<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่า PM2.5 ใหม่ของ WHO จุดท้าทายที่ไทยต้องไต่ระดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ&amp;ldquo;เกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines: AQGs) &amp;rdquo;ฉบับใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยปรับระดับเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม &amp;nbsp;เพิ่มมาตรฐานการกำหนดค่าเฉลี่ยรายปี ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อยู่ที่ 5ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากดิม 10 มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;และค่าเฉลี่ยราย 24ชั่วโมงของฝุ่น PM 2.5 ที่ 15 มคก./ลบ.ม. ลดจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม.

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ WHOได้จัดทําและนำเสนอเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการลดผลกระทบมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ปี 2530 &amp;nbsp;และมีการทบทวนเป็นระยะ ในปี 2540 และปี 2548 จนมาถึงการปรับแก้เกณฑ์ครั้งล่าสุด&amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเกณฑ์แนะนำปี 2564 ที่เพิ่งออกมานั้น ดร.อุมา ราชรัฐนาม &amp;nbsp;ตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวในงานประชุมเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ&amp;ldquo;ประเทศไทยไปทางไหนต่อเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO &amp;rdquo; ว่า เกณฑ์ใหม่ WHO จัดทำขึ้นอ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อระบุระดับคุณภาพอากาศ &amp;nbsp;ซึ่งจำเป็นในการปกป้องสุขภาพของประชาชนทั่วโลก &amp;nbsp;โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับระดับคุณภาพอากาศสำหรับฝุ่น PM2.5, ฝุ่น PM10,โอโซน (O3), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)และคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ทั้งยังให้เป้าหมายระหว่างทาง (Interim Target: IT)เพื่อเป็นทางเลือกสําหรับกําหนดเป้าหมายทางนโยบายในการจัดการคุณภาพอากาศกรณี ที่ยังไม่สามารถดําเนินงานให้คุณภาพอากาศบรรลุตามคำแนะนําของ WHO ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อุมาระบุเกณฑ์นี้ให้แนวปฏิบัติสำหรับการตัดสินใจกำหนดมาตรฐานและเป้าหมาย ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมายในการจัดการคุณภาพอากาศรวมถึงเป็นเครื่องมือในการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดมลพิษอากาศ และปกป้องสุขภาพของมนุษย์

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; การจัดทำ AQGsฉบับใหม่อ้างอิงหลักฐานและข้อมูลซึ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นว่า นับตั้งแต่ปี 2548มลพิษอากาศส่งผลต่อสุขภาพด้านต่างๆทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึก แหล่งที่มาการปล่อยมลพิษและการมีส่วนของมลพิษอากาศต่อภาระโรคภัยในระดับโลก &amp;nbsp;เกณฑ์ใหม่ยังให้แนวปฏิบัติช่วยจัดการอนุภาคขนาดเล็กจากพายุฝุ่นหรือพายุทราย, ผงฝุ่นเขม่าดำ/ธาตุคาร์บอน และอนุภาคละเอียดพิเศษ &amp;nbsp;รวมทั้ง การจัดการอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฝุ่น PM &amp;nbsp;บางประเภทซึ่งยังมีหลักฐานไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ที่จะหาระดับแนวทางคุณภาพอากาศเชิงปริมาณ แต่ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องด้านสุขภาพ &amp;ldquo; &amp;nbsp;ดร.อุมาให้ข้อมูล

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้แทน WHO ย้ำสถานการณ์มลพิษอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เลวร้ายกว่าที่คาดคิด ในแต่ละปีมีประชาชนทั่วโลกต้องเสียชีวิตก่อนวัยมากถึง 7 ล้านคนทั้งจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs)และผลกระทบจากมลพิษอากาศในสิ่งแวดล้อมและในครัวเรือนมากกว่า 2ล้านคนเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งก่อมลพิษมาก

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมลพิษอากาศเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเธอบอกว่าแม้ปัจจุบันคุณภาพอากาศจะค่อยๆ ดีขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูงแต่ความเข้มข้นของสารก่อมลพิษยังคงเกินมาตรฐาน โดยในปี 62 พบว่าประชากรโลกมากกว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้มข้นฝุ่น PM2.5เกินมาตรฐาน 10 มคก./ลบ.ม. ของ WHOขณะที่ระดับความเข้มข้นสูงของไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)ในพื้นที่เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือและยุโรปส่วนใหญ่สะท้อนถึงการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์สันดาป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางส่วนใหญ่คุณภาพอากาศลดลงจากการขยายตัวของเมืองในวงกว้างและการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนใหญ่อาศัยการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาของ WHO พบว่า 30 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีปรับปรุงคุณภาพอากาศในบางภูมิภาคแต่จำนวนผู้เสียชีวิตและการสูญเสียปีสุขภาพดี (Healthy Life Years) กลับเพิ่มขึ้น&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.อุมากล่าวด้วยว่าเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่นี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการปฏิบัติอิงหลักฐานสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจร่างกฎหมายและนโยบายเพื่อลดระดับมลพิษอากาศ และลดภาระด้านสุขภาพที่เกิดจากการสัมผัสมลพิษอากาศทั่วโลกทั้งยังสามารถช่วยปรับปรุงมาตรฐานและเพิ่มรายชื่อมลพิษอากาศอีกด้วยประเทศไทยเผชิญมลพิษทาง PM2.5ระดับเกินกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของ WHO &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามมีความตื่นตัวต่อวิกฤตฝุ่นพิษเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณภาพอากาศของประเทศดีขึ้น ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยให้เข้มข้นขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในมุมมอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อรรคพล &amp;nbsp;เจริญชันษา&amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวเวทีเดียวกันว่า&amp;nbsp;ประเทศไทยให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศมาตลอด ปี&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;ผลักดันสู่วาระแห่งชาติ และขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจนถึงปัจจุบันมีทิศทางและโครงสร้างการแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้นบูรณาการการแก้ไขปัญหาภายใต้ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทุกกระทรวงรับแผนไปปฏิบัติการมากขึ้นแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับจุดความร้อนที่เกิดขึ้น แม้ค่าเฉลี่ยราย 24 ชม.และรายปี ของฝุ่น PM2.5 จะยังไม่น่าพึงพอใจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; มีหลายพื้นที่มลพิษ&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงเกินเกณฑ์ พื้นที่ในเมืองสถานการณ์คุณภาพอากาศยังน่าห่วงจากการจราจร ปัญหา &amp;nbsp;ควันดำ&amp;nbsp;ปีนี้ปรับค่ามาตรฐานให้ต่ำลง และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กันจะเป็นจุดเปลี่ยนในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนพื้นที่นอกเมืองและพื้นที่เกษตรมีความท้าทายในการควบคุมเผาในที่โล่งแม้จะมีผลสำเร็จแก้เผาไร่อ้อยลดลง 70&amp;nbsp;%&amp;nbsp;แต่ยังมีพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาการเผาโดยเฉพาะในป่า ปีนี้ คพ.