<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่หมอขอดูแลหนูเองภาพประทับใจจากรพ.ธัญญรักษ์สงขลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.64- เพจกรมการแพทย์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า พี่หมอขอดูแลหนูเอง... ภาพความประทับใจขณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลธัญญรักษ์สงขลา จูงมือเด็กหญิงอายุ 6 ขวบที่ป่วยเป็นโควิด 19 เดินทางมารักษาเพียงลำพังโดยมีรถพยาบาลโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา มาส่งรักษา ณ โรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา&amp;nbsp; จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน&amp;nbsp; 2564 #ทุกลมหายใจที่ได้คืนมามีค่ามากเกินกว่าคำชื่นชม #กรมการแพทย์ #โควิด19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107002</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์, ธัญญรักษ์สงขลา, หมอ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210620/image_big_60cf2f0807396.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 07:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 07:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;ตอก&#039;หมอ&#039;ป่วนศบค.คงเก่งมากซินะ วอนหยุดด่าร่วมมือกันเอาชนะโควิดดีกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.64- ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่ากลุ่มหมอที่เรียกร้องให้เปลี่ยนกรรมการ ศบค. คงเป็นคนเก่งมากสินะ ผลงานของเหล่าอาจารย์หมอที่เป็นกรรมการ ศบค. ที่ผ่านมาไม่มีความหมายเลยใช่ไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอบนี้สถานการณ์มันรุนแรง ยากที่จะแก้ไข ยังมีกลุ่มหมอแสดงทัศนะดูหมิ่นดูแคลนอาจารย์หมอถึงขนาดจะให้นายกฯเปลี่ยนกรรมการ ศบค. เลยเหรอคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่เป็นหมอ มีความรู้ ถ้าคิดว่าอะไรควรทำ ก็น่าจะเสนอแนะนะคะ ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนกรรมการ ศบค. นะคะ เปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ดีนะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยุดด่า ช่วยหาทางออก คิดว่าอะไรควรทำก็ช่วยบอกดีกว่านะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่เอาแต่ด่า ไม่คิดที่จะช่วยอะไรบ้างเลยหรือ ลองถามตัวเองสิว่าเอาแต่ด่ามันจะได้อะไร ปัญหาหมดไปไหม
ลองคิดดูว่าถ้าช่วยกันคิดช่วยกันทำจะได้อะไร ลองคิดดูสิคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หยุดด่าแล้วมาหาทางร่วมมือกันเอาชนะโควิดให้ได้เถอะค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยต้องรู้รักสามัคคีนะคะ เราจึงจะชนะไปด้วยกันค่ะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100720</URL_LINK>
                <HASHTAG>หมอ, เสรี วงษ์มณฑา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e190fa6038.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รอด! หมอหนุ่มยอมขอโทษ‘อาร์ต พศุตม์’หลังโพสต์ดูหมิ่นทางทวิตเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่สุดก็ไม่รอด เมื่อมีเกรียนคีย์บอร์ดที่อ้างตัวว่าเป็นหมอ โพสต์ทวิตเตอร์แซะนักแสดงหนุ่ม อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม ว่าดาราอย่างหนุ่มอาร์ตได้ฉีดวัคซีนโควิดแต่ตนที่เป็นหมอประจำคลินิกทางเดินหายใจของรงพยาบาลในจังหวัดจันทบุรีแต่ยังไม่ได้ฉีดเลย พร้อมสบถคำหยาบคายตบท้าย จนหนุ่มอาร์ตได้โพสต์อินสตาแกรมตอกกลับไปว่าเป็นหมอทำไมไม่เข้าใจว่าคนที่จะได้ฉีดวัคซีนนั้นต้องมีกฏอะไรบ้าง ซึ่งตนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงใครก็ฉีดได้ แต่ต้องไปลงทะเบียน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นถึงหมอควรใช้คำพูดและหาข้อมูลให้มากกว่านี้นะครับ จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขเดือดร้อนนะ เป็นหมอควรให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับคนทั่วไปนะคับ ตอนด่าออกสื่อได้ ตอนขอโทษก็คงออกสื่อได้เหมือนกันเนอะ มารับผิดชอบคำพูดตัวเองด้วยนะครับ และสิ่งที่ตัวเองทำด้วยนะครับ ปิดทวิตเตอร์หนี ไม่ใช่ทางออกนะครับ เบลอรูปให้นี่ซอฟมากแล้วนะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดคู่กรณียอมโพสต์ขอโทษดาราหนุ่มแล้ว โดยการโพสต์ขอโทษลงโซเชียลทั้งอินสตาแกรม เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์พร้อมเปิดโพสต์สาธารณะเป็นเวลา 7วัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากทวิตเตอร์ art_phasut98&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; skdentmed&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98652</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน, วัคซีนโควิด, หมอ, อาร์ต พศุตม์, อาร์ต-พศุตม์ บานแย้ม, เกรียนคีย์บอร์ด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d626d5072a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พริ้นซิเพิล รุกคืบลงทุนเฮลท์แคร์  ขยายฐานรพ.รุกต่างจังหวัดปั้นคลินิกชุมชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจโรงพยาบาลในปี 2563 ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติจำนวนมาก&amp;nbsp; ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้ป่วยหรือผู้บริโภคก็ปรับเปลี่ยนไป ทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดเพื่อการักษาคนไข้มากขึ้น โดยในส่วนของพริ้นซิเพิล แคปิตอล แม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล แต่ก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีการปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงคนไข้ก็เป็นประชาชนในประเทศมากกว่าต่างชาติ โดยนับจากนี้ พริ้นซิเพิล แคปิตอล ก็เตรียมเดินหน้าพร้อมลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพต่อเนื่อง เพื่อเป็นการรองรับเทรนด์ในอนาคต และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยิ่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกคนไข้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี มณีนุตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด(มหาชน) (PRINC) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจปี 2563 ของโรงพยาบาลในประเทศไทยติดลบประมาณ 14% เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด19 เนื่องจากนักท่องเที่ยวในกลุ่ม medical tourism ไม่สามารถเดินทางมาได้ ส่วนกลุ่มที่เป็นคนไทยเองก็ไม่กล้าออกจากบ้าน ขณะเดียวกันกลุ่มเด็กก็ป่วยน้อยลงเพราะว่าอยู่ในช่วงโรงเรียนถูกสั่งปิด ทำให้เด็กเจ็บป่วยน้อยลง และคนก็ระวังการใช้ชีวิตมากขึ้น มีการป้องกันตัวมากขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงยังมีผู้ป่วยที่เลื่อนการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำเร่งด่วน เช่น ผ่าตัดเข่า ผ่าตัดสะโพก ซึ่งเคสเหล่านี้ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงหากเปรียบเทียบกับการรักษาในกลุ่มอาการที่ของโรค เช่น ปวดหัว ตัวร้อน ที่เข้ามารักษาถี่กว่าการผ่าตัด จึงทำให้ภาพรวมของโรงพยาบาลติดลบซึ่งปกติแล้วธุรกิจโรงพยาบาลมีการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 7-8% ต่อปี จะเห็นได้ว่าการติดลบ 14% ของปีที่แล้วนั้น เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมนี้&amp;nbsp; สำหรับบริษัทผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นติดลบไม่มากนัก เนื่องจากไม่ได้เป็นโรงพยาบาลที่มีลูกค้าหลักในกลุ่มต่างชาติ แต่เน้นคนไทยเป็นหลักที่เป็นระดับกลางถึงระดับล่าง โดยวมบริษัทติดลบที่ 