<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลเหตุแท้จริงที่&#039;ร.7&#039;ทรงสละราชสมบัติ! &#039;อดีตผู้บริหารมธ.&#039;สอน&#039;ปิยบุตร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ข้อเขียนชิ้นนี้ยาวมาก และต้องใช้เวลาค้นคว้านาน จึงอยากให้อ่านจนจบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ในหัวข้อ &amp;ldquo;สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย 64&amp;ldquo; ผู้รับเชิญมาสนทนากับคุณจอมขวัญมี 2 คน คือ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ปิยบุตร เริ่มต้นด้วยความเห็นว่าประเด็นปัญหาเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้มีการพูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในในวงวิชาการ ทั้งในการรณรงค์ แต่มาหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2557 ต้องให้เครดิตผู้ชุมนุม ที่มีความกล้าหาญที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น ดังนั้นจะเห็นด้วยหรือไม่ หรือจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เรื่องนี้ได้ถูกนำขึ้นมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการสนทนาตอนหนึ่ง นพ.ตุลย์ ได้พูดถึงการหยิบยกเอาเหตุการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาเกี่ยวข้อง น.พ.ตุลย์ เห็นว่า ควรจะต้องพูดด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขา ในการสละราชสมบัติความตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะนั่นคือหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากความเห็นของ นพ.ตุลย์ อ.ปิยบุตร ได้แสดงความเห็นในประเด็นนี้ ซึ่งจะขอถอดคำพูดทุกคำมาให้อ่านกันดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอพูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ สิ่งที่จะต้องมาคู่กับประวัติศาสตร์คือเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp; ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายมีเท่าเทียมกัน มันก็จะมาถกเถียงกันว่า เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง อย่างเช่นถ้าผมไปพูดกับฝ่ายที่สนับสนุนว่าในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระบิดาแห่งประชาธิปไตย ยังไงเขาก็ไม่เชื่อ เขาก็จะหยิบยกคำพูด เหมือนกับที่คุณหมอพูดเมื่อสักครู่นี้มาโดยตลอด&amp;nbsp; แต่ถ้าเราลองไปสืบค้นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มันก็ชัดว่าประโยคที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านพูดว่า ท่านทรงสละราชสมบัติในปี 2477 เนี่ย จุดเริ่มต้นเนี่ย มันมาจากการที่ว่า ในหลวงรัชการที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกครั้งหนึ่ง ในท้ายที่สุดก็ทำความเข้าใจกันได้ ผู้สำเร็จราชการก็ไปลงนามแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกครั้งหนึ่งก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 พูดกันตรงๆ ก็คือ เสียงข้างมากในเวลานั้นน่ะ เขาเอาไปตั้งกันหมด ในหลวงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงบอกว่า ท่านไม่ได้มีโอกาสได้ตั้งเลยหรือ&amp;nbsp;
ทีนี้ปัญหามันเป็นยังงี้ครับ นี่คือการต่อสู้กันเป็นเรื่องปกติครับ คุณจอมขวัญ เวลามันมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิฯ มาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ มันจะมีการตกลงกันอยู่ แล้วตกลงพระมหากษัตริย์จะไปอยู่ตรงไหน ขอบเขตพระราชอำนาจจะมีแค่ไหนเพียงใด มันจะมีการสู้กันทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันจะค่อยๆขยับๆจนชัดเจนขึ้น มันก็เหมือนอังกฤษ กว่าจะชัดเจนกันแบบนี้ก็ผ่านกันเป็น 100 ปี ฉะนั้นเวลาเราพูดประวัติศาสตร์เนี่ย ถ้าพูดกันในมิตินี้ นั่นก็คือว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่านก็ทรงตัดสินใจ ซึ่งผมก็นับถือในแง่ของการต่อสู้ทางการเมืองนะ คือเมื่อสู้กับฝ่ายการเมืองแล้ว สู้ไม่ได้ ทางออกนั่นก็คือ สละราชสมบัติ ไม่ขอเป็นพระมหากษัตริย์ต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ว่า ข้อความที่บอกว่าอะไรต่างๆในพระราชหัถเลขานั้นเนี่ย ต้องสืบสาวราวเรื่องต่อครับว่า มูลเหตุที่แท้จริง คือเรื่องพระราชอำนาจในการวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดก มูลเหตุที่ 2 คือ พระราชอำนาจในการเข้าไปแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทที่ 2 นี่คือมูลเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคณะราษฎร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า อ.ปิยบุตร พยายามโต้แย้งว่า การสละราชสมบัติของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น มูลเหตุที่แท้จริงไม่ได้มาจากข้อความในพระราชหัตถเลขา ตามที่ นพ.ตุลย์ นำมากล่าว&amp;nbsp; แต่เป็นเพราะทรงมีความขัดแย้งกับรัฐบาลคณะราษฎร ซึ่งมาจากมูลเหตุ 2 ประการดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ อ.ปิยบุตรเห็นว่า &amp;ldquo;ชัด&amp;rdquo; ที่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจากมูลเหตุหลัก 2 ประการข้างต้น น่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อความกระจ่าง จึงจะขอนำข้อมูลจากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo; เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; ที่คุณวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย เป็นผู้เขียนมาเล่าสู่กันให้ทราบ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มาจากการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดเล่มหนึ่ง&amp;nbsp;
ประเด็นแรก มูลเหตุของความแย้งเรื่องแรก ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 พยายามที่จะวีโต้กฎหมายเก็บภาษีมรดกนั้น ต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งจริง โดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ขณะเสด็จไปประทับอยู่ที่เมือง เซอร์เร่ ประเทศอังกฤษ ทรงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติอากรมรดก จึงทรงยับยั้ง ในวันที่ 8 สิงหาคม 2477 แล้วส่งคืนกลับให้สภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาใหม่ โดยขอให้มีการบัญญัติให้ชัดเจนว่า มรดกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ต้องเสียอากรมรดก ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์แผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ซึ่งทรงยินยอมให้เสียภาษีอากรตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติยืนยันตามร่างเดิม ทำให้พระองค์ต้องจำยอมลงพระปรมาภิไธยในเวลาต่อมามิใช่สามารถทำความเข้าใจกันได้อย่างที่ อ.ปิยบุตรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก แม้เป็นความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์และคณะราษฎร แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องหลักที่ทรงสละราชสมบัติ เพราะนี่ไม่ใช่พระราชบัญญัติฉบับเดียวที่ทรงขอให้แก้ไข แต่สภาผู้แทนราษฎรกลับมีมติยืนยันตามร่างเดิม ยังมีฉบับอื่นอีกเช่น พระราชบัญญัติกฎหมายลักษณะอาญา ที่ทรงยับยั้งในวันที่ 29 กันยายน 2477 เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการบัญญัติในประเด็นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษการประหารชีวิต แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงมีมติยืนยันตามร่างเดิม โดยไม่ฟังคำทักท้วงแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว ขณะประทับอยู่ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชบันทึกถึงความไม่เห็นด้วยต่อรัฐบาลในประเด็นต่างๆ เช่น ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักเสรีภาพของประชาชน เรื่องการอภัยโทษหรือลดโทษทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีกฏบวรเดช ที่มีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีโดยไม่ให้ผู้ต้องหามีทนายแก้ต่าง เรื่องรัฐบาลตัดงบประมาณและกำลังทหารรักษาวัง รวมทั้งเรื่องให้บุคคลต่างๆในรัฐบาลเลิกกล่าวร้าย ทับถมการงานของพระบรมราชจักรีวงศ์ และของรัฐบาลเก่า อีกทั้งให้ปราบปรามผู้ซึ่งดูถูกพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังทรงขอร้องให้เลิกจับกุมราษฎรโดยหาว่า &amp;ldquo;กล่าวร้ายรัฐบาล&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายยังทรงระบุด้วยว่าจะต้องได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลทุกเรื่อง&amp;nbsp; มิฉะนั้นจะไม่เสด็จกลับประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 31 มกราคม 2477 สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดอภิปรายข้อเสนอตามพระราชบันทึกแต่ละประเด็น ต่อมารัฐบาลได้ถวายคำตอบกลับไปยังประเทศอังกฤษ ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์ทุกประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความขัดแย้งเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ดูจะเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเรื่องแรกมาก แต่ไม่ใช่เป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ 7 ไม่ได้ทรงมีบทบาทในการแต่งตั้ง ส.ส.ประเภทนี้ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเห็นว่า วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่ 2 ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องสมาชิสภาผู้แทนแทนราษฎรประเภทที่ 2 ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คืออะไร ในรัฐธรรมนูญฉบับของคณะราษฎร ได้จำแนกประเภทของส.ส.ออกเป็น 3 ยุค 3 สมัย ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 1 ให้คณะราษฎรจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน เป็นสมาชิก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 2 ภายใน 6 เดือน หรือจนกว่าจะจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะมีบุคคล 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งจากจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; ประเภทที่ 2 ให้ผู้ที่เป็นสมาชิกสมัยที่ 1 ที่คณะราษฎรเป็นผู้แต่งตั้ง เป็นสมาชิกประเภทที่ 2 โดยปริยาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยที่ 3 เมื่อราษฎรได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จะมาจากการแต่งตั้งโดยคณะราษฎร ไปอีก 10 ปี นอกจากจะมีราษฎรสอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เกินกว่าครึ่งก่อนครบกำหนดเวลา 10 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความบางตอนในพระราชบันทึกที่ได้พระราชทานแก่รัฐบาล แสดงให้เห็นถึงพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ครั้นต่อมาในระหว่างที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอยู่ ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและโต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลาว่า ควรถือหลัก Democracy อันแท้จริงจึงจะถูก ถ้ามิฉะนั้นจะเกิดทำให้มีความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชน ซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ Democracy อันแท้.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชบันทึกฉบับเดียวกัน ได้ทรงแสดงความเห็นเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข้าพเจ้าเห็นว่าสมาชิกประเภทที่ 2 นี้ ยังควรมีอยู่จริง แต่ควรกำหนดให้เป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และเป็นผู้ที่เคยชินกับการงานมาแล้ว....การเลือกตั้งนั้น อย่าให้เป็นบุคคลใดคนหนึ่งเลือกได้ก็จะดี เพราะจะป้องกันไม่ให้มีเสียงได้ว่าเลือกพวกพ้อง เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือก หรือให้บุคคลที่เรียกว่ามีความรู้ Intelligentsia เลือก....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในพระราชหัถเลขา ประกาศสละราชสมบัติ มีข้อความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;.....การที่ข้าพเจ้ายินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ที่ข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน .....ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้สมาชิกที่ราษฎรตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ.......&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยก......