กำหนดในแผนเฉพาะกิจให้ท้องถิ่นจัดแผนและงบฯแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่เพิ่มอนาคตวางแผนให้ท้องถิ่นนำค่าเฉลี่ยคุณภาพอากาศเป็นตัวชี้วัดระดับพื้นที่&amp;nbsp;ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะทำอย่างไรให้มีตัวชี้วัดชัดเจนร่วมกันในระดับภูมิภาคอาเซียน &amp;ldquo; นายอรรคพล กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรณี WHO คลอดมาตรฐานใหม่ อธิบดี คพ. กล่าวว่ามาตรฐานควรมีความเหมาะสมกับมาตรการที่เดินไปพร้อมกัน รัฐบาลมีคณะกรรมอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและนำเกณฑ์ใหม่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ไทยจะต้องไปให้ได้ ต้องปรับมาตรการในแต่ละพื้นที่การปรับมาตรฐานจะต้องไม่ให้เกิดความตระหนกและไม่ให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินการตามมาตรการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพูดคุยกันหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน พันศักดิ์ ถิรมงคล&amp;nbsp; ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพและเสียง คพ.กล่าวว่า&amp;nbsp;ปัญหา PM2.5 จะเกิดขึ้นทุกปี พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีวิกฤตหนักระหว่างเดือน พ.ย.- ก.พ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ PM 2.5มีค่าเกินมาตรฐาน ปี 2563 กับปี 2564 ลดลงร้อยละ 9 ขณะที่ภาคเหนือ 17จังหวัด วิกฤตระหว่างเดือน ม.ค. - พ.ค.เมื่อเปรียบเทียบจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานปี 63 กับปี 64 ลดลงร้อยละ 8ส่วนจุดความร้อนเปรียบเทียบภาพของรวมของประเทศไทยปี 63 กับ ปี64ลดลงร้อยละ 50 ส่วนจุดความร้อนจังหวัดภาคเหนือลดลงร้อยละ 52รัฐบาลมีนโยบายการป้องกันไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองปี 65เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานลดปัญหาฝุ่นละออง ในส่วน คพ.ปรับการทำงานในเชิงปฏิบัติการมากขึ้นโดยร่างแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565จะปฏิบัติการร่วมกับจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชนในการลดเกิดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่มิติใหม่การบริหารจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พันศักดิ์ย้ำว่า ต้องขยายผลต่อยอดจากแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ&amp;rdquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; แผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2565แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งในภาคเหนือปี 2564 นอกจากนี้ จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่แก้ไขปัญหามลพิษที่สำคัญต้องทำงานเป็นทีมสร้างพลังในการลดมลพิษทางอากาศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHOปรับลดมาตรฐานเข้มงวดขึ้น ผู้อำนวยการกองคนเดิมเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยกับเกณฑ์แนะนำใหม่ของ WHOไทยจะหย่อนกว่าเกือบ 3 เท่า ค่าเฉลี่ย 24 ชม. ฝุ่น PM 10 อยู่ที่ 120 มคก./ลบ.ม.ส่วนเกณฑ์ WHO 45 มคก./ลบ.ม. PM 2.5 เกณฑ์ไทยที่ 50 มคก./ลบ.ม ส่วน WHO 15มคก./ลบ.ม. ส่วนซัลเฟอร์ไดออกไซด์หย่อนกว่า 7 เท่าคุณภาพอากาศมาตรฐานเฉลี่ย 1 ปี ของไทยกับ WHO ก็หย่อนกว่าหลายเท่าอย่าง ฝุ่น PM 10 มาตรฐานไทย 50 มคก./ลบ.ม. ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO 15มคก./ลบ.ม. ฝุ่น PM2.5 ไทยอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. ส่วน WHO อยู่ที่ 5 มคก./บ.ม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์คุณภาพอากาศของไทยพันธุ์ศักดิ์ระบุสารมลพิษทางอากาศที่ยังคงเป็นปัญหา คือ ฝุ่น PM 10 ฝุ่น PM 2.5โอโซน และสาร VOC แหล่งกำเนิดสำคัญ คือ ยานพาหนะ การเผาที่โล่งและอุตสาหกรรม แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพอากาศรอบ 10 ปีมีแนวโน้มลดลงในทุกพื้นที่ สำหรับ PM 10 ยังพบปัญหาที่ อ.หน้าพระลาน จ.สระบุรีส่วน PM 2.5 จากการขยายสถานีตรวจวัดมากขึ้นพบว่าพื้นที่เกินค่ามาตรฐานเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาสำคัญของไทยส่วนโอโซนแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่คาร์บอนมอนนอกไซด์สถานการณ์คงที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เกณฑ์ใหม่ของ WHOถือเป็นคุณภาพอากาศเป้าหมายของประเทศที่จะต้องมุ่งไปให้ถึงเพื่อคุณภาพอากาศที่ดีของประเทศ การกำหนดปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดโดยจะต้องอาศัยหลักวิชาการ กฎเกณฑ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน และความเป็นได้เชิงเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยขับเคลื่อนจากคณะอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คพ.จะนำเกณฑ์ใหม่WHOมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองระยะถัดไปปี 2565ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศที่กำหนดไว้แล้วให้เข้มข้นขึ้น &amp;ldquo;พันศักดิ์ เผยทิศทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ &amp;nbsp;ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ กล่าวว่ามลพิษอากาศทำให้คนเสียชีวิต 7 ล้านคนต่อปีในจำนวนนี้มลพิษอากาศในบรรยากาศทั่วไป 4.2 ล้านคนและมลพิษอากาศจากการใช้เชื้อเพลิงในครัวเรือน 3.8 ล้านคน มีรายงานมูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐศาสตร์ของมลพิษทางอากาศมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 2560-2562ถ้าเปรียบเทียบเกณฑ์แนะนำ WHO กับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศไทยโดยเฉพาะมาตรฐานรายปี PM2.5 ที่ 5 มคก./ลบ.ม. ถ้าไทยจะทำตามเป้าหมายนี้ต้องลดร้อยละ 80 ส่วนมาตรฐาน 24 ชม. ไทยสูงกว่าอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. WHO &amp;nbsp;อยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม. เราต้องลดร้อยละ 70หากอยากให้สุขภาพของคนไทยดีขึ้น ต้องปรับมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้น&amp;ldquo; ถ้าอยากท้าทายตัวเองต้องปรับมาตรฐานรายปีลงมาที่ 20 มคก./ลบ.ม.ส่วนราย 24 ชม. ปรับลดเหลือ 35 มคก./ลบ.ม.มีการศึกษาการปรับลดมาตรฐานใหม่ของ WHOจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1.7 แสนคนต่อปีคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 5.8 ล้านล้านบาท โดยภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสานได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับเกณฑ์คุณภาพอากาศ &amp;ldquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.วงศ์พันธ์ย้ำในการจัดการคุณภาพอากาศของไทยที่เจอมลพิษหนักหากจะทำให้ถึงเกณฑ์คุณภาพอากาศใหม่ WHO นักวิชาการคนเดิมให้แนวทางว่าจากรายงานสถานการณ์มลพิษปี 63 ค่าเฉลี่ยรายปีของ PM 2.5 .ในประเทศไทย คือ 23 มคก./ลบ.ม ยังสูงกว่าเกณฑ์คุณภาพอากาศเดิม WHO ที่กำหนด 10 มคก./ลบ.ม. ซึ่งไทยยังต้องลด 56% จะถึงเป้านี้ จะต้องห้ามเผา 100% และควบคุม 50% ของมลพิษจากรถยนต์ มาตรการที่ต้องดำเนินการร่วมกัน คือ ห้ามเผาใช้รถยนต์มาตรฐาน EURO V หรือ EURO V1 รวมทั้งรถยนต์เก่าด้วย อาจจะกำหนดรถที่สามารถใช้ในเมืองได้ต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี รถต่ำกว่ายูโร 3ไม่สามารถใช้ได้ ส่วนเกณฑ์ใหม่ WHO ถ้าไทยจะลดฝุ่นพิษจาก 23 มคก./ลบ.ม. เหลือ 5มคก./ลบ.ม. จะต้องลด 78% ห้ามเผา 100% ลด 100% ของมลพิษจากรถยนต์และลดมลพิษ 25% จากแหล่งอื่นๆ ลดมลพิษได้ 78% มาตรการที่ต้องทำร่วมกันห้ามเผา อนุญาตให้ใช้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าในเขต กทม.