินง่าย และได้ผลค่อนข้างดี รวมถึงยาสมุนไพรไทยอย่าง &amp;ldquo;ยาประสะมะแว้ง&amp;rdquo; ที่มีสรรพคุณช่วยแก้ไอและลดไข้ ที่สามารถใช้รักษาโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สมุนไพรไทยหลายตัว ที่ค้นพบว่ามีฤทธิ์แก้ไข้ และช่วยต้านเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียอย่าง &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; ซึ่งล่าสุดกำลังทำการวิจัย โดยค้นพบว่ามีสรรพคุณแก้ไข้ และลดอาการอักเสบ ที่สามารถใช้แทนยาพาราเซตามอลได้ ที่สำคัญในฟ้าทะลายโจร ยังพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัสหลายตัว และยังลดการแบ่งตัว หรือแบ่งเซลล์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เนื่องจากการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองพบว่า ฟ้าทะลายโจรมีสารที่เรียกกันว่า สารแอนโดรกราโฟไลด์ ที่ช่วยยับยังไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวในเซลล์ได้ แต่ทั้งนี้จากการศึกษาโดยการบริโภคสมุนไพรดังกล่าวในคน พบว่าสามารถลดอาการไข้ จากผู้ป่วยโรคหวัดได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่การใช้สมุนไพรไทยอย่างฟ้าทะลายโจร ในกลุ่มของผู้ป่วยโรคโควิด-19 นั้น จะต้องเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่อยู่ในระยะน้อยๆ หรือไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก (ปอดยังไม่บวม) ตรงนี้เมื่อใช้ฟ้าทะลายโจรก็จะทำให้หายจากโรคโควิด-19 ได้เอง (รูปแบบการใช้รักษาโรคโควิด-19 ในระยะน้อยๆนั้น จะใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจรวันประมาณ 180 มิลลิกรัมในการรักษาโรค) แต่ถ้าหากเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงลุกลาม หรือมีภาวะปอดบวมไปแล้ว ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จะไม่ใช่ตัวเลือกในการรักษาสุขภาพจากโรคโควิด-19 แต่อย่างใด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พญ.อัมพร&amp;rdquo; บอกอีกว่า &amp;ldquo;สมุนไพรไทยอย่างกระชาย ที่มีสารแพนดูลาตินเอ (Pandulatin A) และสารพิโนสตรอบิน(Pinostrobin) เป็นสมุนไพรไทยที่ตามฟ้าทะลายโจรมาติดๆ ในการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการเล็กน้อย(ไม่มีอาการปอดบวม) ที่สำคัญจะต้องบริโภคกระชายในปริมาณที่สูงมาก ดังนั้นจึงยังอยู่ในขั้นตอนที่เภสัชกรวิจัยและออกแบบ ให้อยู่ในรูปแบบของแคปซูลที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้นหมอแนะนำว่าควรกินกระชาย ให้อยู่ในรูปแบบของอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายไม่เป็นโรคจะเหมาะสมมากกว่า เช่น ใส่ในเครื่องแกงของเมนูขนมจีนน้ำยา หรือ ใส่ในต้มโคล้ง เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไล่มาถึงการบริโภคสมุนไพรไทย เพื่อรักษาโรคที่พบได้ในช่วงหน้าฝนอย่าง &amp;ldquo;โรคผิวหนังจากเชื้อรา&amp;rdquo; อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ บอกว่า &amp;ldquo; หากเป็นอาการเชื้อราที่พบได้ทางผิวหนังนั้น แนะนำให้ใช้ใบทองพันชั่ง ที่นำมาพอกทิ้งไว้ หรือทาบ่อยๆบริเวณผิวหนังที่เป็นเชื้อรา กลาก เกลื้อน แต่วิธีการใช้นั้นจะต้องนำใบทองพันชั่ง มาทำร่วมกับวิธีการกึ่งแผนปัจจุบัน โดยการนำใบทองพันชั่งตำพอละเอียด และนำไปแช่เหล้า หรือแอลกอฮอล์ แต่หากเป็นแผลชนิดอื่นๆที่ผิวหนัง ซึ่งไม่ใช่เชื้อราจากน้ำกัดนั้น หรือ ผิวหนังถูกของมีคมบาด หรือเป็นแผลถลอกจากการเดินลุยน้ำท่วมขังในช่วงหน้าฝน แนะนำให้ล้างแผลให้สะอาด และนำใบบัวบกบดพอละเอียด มาพอกทิ้งไว้ที่ผิวหนัง ที่เป็นแผลถูกของมีคมบาด เนื่องจากใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยสมานแผล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในช่วงหน้าฝนหลายคนมี &amp;ldquo;อาการท้องร่วงท้องเสีย&amp;rdquo; จากน้ำฝนที่ปนเปื้อนเชื้อโรคท้องร่วง กระทั่งน้ำฝนมาสัมผัสถูกอาหาร ที่เรารับประทานเข้าไปนั้น การบริโภคฟ้าทะลายโจรในรูปแบบของแคปซูล สามารถช่วยได้ เนื่องจากมีการวิจัยแล้วว่าฟ้าทะลายโจร สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มากับอาหารไม่สะอาดได้ แต่ทั้งนี้อาจต้องบริโภคแคปซูลฟ้าทะลายโจร สูงกว่าการกินเพื่อป้องกันโรคหวัด นอกจากนี้ผู้ที่ไม่ได้ท้องเสียจากอาการเป็นโรคหวัดลงกระเพาะ พูดง่ายๆว่าท้องเสียเพราะอาหารปนเปื้อนเชื้อโรคท้องร่วง ก็สามารถกิน &amp;ldquo;ผงกล้วย&amp;rdquo; ที่บรรจุในรูปแบบซอง และชงดื่มเป็นน้ำผงกล้วย ซึ่งในผงกล้วยนั้นไม่เพียงทำให้อุจจาระของผู้ป่วยโรคท้องร่วงเป็นก้อน เนื่องจากสารแพคตีนที่พบในกล้วย แต่ในผงกล้วยที่สกัดจากกล้วยนั้น ยังช่วยเคลือบกระเพาะให้กับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะได้อีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103983</URL_LINK>