1-2% แต่ช่วงปลายปีที่มีการระบาดระลอกสองบริษัทได้มีการปรับตัว ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบบริการ ให้มีความกระชับและก็เข้ากับธุรกิจสมัยใหม่มากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลตั้งอยู่กับที่และรอคนไข้เดินเข้ามารับการรักษา แต่ในวิกฤตแบบนี้ มันทำให้เกิดบริการใหม่ๆ หลายบริการ โดยที่ไม่คิดว่าจะต้องทำ เช่น บริการหมหมออพบคนไข้ที่บ้าน Bring at home ซึ่งก่อนหน้านี้ หมอทุกคนจะตั้งอยู่ในที่มั่นของตัวเอง และคนไข้เดินเข้ามาหาที่โรงพยาบาล แต่ว่าสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเพราะว่าคนไข้ลดการเดินทาง และบางครั้งอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย คนไข้ก็จะตัดสินใจรักษาอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง&amp;rdquo; นายธานีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากปัจจัยข้างต้นทำให้โรงพยาบาลต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้นในงานบริการ เช่น แอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับ Telemedicine เป็น Virtual Doctor ,Virtual Hospital เพื่อให้สามารถติดต่อกับทางคนไข้และบริการได้เสมือนคนไข้ได้พบกับหมอหรือเสมือนเดินทางมารักษาอาการที่โรงพยาบาล และถ้าคนไข้ต้องการให้หมอเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่อง จะมีทีมแพทย์เข้าไปดูแลถึงที่บ้าน อย่างเช่น กรณีคนไข้ต้องล้างแผล ปกติต้องเดินทางมาล้างแผลที่โรงพยาบาล 2 วันหรือ 3 วันมาล้าง 1 ครั้ง ซึ่งเป็นการล้างแผลอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้คนไข้ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาล แต่จะมีทีมพยาบาลเดินทางไปหาคนไข้ เพื่อล้างแผลให้ที่บ้าน ก็จะเกิดความสะดวกต่อคนไข้ที่ไม่ต้องการเดินทางออกมาข้างนอก&amp;nbsp; แน่นอนว่าเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โรงพยาบาลผู้ให้บริการก็ต้องปรับตัวตาม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรับพอร์ตเน้นโฟกัสธุรกิจเฮลท์แคร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานีกล่าวว่าปัจจุบันธุรกิจในเครือประกอบด้วย 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.โรงพยาบาล 2.อสังหาริมทรัพย์ และ3.คลินิกชุมชน ศูนย์ดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุ โดยในปี 2563 รายได้โรงพยาบาล 2,682 ล้านบาท ส่วนแผนธุรกิจปี 2564 มีการปรับพอร์ต โดยหยุดลงทุนในส่วนอสังหาริมทรัพย์และโฟกัสในส่วน Health Care มากขึ้น ซึ่งการปรับพอร์ตลักษณะนี้ค่อนข้างใช้เวลาประมาณ 1 - 3 ปี ตอนนี้ได้เริ่มขายอสังหาฯบางส่วนออกไปแล้ว เพื่อนำมาลงทุนในส่วนของโรงพยาบาลมากขึ้น และมองว่าแผนในอนาคตจะขยายธุรกิจออกไปในตลาดอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเลือกโฟกัสธุรกิจ health Care อย่างเดียว ไม่ได้มองว่าการทำธุรกิจอสังหาฯไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำอสังหามาในระยะหนึ่งผลตอบรับก็ดีต่อเนื่อง แต่ด้วยปณิธานขององค์กร เราต้องการสร้างคนที่มีจิตใจเป็นผู้ให้ ฉะนั้นการที่จะทำอะไรในการดำเนินธุรกิจหรือการขยายธุรกิจในแต่ละครั้ง ก็ต้องย้อนกลับไปนึกถึงว่าองค์ประกอบขององค์กรเรามีปณิธานอย่างไร ซึ่งการทำธุรกิจอสังหาฯอาจไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนนี้มากนัก จึงมีการเปลี่ยนแปลงและปรับโฟกัสของธุรกิจให้มันตรงกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าลงทุนโรงพยาลต่างจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายธานี กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนส่วนมากมักไปกระจุกตัวที่จังหวัดใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดศรีสะเกษที่มีโรงพยาบาลเอกชนที่เดียวที่อาจไม่ค่อยดีมากนัก ซึ่งถ้าจะเข้าไปตั้งโรงพยาบาลก็ต้องได้คุยกับบุคลากรและคนพื้นที่ ซึ่งต้องการความทันสมัยทั้งอุปกรณ์และสถานที่ในการรักษา นับเป็นเรื่องพื้นฐานที่ยังไปไม่ถึงจังหวัดเมืองรอง การที่บริษัทเข้าไปตั้งในพื้นที่นั้นจะทำให้คนมีทางเลือกในการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพที่เท่าเทียมกับที่กรุงเทพฯ ได้ใช้บริการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันบุคลากรที่ทำงานในนั้นก็จะมาจากคนของท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งจะเห็นเมื่อมีการประกาศรับสมัครบุคลากร คนในจังหวัดนั้นที่ทำงานในกรุงเทพฯ ก็จะสมัครเข้ามาเพื่อที่จะได้กลับไปทำงานในจังหวัดบ้านเกิด เพื่อพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งบริษัทยินดีที่ได้มีโอกาสคัดเลือกบุคลากรล่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมุ่งมั่นอยากทำงานให้บ้านเกิด และมีแพชชั่นในการทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกำลังซื้อของกลุ่มระดับกลางถึงล่างมีกำลังซื้อที่ดี เพราะทุกคนอยากได้การดูแลรักษาที่ดี เมื่อกำหนดการรักษาพยาบาลที่เข้าถึงได้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเงินถุงเงินถังในการเดินเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาล อย่างโรงพยาบาลของบริษัทที่ลำพูนก็รับประกันสังคม ซึ่งมองว่าตลาดนี้เป็นโอกาสที่จะขยายการเติบโตได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บริษัทเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญที่ระดับกลางถึงล่าง มีศักยภาพในการดูแลคนในภาพรวมที่ต้องการเข้าถึงคนในชุมชน เป็นภาพของโรงพยาบาลเอกชนที่คนเข้าถึงได้ ซึ่งในต่างจังหวัดบางแห่งไม่มีโรงพยาบาลลักษณะนี้ เช่น ในจังหวัดที่เป็นเมืองรอง บริษัทก็จะเข้าไปตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นเพื่อให้มีทางเลือกให้กับคนมากขึ้น ส่วนราคาก็ไม่ได้ต่ำกว่าของโรงพยาบาลรัฐ แต่ก็ไม่สูงถึงกับโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ปัจจุบันมีโรงพยาบาล 11 แห่ง เบื้องต้นคาดการณ์ว่าปีนี้จะซื้อเพิ่ม 2-3 แห่ง และภายใน 3 ปี คาดว่าจะมีประมาณ 20 แห่ง &amp;quot;นายธานีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปั้นคลินิกเข้าถึงชุมชนมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานีกล่าวว่า ส่วนคลินิกชุมชนจะเป็นธุรกิจหนึ่งของแผนที่กำลังเกิดขึ้น โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีประมาณ 16 แห่ง เป็นลักษณะของคลินิกที่กระจายอยู่ตามชุมชนแต่ละแห่ง เบื้องต้นนำร่องที่ชุมชนภายในกรุงเทพฯ โดยมองว่าคลินิกเหล่านี้จะทำให้ได้ใกล้ชิด ดูแลคนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนจริงๆ และที่ตั้งของคลินิกจะเลือกทำเลที่เป็นชุมชน เช่น ตลาด หรือใกล้กับร้านสะดวกซื้อ เพราะทำให้คนเข้าถึงคลินิกได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเปิดคลินิกไปแล้ว 16 แห่ง ตอนนี้ผ่านไป 1-2เดือนเริ่มมีคนไข้เข้ามาแล้ว เนื่องจากการเปิดคลินิกชุมชนจะต้องทำสัญญาร่วมกับภาครัฐคือ สปสช. เพราะฉะนั้นจึงมีการจัดทำเรื่องเอกสารค่อนข้างหลายขั้นตอน ตอนนี้เราอยู่ในเฟสของการโปรโมทและทำมาร์เกตติ้ง สร้างการรับรู้ให้กับคนในชุมชน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีคนเข้ามาที่คลินิกเฉลี่ยแล้ว 10-20 คนต่อวัน คาดหวังว่าต่อวันควรจะมีประมาณ 60 คน โดยปีนี้ตั้งเป้าขยายไว้ที่ 30 แห่ง และมองที่ 100 แห่งภายใน 3 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นบำรุงราษฎร์เป็นการเข้าซื้อบางส่วน ซึ่งมองว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้เกิดปัญหา มองว่าแนวโน้มธุรกิจนี้ดีสามารถลงทุนได้ และเกิดความร่วมมือกันทั้งสองเครือ เนื่องจากบริษัทเป็นโรงพยาบาลระดับกลางและทำคลินิกที่เป็นระดับกลางถึงล่าง การที่จะต่อยอดในส่วนของเฮลท์แคร์จริงๆ จะต้องมีส่วนที่อยู่ในระดับบนด้วย