-ปริมณฑล เพิ่มมาตรการลดมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอื่นๆ ให้ลดลง 25% เช่นบ้านเรือน ฝุ่นจากถนน การก่อสร้าง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเวทีนี้ รศ.วงศ์พันธ์ ยังเสนอการลดผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษฝุ่น PM2.5 จากภาคขนส่ง ผ่านแบบจำลอง 10 สถานการณ์ซึ่งอ้างอิงงานศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลว่า 1.บังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ2.รถไฟฟ้ามีสัดส่วน 50% ของรถจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ปี 2567 3.เปลี่ยนรถประจำทาง ขสมก. ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้า 4.ปรับมาตรฐานรถเป็น ยูโร 5ในปี 2564 และ ยูโร 6 ในปี 2565 5.ห้ามรถยนต์นั่งส่วนบุคคลดีเซลวิ่งในพื้นที่ กทม. 6.ห้ามรถบรรทุกวิ่งในพื้นที่ กทม. 7.ห้ามรถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี วิ่งในพื้นที่กทม.และปริมณฑลฯ 8.ติดตั้ง DPF ให้กับรถดีเซลทุกประเภทที่มีมาตรฐานตั้งแต่ยูโร 3 ลงไป 9.ติดตั้ง PDF พร้อมทั้งมีการบังคับใช้เชื้อเพลิงกำมะถันต่ำ และสุดท้าย 10.รวมการปฏิบัติของทุกแนวทาง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ถ้ารวมทุกแนวทางปริมาณการปล่อยฝุ่น PM 2.5 จากไอเสียรถจาก 7,000 ตันต่อปี จะลดลงเหลือ 1,223 ตันต่อปีในปี 2572 ลดการสูญเสียด้านสุขภาพจาก 4 หมื่นรายต่อปี เหลือ 6,500 รายต่อปี นอกจากนี้ การใช้ทุกมาตรการจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ 2.3 หมื่นล้านบาท &amp;ldquo; รศ.วงศ์พันธ์ ย้ำนโยบายจัดการคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับภาคขนส่งและการจราจรเพื่อยก ระดับคุณภาพอากาศในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้นไม่เฉพาะเมืองหลวงของไทยอย่างกทม.และ17จังหวัดภาคเหนือที่จมฝุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119925</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฝุ่นPM2.5, มลพิษอากาศ, หมอกควันภาคเหนือ, เกณฑ์คุณภาพอากาศWHO</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616ad22d26aa6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 17จังหวัดภาคเหนืออ่วม GISTDAเผยภาพดาวเทียม พบมีจุด&quot;ฮอตสปอต&quot;กว่า  40,000 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8มี.ค.64-จากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในเขตภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด รวมถึงพบจุดความร้อนสะสมแล้วกว่า 40,000 จุด (1 มกราคม 2564 จนถึงปัจจุบัน) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และระบบนิเวศน์โดยรวมเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยภาพจากดาวเทียมระบบโมดิส (MODIS) ของวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564 พบกลุ่มหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าในเขตภาคเหนือปกคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่ 17 จังหวัดโดยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่าหมอกควันที่เกิดขึ้น GISTDA ได้ติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ดาวเทียมระบบโมดิส (MODIS) มาทำการวิเคราะห์และจัดทำข้อมูลสำคัญส่งต่อให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้นำไปใช้ประกอบการวางแผน การเข้าสำรวจ เพื่อบรรเทาและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เกษตร นอกจากนี้ ไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ไฟป่าฯ จะยาวไปจนถึงเดือนเมษายน จึงอยากขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่ รวมทั้งใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากอาคารหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95361</URL_LINK>
                <HASHTAG>17จังหวัดภาคเหนือ, GISTDA, นางกานดาศรี ลิมปาคม, หมอกควันภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_6045d5ca3c12b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดบทเรียน 14 ปี แก้หมอกควันภาคเหนือ &quot;ล้มเหลว - ซ้ำรอยเดิม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2562 ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่ใช่ปีแรกที่ชาวเชียงใหม่เผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ เพราะพอย่างเข้าฤดูแล้ง คนเชียงใหม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หมอกควันของฝุ่นควันพิษ มานานกว่า 14 ปีแล้ว และสำหรับปีนี้ พูดได้ว่ารุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนนโยบายของรัฐและการทำงานในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือล้มเหลว ซึ่งข้อเท็จจริงทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็ยอมรับการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ และการจัดการเชื้อเพลิงขาดประสิทธิภาพผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่ออกแถลงการณ์ถึงคณะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง 15 ปี มลพิษอากาศฝุ่นละอองภาคเหนือ ปี 2564 ต้องมีความก้าวหน้าที่จับต้องได้ โดยฝากความหวังในการแก้ฝุ่นควันเชียงใหม่ในโอกาสที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทส.ร่วมประชุมถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นพิษ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังประชุม 3 วัน &amp;nbsp;กระทรวงทรัพย์ฯ ได้ถอดบทเรียนออกมา 10 ข้อ ใช้แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย &amp;nbsp;1.การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการไฟป่าและหมอกควันระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2.แผนจัดหาและสนับสนุนอัตรากำลัง อุปกรณ์ ยานพาหนะ และงบประมาณที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา 3.เฝ้าระวังและดับไฟตลอดเวลา 4.แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงและจัดระเบียบการเผา 5.การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในทุกพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟป่า 6.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ,ภาคเอกชน และภาคประชาชน 7.การผลักดันสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีงบประมาณตรงภารกิจ 8.การกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน 9.การฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสียหายหลังเกิดไฟไหม้ และข้อสุดท้าย 10. การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งไทยต้องอาศัยเลขาธิการอาเซียนประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันหมอกควันข้ามแดน &amp;nbsp;ข้อเสนอดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าการแก้ไฟป่าภาคเหนือหนีไม่พ้นกรอบนี้ แผนดังกล่าวจะหยุดปัญหาหมอกควันได้หรือไม่ คนเชียงใหม่ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชนแสดงความคิดเห็นจะกลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.ทส.