                <HASHTAG>พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์, สมุนไพร, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab4c3650017.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2021 07:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2021 07:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อนตับแลบ! หลายพื้นที่อุณหภูมิสูงสุด 38 องศา แต่ยังมีฝนฟ้าคะนอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.64 - กรมอุตุนิยมวิทยา&amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าระบุว่า&amp;nbsp;ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจากมีแนวลมพัดสอบของลมตะวันตกเฉียงใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่วนลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมภาคใต้ อ่าวไทย และทะเลอันดามัน ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่งในระยะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;ในระยะนี้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น ทำให้การสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเหนือ&amp;nbsp;อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง ตาก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;nbsp;อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง&amp;nbsp;อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยนาท ลพบุรี
พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออก&amp;nbsp;อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)&amp;nbsp;มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล&amp;nbsp;อากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, พยากรณ์อากาศ, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_6036ea37e34b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 20:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมอุตุฯ&#039; ออกประกาศเริ่มต้นฤดูฝนของประเทศไทย 15 พ.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง&amp;nbsp;&amp;quot;การเริ่มต้นฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2564 ประเทศไทยคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูร้อน และเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน ในวันที่ 15&amp;nbsp;พฤษภาคม 2564 เนื่องจากบริเวณประเทศไทยมีฝนตกชุกต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ประกอบกับทิศทางลม
ระดับผิวพื้นถึงความสูง 3.5&amp;nbsp;กิโลเมตร ได้เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้&amp;nbsp;ซึ่งพัดนำความชื้นจากทะเลอันดามัน เข้ามาปกคลุมประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และลมชั้นบนตั้งแต่ระดับความสูง 5&amp;nbsp;กิโลเมตรขึ้นไป ได้เปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน ปริมาณและการกระจายของฝนจะมีมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่วนในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนปริมาณและการกระจายของฝนจะเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามในบางช่วงจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำบำไหลหลากในหลายพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฤดูฝนปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณฝนมากกว่าปีที่แล้วและมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติร้อยละ 5-10 ฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม สำหรับภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกต่อไปอีกถึงกลางเดือนมกราคม จึงขอประกาศให้ประชาชนได้ทราบทั่วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 12&amp;nbsp;พฤษภาคม พ.ศ.2564
(นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์)
อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102716</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์, ปริมาณน้ำฝน, ฤดูฝน, สิ้นสุดฤดูร้อน, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609bd9a148f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65819</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์สถาบันบำราศนราดูร เตือนหน้าฝนนี้ ต้องระวังไข้หวัดใหญ่ พร้อมกับโควิด หากเป็นซ้ำซ้อนสองโรค จะมีความรุนแรงมาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ค. 63- นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบัน กลุ่มแผนปฏิบัติการชาติฯ สถาบันบำราศนราดูร เสวนา &amp;nbsp;ในหัวข้อ &amp;ldquo;ความร้ายแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ ในภาวะการระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; เพื่อเป็นความรู้และแนวในการดูแลรักษาป้องกันจากไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูฝนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า โรคไข้หวัดใหญ่ที่มักระบาดในหน้าฝน &amp;nbsp;ซึ่งมีความน่ากังวลเพราะมาในช่วงที่มีการการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งอาการของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันมาก &amp;nbsp;คือมีอาการไข้ 38-40 องศา &amp;nbsp;ไอ ปวดศีรษะเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ร่างกายอ่อนเพลีย ในทางการแพทย์ที่วินิจฉัยในการแยกโรคนั้นค่อนข้างยาก แต่ก็มีอาการที่แตกต่างกันเล็กน้อยคือ น้ำมูก เพราะโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ ซึ่งยังต้องอาศัยการเช็คประวัติและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นเมื่อมีการไอหรือจาม การสัมผัสทางตรงหรือทางอ้อม &amp;nbsp;ทำให้มีความสามารถในแพร่การเชื้อจาก 1 คนไปสู่ 2 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดใหญ่ในทั่วโลกอยู่ที่ 1-2% โดยสถิติย้อนหลังไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยย้อนหลัง 5 ปี พบว่าทั้งในปี 2561-2562 จะพบว่าช่วงที่เป็นไข้หวัดใหญ่มากสุดในฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน และในปี 2563 ที่มีการสำรวจพบว่ามีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงในเดือนมกราคม และลดลงมาโดยหลังจากเดือนเมษายน(ยังไม่ครบเดือน) มีตัวเลขที่ลดลงมา จะเห็นว่าในไทยที่มีผู้เป็นไข้หวัดใหญ่สูงกว่าโควิด-19 ถึง 33 เท่า เพราะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกคนมีความใส่ใจในการดูแลป้องกัน และให้ความสนใจในเฝ้าระวัง การคัดกรองโรค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ดังนั้นโควิด-19 อาจจะระบาดขึ้นอีกในช่วงเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่ควรต้องระวังคือการติดเชื้อร่วมกันทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าคนที่ติดโควิด-19 มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสอื่นได้ถึง 20% ส่วนข้อมูลจากประเทศจีน พบว่าประมาณ 80% มีโอกาสติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ โดยสามารถติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ได้ถึง 60% ซึ่งการติดเชื้อซ้ำ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึง 29-55% ซึ่งทางสถาบันฯ ก็เจอเคสที่มีอาการใกล้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่มาตรวจโควิด-19 และตรวจเจอเคสที่เป็นการติดเชื้อร่วม คือเป็นทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งต้องมีการรักษาและใช้ยาทั้ง 2 โรคพร้อมกัน ให้เร็วที่สุด เพราะคนไข้อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วีรวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นไข้หวัดใหญ่ อาทิ หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ที่จะมีความรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ และกลุ่มบุคคากรทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย อย่างกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นถึง 26 เท่า โดยวิธีจัดการกับไข้หวัดใหญ่ แบ่งเป็น 1.การป้องกันก่อนเกิดเหตุ คือการการรักษาสุขอนามัยที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ที่เหมือนกับการป้องกันโควิด-19 &amp;nbsp;และฉีควัคซีนประจำปีที่มี 3 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ &amp;nbsp;แต่การฉีดวัคซีนอาจจะป้องกันได้ประมาณ 40-60% &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ก็มีให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน 2.การรับยาต้านไวรัส เพราะสามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกาย บรรเทาอาการไข้หวัดใหญ่ และลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่คนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ในประเทศไทย นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ บาลอกซาเวียร์ ที่ช่วยลดเชื้อไวรัสใน 24 ชั่วโมง รับประทานครั้งเดียว( 2-4 เม็ด ตามน้ำหนักตัว) อาจจะมีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หลอดลมอักเสบ ฯลฯ , โอเซลทามิเวียร์ จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 72 ชั่วโมง รับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน มีอาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียประสาทหลอน และซานามิเวียร์(ชนิดสูดพ่น) จะช่วยลดเชื้อไวรัสใน 96 &amp;nbsp;ชั่วโมง ต้องพ่นวันละ 2 ครั้ง 5 วัน อาการข้างเคียงและข้อควรระวัง คือ ไซนัสอักเสบ มึนงง มีไข้ หนาวสั่น ฯลฯ ทั้งนี้การทานยาจะดีที่สุดเมื่อรับประทานใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และหากจะซื้อยาทานเองควรมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ทางที่ดีคือการเข้าพบแพทย์ เพื่อป้องกันการภาวะแทรกซ้อน ส่วนโอเซลทามิเวียร์และบาลอกซาเวียร์ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาวิจัยว่าจะมีผลต่อการรักษาโควิด-19 หรือไม่ แต่ในปัจจุบันยาทั้ง 2 ตัวนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้รักษาโควิด-19 แต่ในประเทศญี่ปุ่นได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ และใช้รักษาโควิด-19 เป็นประเทศแรก ซึ่งก็ใช้รักษาโควิด-19 ในไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับสถาณการณ์โควิด-19 ของทางสถาบันฯดีขึ้น จากการที่มีผู้ป่วยเข้ามารักษาจำนวน &amp;nbsp;214 &amp;nbsp;ราย ซึ่งมีการรักษาหายหมดแล้ว &amp;nbsp;เหลือเพียง 1 ราย ที่อยู่ในระยะพักฟื้น ซึ่งในภาพรวมของประเทศสถานการณ์ของคนไข้โควิด-19 ก็เป็นในทิศทางที่ดีขึ้นในผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในเฟสแรก แต่ทั้งนี้ก็ต้องคอยจับตาดูในเฟสที่ 2 เพราะไทยเข้าสู่ฤดูฝนพอดี ซึ่งจะมีการคลายล็อคในส่วนต่างๆ ทั้งการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ทั้งการทำงาน สัมนา ท่องเที่ยว แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้โควิด-19 กลับมาระบาดอีกครั้งได้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัดของทรัพยากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด&amp;rdquo; นพ.วีรวัฒน์ ทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65819</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ, สถาบันบำราศนราดูร, หน้าฝน, โรคไข้หวัดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebba010e6cb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;สั่งทุกเหล่าทัพดูแลประชาชนช่วงหน้าฝนตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.62- พ.อ.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ &amp;nbsp;ผช.โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม &amp;nbsp;มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับ ความเดือดร้อนในช่วงหน้าฝน จึงได้สั่งการให้หน่วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจและฝ่ายปกครองประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาฝนตกหนัก อันอาจเป็นเหตุทำให้น้ำท่วมขังมีน้ำหลากหรือมีดินโคนถล่มรวมถึงส่งผลกระทบต่อชาวประมงในการเดินเรือในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือนระหว่างวันที่ 16-21ก.ค.62&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้มีการปรับแผนเตรียมความพร้อมทั้งการป้องกันและการแก้ไขในพื้นที่เสี่ยง ต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้ทันเหตุการณ์เพื่อลดความเสียหายและอันตรายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งขอให้ประสานสาธารณสุขพื้นที่ร่วม ระวังป้องกันโรคระบาดที่มากับน้ำและการควบคุมโรคมือเท้าปากและไข้เลือดออกที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่กทม. ขอให้ กทม.และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ร่วมกับชุมชนในทุกเขต เร่งสำรวจพื้นที่เสี่ยงกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว และการสัญจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้างตามเส้นทางโดยเฉพาะระบบการระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำและการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อลดปัญหาการจราจรที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในเขตเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมสั่งย้ำ ให้ทหารตำรวจ ฝ่ายปกครองในทุกพื้นที่มีการซักซ้อมแผน บูรณาการทำงานลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนโดยมีการจัดชุดช่างซ่อมยานพาหนะและชุดแพทย์เคลื่อนที่ให้พร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41112</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ผช.โฆษกกระทรวงกลาโหม, พ.อ.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์, รองนายกฯ, สั่งดูแลประชาชน, หน้าฝน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190716/image_big_5d2d6416c0611.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