เป็น Luxury Care ซึ่งโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านนี้มานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จะทำให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน ซึ่งปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวไกลค่อนข้างมาก เช่น การรักษาด้วยยาในคนไข้ แต่ละคนไม่สามารถรับยาตัวเดียวกันได้ เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์ทางเทคนิคเหล่านี้เรายังไม่เชี่ยวชาญมากขนาดนั้น ซึ่งบำรุงราษฎร์มีทีมอาจารย์แพทย์ที่ทำอยู่แล้วเนื่องจากใช้ในการรักษาผู้ป่วยต่างชาติ การที่ได้องค์ความรู้จากบำรุงราษฎร์เข้ามาช่วยประกอบในการรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จับเทรนด์ผู้สูงวัยลุยโคงการใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานีกล่าวถึงแผนการลงทุนด้านศูนย์ฟื้นฟูดูแลผู้สูงอายุ ว่า เป็นโครงการใหม่ที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ติดปัญหาโควิด-19 ทำให้ในช่วงไตรมาส4/2563 กลับมาปรับแผนและเริ่มใหม่อีกครั้ง หลักการคือทำร่วมกับบริษัท Nihon Kei ซึ่งเป็นบริษัทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ โดยส่งคนเข้าไปดูแลในโรงพยาบาลต่างๆที่เป็นพันธมิตรธุรกิจประมาณ 2,000-3,000 คน ถือว่าเป็นเครือโรงพยาบาลที่ใหญ่มากในญี่ปุ่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยก่อนไทยมานาน ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์จึงพร้อมกว่า บริษัทจึงนำองค์ความรู้เข้ามาและร่วมลงทุนด้วยกันเปิดเป็นบริษัทใหม่ที่ชื่อว่าบริษัท พริ้นซ์ เอ็นเค จี จำกัด&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับโมเดลของญี่ปุ่นจะไม่เหมือนโมเดลบ้านพักคนชราในประเทศไทย ซึ่งผู้สูงอายุที่เข้ามาจะเข้ามาอยู่เป็นคอร์สสั้นๆ ประมาณ 6-8 เดือน เพื่อฟื้นฟูให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ&amp;nbsp; อาทิกลุ่มผู้ป่วยทีเส้นเลือดในสมองแตก สูญเสียศักยภาพในการดำรงชีวิต หรือผู้ป่วยนอนติดเตียง โดยคาดหวังว่าหลังจากที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมแล้ว จะสามารถที่จะออกมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ สามารถดูแลตัวเองได้ เช่น เข้าห้องน้ำเองได้ ตักข้าวรับประทานเองได้ ซึ่งญี่ปุ่นมีวิธีในการรักษาประสบความสำเร็จมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการถ่ายทอดองค์ความรู้ มีการอบรมในทุกวัน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยหลังจาหนี้ จะมีการทำ Pilot Case 3 เดือน และใช้สถานที่ที่สุวรรณภูมิก่อน และจะขยายไปอีก 5 แห่งทั่วประเทศ มองว่าอีก 3 ปี จะเห็นภาพชัดขึ้น และหลังจากนั้นจะต้องดูว่าเมื่อกลับออกไปใช้ชีวิตที่บ้านจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเพิ่มเติม เพราะไทยยังไม่มีการเข้ามาดูแลส่วนนี้อย่างจริงจังจากรัฐบาล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94632</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธานี มณีนุตร์, บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด(มหาชน) (PRINC), พริ้นซิเพิล, หมอ, โรงพยาบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603caa69532c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64292</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซูเปอร์โพล&#039;ชี้&#039;บิ๊กตู่-เจ้าสัวธนินท์-หมอพยาบาล&#039;โดดเด่นแก้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง บิ๊กเนมโควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียลทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,551 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 &amp;ndash; 25 เมษายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง บิ๊กเนมคนสำคัญชื่อเด่นโดนใจในรัฐบาลแก้โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.7 รองลงมาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 29.5 อันดับสาม ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 21.4 อันดับสี่ ได้แก่ นาย อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยละ 18.0 และอันดับห้า ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 15.