สรุปจากการประชุมถอดบทเรียนต้องทำให้ครบตามแผนงานโครงการภาครัฐ เพื่อปีหน้าจะเสนองบประมาณได้ 10 ข้อ ที่มีการปรับปรุงบ้าง เพื่อใช้กลไกแบบเดิม หากดูข้อเสนอข้อที่ 1 กับข้อที่ 7 &amp;nbsp;เรื่องผลักดันการถ่ายโอนภารกิจ เพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้าง ยังไม่มีภาพที่ชัดเจน เพราะต้องได้รับการตอบรับจากกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย &amp;nbsp;10 ข้อด่วนๆ มาจากโจทย์แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าปีนี้ เพื่อลดฝุ่นควัน แต่ขณะที่ความรู้จากการแก้ปัญหามา 10 ปี จะทำให้อยู่ในวังวนเดิมๆ สิ่งที่รัฐต้องทำ คือ การวางแผนป้องกันและจัดการพื้น ระบบการทำงานที่ผ่านมายังคิดในกรอบบรรเทาสาธารณภัยอยู่ ประเด็นต่อมาจากการติดตามอีเว้นท์รองนายกฯ และรัฐมนตรีมาเชียงใหม่ เป็นการพูดถึงฝุ่นควันบวกภัยแล้งต่างๆ ด้วย อีกทั้งพูดถึงปัญหาแต่ละจังหวัด ซึ่งการจัดการไม่เหมือนกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคิดในกรอบเดิมๆ บริหารจัดการแบบเดิมๆ เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ใช้แก้ปัญหาจริง นอกจากปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ต้องลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด การทำผังพื้นที่เป็นอีกเครื่องมือการบริหารจัดการเชื้อไฟ ซึ่งในแผนจัดการเชื้อไฟของรัฐที่พูดมา เป็นการจัดการที่ไม่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้นทางการเกิดเชื้อไฟ มุมมองทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง ขอบเขตของปัญหาเป็นอย่างไร จะไปสู่กรอบคิดที่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อีกเรื่องที่นำไปสู่ข้อถกเถียงต่อ คือ การจัดการเชื้อเพลิง ยังหาข้อยุติไม่ได้ การจัดการฝุ่นควันในอุดมคติ ต้องมีการเผา ขณะเดียวกันอีกแนวทางไม่เผา หากไปถึงขั้นควบคุมไม่ได้จะเกิดไฟไหม้รุนแรงเช่นปีนี้ &amp;nbsp;ก็มีข้อเสนออีกต้องมีวิธีการจัดการเชื้อไฟ ความเห็นของส่วนใหญ่หรือมติมหาชนการแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์เฉพาะหน้านี้ ยังไม่ได้คุยกันอย่างจริงจัง การถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นจึงเป็นแบบด่วนๆ ยังไม่ใช่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง หรือนำตัวอย่างรูปธรรมแก้ปัญหาได้มาขับเคลื่อนต่อ ส่วนที่ขาดหายไปจาก10 ข้อที่พูดถึง จะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาฝุ่นควันเฉพาะหน้า ไปสู่การวางแผนจัดการระดับพื้นที่ ระดับชุมชน รวมถึงวิธีสนับสนุนงบประมาณ &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นต่อมา อาจารย์ไพสิฐ กล่าวถึงข้อเสนอเพิ่มอัตรากำลังคน อุปกรณ์ว่า &amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ ต้องขับเคลื่อนต่อจะมีข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอที่รัฐมนตรีจะนำเข้า ครม. จะนำไปสู่วังวนแบบเดิมและเกิดความไม่คุ้มค่า หากรัฐยังคิดบนกรอบแบบนี้ อย่าไปหวัง &amp;nbsp;แต่หากเริ่มต้นปรับปรุงกฎระเบียบที่ติดขัด อีกส่วนทำระบบปฏิบัติในระดับพื้นที่ ทำตั้งแต่ตอนนี้หน้าฝน ทำแนวเขต แนวกันไฟอย่างไร จะช่วยแก้ปัญหาได้ แก้หมอกควันต้องแก้ด้วยกรอบความคิดใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน วิทยา ครองทรัพย์ กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่ คือองค์กรที่ระดมคนเชียงใหม่ทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้าไปช่วยรัฐในการพัฒนาคุณภาพอากาศของเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาจากต้นตอควันพิษทั้งในชนบทและในเมือง ผ่านโครงการต่างๆ ที่เข้ามาขับเคลื่อนให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ถึงปัญหา และลงมือแก้ไขจากตัวเองอย่างจริงจัง เราถอดบทเรียนและยอมรับว่า ปีนี้ไฟป่าหนักกว่าทุกปี มีการเผามากขึ้น จุดความร้อนเพิ่มขึ้น มีคดีเกิดขึ้นกว่า 1,000 คดี แต่จับผู้กระทำผิดได้มาถึง 10 ราย ถึงเวลาต้องทบทวนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &amp;nbsp;เพื่อจะเดินหน้าสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; รัฐบาลต้องยอมรับว่า ปัญหาเกิดจากการแก้ปัญหาที่รัฐบาลโยนภาระให้จังหวัดจัดการ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงเกิดการเผาป่าจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดจะดูแล &amp;nbsp;การสั่งการของผู้ว่าฯ ก็มีปัญหา ผู้รับคำสั่งสับสน เพราะมีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ กระทรวงเกษตรฯ หน่วยทหารในพื้นที่ ที่เข้าไปทำงาน &amp;nbsp;เชียงใหม่มีพื้นที่ป่ากว่า 10 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ป่าเพียง 2 ล้านไร่ หรือ 20% เท่านั้น อีก 80% ดูแลไม่ได้ &amp;nbsp; อีกทั้งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามืออาชีพแทบไม่มี มีแต่จิตอาสา อสม. &amp;nbsp;เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า หลายครั้งเกิดความสูญเสีย &amp;nbsp;การแก้ปัญหาหมอกควันล้มเหลวเกิดจากระบบ &amp;nbsp;โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้ 80% ที่เหลือ นี้มีการดูแล &amp;nbsp;พื้นที่เหล่านี้ขึ้นมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ แต่ความจริงถ่ายโอนอำนาจมา โดยผู้รับมอบไม่มีความพร้อมและไม่มีงบประมาณ บาง อปท. โดน สตง.ตรวจสอบงบจัดการไฟป่า &amp;nbsp;แต่เราก็ช่วยประสาน มีประชุมปลดล็อคปัญหานี้ในรูบแบบงบฉุกเฉิน เชียงใหม่มี 220 อปท. &amp;nbsp;ที่มีพื้นที่อยู่ในป่า 110 แห่ง &amp;nbsp;หากไม่มีความพร้อม การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่สำเร็จแน่นอน &amp;ldquo; วิทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยา กล่าวว่า รัฐบาลต้องออกกฎหมายอากาศสะอาด ระหว่างที่รอกฎหมาย ควรตั้งคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งประเทศไทย หรือ&amp;rdquo;บอร์ดอากาศ&amp;rdquo; ขึ้นมาเป็นเพื่อดำเนินงานและบริหารจัดการทั้งระบบ ควบคุมดูแลคุณภาพอากาศให้สะอาดและปลอดภัยต่อประชาชนทั้งประเทศ เพราะจะให้ระดับจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบไม่ไหว &amp;nbsp;จากนั้นค่อยกระจายมาเป็นบอร์ดอากาศระดับจังหวัดและระดับอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาย้ำการพัฒนาคุณภาพอากาศสำคัญ เพราะเราขาดอากาศหายใจไม่ได้ &amp;nbsp;แม้วันนี้สถานการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ต้องเตรียมพร้อม วางแผน และกำหนดมาตรการ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาให้หมดไปอย่างยั่งยืน ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม เราเจอไฟป่าภูกระดึง ดอยหลวงเชียงดาว ปีนี้ไฟป่าโหมไหม้ดอยสุเทพอย่างหนัก สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ไม่รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในเชียงใหม่ แกนนำสภาลมหายใจฯ คนเดิม ให้ภาพชัดๆ ว่า เกิดจากระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่เป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น มีการทิ้งใบจากต้นในเขตป่าผลัดใบ &amp;nbsp;ใบไม้สะสมในป่าจะเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต ในอดีตเมื่อถูกความชื้นของป่าเขตดิบชื้นก็หยุด &amp;nbsp;แต่เมื่อธรรมชาติขาดสมดุลไฟป่าก็ลาม นำมาสู่การชิงเผา &amp;nbsp;เพื่อคุมไฟป่า แต่จะต้องดำเนินการเผาแบบควบคุม บริหารจัดการเชื้อเพลงให้ถูกเวลา ที่ผ่านมารัฐไม่มีแผนบริหารจัดการอย่างถูกต้อง การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่าทั้งผืนไม่มี ไม่ทำปฏิทินการเผาที่มาจากฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ก่อนประสานทุกพื้นที่ เริ่มเผาเวลาไหนและจบเมื่อใด &amp;nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนทำแอพพลิเคชัน&amp;rdquo;จองเผา&amp;rdquo;ขึ้นมา ก็ไม่นำไปปรับใช้ ทุกวันนี้ต่างคนต่างทำ การเผาผิดเวลาทำให้เกิดฝุ่นควันห่มคลุมเมืองเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในที่สุด การแก้ปัญหาภาครัฐเริ่มต้นทำงานในช่วงวิกฤต มีคำสั่งห้ามเผา ใครเผาโดนไล่จับ รัฐขาดความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา คนภาคเหนือไม่ควรเจอฝุ่นควันเกินมาตรฐาน แต่ 10 กว่าปีนี้ไม่เคยทำให้ฝุ่นควันหายไป อย่าหลอกประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วิทยา บอกอีกว่า &amp;nbsp;ต้นเหตุหมอกควันถัดมา คือ &amp;nbsp;การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพดที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ นอกจากการเผาในป่าแล้ว เชียงใหม่ยังห่มควันจากยานพาหนะ การคมนาคมขนส่ง รถเก่าที่ปล่อยควันดำ การก่อสร้างที่ก่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก การเผาขยะ &amp;nbsp;หรือแม้แต่ควันไฟจากร้านอาหารปิ้งย่างในเมือง ต้องมีมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดฝุ่นเหล่านี้อย่างจริงจัง &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุถัดมาหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและลาว ซึ่งมีบริษัทไทยเข้าไปเกี่ยวข้องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ควันพิษจากที่นั่นก็ข้ามพรมแดนมาเชียงใหม่ การแก้ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลต้องเอาจริงใช้มาตรการด้านภาษีกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา สนับสนุนตลาดให้กับสินค้าที่ปลอดการเผา ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอย่างมีประสิทธิภาพและในพื้นที่เหมาะสม ไม่ใช่พื้นที่ลาดชัน สภาลมหายใจเชียงใหม่สนับสนุนการเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพราะจะลดหมอกควันให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แกนนำสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับสิทธิการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพิงป่า โดยไม่ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มชาติพันธุ์มีการดูแลจัดการที่เป็นระบบขึ้น เป็นไร่หมุนเวียนที่มีการบริหารการเผา หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนรักษาป่าในทุกพื้นที่อย่างเข้มแข็งให้ต่อเนื่อง นี่คือ ความยั่งยืนในการรักษาป่า ถ้าต้องการแก้ปัญหาหมอกควันให้สำเร็จ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อเมือง เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อสุขภาพของตนเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม &amp;nbsp;ไม่ปล่อยให้วิกฤตไฟป่า ฝุ่นPM 2.5 และหมอกควันเกิดขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.ชัยยันต์ &amp;nbsp;วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มช. &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการแก้ไฟป่าและหมอกควันจากนี้ควรจะเป็นการคิดและเคลื่อนจากแผนข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ใช้ อปท.เป็นแพลตฟอร์ม อีกประการข้อเสนอพูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ยังเป็นการพูดกว้างๆ แต่หมายถึงจะนำกลุ่มไหนมามีส่วนร่วม &amp;nbsp;ยกตัวอย่างกรณีการระบาดโควิด สั่งการจากส่วนกลาง มี อสม.ปฏิบัติการในพื้นที่ ขณะเดียวกันประชาชนตระหนักถึงปัญหาและเข้ามามีส่วนร่วม แต่ 10 ข้อสรุปที่รัฐมนตรีพูดถึง เราไม่เห็นบทบาทภาคประชาชนที่ชัดเจน จะมีวิธีให้เขาทำอะไร ระดมศักยภาพของท้องถิ่นอย่างไร ประการต่อมาการผลักดันให้กลไกอาเซียนทำงาน ที่ผ่านมาฝุ่นควันข้ามพรมแดนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย เป็นเรื่องที่ต้องออกแรง และอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นปัญหาใหญ่ &amp;nbsp; และในเชิงยุทธศาสตร์ยังไม่มีการพูดถึง &amp;nbsp;พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศ ฉะนั้น รัฐถอดบทเรียนมีข้อสรุปยังไม่เห็นแผนเชิงยุทธศาสตร์แก้ปัญหาหมอกควัน และไม่มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เมื่อมีการถ่ายโอนอำนาจ ไม่ได้หมายความว่า อบต.ทำทุกอย่างหมด แต่ อบต.ควรเป็นฝ่ายประสานงานกับชุมชนท้องถิ่น และเอื้ออำนวยความสะดวกงบประมาณ และออกข้อบัญญัติขึ้นมาเพื่อการใช้งบประมาณ ที่จนท.อบต.ไม่ต้องหวั่นการลงโทษ ทำให้คนบริหารงานมีความสบายใจ อบต.ส่วนใหญ่มั่นใจ แต่ติดขัดถ่ายโอนอำนาจมา แต่ไม่มีงบประมาณขึ้นมา หรือมีงบมาบ้าง แต่ติดเงื่อนไขที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการใช้เงินผิดประเภท &amp;ldquo; ดร.ชัยยันต์ กล่าวทิ้งท้ายต้องปลดล็อคปัญหาใหญ่นี้ ทำให้งานแก้หมอกควันมีประสิทธิภาพขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ชัยยันต์  วรรธนะภูติ, ถอดบทเรียน14ปี แก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิทยา ครองทรัพย์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, หมอกควันภาคเหนือ, ไพสิฐ พาณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2678b3a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2019 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย. ยกปัญหา&#039;หมอกควัน-ฝุ่นพิษ&#039; คุกคามชีวิตและสิ่งแวดล้อม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันนี&amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายรัชฎา สุริยกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) Dr. Isabelle Louis รองผู้อ้านวยการ ภาคพื นเอเซียแปซิฟิก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ &amp;nbsp;จัดแถลงข่าวงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 (World Environment Day 2019) ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 &amp;ldquo; Beat Air Pollution : หยุดหมอกควันและ อากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม &amp;rdquo; ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ สิมาฉายา &amp;nbsp;กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อให้ทั่วโลกตื่นตัวกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ร่วมกันหาแนวทางป้องกันและลงมือแก้ไข โดยปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP&amp;nbsp;&amp;nbsp;รณรงค์ภายใต้คำขวัญ &amp;ldquo;Beat Air Pollution&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หยุดหมอกควันและอากาศพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ซึ่งปีนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพการจัดงาน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามผู้คนทั่วโลก ทั้งกระทบต่อการดำเนินชีวิต กระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น กลุ่มโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อเฉียบพลัน โรคมะเร็งปอด และเสี่ยงต่อ สมองเสื่อม รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งข้อมูลจาก UNEP พบว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ทำให้แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 7 ล้านคน ในจำนวนนี้ เกินครึ่ง &amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;4 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย &amp;ndash; แปซิฟิก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562&amp;nbsp;ขึ้น เพื่อรณรงค์พร้อมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; กระทรวงฯ แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำกับดูแลการปล่อยมลพิษทางอากาศของสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม การตรวจวัดฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ และลดการเผาในที่โล่ง ซึ่งได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบปลอดการเผา ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนบน จำนวน 29 ศูนย์เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการขยายผลไปสู่หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด &amp;nbsp;อีกทั้งมีการขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนแก้มลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันภายในปี 2563 ส่วนแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ได้มีแนวทางส่งเสริมให้รถยนต์สาธารณะ ปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมัน B20 ให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งรัดนำน้ำมันดีเซลเทียบเท่ามาตรฐาน