.......... และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้มีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราขสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจารณาด้วยความเป็นธรรม จะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ทรงสละราชสมบัติเพราะความขัดแย้งเรื่องพระราชบัญญัติอากรมรดก หรือแม้แต่เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่ อ.ปิยบุตรกล่าวว่า เป็นเพราะพระองค์ไม่มีบทบาทในการเลือก เป็นมูลเหตุหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความจริงว่า นี่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับพระองค์ท่าน เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีโอกาสชนะ เพราะอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวคือคณะราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุของการสละราชสมบัติจึงเป็นเรื่องต่างๆ ที่สะสมกันมาตั้งแต่มีทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยคณะราษฎร จนถึงวันที่ทรงประกาศสละราชสมบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโอนอ่อนยอมตามคณะราษฎรเมื่อถูกยึดอำนาจ โดยไม่ให้มีการใช้กำลังต่อสู้ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประขาธิปไตยอยู่แล้ว ดังที่พระองค์ทรงมอบหมายให้พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) ปลัดทูลฉลองกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาชาวอเมริกัน นาย เรมอนด์ บี สตีเวนสัน ไปจัดการร่างรัฐธรรมนูญจนแล้วเสร็จ เตรียมที่จะพระราชทานในวันที่ 6 เมษายน 2475 อันเป็นวันครบรอบ 150 ปีของพระบรมราชจักรีวงศ์ แต่ด้วยมีการคัดค้านกันมากว่า ประชาชนยังไม่พร้อม เรื่องนี้จึงได้ชะลอออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็ทราบดี ดังพระราชบันทึกทรงเล่าของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้ทรงกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระยาศรีวิสารฯนั่นแหละรู้ดี เพราะเป็นคนติดต่อเอาคนอเมริกัน ดูเหมือนจะชื่อ สตีเวนสัน มาเป็นที่ปรึกษา หลวงประดิษฐ์เองก็รู้ว่า ในหลวงทรงมีร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะมีการพระราชทานแน่ แต่คงไม่ทันใจกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร และแนวทางการปกครอง ไม่สอดคล้องกับของพระองค์ การทักท้วง ขอให้แก้ไข ไม่ว่าจะทรงทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล และไม่มีโอกาสจะเป็นผล อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า จะมีการบีบบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติ ดังปรากฏหลักฐานในพระราชหัตถเลขาปรับทุกข์ไปยัง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระราชโอรสบุญธรรม ความตอนหนึ่งว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;....ข่าวลือหลังนี้ที่น่าเชื่อถือก็มีมากและที่เหลวก็มี ......นอกจากนี้ก็ว่า จะให้ฉันยกพระคลังข้างที่ให้แก่ชาติทั้งหมด แล้วให้ abdicate (บีบให้สละราชสมบัติ) เขาจะประกาศเป็น republic และจะจับพวกเจ้าและตัวฉันขังไว้เป็นตัวประกัน....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เนื่องจากพระองค์มีความอึดอัดพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลไม่เคยสนใจฟังคำทักท้วงของพระองค์เลย ทรงเห็นว่ายิ่งนานไปก็ยิ่งจะมีแต่ความ &amp;ldquo;ขึ้งเคียดแก่กัน&amp;rdquo; จึงทรงเปิดโอกาสให้มีจัดตั้งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ โดยไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาทขึ้น เพื่อให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจัดเลือกขึ้นเองได้ตามความพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ คือมูลเหตุที่แท้จริงของการสละราชสมบัติของพระองค์&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89203</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอมขวัญ, ปิยบุตร, ร.7, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร, สถาบัน, สละราชสมบัติ, หมอตุลย์, อดีตรองอธิการฯมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35f673f2643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 08:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 08:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แกนนำม็อบหนาว! &#039;หมอตุลย์&#039;นำทีมแจ้งความเอาผิดม.112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 63 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;13.00 น. วันนี้ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ จะนำคณะผู้แทนประชาชนไปพบ ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78086</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรา112, ม็อบ19กันยา, สน.ชนะสงคราม, สมชาย แสวงการ, หมอตุลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68078ea75b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