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจ คือ เมื่อถามถึง บิ๊กเนมมหาเศรษฐีคนสำคัญชื่อเด่นโดนใจช่วยเหลือประชาชน แก้โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ร้อยละ 22.4 รองลงมา ได้แก่ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มซัมมิท ร้อยละ 10.0 อันดับสาม ได้แก่ นายแพทย์ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ โรงพยาบาลกรุงเทพและบางกอกแอร์เวย์ ร้อยละ 9.1 อันดับสี่ ได้แก่ นาย ศุภชัย เจียรวนนท์ กลุ่มซีพี ร้อยละ 7.4 และอันดับห้า ได้แก่ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ กลุ่มซัมมิท ร้อยละ 7.1 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บิ๊กเนม โรงพยาบาลชื่อเด่นโดนใจ ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ โควิด-19 พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร ร้อยละ 58.6 รองลงมา อันดับสอง ได้แก่ โรงพยาบาล ราชวิถี ร้อยละ 52.9 อันดับสาม ได้แก่ โรงพยาบาล รามาธิบดี ร้อยละ 51.4 อันดับสี่ได้แก่ โรงพยาบาล ศิริราช ร้อยละ 47.1 และอันดับห้า ได้แก่ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ร้อยละ 43.3 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ อะไรทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 ระบุ แพทย์ พยาบาล อสม. เก่ง เสียสละ รองลงมาคือ ร้อยละ 65.7 ระบุ มาตรการ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ร้อยละ 59.5 ระบุ คนไทยตระหนัก ปัญหาร่วมกัน ร้อยละ 58.6 ระบุ คนไทยระดับกลาง ถึง ล่าง ดูแลช่วยเหลือกันเอง และร้อยละ 56.1 ระบุ เพราะทุกคนกลัวตาย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล ระบุว่า ผลโพลชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและภาคประชาชนเวลานี้กำลังไปด้วยกันได้แก้วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ฐานหนุนรัฐบาลที่เคยตกต่ำสุดเหลือร้อยละ 9 ช่วงต้นมีนาคมเพิ่มขึ้นพอจะขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ได้ แต่วันนี้ต้องคิดหนักคือ ฐานหนุนรัฐบาลยังเปราะบาง และอารมณ์ของประชาชนยังไม่เกาะติดเหนียวแน่นกับรัฐบาล อะไรที่รัฐบาลจะทำแต่เสี่ยงทำรัฐบาลสั่นคลอนและการขับเคลื่อนประเทศอาจสะดุด อย่าทำ !! ดังนั้น บิ๊กเนม (Big Name) ใดทำแล้วโดนใจควรรักษาไว้ อะไรมาใหม่ ๆ ที่ประชาชนยังไม่เข้าใจ รัฐบาลยังสื่อสารได้ไม่ดีควรชะลอออกไปก่อน เช่น กรณีของ CPTPP ความตกลงเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ที่ชาวบ้านเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ยังเคลือบแคลงสงสัย ควรยับยั้งไว้ก่อน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64292</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, บิ๊กเนมโควิด-19, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, พยาบาล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หมอ, อสม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea52bd9a9ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นภาพคุณหมอนั่งเย็บจักร &#039;บุ๋ม ตรีรัก&#039;เอ่ยปากขอทำแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นภาพคุณหมอนั่งเย็บจักรทำหน้ากากอนามัย ทำเอา บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี ถึงกับน้ำตาไหล