EURO 5 มาจำหน่ายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่ตอนนี้ ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;quot; นายวิจารย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า การจัดงาน วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม &amp;nbsp;อิมแพ็ค เมืองทองธานี &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 17.00 น. กิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;บทเรียนการแก้ไขมลพิษทางอากาศระดับประเทศ การเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;การขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหามลพิษคุณภาพอากาศ&amp;rdquo; ในหลากหลายแง่มุม ทั้งสถานการณ์มลพิษทางอากาศ Air4Thai ผลกระทบต่อสุขภาพและการปฏิบัติตัว การคมนาคม สีเขียว รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ไร้มลพิษ Smart City เพื่อสิ่งแวดล้อมสีเขียว การขนส่งและธุรกิจสีเขียว และการจัดการ ไฟป่าภาคเหนือ ตลอดจนนิทรรศการเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562 รวมทั้งนิทรรศการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น UNEP สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37229</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAT AIR POLLUTION, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.), นายวิจารย์ สิมาฉายา, มลพิษอากาศกรุงเทพ, วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2562, หมอกควันภาคเหนือ, องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefb8fb9cca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ.ตื่นแล้ว! เร่งประสาน9จังหวัดเหนือรับมือฝุ่นพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.62- กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน 9 จังหวัดภาคเหนือคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานทั้ง 9 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือปัญหา &amp;nbsp;ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่การเกษตร และพื้นที่ริมทางหลวง อย่างเคร่งครัด ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อป้องกันการเกิด &amp;nbsp; ไฟป่าและปัญหาหมอกควันปกคลุมพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2562 เวลา 05.00 น. พบว่า มีจังหวัดที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐาน 100 รวม 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย (ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.เชียงใหม่ (ตำบลช้างเผือก ตำบลศรีภูมิ ตำบล &amp;nbsp;สุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม) ลำปาง (ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง ตำบลสบป้าด ตำบลบ้านดง ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ) ลำพูน (ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน) แม่ฮ่องสอน (ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน) น่าน (ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) แพร่ (ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่) พะเยา (ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา) ตาก (ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด) โดยมีค่า PM2.5 ระหว่าง 67 - 265ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 ระหว่าง 91 &amp;ndash;308 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ AQI มีค่าระหว่าง 142 &amp;ndash; 375 &amp;nbsp; ซึ่งคุณภาพอากาศในภาพรวมอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (ระดับสีแดง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 9 จังหวัดภาคเหนือเตรียมพร้อมป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้กำหนดช่วงเวลาและจัดระเบียบการเผา ประกาศเขตห้ามเผา ส่งเสริมการจัดทำแนวกันไฟ และรณรงค์การไถกลบแทนการเผา ส่วนพื้นที่ริมทางหลวง &amp;nbsp;ให้เฝ้าระวังการเผาในเขตริมทางหลวงอย่างเข้มข้น อีกทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมปฏิบัติการระงับไฟป่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชยพล ระบุด้วยว่า &amp;nbsp; พร้อมประชาสัมพันธ์ผลกระทบของหมอกควันต่อสุขภาพอนามัย และข้อมูลคุณภาพอากาศ รวมถึงคำแนะนำในการปฏิบัติตนแก่ประชาชน ตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อป้องกันสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุมให้หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพราะจะสูดดมฝุ่นละอองจำนวนมากเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เจ็บป่วยได้ รวมถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันมิให้สูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกาย ส่วนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน &amp;nbsp;เป็นพิเศษ เพราะทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางอยู่ในระดับต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานแก้ไขปัญหาโดยด่วนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32164</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, ชยพล ธิติศักดิ์, ปภ., หมอกควันภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9ce517eff1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5804</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2018 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2018 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองบิน23ส่งอัลฟ่าเจ็ททำฝนหลวงภาคเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.61-ที่ลานจอดอากาศยาน หน้ากองบังคับการกองบิน 23 อุดรธานี น.อ.วิสูตร อินทร์ขำ ผบ.กองบิน 23 อุดรธานี เป็นประธานส่งหน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวง ยับยั้งลูกเห็บ ฝูงบิน 231 กองบิน 23 อุดรธานี &amp;nbsp;คล้องพวงมาลัยและพระสงฆ์ปะพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่นักบินและนายทหารที่จะไปปฏิบัติการที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ท.ณรงค์เดช ห่อเย็น ผู้บังคับฝูงบิน 231 กองบิน 23 กล่าวว่า ปี 2561 สถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องมาจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินพร้อม เจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ ของหน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวง ฝูงบิน 231 กองบิน 23 &amp;nbsp;สนับสนุนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในโครงการพระราชดำริฝนหลวง ปฏิบัติภารกิจ ณ พื้นที่ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ โดยเครื่องบินที่ใช้ปฏิบัติการประกอบด้วย เครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 หรืออัลฟ่าเจ็ท จำนวน 2 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่น.อ.วิสูตร อินทร์ขำ ผบ.กองบิน 23 อุดรธานี กล่าวว่า การปฏิบัติการเริ่มวันที่ 26 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2561 เครื่องบินที่ส่งไปปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องอัลฟ่าเจ็ท 2 ลำ ใช้นักบินครั้งละ 4 คน เจ้าหน้าที่ 20 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทั้งหมด 5 ผลัด ปฏิบัติการครอบคลุมพื้นที่ 300 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องอัลฟ่าเจ็ทนี้มีสมรรถนะสูง บินเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา บินได้สูง โดยใช้กระสุนซิลเวอร์ไอโอได ยิงเข้าไปที่ฐานเมฆเพื่อยับยั้งและสลายลูกเห็บ &amp;nbsp;ไม่ให้เกิดพายุลูกเห็บที่สร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องทางภาคเหนือตอนบนในทุกๆปี อีกทั้งยังช่วยภัยแล้งได้เป็นอย่างดี.