<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2019 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2019 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดการพลังงานภาคขนส่ง &#039;ลดฝุ่นจิ๋ว-ก๊าซเรือนกระจก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่นพิษทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังไม่คลี่คลาย ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนเมือง จะเกินมาตรฐานหรือลดลงขึ้นกับสภาพอากาศหรือลมพัดแรงในแต่ละวัน คนเมืองต้องทนรับสภาพกันต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาแนวทางแก้ปัญหา ปรับสารพัดมาตรการเพื่อไล่ฝุ่นพิษให้ได้มากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วตัวอันตรายในอากาศ ส่วนใหญ่มาจากภาคขนส่ง รถยนต์จำนวนมากที่ใช้เดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพฯ การเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์รถ จราจรติดขัด ปลดปล่อยฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ภาคขนส่งนอกจากปล่อยไอเสีย พ่นฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังเป็นตัวการก่อภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ ฉะนั้น การรับมือฝุ่นและโลกร้อน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องผลักดันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประเทศไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศร้อยละ 20 ภายในปี 2573 รวมทั้งสิ้น 115 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ใน 4 สาขา ตามแผนปฏิบัติการนี้ภาคคมนาคมขนส่งจะช่วยลด 35 ล้านตันคาร์บอนฯ ผ่านมาตรการหลีกเลี่ยง ลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง และยกเครื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานในยานยนต์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เวทีถอดบทเรียน&amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot;โดย สนข. และ GIZ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเวทีถอดบทเรียนโครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการขนส่งทางบกในภูมิภาคอาเซียน&amp;quot; จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินงานลดการใช้น้ำมันของยานพาหนะและลดการปล่อยมลพิษจากภาคขนส่ง ตลอดจนทางออกระยะยาวของปัญหา PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุตินธร มั่นคง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข. กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้ประชาชนตื่นตัวปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคขนส่ง ยิ่งเดินทางมาก ยิ่งมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก ปล่อย PM 2.5 มาก ปัจจุบันการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคขนส่งสูงถึง 60 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 19 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทย ส่งผลต่อโลกร้อน ในปี 2573 ตั้งเป้าลดภาคขนส่ง 35 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า ในจำนวน 10 ล้านตันคาร์บอนฯ เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชุตินธร มั่นคง หน.กลุ่มส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน สนข.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคขนส่งชูมาตรการลดการเดินทาง เปลี่ยนรูปแบบเดินทาง ไม่เน้นเดินทางโดยรถยนต์ แต่ใช้เดิน ปั่นจักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ชุตินธรระบุว่า หากเอาแผนคมนาคมมากาง หมวดแรก ลดระยะการเดินทาง มีทั้งมาตรการจัดเก็บภาษี การห้ามรถเข้าพื้นที่ ช่วยลดทั้งก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นควัน ถัดมาเปลี่ยนการเดินทาง หากสร้างรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถรางคู่เสร็จ ช่วยลดก๊าซคาร์บอนฯ เพราะจะเปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากรถบรรทุกเป็นรถไฟแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; อีกหมวดพัฒนารถโดยสาร รถเมล์ ใช้พลังงานทางเลือก ใช้รถโดยสาร NGV และรถโดยสารไฮบริดมากขึ้น แทนน้ำมันดีเซล ไม่ใช้รถเก่า แต่มาตรการเหล่านี้รวมแล้วลดได้ 18 ล้านตันคาร์บอนฯ ยังไม่ถึงเป้าของภาคขนส่ง&amp;nbsp; เหตุนี้ กระทรวงคมนาคมจึงออกมาตรการเพิ่มเติมและมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น จะช่วยลดได้อีก 16 ล้านตัน จะทำให้ลดมลพิษทางอากาศ และชีวิตในเมืองน่าอยู่มากขึ้น ปัญหาหมอกควันคลุมกรุงเทพฯ จะเบาลงอย่างแน่นอน&amp;quot; ชุตินธร กล่าวถึงแผนลดมลพิษภาคขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประหยัดเชื้อเพลิง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) กล่าวว่า โครงการ &amp;quot;การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพฯ&amp;quot; ที่ สนข.