โดยอดีตนางเอกคนดังถึงขั้นเอ่ยปากว่าขอเป็นอาสาสมัครไปนั่งเย็บจักรทำหน้ากากอนามัยแทนคุณหมอได้ไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง บุ๋ม ตรีรัก ได้โพสต์ภาพคุณหมอที่กำลังนั่งเย็บจักร พร้อมข้อความว่า&amp;ldquo;เห็นภาพคุณหมอท่านนี้ แล้วน้ำตาไหล ไม่มีคำบรรยายจะเอ่ย รู้แต่เพียงว่า บุ๋มขออนุญาตเป็นอาสาสมัครไปนั่งเย็บจักรทำหน้ากากอนามัยแทนท่านได้ไหมคะ &amp;nbsp;#ทีมคุณหมอชูชัย (เห็นชื่อไม่ชัดถ้าอ่านผิดขออภัยนะคะ) #อาสาสมัครเย็บหน้ากากอนามัยให้คุณหมอ #stayathome #เราจะสู้ไปด้วยกัน #covid_19 #coronavirus&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @trerakka&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61310</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุ๋ม ตรีรัก, หมอ, โควิค-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e8028529bb0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์สธ.เตือนสติคนไทย! มองปัญหาเท่าที่เป็นไม่มากเกินจริงไม่น้อยเกินไป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค. 63 - นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ &amp;ldquo;ถ้ามีสติเราจะมองปัญหาเท่าที่มันเป็นไม่มากเกินจริงไม่น้อยเกินไป&amp;rdquo; โดยระบุว่า &amp;ldquo;คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เวลาคนเราโกรธ อาจจะเป็นช้างตัวเท่าหนู เวลาคนเราเศร้า อะไรนิดอะไรหน่อยก็น้ำตาซึม เวลาเรากลัวผี พอได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กๆ เราก็จะเต้นตึกตักนึกว่าผีมา เวลากลัว โกรธ รัก หลง เราจะเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผิดไปจากที่มันเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้ามีสติ&amp;rdquo;มิกลัวมัวขัดข้อง
&amp;ldquo;เราจะมอง&amp;rdquo;เหมือนจริงตามสิ่งเห็น
&amp;ldquo;ปัญหาเท่า&amp;rdquo;เข้าใจในประเด็น
&amp;ldquo;ที่มันเป็น&amp;rdquo;ไปอยู่อย่างรู้ทัน
&amp;ldquo;ไม่มาก&amp;rdquo;ทั้งกังวลคนแตกตื่น
&amp;ldquo;เกินจริง&amp;rdquo;ฝืนเฝ้าคิดจนบิดผัน
&amp;ldquo;ไม่น้อย&amp;rdquo;จนคนพลาดประมาทกัน
&amp;ldquo;เกินไป&amp;rdquo;มันมีโทษโปรดตรองดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคาดการณ์สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worse case scenario) จากข้อมูลตัวเลขการระบาดรายวันของประเทศต่างๆ โดยไม่อาศัยข้อมูลทางด้านอื่นประกอบ ทำให้เราเห็นภาพความน่ากลัวอย่างเห็นได้ชัด ถ้าหากปล่อยเป็นเช่นนั้น ไม่ช่วยกันป้องกัน ความเสี่ยงสูงสุดจะเป็นไปในทางนั้น ส่งผลให้เกิด &amp;ldquo;ความตระหนัก&amp;rdquo; ในคนหลายกลุ่ม และ &amp;ldquo;ความตระหนก&amp;rdquo; ในคนอีกหลายกลุ่ม แม้คนบางกลุ่มยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อมาตรการต่างๆก็ตาม แต่ก็เกิดผลดีในเชิงการป้องกันโรคระบาดได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เรากลัวไม่ใช่ &amp;ldquo;การเจ็บป่วย&amp;rdquo; เพราะศักยภาพใน &amp;ldquo;การรักษาพยาบาลผู้ป่วย&amp;rdquo; ของเราอยู่ในเกณฑ์ดี ที่เรากลัวคือ &amp;ldquo;การระบาดของโรค&amp;rdquo; ที่ต้องอาศัย &amp;ldquo;การป้องกันควบคุมโรค&amp;rdquo; ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสามทางระบาดวิทยา คือ ตัวคน (host) ตัวเชื้อโรค (agent) และ ตัวสิ่งแวดล้อม (environment) ถ้าเราป้องกันควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ด้วย &amp;ldquo;ระบบสาธารณสุข&amp;rdquo; ที่เข้มแข็ง การระบาดก็จะชะลอตัวลงหรือหยุดลงได้ พอมองมากกว่า &amp;ldquo;ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มรายวัน&amp;rdquo; เราจะเห็นโอกาสของประเทศ ที่จะสร้างสถานการณ์ที่ดีที่สุด (best case scenario) ของการระบาดโควิด-19 ขึ้นมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวคน&amp;rdquo; คนไทยไม่เหมือนอิตาลี อเมริกา เยอรมัน อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ทั้งลักษณะทางพันธุกรรม พฤติกรรม กิจกรรม วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิด ที่จะเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวเชื้อโรค&amp;rdquo; คาดว่า เชื้อโรคที่ก่อโรคโคสิด-19 ไม่ต่างกัน เป็นเชื้อซาร์โควี-2 เหมือนกัน แต่อาจต่างกันที่สายพันธุ์ย่อย
มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า เชื้อที่อิตาลี แรงกว่าและติดง่ายกว่าเชื้อจากจีนเกาหลีญี่ปุ่น ก็คงเป็นตามที่นักวิทยาศาสตร์จีนบอกว่า เชื้อโควิด-19 รุ่นแรกหรือ S-strain (ตัวแม่) จะดุร้ายน้อยกว่า รุ่นหลัง L-strain (ตัวลูก) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ลักษณะพันธุกรรมหลัก ยังเป็นตัวเดียวกัน นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนที่ติดจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ มีอาการเล็กน้อย และไม่แพร่กระจายมาก (จริงๆแล้ว คนไปเที่ยวผับ น่าจะน้อยกว่า ดูมวย ก็ได้) เพราะติดจากคนฮ่องกง ที่เป็นเชื้อตัวแม่ ส่วนที่ติดจากสนามมวยลุมพินี จากเซียนมวยที่ป่วยเพราะติดจากลูกชายที่กลับจากอิตาลี ทำให้คนดูมวยส่วนหนึ่งป่วย และมีอาการน้อยช่วงเริ่มป่วยแล้วรุนแรงมากขึ้นจนมีปอดอักเสบ และมีคนติดกระจายไปหลายจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากของสภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด) ในประเทศอื่นๆ อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ขณะที่ของไทยเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส น่าจะมีผลอย่างมากต่อความสามารถในการก่อโรคในคน และความคงทนในสิ่งแวดล้อมของไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวิกฤตจะกลับกลายเป็นโอกาส คนกรุงหยุดงานกลับต่างจังหวัด เมืองกรุงลดความแออัด ลดกิจกรรมทางสังคมลง ไปกำกับระยะห่างทางสังคมของต่างจังหวัดได้ แล้วให้บทบาท &amp;ldquo;การป้องกันควบคุมโรคระบาด&amp;rdquo; เป็นบทบาทของจังหวัดแต่ละจังหวัด ให้ผู้ว่าฯเป็นแม่ทัพ มีตำรวจ สาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆ เป็นขุนศึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิดการรบตะลุมบอนในชุมชน โดยผู้ที่ถนัดในการป้องกันควบคุมโรคในชุมชน คือ อสม. และ หมออนามัย ( เจ้าหน้าที่ รพ.สต.) ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ เราก็จะเริ่มเห็นทิศทางสู่ชัยชนะได้ง่ายขึ้น ชุมชนต่างจังหวัด เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แหล่งแพร่เชื้อแออัดไม่มากนัก เมื่อสาธารณสุข ตำรวจ มหาดไทย จับมือกัน มาครบทั้ง &amp;ldquo;พระเดช&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พระคุณ&amp;rdquo; แถมยังมี &amp;ldquo;พระสงฆ์&amp;rdquo; มาช่วยอีกในหลายๆพื้นที่ และอาจมี &amp;ldquo;พระเครื่อง&amp;rdquo; ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองหน้ารับศึกในชุมชน ทั้ง หมออนามัย (เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลชุมชน) อสม. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ใกล้ชิดชาวบ้านที่สุด จะช่วยดึงคนในชุมชน รวมพลังชุมชนออกมาร่วมด้วยช่วยกันได้ ภายใต้การสนับสนุนที่ดีของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ที่ไม่ต้องออกหน้ามากนัก และไม่ต้องลงไปรบกวนเวลาทำงานเขาบ่อยเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครจะว่าผมโลกสวยก็ตาม ผมก็ยังเชื่อว่า เราจะชนะสงครามโรครอดไปด้วยกันครับ...&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61136</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.พิเชฐ บัญญัติ, มีสติ, สธ., หมอ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dac50468dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