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5804</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบิน23, ทหารอากาศ, ฝนหลวง, ภาคเหนือ, หมอกควันภาคเหนือ, เครื่องบินเจ็ท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab89a9f60565.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2018 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2018 06:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอกควันคลุมเมือง&quot;เสี่ยงตาย&quot;รายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ เก็บข้อมูลฝุ่น PM 10 และ PM 2.5 ตลอด 24 ชม. ส่วนหนึ่งของงานวิจัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปีพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจะเผชิญปัญหาสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าอย่างหนัก พบค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานในหลายวัน เป็นคุณภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง &amp;nbsp; ปีนี้เชียงใหม่ก็น่าห่วงถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาแน่นไปทั้งเมืองจนทำให้ดอยสุเทพหายไปกับตา &amp;nbsp;ขณะที่หลายจังหวัดภาคเหนือค่าฝุ่นละอองพุ่งเกินมาตรฐาน หมอกควันพ่นพิษติดอันดับเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ละจังหวัดจะระดมสรรพกำลังและบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษแล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีประชาชนลักลอบเผาในพื้นที่เกษตร พบจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;ที่ผ่านมาข้อมูลการปล่อยมลพิษจากการเผาในที่โล่ง ต้นตอปัญหาหมอกควันยังมีจำกัดและไม่ชัดเจน จึงมีการจัดทำ&amp;quot;โครงการติดตามตรวจสอบการเผาในที่โล่งในภาคเหนือของประเทศไทย สำหรับการประเมินการปล่อยและเคลื่อนที่ของมลพิษทางอากาศเพื่อการวางแผนการจัดการปัญหาหมอกควัน &amp;quot; โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจตรงการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 &amp;nbsp;ปี &amp;nbsp;(ระหว่างปี 2549-2558 &amp;nbsp;) ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา และตาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สมพร จันทระ หน.ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัยโครงการฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัญหาหมอกควันภาคเหนือตอนบนมาจากหลายปัจจัย เริ่มจากสภาพภูมิประเทศมีการตั้งเมืองในแอ่งและภูเขาล้อมรอบเอื้อเกิดมลพิษอากาศ &amp;nbsp;อีกทั้งสภาพภูมิอากาศช่วงปลายฤดูหนาวก่อนเข้าฤดูแล้งจะมีความกดอากาศสูงและอากาศนิ่ง เมื่อมีมลพิษเกิดขึ้นในแอ่งแล้ว การระบายมลพิษทำได้ยาก ทั้งสองปัจจัยนี้ควบคุมไม่ได้ อีกปัจจัยเป็นการเผาในที่โล่งทั้งการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ซึ่งควบคุมได้ที่แหล่งกำเนิด ขณะนี้รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่บอกฝุ่นที่ได้จากการเผามีทั้งฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10 และฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ยิ่งขนาดเล็กยิ่งเป็นอันตรายต่อปอด &amp;nbsp;แล้วยังมีสารที่เกาะกับฝุ่นก็อันตรายเช่นกัน &amp;nbsp;ช่วงหมอกควันที่ปริมาณฝุ่นในบรรยากาศมากยังทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นแย่ลง ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่ขมุกขมัว มองไม่เห็นแนวภูเขา เป็นสถานการณ์ที่พบเจอทุกปีช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท ย้อนรอย 10 ปี ผศ.ดร.สมพร ชี้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอย่างเห็นได้ชัดใน 9 จังหวัด โดยพื้นที่ป่าลดลงมากกว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร &amp;nbsp;ขณะที่พื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้นเกือบ 13,000 ตร.กม. เกษตรบนที่สูงเพิ่มขึ้นชัดเจน &amp;nbsp; ปี 2550 พบจุดความร้อนในพื้นที่ 9 จังหวัดหนาแน่น ทุกพื้นที่ เทียบกับปี 2554 &amp;nbsp;มีปริมาณน้ำฝน และเกิดอุทกภัย ทำให้การเผาน้อยและไม่เจอหมอกควัน ดูเหมือนหากเราไม่เลือกหมอกควันก็ต้องเจอน้ำท่วมแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการเผาซ้ำที่ตำแหน่งเดิมในระยะ 2-5 ปีมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาตาก เชียงใหม่ ส่วนการเผาในที่โล่งพบสูงสุดในเดือนมีนาคม จะเริ่มเผาตั้งแต่เดือนธันวาคม ใน จ.เชียงราย พะเยา เดือนมกราคม กุมภาพันธ์และมีนาคม จะเผาในที่โล่งมากใน จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และน่าน &amp;nbsp;สรุปจากภาพถ่ายดาวเทียมและการเดินสำรวจ พบป่ามีจุดความร้อนเพิ่มมากเดือนกุมภาพันธ์ สูงสุดเดือนมีนาคม &amp;nbsp;ส่วนการเผาพืชไร่บนที่สูงก็สูงสุดเดือนมีนาคมเช่นกัน &amp;quot; ผศ.ดร.สมพร เผยงานวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2558 &amp;nbsp;นักวิจัยบอกว่า ปริมาณเชื้อเพลิงชีวมวลที่ถูกเผาทุกชนิด 9 จังหวัดอยู่ที่ 4 ล้านตัน &amp;nbsp;มากสุดที่แม่ฮ่องสอน 0.9 ล้านตัน รองลงมา จ.เชียงใหม่ น่าน และตาก พบการเผาในป่าเบญจพรรณที่แม่ฮ่องสอนมากสุด 0.3 ล้านตัน ส่วนเผาไร่ข้าวโพดพบมากสุดที่น่าน 0.4 ล้านตัน เผานาข้าวมากสุดในเชียงใหม่ &amp;nbsp; ส่งผลต่อมลพิษอากาศรุนแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นจากการทดสอบการเผาฟางข้าว เศษต้นข้าวโพด เศษใบไม้จากป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ โดยใช้เตาจำลองการเผาชีวมวลในที่โล่ง ติดตั้งที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &amp;nbsp; และใช้เครื่องมือตรวจวัดก๊าซและเก็บตัวอย่างฝุ่นที่ปล่อยออกมาจากการเผาชีวมวลทั้งฝุ่น PM10 และ PM 2.5 &amp;nbsp;นักวิจัย พบว่า การเผาชีวมวลทุกชนิดให้มลพิษใกล้เคียงกัน &amp;nbsp;แต่การเผาฟางข้าวและใบไม้จากป่าปล่อยฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 มากกว่าเผาข้าวโพด แต่ข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ ฝุ่นจากเผาฟางข้าวมีปริมาณโพแทสเซียมและคลอไรด์สูงกว่าพืชป่า เพราะมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปลูกพืชเกษตร &amp;nbsp;ส่วนสารพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) &amp;nbsp;เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งการเผาพืชทุกชนิดให้สารพีเอเอชใกล้เคียงกัน การรับฝุ่นควันกระทบสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การเสี่ยงภัยภาวะหมอกควัน สรุปได้ว่า เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มีเพียง 1-5 วันต่อเดือนที่ค่าฝุ่น PM10 เกินค่ามาตรฐาน กระทบต่อสุขภาพ แต่เดือนมีนาคมตลอดทั้งเดือน มีสถานการณ์มลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุด และจากข้อมูลย้อนหลังพบช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน มีการระบายอากาศดีที่สุด เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ อัตราระบายอากาศแย่ &amp;nbsp;ข้อมูลเหล่านี้เราเสนอให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อกำหนดนโยบายห้ามเผา&amp;nbsp;เพราะปัจจุบันภาครัฐกำหนดห้ามเผา 2 เดือนต่อเนื่อง ไม่มีข้อยกเว้น อาจจะง่ายต่อการจัดการของเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;แต่ขาดความยืดหยุ่น สร้างความยากลำบากในการจัดการชีวมวลในพื้นที่ จากการวิจัยเดือนมกราคมถึงเมษายน มีวันที่อัตราการระบายอากาศดี แต่ต้องอาศัยการพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อประเมินสภาพอากาศ และอัตราระบายอากาศรายวัน &amp;nbsp;ผู้ถือนโยบายต้องมีความพร้อม &amp;nbsp;นอกจากนี้ งานวิจัยช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกจัดการชีวมวลในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;quot; ผศ.