ร่วมกับ GIZ ผลักดัน นำมาสู่การปรับปรุงมาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทนที่จะดูขนาดเครื่องยนต์ ส่งผลให้ผู้ผลิตปรับตัวลดขนาดเครื่องยนต์ ช่วยลดการใช้น้ำมันเหลือเพียง 6.75 ลิตรต่อ 100 กม. ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการผลักดันให้ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องยนต์เพิ่มเติม โดยลดขนาดเครื่องยนต์ในรถบรรทุกที่จะผลิตใหม่ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล เพราะรถบรรทุกเก่าสร้างปัญหาควันดำ ก่อมลพิษ ปล่อยฝุ่นจิ๋วในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; แต่ละปีมีรถใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.3 ล้านคัน หากรถประหยัดพลังงานช่วยลดฝุ่นจิ๋ว ลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ จากการสำรวจอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน เมื่อเทียบปี 56 กับปี 61 รถประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น 4% นอกจากมาตรการเข้มข้น จะต้องมีมิติการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป หากภาครัฐและภาคเอกชนเดินไปพร้อมกันจะลดก๊าซคาร์บอนและแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศของประเทศไทยให้ดีขึ้น&amp;quot; ดร.นุวงศ์ เน้นย้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้เชี่ยวชาญนโยบายประหยัดเชื้อเพลิง MTEC&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถยนต์ไฟฟ้าความหวังหยุดวิกฤติฝุ่นควันพิษ ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; ไทยควรส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและบรรเทามลพิษภาคขนส่ง ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ดี เมื่อกระทรวงพลังงานมีแผนลดใช้พลังงาน ตั้งเป้าปี 2579 ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทเสียบปลั๊กได้ จำนวน 1.2 ล้านคัน เริ่มดำเนินการเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เริ่มเห็นรถปลั๊กอินไฮบริดในผู้ผลิตหลายค่าย อาคารที่จอดรถตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มีสถานีชาร์จ รวมถึงคอนโดฯ ใหม่ ซึ่งเพิ่มบริการนี้สร้างจุดขาย ขณะที่สมาคมเร่งผลักดันให้มีสถานีประจุไฟฟ้า 100 จุดทั่วกรุงเทพฯ ปัจจุบันมี 80 จุดแล้ว ไม่นับภาคเอกชนที่ทำไปแล้วมากกว่า 200 สถานี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้ากว่าหมื่นคัน ขณะที่บีโอไอส่งเสริมการลงทุนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 20 ราย คาดการณ์ว่า 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นโมเดลรถออกมามากขึ้น และมีราคาเหมาะสม จับต้องได้ ปัจจุบันเผชิญปัญหาเมืองในหมอกควันพิษ เพราะบ้านเราใช้รถดีเซลจำนวนมาก หากขยับมาตรฐานการใช้รถ และลดใช้น้ำมันดีเซล ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในมาตรการหัวใจสำคัญ &amp;quot; ดร.ยศพงศ์จี้รัฐบาลต้องยกระดับความสำคัญรถไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในท้ายนี้ ดร.ยศพงษ์ให้ภาพการควบคุมคุณภาพอากาศของประเทศต่างๆ ในโลกว่า จากปัญหามลพิษอากาศ นอร์เวย์ประกาศห้ามขายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ในปี 2568 ส่วนเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ปี 2573 ขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศสตั้งไว้ปี 2583 หันมาประเทศจีนที่เผชิญหมอกควันพิษรุนแรง มีนโยบายหนุนรถยนต์ไฟฟ้าชัดเจน แต่บ้านเรามีเพียงมาตรการส่งเสียง แต่ไม่ได้เน้นให้มีการลงทุนหรือผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยสถานการณ์ฝุ่นจิ๋วที่พบอยู่ปัจจุบัน ต้องทำหลายมาตรการควบคู่กัน ด้วยมีจุดดีและด้อยต่างกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; รัฐตั้งเป้ารถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน ปี 79 วิกฤติฝุ่นควันปัจจุบันอาจต้องปรับแผนเร่งให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเร็วกว่าเดิม เป็นระยะ 5 ปี หรือ 10 ปี เพราะเป็นยานพาหนะที่ไม่มีมลพิษขณะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แต่มีในขั้นตอนการผลิตรถ ซึ่งสามารถลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดที่โรงงานได้ จัดการง่ายกว่าปล่อยให้รถดีเซล รถเก่ามาวิ่งพ่นควันเสีย แล้วมาแก้ที่ปลายเหตุ&amp;quot; นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเสนอแนะถึงรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซเรือนกระจก, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5, ภาวะโลกร้อน, มลพิษทางอากาศ, ลดก๊าซเรือนกระจก, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), หมอกคลุมกรุงเทพ, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4d38859b6fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