ดร.สมพร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ 9 จังหวัดภาคเหนือจะกำหนดมาตรการห้ามเผาราว 15 ก.พ.-15 เม.ย. &amp;nbsp;แต่นักวิจัยชี้ภาพถ่ายดาวเทียมยังตรวจพบจุดความร้อนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับฝุ่น PM10 ในอากาศที่รายงานโดย คพ.ส่วนปี 2560 ได้จัดทำโครงการวิจัย&amp;quot;ประเทศไทยไร้หมอกควัน&amp;quot; &amp;nbsp;มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ แยกจากสถานีของ คพ. โดยเก็บตัวอย่างรายวัน 24 ชม. และนำไปวิเคราะห์ในห้องแล็ป &amp;nbsp;เริ่มทำเดือน มี.ค. และเม.ย &amp;nbsp;ปีที่แล้วมีหลายวันที่ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ปีนี้เชียงใหม่ PM 10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ PM 2.5 เกินไปแล้ว ถ้าโฟกัสเฉพาะฝุ่น PM 10 เรายังปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน อันตรายแล้ว เกินค่ามาตรฐานตั้งแต่เดือน ก.พ. ผลกระทบจึงไม่จริงเท่ากับความเป็นจริง การแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน มีนโยบายห้ามเผา พยายามลดปัญหาที่ต้นตอ ง &amp;nbsp;จริงๆ แล้วต้องอาศัยงานวิจัยช่วยพิสูจน์ว่า ช่วงที่มีมาตรการห้ามเผาลดมลพิษทางอากาศได้จริงหรือไม่ โดยไม่ดูที่ HOTSPOT เพียงอย่างเดียว เพราะมีจุดอ่อนตรวจไม่พบ หากการเผาฃนาดไม่ใหญ่พอ ต้องใช้ข้อมูลตรวจวัดจริงในพื้นที่ที่ๆเป็นตัวแทน ปัจจุบันสถานีตรวจวัดของ คพ. อยู่ในเขตเมือง ขณะที่การเผาส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่รอบนอก ห่างไกลจากตัวเมือง แต่ส่งผลกระทบทั่วถึง ฉะนั้น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ประชาชน ต้องช่วยกันและหาจุดยืนร่วมกัน หาทางออกที่ดีที่สุด &amp;nbsp;&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช. กล่าวในท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หัวหน้าหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัด วิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลกระทบของหมอกควันห่มคลุมเมืองว่า มลพิษทางอากาศอันตรายยิ่งกว่าบุหรี่ เพราะกระทบตั้งแต่ในครรภ์มารดา ทั้งคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ติดเชื้อง่าย เกิดความพิการในครรภ์ จนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิต้านทานต่ำเป็นกลุ่มเสี่ยงจากฝุ่นพิษ &amp;nbsp; ผลกระทบต่อสุขภาพไม่ใช่แค่แสบตา ระคายผิว อย่างที่ภาครัฐพูด &amp;nbsp;แต่ทำให้สมรรถนะร่างกายถดถอย เจ็บป่วยรุนแรง เป็นโรคมะเร็ง นอนโรงพยาบาล เข้าห้องฉุกเฉิน และเสียชีวิต กว่า 10 ปีที่ตนนำเสนอข้อมูลผลกระทบของมลพิษตามฤดูกาลจากการเผาพื้นที่เกษตรต่อสุขภาพ &amp;nbsp;มีผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว &amp;nbsp;แต่ภาครัฐยังขาดการแก้ไขอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน จะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ถ้าอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอนเข้าสู่กระแสเลือด สะสมรอเวลาเป็นมะเร็ง &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกศึกษามลภาวะอากาศ พบว่า ทุกๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่น PM 10 ที่เพิ่มขึ้น มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 0.6% ความตายรายวันสัมพันธ์กับระดับควันพิษแบบเดียวกับเงาตามตัว &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตายจากโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 1.3% ตายจากระบบหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 0.9% ระยะยาว 7-20 ปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4% นอกจากนี้ ทุกๆ 10 ไมโครกรัมของฝุ่นพิษ 2.5 ไมครอนเสี่ยงมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8-14% &amp;nbsp; ประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อควบคุมระดับมลพิษได้ตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดแล้ว ยังปรับลดค่ามาตรฐานให้ต่ำลงอีกเพื่อให้อัตราผู้ป่วยลดลง &amp;nbsp;แต่ประเทศไทยยอมรับค่ามาตรฐานที่สูง ปล่อยให้ประชาชนเสี่ยงชีวิตมากขึ้น &amp;quot; ศ.นพ.ชายชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หน.หน่วยวิชาโรคระบบการหายใจฯ ม.เชียงใหม่ ย้ำชัดคุณภาพอากาศในพื้นที่เชียงใหม่ตลอดเดือดกุมภาพันธ์จนถึงวันที่ 5 มีนาคม พบค่าฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;เกินมาตรฐานทุกวัน &amp;nbsp;ตั้งแต่วันแรกที่รับฝุ่นส่งผลให้โรคหอบหืด โรดปอด โรคทางเดินหายใจกำเริบ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้ารับมลภาวะติดต่อกัน 7 วัน ฝุ่น PM 2.5 ซึมลึกในกระแสเลือดส่งผลผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก อัมพาตและเสียชีวิตที่บ้านเพิ่มขึ้น สำหรับข้อ แนะนำให้ประชาชนป้องกันสุขภาพตัวเอง สวมใส่หน้ากากป้องกันที่เหมาะสมเมื่อต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือทำม่านน้ำลดฝุ่นละอองในบรรยากาศ &amp;nbsp;สำหรับในพื้นที่เสี่ยงผู้มีอาการป่วยต้องอพยพออกนอกพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคที่ตายสูงสุด 5 อันดับแรกของคนไทย โรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 ตามด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง ปอดอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน และจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบว่าภาคเหนืออัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งติดอันดับ 1 ศ.นพ.ชายชาญ บอกว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งในภาคเหนือสัมพันธ์กับจุดสะสมความร้อนย้อนหลัง ซึ่งแสดงถึงมลพิษทางอากาศที่สะสมให้พื้นที่ นำไปสู่โรคมะเร็ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ตนได้ทำโครงการวิจัยผลกระทบมลพิษต่อสุขภาพในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยืนยันการตายเพิ่มขึ้นจากฝุ่นขนาดเล็กที่เพิ่มสูงขึ้นทั้ง PM 10 และ PM 2.5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; การแก้ปัญหาหมอกควันต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ มีความท้าทาย จะแก้เฉพาะในประเทศกำชับแต่ละอำเภอ ตำบล ห้ามเผาเป็นพื้นที่ไร้ควัน ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา &amp;nbsp;พม่า ลาวก็เผา ปัญหาก็ไม่บรรเทา เพราะจากการศึกษามีการเคลื่อนที่ของมลพิษทางอากาศ เราปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมต่อสุขภาพมาตลอด ถึงเวลาต้องบูรณาการวางแผนจัดการปัญหาหมอกควันร่วมกัน ผู้นำของแต่ละประเทศในเออีซีต้องพูดคุยกัน &amp;quot; ศ.นพ.ชายชาญ ฝากถึงผู้บริหารระดับนโยบายมุ่งสู่อากาศบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษในอนาคต .&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นบนกระดาษกรองจากเครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น PM 2.5 ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มช.

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4573</URL_LINK>
                <HASHTAG>.ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, PM2.5, ผศ.ดร.สมพร จันทระ หน.ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่, มลพิษทางอากาศ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่แม่เหียะ เก็บข้อมูลฝุ่น PM 10 และ PM 2.5, หมอกควันภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa1283bcdcda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
